novel-lucky | นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย PDF
  • หน้าหลัก
  • ดูอนิเมะ anime
  • อ่านมังงะ
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • จันทร์
  • อังคาร
  • พุธ
  • พฤหัสบดี
  • ศุกร์
  • เสาร์
  • อาทิตย์
  • ทุกวัน
  • จบแล้ว
  • นิยาย PDF
  • จันทร์
  • อังคาร
  • พุธ
  • พฤหัสบดี
  • ศุกร์
  • เสาร์
  • อาทิตย์
  • ทุกวัน
  • จบแล้ว
  • นิยาย PDF
Sign in Sign up
Prev
Next
Empire777 bigbet สล็อตเว็บตรง สล็อตเว็บตรง สล็อตเว็บตรง สล็อตเว็บตรง สล็อตเว็บตรง สล็อตเว็บตรง แทงบาคาร่า สล็อตเว็บไหนแตกดี แทงหวย24

กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1119.3 ทยอยถามกระบี่ต่อป๋ ายอวี้จิง

  1. Home
  2. กระบี่จงมา! Sword of Coming
  3. บทที่ 1119.3 ทยอยถามกระบี่ต่อป๋ ายอวี้จิง
Prev
Next

ไฉอู๋มีเหงื่อผุดออกมาจากหน้าผาก เซี่ยโก่วหัวเราะ ผายมือบอก เป็ นนัยว่าอย่ามัวนั่งบื้ออยู่ ดื่มได้แล้ว

ต่างคนต่างรินเหล้าแล้วชนชามเหล้ากันอย่างเข้าท่าเข้าที ไฉอู๋ที่ เดิมทีแค่อยากจะจิบหนึ่งอีกเห็นอีกฝ่ ายเงยหน้ากระดกดื่มจนหมด แม่ นางน้อยจึงได้แต่ท าตาม

เซี่ยโก่วเช็ดปาก ถามว่า “แม่หนูน้อย เจ้ารู ้หรือไม่ว่าอะไรที่ เรียกว่าผู้ฝึกกระบี่?”

ไฉอู๋ท าหน้าเหลอหรา

ตนเพิ่งฝึ กตนมาได้แค่กี่วันกันเอง จะสามารถตอบคาถาม ประเภทนี้ได้อย่างไร

เซี่ยโก่วจึงเปลี่ยนหัวข้อพูดคุยใหม่ เล่าเนื้อหาวิชาคาถาที่ตัวเอง สอนให้กับตัวอ่อนผู้ฝึกตนทั้งแปดคนที่ยอดเขาฮวายิ่งภูเขาเที่ยวอวี๋ ซ้าอีกรอบ “ฟังเข้าใจหรือไม่?”

ไฉอู๋พยักหน้า “เข้าใจ”

เซี่ยโก่วถาม “เรียนเป็ นหรือไม่?”

ผ่านไปครู่หนึ่ง ไฉอู๋ก็พยักหน้า “พอจะเป็ นอยู่บ้าง”

 

สิ่งที่สายตาของเซี่ยโก่วมองเห็นก็คือภาพบรรยากาศฟ้ าดินเล็ก ร่างกายมนุษย์ของไฉอู๋จาต้องยอมรับว่าคาว่า “พอเป็ น” ที่นางพูดถึง ก็คือพอเป็ นอย่างถูไถมากจริงๆ

อันที่จริงก็คือเรียนเป็ นแล้ว

ก็บอกแล้วอย่างไรล่ะว่าไม่ใช่ตนที่มีปัญหาด้านการถ่ายทอด มรรคา แต่เป็ นพวกนักเรียนที่โชคดีได้ถามมรรคาแต่กลับไม่มี สติปัญญาพวกนั้นที่ไม่ได้เรื่องกันเอง

เซี่ยโก่วรินเหล้าเต็มชามอีกครั้ง ยื่นนิ้วโป้ งออกมา เอ่ยชื่นชมว่า “ว้าว ถึงกับเป็ นป๋ ายจิ่งฉบับเด็กเลยนี่นา”

วัตถุดิบดินเจอกับวัตถุดิบดิน วัตถุดิบฟ้ าเจอกับเซียนฟ้ า นี่ก็คือ วิธีการคานวณที่เรียบง่ายที่สุดของยุคบรรพกาลอันโดดเด่น

หากพูดกันถึงคุณสมบัติและฐานกระดูก ในความเห็นของเซี่ย โก่ว มองไปทั่วภูเขาลั่วพั่วและสานักกระบี่ชิงผิง ในบรรดาคนรุ่นเยาว์ เฉาฉิงหล่างและป๋ ายเสวียนต่างก็ขาดความหมายบางอย่างไป

ตอนนี้เซี่ยโก๋วยังไม่รู ้ว่าแม่นางน้อยที่ชื่อซุนชุนหวังจะสร ้างความ ตกตะลึงระคนแปลกใจให้กับตนได้หรือไม่

คงเป็ นอย่างที่เว่ยป้ อพูด ในสายตาของผู้ฝึกตนบนยอดเขากลุ่ม น้อยอย่างนาง ต่ากว่าขอบเขตบินทะยานลงไปก็มีแค่นั้นเอง

 

หากขยับขึ้นสูงไปอีกขั้น ผู้ฝึ กตนขอบเขตสิบสี่รุ่นเก่าก็มองผู้ ผสานมรรคาใหม่เอี่ยมที่ถือกาเนิดขึ้นมาตามโชคชะตากลุ่มนั้นแบบ เดียวกันนี้ไม่ใช่หรือ?

เซี่ยโก๋วยิ้มเอ่ย “เจ้าขุนเขาของพวกเรารวยแล้ว มิน่าเล่าเขาถึง สอนวิชาคาถาให้เจ้าไม่ได้”

ไฉอู๋กะพริบตาปริบๆ ทาหน้าเหมือนไม่กล้าเชื่อ แม่นางน้อยรีบ ก้มหน้าลงดื่มเหล้า

เซี่ยโก่วหรี่ตาเอ่ย “แม่นางน้อย ไยต้องแกล้งโง่อยู่ทุกวัน ทั้ง หลอกตัวเองและหลอกคนอื่นด้วยเล่า เจ้าไม่เชื่อใจโลกใบนี้ขนาดนี้ เลยหรือ? เป็ นถึงขอบเขตหยกดิบแล้ว ผ่านมาก็นานขนาดนี้แล้ว ยัง ตั้งตัวไม่ได้อีกหรือไร?”

ไฉอู๋ลังเลอยู่เล็กน้อย ตอนที่เงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางเป็ น ประกายเจิดจ้า

เซี่ยโก่วกล่าว “คนฉลาดกลับจะถูกความฉลาดท าร้าย หลอกคน โง่อย่างพวกป๋ ายเสวียน เซียนกระบี่หมี่ได้ แต่จะหลอกชุยตงซาน หลอกเจ้าขุนเขาเฉินของพวกเราได้หรือ?”

ไฉอู๋ท าท่าจะพูดแต่ก็เงียบไป

เซี่ยโก่วถาม “ชอบหลบอยู่บนเรือข้ามฟากขนาดนั้น เพราะรู ้สึก ว่ายิ่งอยู่ห่างจากพื้นมากเท่าไรก็ยิ่งดีมากเท่านั้นหรือ?”

 

เนื่องจากไฉอู๋มีความเกี่ยวข้องบนมหามรรคาส่วนหนึ่งกับเสี่ยว โม่ และเซี่ยโก่วกับเสี่ยวโม่ก็ยังมีความสัมพันธ ์ที่ “เป็ นคู่สวรรค์สรร สร ้างอย่างจริงแท้ พรุ่งนี้ก็สามารถเข้าห้องหอกันได้แล้ว” ดังนั้น เกี่ยวกับประสบการณ์ตอนที่ไฉอู๋ยังเป็ นเด็ก นางได้รู ้จักกับเว่ยเซี่ยนอ ย่างไรเฉินผิงอันก็เคยเล่าให้เซี่ยโก่วฟังคร่าวๆ มาก่อน ตอนที่อายุสี่ ขวบ แม่นางน้อยที่ชาติกาเนิดน่าเวทนาถูกพ่อแม่ที่หนีภัยใช ้ตะกร ้า ใบหนึ่งพานางไปซ่อนตัวอยู่ในสุสานใหญ่ที่ถูกทิ้งร ้างในตะกร ้าคือ อาหารทั้งหมดที่พวกเขาเหลืออยู่

ไฉอู๋ดื่มเหล้าในชามจนหมด ยกหลังมือเช็ดมุมปาก แม่นางน้อย เงยหน้าขึ้น ยื่นมือมาบังตรงหว่างคิ้ว สีหน้าเรียบเฉย พยักหน้ากล่าว “ข้ารู ้สึกว่าโลกมนุษย์อยู่ในจุดที่สูง”

เซี่ยโก่วหัวเราะ ทั้งไม่ได้สงสารแล้วก็ไม่ตกตะลึง เพียงแค่ยกชาม เหล้าขึ้น “ดื่มหมดชาม”

ไฉอูรินเหล้าหนึ่งชาม เอ่ยอย่างเขินอายว่า “ดื่มเร็วเกินไป ข้า กลัวว่าจะพูดจาภาษาคนเมาแล้วก็อาละวาดเพราะฤทธิ์สุรา”

เซี่ยโก่วกล่าว “ถ้าอย่างนั้นแค่จิบเบาๆ ก็พอ” ไฉอู๋เหมือนได้รับอภัยโทษ เอ่ยว่า “ดี!” เซี่ยโก่วพลันถามว่า “ไม่สู้เจ้ากราบข้าเป็ นอาจารย์ดีกว่า” ไฉอู๋ส่ายหน้า “ข้ามีอาจารย์แล้ว”

 

เซี่ยโก่วร ้องเฮ้อเลียนแบบเจ้าขุนเขาของตัวเอง “ดื่มเหล้าแล้วไม่ เข้าใจหรือไร ไม่รู ้ความเสียเลย”

แววตาของไฉอู๋หนักแน่น

เห็นได้ชัดว่าเซี่ยโก่วเตรียมค าพูดไว้ในใจเรียบร ้อยแล้ว เอ่ยว่า “เจ้าสามารถรับเว่ยคอแข็งเป็ นพ่อได้นี่นา แบบนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่มความ สนิทสนมแนบแน่นให้มากยิ่งขึ้นไปอีกขั้นเหรอ? แล้วค่อยรับข้าเป็ น อาจารย์ไงล่ะ”

ไฉอู๋อึ้งตะลึง ทาแบบนี้ได้ด้วยหรือ?

……

มีแขกสองคนที่ตามหลักแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรมาปรากฏตัว ที่อาณาเขตของภูเขาลั่วพั่วได้

คนหนึ่งคือคนหนุ่มท่าทางเย็นชา อีกคนคือเด็กหนุ่มคิ้วเข้ม พวก เขาต่างก็เป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของหม่าขู่เสวียน

ก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่ที่ยอดเขาของภูเขาเจ๋อเยาใกล้กับศาล เหนียงเนียงเทพภูเขามองไกลๆ ไปยังความเคลื่อนไหวที่อยู่ภายใน เมืองหลวงแคว้นอวี้เซวียน

ไม่รู ้ว่าเด็กชายผมขาวคนหนึ่งโผล่มาจากไหน ถามพวกเขาว่า จะขึ้นเขาหรือไม่ หากขึ้นเขาก็ต้องบันทึกชื่อ

 

คนหนุ่มบอกว่าตัวเองมีชื่อและฉายาว่า “วั่งจู่” วันนี้ไม่ขึ้นเขา แค่ มาหาคน มาหาเฉินผิงอัน เจ้าขุนเขาของพวกเจ้า

เด็กหนุ่มที่ห้อยมีดผ่าฟื นไว้ข้างเอวบอกว่าตัวเองชื่อเกาหมิง ถามฟักแคระที่บอกว่าตัวเองคือขุนนางผู้เรียบเรียงต าราว่าหากตนไม่ ขึ้นเขาจะสามารถบันทึกชื่อได้หรือไม่?

เด็กชายผมขาวบอกว่าไม่มีกฎระเบียบเช่นนี้ แล้วจึงถามถึง ขอบเขตในปัจจุบันของเกาหมิง พอได้ยินว่าเป็ นห้าขอบเขตกลางก็ หมดความสนใจไปทันที

หากเป็ นผู้ฝึกลมปราณห้าขอบเขตล่าง ไม่แน่ว่าอาจจะได้รับการ ยกเว้นเป็ นกรณีพิเศษ

ขุนนางผู้เรียบเรียงตาราที่ขยันทางาน ทุกวันนี้ในมือมีสมุดเล่ม หลักกับเล่มรองอยู่สองเล่ม

เล่มหลักแน่นอนว่าเอาไว้เซียนเรื่องเป็ นการเป็ นงาน ส่วนเล่มรอง เอาไว้เซียนทุกเรื่อง

ผู้เฒ่าหลังค่อมสวมรองเท้าผ้าเดินมาจากบนภูเขา พอมาถึงที่ หน้าประตูภูเขา ผู้เฒ่าก็ผายมือบอกเป็ นนัยว่าไปนั่งที่โต๊ะค่อยๆ พูดคุยกัน

เห็นว่าพวกเขาไม่ขยับเท้า จูเหลี่ยนก็ยิ้มเอ่ยแนะนาตัวเองว่า “จู เหลี่ยน ผู้ดูแลงานทั่วไปของภูเขาลั่วพั่ว ทุกวันนี้เจ้าขุนเขาปิดด่าน ไม่อาจมารับรองแขกด้วยตัวเองได้”

 

วั่งจู่เอ่ยอย่างเฉยเมย “ในเมื่อเขาไม่ยอมปรากฏตัว ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็กลับแล้ว”

เกาหมิงร ้องหา เห็นได้ชัดว่าไม่ยินดีจะจากไปทั้งอย่างนี้ ภูเขาลั่ว พั่วที่ยิ่งใหญ่คือสถานที่ที่เขานึกอยากเดินทางมาเยือนอยู่เสมอ ส่วน เจ้าขุนเขาเฉินที่ชื่อเสียงเหมือนฟ้ าผ่าข้างหูเขาก็เลื่อมใสมานานมาก

แล้ว

และเด็กหนุ่มก็หาจุดเหมือนระหว่างพวกเขาได้เจอ ทุกคนต่างก็ พกมีดผ่าฟื นไว้ตรงเอว คาดว่าหากเจอหน้ากันก็น่าจะมีเรื่องให้ พูดคุยกันได้

อย่าเห็นว่าเหล่าหม่าปากเหม็น แต่ขอแค่พูดถึงเฉินผิงอันก็ยังไม่ เคยขี้เหนียวคาชม

จูเหลี่ยนยิ้มเอ่ย “อย่าได้รู ้สึกว่าเจ้าขุนเขาของพวกเรามีมาด ใหญ่โต เข้าใจผิดคิดว่าเขาใช ้การปิดด่านมาเป็ นเหตุผลในการไล่ พวกเจ้าไป เอ่ยประโยคที่ไม่น่าฟังสักหน่อย จานวนครั้งที่ต้องให้ข้า มาต้อนรับแขกที่หน้าประตูภูเขาด้วยตัวเองก็มีไม่มาก แล้วก็จะบอก ความจริงกับพวกเจ้า เจ้าขุนเขาปิดด่านจริงๆ หากไม่เป็ นเช่นนี้ เขา จะต้องยินดีมาพบพวกเจ้าแน่นอน ค าพูดน่าฟังไม่น่าฟัง ข้าล้วนพูด ไปหมดแล้ว จะกลับหรือไม่กลับ พวกเจ้าก็ตัดสินใจกันเอาเอง”

วั่งจู่เหมือนจะพยายามยืนยันให้แน่ใจว่าคาพูดประโยคนี้ของผู้ เฒ่าจริงหรือเท็จ

 

เกาหมิงคือคนที่ปากไร ้หูรูด เอ่ยว่า “ไม่ต้องสนว่าจริงหรือเท็จ ถอยไปพูดหนึ่งก้าว ผู้ดูแลใหญ่คนหนึ่งที่ดูแลได้ทุกเรื่อง ยอมมา หลอกคนที่ตีนเขาเช่นนี้ก็ถือว่าให้หน้าพวกเรามากพอแล้ว ในต ารา บอกไว้ไม่ใช่หรือว่าคนเฝ้ าประตูของบ้านอัครเสนาบดีเหมือนขุนนาง ระดับสาม แล้วนับประสาอะไรกับที่จูเหลี่ยนยังเป็ นผู้ดูแลใหญ่ด้วย “สองทอง” อย่างศิษย์พี่อยู่ที่นี่กลับไม่มากพอดูแล้ว ท่านก็อย่าเล่นตัว อีกเลย เชื่อข้าเถอะ อย่าเพิ่งรีบร ้อนกลับไป นั่งลงค่อยๆ คุยกัน”

คาว่าสองทองนั้นหมายถึงคนคนหนึ่งเป็ นขอบเขตร่างทองและ ขอบเขตโอสถทองในเวลาเดียวกัน

คนก่อนก็คือปรมาจารย์เวินที่ทุกวันนี้เป็ นอาจารย์สอนหมัดอยู่ที่ ภูเขาเที่ยวอวี๋

ในบรรดาจดหมายจานวนมากที่เหมือนหิมะโปรยปรายส่งมาถึง ห้องกระบี่ของยอดเขาจี้เซ่อ ในนั้นก็มีจดหมายฉบับหนึ่งที่มาจาก สานักกุยหยกใบถงทวีป เชื้อเชิญให้เฉินผิงอันเข้าร่วมงานฉลองสร ้าง โอสถของชิวจื่อแห่งยอดเขาจิ๋วอี้

ตาราวีรบุรุษเล่มนั้นของป๋ ายเสวียนถูกเจิ้งต้าเพิ่งเรียกว่าตารา เป็ นตาย พ่อครัวเฒ่ากลับบอกว่าคือจดหมายลับซ่อนในสายรัดเอวที่ แฝงไว้ด้วยความซื่อตรงและกล้าหาญ คนที่มีชื่ออยู่บนกระดาน รายชื่อ คนหนึ่งในนั้นก็คือผู้ฝึกกระบี่ผู้มีพรสวรรค์ซึ่งเป็ นเจ้ายอดเขา จิ่วอี้ผู้นี้ ก่อนหน้านั้นป๋ ายเสวียนได้เจอกับชิวจื๋อที่เป็ นคนวัยเดียวกัน ที่สานักกระบี่ชิงผิงก็ถูกชะตากันทันที และยังมีแม่ทัพใหญ่อีกสองคน

 

ป๋ ายโส่วเจ้าแห่งยอดเขาเพียนหรานของสานักกระบี่ไท่ฮุยอุตรกุรุทวีป สามารถเป็ นกองหนุนได้ ส่วนเวินจื่อซี่แห่งตาหนักหลิงเฟยแจกัน สมบัติทวีป สามารถเป็ นทัพหน้าได้

ทุกวันจะต้องเอานิ้วแตะน้าลายพลิกเปิดอ่านตาราวีรบุรุษเล่มนี้ ตัวป๋ ายเสวียนเองรู ้สึกว่าขบวนทัพที่ตัวเองรวบรวมมาได้อย่าง

ยากลาบากนี้แข็งแกร่งจนน่ากลัว

วั่งจู่กล่าว “ครั้งนี้ข้ามาที่นี่เป็ นเพื่อนศิษย์น้อง”

เกาหมิงใช ้เสียงในใจเอ่ย “เหล่าหม่าบอกชื่อชื่อหนึ่งกับข้า บอก ว่าขอแค่เป็ นฝ่ ายมาที่ภูเขาลั่วพั่ว แล้วบอกกับเฉินผิงอันก็จะมีโชค วาสนาอย่างหนึ่งรอข้าอยู่ เฉินผิงอันต้องไม่ให้ข้ามาเยือนอย่างเสีย เที่ยวแน่นอน”

จูเหลี่ยนพยักหน้า รวบเสียงให้เป็ นเส้นพูดคุยกับพวกเขาอย่าง ลับๆ ว่า “หากเกาเซียนซือไม่ไปหาที่พักที่เมืองเล็ก รอคอยไปก่อน รอให้เจ้าขุนเขาของพวกเราออกจากด่านแล้วข้าจะแจ้งให้เจ้าทราบ หรือไม่เจ้าก็บอกชื่อนั้นแก่ข้า คราวหน้าข้าจะนาไปบอกเจ้าขุนเขา เองเกาเซียนซือทิ้งที่อยู่เอาไว้ เจ้าขุนเขาจะเป็ นฝ่ายไปหาเจ้าเอง”

วั่งจู่ถามอย่างสงสัย “ไม่ถามสักหน่อยหรือว่าสู่เตี่ยนผู้นั้นไปอยู่ที่ ไหน?”

คนของแจกันสมบัติทวีปที่รู ้ว่าข้างกายหม่าขู่เสวียนมีหนึ่งสาวใช ้ สองลูกศิษย์ มีอยู่ไม่มาก ภูเขาลั่วพั่วกับภูเขาพือวิ๋นมหาบรรพตอุดร

 

มีความสัมพันธ ์ดีจนเหมือนสวมกางเกงตัวเดียวกัน ไม่มีเหตุผลที่จะ ไม่รู ้เรื่องนี้

หม่าขู่เสวียนมอบชื่อที่ไม่เป็ นที่ชื่นชอบนี้ให้แก่เขา อันที่จริงชื่อ จริงของนางก็คือซูชิงเซิน

นี่จะต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร?

ก็จริงนะ เดิมทีจิตใจของสตรีก็เหมือนเข็มที่อยู่ก้นมหาสมุทรอยู่ แล้ว

ทุกวันนี้แม้กระทั่งแสงสีทองเส้นนั้นคืออะไรกันแน่ ซุกซ่อนอะไร ไว้กันแน่ พวกเขาก็ยังไม่รู ้

เพราะหม่าขู่เสวียนผู้เป็ นอาจารย์เคยพูดกับพวกเขาสามคนเอง ว่า หากว่าแพ้ สถานะของเขาพิเศษ ต้องไม่มีทางกลับไปจุติใหม่ แน่นอน

ทั้งๆ ที่เอ่ยคาพูดที่คล้ายจะเป็ นคาสั่งเสียเช่นนี้ พวกเขากลับ มองเห็นความ…ผ่อนคลายและความรอคอยบนใบหน้าของหม่าขู่ เสวียน

วั่งจู่เห็นเช่นนี้ก็รู ้สึกเสียใจอย่างมาก ต่อให้เป็ นเด็กหนุ่มมีดผ่า ฝืนที่ใจใหญ่กว่า “เหล่าหม่า” อยู่หลายส่วน ต่อให้ฟ้ าถล่มลงมาก็ยัง ห่มผ้านอนหลับได้ ตอนนั้นก็เสียใจมากเหมือนกัน

 

บางทีหม่าขู่เสวียนอาจจะทนรับบรรยากาศเช่นนี้ไม่ไหว จึงยก เท้าข้างหนึ่งถีบไปตรงเป้ าของลูกศิษย์คนเล็ก ฝ่ายหลังร ้องโอ้ยๆ บอก ว่าถ้าแตกขึ้นมาจะทาข้าวผัดไข่ให้ท่านหนึ่งถาดเลยนะ

ตอนนั้นบนใบหน้าของซูชิงเซินก็มองไม่ออกว่ามีความหมาย อะไร

จูเหลี่ยนยิ้มกล่าว “ภูเขาลั่วพั่วของพวกเราไม่มีทางตกอับจนถึง ขั้นต้องทาให้หญิงสาวคนหนึ่งลาบากใจ”

วั่งจู่เหมือนกาลังรอคาตอบนี้อยู่ เอ่ยว่า “วันนี้ศิษย์น้องเกา สามารถเอ่ยชื่อนั้นออกมาได้ แต่ข้าก็อยากจะเดิมพันสักครั้ง รอให้ ข้าเลื่อนเป็ นขอบเขตก่อกาเนิด ถึงคอขวดก่อนค่อยว่ากัน”

ความนัยนอกเหนื อจากประโยคนี้ก็คือคิดว่าจะใช ้ชื่อนี้ แลกเปลี่ยนมาเป็ นขอบเขตหยกดิบที่มั่นคง แต่หากเขาฝ่ าทะลุคอ ขวดได้อย่างราบรื่น ถ้าอย่างนั้นก็ค่อยเฉลยปริศนาช ้าอีกสักหน่อย

เดิมพันว่าภูเขาลั่วพั่วและเฉินผิงอันจะไม่สร ้างความล าบากใจ ให้กับซูชิงเซิน แล้วก็ไม่ท าให้ลูกศิษย์ใหญ่เปิ ดขุนเขาของหม่าขู่ เสวียนอย่างตนต้องล าบากใจ

ถ้าอย่างนั้นชื่อนั้นที่เขารู ้ก็จะมีประโยชน์มากในช่วงเวลาที่เป็ น กุญแจส าคัญ

จูเหลี่ยนพยักหน้ายิ้มเอ่ย “ไม่เสียแรงที่เป็ นลูกศิษย์คนแรกของ หม่าขู่เสวียน กล้าท ากล้ารับ ยิ่งกล้าเดิมพัน”

 

หม่าขู่เสวียนทิ้งปริศนาสามข้อไว้ให้กับเฉินผิงอัน

อันที่จริงปริศนานั้นมีอยู่สองชั้น ต่อให้เฉินผิงอันจะรู ้สามชื่อนั้น แต่ก็ยังต้องเดาอีกว่าพวกเขาคือใคร และพวกเขาจะท าอะไร

แขกไม่ได้รับเชิญกลุ่มหนึ่งที่มาจากใต้หล้ามืดสลัว มีจางเฟิงไห่ ที่เป็ นขอบเขตสิบสี่ใหม่เป็ นผู้นา เขายืนอยู่บนพื้นที่ราบทางทิศใต้

ของกาแพงเมืองปราณกระบี่

นอกจากนี้ยังมีซินขู่แห่งยอดเขารุ่นเยว่ ลู่ไถที่มาจากสกุลลู่ แผ่นดินกลาง หลวี่ปี้เสียหยวนอิ๋ง ซือสิงหยวนที่ทุกวันนี้อาจารย์ทั้ง สองท่านอย่างหลิ่วซีและเฉาจู่ต่างก็อยู่ในใต้หล้าไพศาล

พวกเขาเงยหน้ามองตัวอักษรที่แกะสลักอยู่บนหัวกาแพงพร ้อม

กันโดยไม่ได้นัดหมาย

ก็คือสถานที่แห่งนี้ที่หมื่นปีที่ผ่านมาคือสถานที่ที่สานักการทหาร ต้องการแย่งชิงมาตั้งแต่สมัยโบราณ

เคยมีคนผู้หนึ่งสวมชุดคลุมอาคมสีแดงสด ตรึงกระบี่เฝ้ าประตูอยู่ ที่นี่ คือคนที่สะดุดตาผู้คนในใต้หล้า

บนเส้นทางภูเขาของยอดเขาจี้เซ่อ เด็กชายผมขาวที่ออกมา ลาดตระเวนภูเขาเป็ นเพื่อนหมี่ลี่น้อยพลันหยุดเดิน นางยื่นมือมากุม หน้าผาก เดินโงนเงนไปมาราวกับคนเมา

 

นักพรตเฒ่าเรือนกายสูงใหญ่คนหนึ่งแหวกม่านฟ้ ามาถึง ทั้งไม่ บอกกล่าวกับป๋ ายอวี้จิง แล้วก็ไม่รายงานให้ศาลบุ๋นไพศาลทราบก็ ตรงดิ่งมาที่ภูเขาลั่วพั่วทันที

บังเอิญยิ่งนัก มีเด็กชายชุดเขียวคนหนึ่งกาลังใช ้เท้าข้างหนึ่ง เหยียบบนม้านั่ง คุยโวอยู่กับนักพรตเซียนเว่ย

เห็นนักพรตเฒ่าที่เรือนกายแกร่งกายาคนนั้นก็รู ้ว่าท่าไม่ดีแล้ว เขาท าคอย่น เตรียมจะเผ่นหนี เมื่อก่อนเขาเคยมีความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ กับผู้อาวุโสที่มรรคกถาเลิศล้าค้าฟ้ าผู้นั้น

แต่กลับถูกนักพรตเฒ่ารั้งคอเสื้อด้านหลังเอาไว้แล้วยกตัวเขาขึ้น สูง “คิดหนีรี?”

เฉินหลิงจวินที่สองเท้าลอยต่องแต่งแกล้งตาย

เซี่ยโก่วเอาสองมือเท้าเอวฉับ หัวเราะเสียงดังวะฮ่าฮ่า “ตาเฒ่าปี้ เชียว ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เสี่ยวโม่ของข้าล่ะ?”

ตงไห่เจ้าอารามผู้เฒ่าแห่งอารามกวานเต๋า ฉายาว่าเจ้าแห่งถ้าปี้ เซียวกล่าว “เสี่ยวโม่ต้องปิดด่านอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมดวง จันทร ์เฮ่าไฉ่ ระยะเวลาสั้นยาวไม่แน่นอน เลยให้ข้ามาบอกพวกเจ้า”

เซี่ยโก่วมองเจ้าแห่งถ้าปี้เซียว

 

นักพรตเฒ่าใช ้เสียงในใจกล่าว “นักพรตซุนแห่งอารามเสวียนตู ข้ามทวีปไปส่งกระบี่ใส่ป๋ ายอวี้จิง อวี๋โต้วสวมชุดคลุมขนนกพกกระบี่ เซียนเป็ นฝ่ายออกมาจากป๋ ายอวี้จิงและรับกระบี่ด้วยตัวเอง”

“ผ่านไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง อู๋ซ่วงเลี้ยง เกากู เจียงซิง ขอบเขตสิบสี่ เก่าใหม่ทั้งสามคนบวกกับเป่าหลินผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานต่าง

ก็พากันไปถามกระบี่ต่อป๋ ายอวี้จิง”

เซี่ยโก่วเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ผลลัพธ์ล่ะ?!” นักพรตเฒ่าเอ่ยอย่างเฉยเมย “ตายกันหมดแล้ว” เซี่ยโก่วยกฝ่ามือขึ้นนวดคลึงปลายคาง

นักพรตเซียนเว่ยลังเลแล้วลังเลอีก แต่ก็ยังลุกขึ้นยืน คารวะด้วย ขนบลัทธิเต๋าต่อนักพรตเฒ่าคนนั้น

เจ้าอารามผู้เฒ่าเพียงแค่โยนเฉินหลิงจวินออกไปไกลๆ

เจ้าแห่งถ้าปี้เซียวที่เล่าลือกันว่าไม่เคยละเว้นใครผู้นี้หันตัว กลับมา ก้มหัวคารวะนักพรตที่ปักปิ่นไม้บนมวยผมอย่างเคร่งขรึม จริงจัง