กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 20.4 ขานชื่อ
หรงอวี๋หยุดเดินอยู่ที่ประตูด้านข้าง แล้วย้อนกลับไปท างานที่ห้อง
ด้านข้างต่อ นางเริ่มเคยชินกับการทบทวนเหตุการณ์อยู่ในสมองของ
ตัวเองแล้ว
ก่อนหน้านี้รับรองแขกอยู่กับราชครู หรงอวี๋ถึงเพิ่งรู้ว่าที่แท้ภูเขา
เที่ยวอวี่แห่งนั้นก็คือทรัพย์สินส่วนตัวของกานอี๋ เป็นนางที่เสนอให้
เจิ้งต้าเฟิงน าไปขายต่อให้กับภูเขาลั่วพั่ว
ตามหลักแล้วก่อนที่เฉินผิงอันจะมารับหน้าที่เป็นราชครู ต าหนัก
ฉางชุนกับเขาก็ถือว่ามีความสัมพันธ์ควันธูปที่ไม่เลวต่อกันอยู่ก่อน
แล้ว
แล้วก็เพราะสาเหตุนี้ถึงได้ท าให้พวกลู่ฝานโล่วเข้าใจผิดคิดว่า
สกุลซ่งต้าหลีจะต้องเป็นสกุลซ่งต้าหลีที่ติดค้างต าหนักฉางชุนไป
ตลอดกาล?
ตอนนั้นที่อยู่ในห้องโถงใหญ่ได้เจอกับพวกโอสถทองสามคน
ประโยคแรกที่ราชครูเอ่ยออกไปก็คือการยิ้มถามว่า โน้มน้าวซ่งอวี๋
หลายครั้งว่าให้มาที่นี่ด้วยกัน แต่ก็ยังโน้มน้าวบรรพจารย์ที่วางหน้า
ไม่ลงผู้นี้ไม่ได้ใช่หรือไม่?
พวกนางต่างก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน
ประโยคที่สองของราชครูก็คือ ผู้ที่ศึกษามรรคาจ าเป็นต้องเข้าใจ
หลักการเหตุผลข้อหนึ่ง ร่างกายและจิตใจเป็นศัตรูกันได้อย่างไรและ
ท าไม แต่ลู่ฝานโล่วกลับไม่เข้าใจ ซ่งอวี๋เองก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่พวก
เจ้ากลับต้องคิดให้กระจ่าง
หลังจากนั้นก็เป็นเฝิงเจี้ยที่ปลุกความกล้าพูดถึงแผนการใน
อนาคตของต าหนักฉางชุน แน่นอนว่าพวกนางต้องอยากให้ใต้เท้า
ราชครูช่วยดู ดูว่าสิ่งที่พวกนางร่วมกันคิดมามีความผิดพลาดใน
ทิศทางใหญ่หรือไม่ ต้นฉบับฉบับหนึ่งที่มีตัวอักษรแค่ร้อยกว่าค า เฝิง
เจี้ยที่เป็นเซียนดินโอสถทองกลับต้องท่องตอนอยู่บนเรือหลี่เฉวียนซ ้า
ไปซ ้ามา แม้กระทั่งช่วงเว้นวรรคน ้าเสียงขึ้นๆ ลงๆ อารมณ์ที่ใช้ควร
เป็นอย่างไรล้วนต้องชั่งน ้าหนักแล้วชั่งน ้าหนักอีก
มีทั้งความรู้สึกว่า “ก็ยังดี” แล้วก็มีทั้งรู้สึก “น่าเสียดาย” ราชครู
แค่ฟังไปรอบเดียาเท่านั้นแล้วก็ไม่มีค าวิจารณ์ใดๆ อีก
ดังนั้นสรุปแล้วความคิดของพวกนางดีหรือไม่ดี ในใจพวกนาง
กลับไม่มั่นใจเลย
เดิมทีใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อพวกนางก็สามารถกลับกันได้แล้ว
อย่างน้อยก็ไม่ได้ท าผิดพลาด กระตุ้นให้ราชครูเดือดดาลหรือไม่ก็ท า
ให้ทางราชส านักมาคิดบัญชี นี่ก็ถือว่าต าหนักฉางชุนผ่านด่านมาได้
อย่างหวุดหวิดแล้วใช่หรือไม่? ถือว่ายอมรับการเลือกคนของศาล
บรรพจารย์ใหม่แล้วใช่หรือไม่?
แต่จู่ๆ ราชครูกลับถามอย่างใคร่รู้ว่า “เจ้าต าหนักเฝิง เหล้าหมัก
ฉางชุนของต าหนักฉางชุนพวกเจ้า หนึ่งปีสามารถหมักได้กี่ไห?”
แม้ว่าเฝิงเจี้ยจะไม่เข้าใจว่าท าไมราชครูถึงถามถึงเรื่องเล็กน้อย
เรื่องนี้ แต่กระนั้นก็ยังรายงานไปตามจริงว่า “อย่างมากสุดก็แค่หนึ่ง
ร้อยยี่สิบไห หากมากกว่านี้ รสชาติก็จะผิดแผกไป แล้วก็จะกระทบต่อ
รากสายน ้าของน ้าพุหลิงชิว
เฉินผิงอันด่าข าๆ ว่า “มารดามันเถอะ เหลาสุราของล าคลองชาง
ผูกับย่านอิงฮวาของเมืองลั่วจิง เหล้าหมักฉางชุนที่ดื่มได้หนึ่งคืนต้อง
ไม่ต ่ากว่าร้อยไหเลยกระมัง
กานอี๋ยังดีหน่อย แต่พวกเฝิงเจี๊ยกับเหวยหรุยต่างก็ตกใจสะดุ้ง
โหยงกับประโยคว่า “มารดามันเถอะ” ของท่านใต้เท้าราชครู
เฝิงเจี้ยถามหยั่งเชิง “ท่านราชครู ราชส านักอยากจะใช้น ้าพุหลิง
ชิวมาท าเป็นเหล้าหมักของทางการ ลดระดับคุณภาพของสุราลง ส่ง
ขายออกเป็นวงกว้างเพื่อช่วยบรรเทาแรงกดดันให้กับกรมคลังหรือ?”
หากเป็นเช่นนี้จริง ต าหนักฉางชุนจะไม่โต้แย้งเด็ดขาด
ในสายตาของเซียนดินรุ่นเยาว์อย่างพวกเฝิงเจี้ยและผู้ฝึกตน
หญิงห้าขอบเขตกลางจ านวนมาก. ร้อยปีที่ผ่านมานี้ต าหนักฉางชุน
ของพวกนางลุ่มหลงอยู่กับภาพลวงตาที่ถูกกองก าลังของฝ่ายต่างๆ
ห้อมล้อมเอาใจดังดาวล้อมเดือนมากเกินไปจนลืมก าพืดของตัวเอง
เฉินผิงอันยิ้มโบกมือ “แค่อยากรู้ก็เลยถามดูเท่านั้น อย่าได้คิด
มาก
“พวกเจ้าไม่รู้อะไร ตอนนี้เริ่มมีคนให้ค าแนะน าแล้วว่าไม่สู้ให้ข้า
รับหน้าที่ดูแลกรมคลังไปพร้อมกันด้วยเลย เหตุผลก็คือเป็นอาชีพ
เก่าของข้าแล้ว ค าประเมินที่ได้จากการประเมินของกรมขุนนางต้อง
ไม่เลวแน่
“ก็จริงนะ ทั้งเป็นร้านผ้าห่อบุญมาจนชิน แล้วยังเคยเปิดร้าน
เหล้าที่ก าแพงเมืองปราณกระบี่ด้วย หากคิดตามนี้ พวกเจ้าสงสัยว่า
ข้าจะหมักเหล้าขายก็ถือว่าสมเหตุสมผลดีแล้ว
สัมผัสได้ถึงอารมณ์อันผ่อนคลายของราชครูอย่างชัดเจน พวก
เฝิงเจี้ยพลันรู้สึกโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก
กานอี๋ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเป็นฝ่ายให้ข้อเสนอว่า “ท่านราชครู
เหล้าหมักฉางชุนหนึ่งร้อยยี่สิบไหนี้ ต าหนักฉางชุนของพวกเราเก็บ
ไว้ใช้เองยี่สิบไห ส่วนที่เหลืออีกร้อยไห ไม่สู้ให้น าไปมอบให้กับกรม
พิธีการตามจ านวนและเวลาที่ก าหนด ส่วนหนึ่งคือเอาไว้ใช้กับงาน
พิธีการของทางราชส านัก ยกตัวอย่างเช่นหากมีการแต่งตั้งสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้าบางองค์ กรมพิธีการก็โยกย้ายเอามาใช้
งานได้เลย ถือเสียว่าเป็นเสริมบุปผาลงบนผ้าแพร
เฉินผิงอันมองนางแล้วพยักหน้า “สามารถท าได้
ดวงตาเฝิงเจี้ยเป็นประกายวาบ ยังคงเป็นขิงที่ยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ดจริง
เสียด้วย
เหวยหรุยที่วันนี้มาพบราชครูค่อนข้างจะเงียบขรึมพูดน้อยอยู่
ตลอดกลับขมวดคิ้วน้อยๆ
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ความสัมพันธ์ควันธูปบนภูเขาของต าหนัก
ฉางชุนพวกเจ้าดีอยู่แล้ว
ตอนที่ปรึกษาเรื่องนี้กับรองเจ้ากรมต่งแห่ง
กรมพิธีการก็ถือโอกาสพูดเรื่องของผู้ฝึกตนส านักกสิกรรมไปด้วย
พยายามปรึกษากันให้ได้แบบแผนที่เหมาะสม
เห็นได้ชัดว่ากานอื่ประหลาดใจเป็นทบทวี อึ้งตะลึงท าอะไรไม่ถูก
เจ้าต าหนักเฝิงเจี้ยที่แม้จิตแห่งมรรคาจะตื่นตะลึงเหมือนกัน แต่
กระนั้นก็ยังตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
หรงอวี๋หัวเราะหยันอยู่ในใจ กานอี๋ผู้นี้ฉลาดแต่กลับถูกความ
ฉลาดท าให้เข้าใจผิด ผลประโยชน์ของราชส านักต้าหลีในทุกวันนี้
สามารถฉกฉวยมาได้ง่ายดายขนาดนี้เชียวหรือ?
ผู้ฝึกตนส านักกสิกรรมอยู่ในสถานที่ของสามทวีปอย่างแจกัน
สมบัติทวีป ฝูเหยาทวีปและใบถงทวีป ไม่เคย “เป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง
จนขาดแคลน” เช่นนี้มาก่อน เป็นเหตุให้ผู้ฝึกตนส านักกสิกรรม
จ านวนมากที่อยู่ในหลิวเสียทวีปและธวัลทวีปต่างก็รู้สึกว่ามี
ผลประโยชน์ให้ฉกฉวย เริ่มวิ่งมาหาสามทวีปนี้แล้ว แต่เนื่องจาก
แจกันสมบัติทวีปมีราชส านักต้าหลีที่ควบคุมบนภูเขาอย่างเข้มงวด
ดังนั้นจ านวนเมื่อเทียบกันแล้วจึงน้อยที่สุด นอกจากนี้ผู้ฝึกตนส านัก
กสิกรรมที่อยู่ในท้องถิ่นของแจกันสมบัติทวีปกลุ่มนั้น
ตอนที่มี
สงครามได้ “ปฏิบัติหน้าที่รับใช้แผ่นดิน” ตามมณฑลต่างๆ ของราช
ส านักต้าหลี ต่อให้เป็นการบุกเบิกแผ้วถางพงไพรและเพาะปลูกโดย
มิได้รับค่าตอบแทน ก็ไม่เคยมีค าบ่นด้วยความไม่พอใจ แน่นอนว่าก็
ไม่กล้ามีค าบ่นด้วย หลังสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกตนท าเนียบ
ทั้งหลายที่มาจากทางทิศใต้ พวกเขาอยากจะกลับบ้านเกิดแล้ว ตาม
ข้อตกลงที่จัดท าขึ้นใหม่ของสกุลซ่งต้าหลีเงินเดือนที่ได้รับทุกปี เดิม
ทีก็น้อยนิดอยู่แล้ว ไหนเลยจะต้านทานความคิดถึงบ้านเกิดที่ยิ่งทวี
ความเข้มข้นขึ้นทุกขณะได้
นอกจากความคิดถึงบ้านเกิดแล้ว ขก็ไปเป็นแขกผู้มีเกียรติของ
เหล่าจักรพรรดิอัครเสนาบดีที่พากันกอบกู้แคว้น ฟื้นคืนพื้นที่
ประกอบพิธีกรรมอยู่ทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีป เกรงว่าต่อให้
เป็นเซียนดินบนภูเขาก็ยังต้องเอ่ยยกยอผู้ฝึกตนส านักกสิกรรมที่เป็น
ห้าขอบเขตล่างสักสี่ห้าค า นี่ไม่ได้สบายกว่าอยู่ที่ราชส านักต้าหลีทาง
ทิศเหนือของล าน ้าใหญ่หรอกหรือ?
พวกเฝิงเจี้ยสามคนออกมาจากจวนราชครู กลับมาบนเรือหลี่
เฉวียนอีกครั้ง กานอี๋รู้สึกละอายใจเหลือเกิน บอกว่าตนวาดงูเติมขา
เสียแล้ว
เฝิงเจี๊ยกลับส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “ทุกเรื่องล้วนยากตอนเริ่มต้น กลัวก็
แต่คนมีใจ ขอแค่พวกเราสามารถแก้ไขปัญหาได้มากพอ ต าหนัก
ฉางชุนก็จะได้รับความเคารพย าเกรงมากกว่าเดิม ใจคนที่แตกฉาน
ซ่านเซ็นของศาลบรรพจารย์กลับกลายเป็นว่าสามารถอาศัยสิ่งนี้
รวบรวมขึ้นมาได้ใหม่”
เหวยหรุยใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ข้าเดาว่าราชครูโยนปัญหายาก
ใหญ่เทียมฟ้าเช่นนี้มาให้เรา ก็ไม่แน่เสมอไปว่าอยากจะเห็นว่าพวก
เราเขียนแผนการได้ดีแค่ไหน สามารถปฏิบัติจริงได้แค่ไหน แต่ราช
ส านักต้องการจะเห็นจิตแห่งมรรคาส่วนใหญ่ของต าหนักฉางชุนพวก
เรา ดังนั้นพวกเราก็แค่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจให้เต็มที่ ไม่ต้องกังวล
กับความร้ายแรงของผลลัพธ์ที่จะตามมามากเกินไป เพียงแต่ว่าเรื่อง
นี้พวกเรารู้กันแค่สามคนก็พอ ห้ามไปพูดให้คนอื่นฟังเด็ดขาด”
เฝิงเจี้ยยิ้มตาหยีบีบแก้มของเหวยหรุย “เวลาปกติเทพธิดาเหวย
ชอบเปิดต าราตราประทับสองเล่มนั้นมากที่สุดไม่ใช่หรือ แล้วยัง
รวบรวมบทกวีมาไว้ด้วย วันนี้ได้เจอกับเจ้าของตราประทับ ไฉนถึงไม่
พูดอะไรสักค าเล่า”
สตรีของต าหนักฉางชุนแบ่งแยกความรักและความแค้นออกจาก
กันอย่างชัดเจนเกี่ยวพันกับความรักชายหญิงในโลกโลกีย์มาก
เกินไป จวนเซียนแห่งอื่นมักจะเก็บซ่อนอ าพรางเอาไว้ ป้องกันอย่าง
ระมัดระวัง แต่พวกนางกลับไม่ถูกกฎเกณฑ์ใดๆ พันธนาการ ไม่ถูก
ขัดขวางด้วยจารีตและกฎระเบียบแห่งพิธีการ มักจะมีผู้ฝึกตน
ท าเนียบของต าหนักฉางขุนแต่งงานกับบุรุษที่เป็นมนุษย์ธรรมดาล่าง
ภูเขาเป็นประจ า ใช้เวลาอยู่ในโลกโลกีย์หลายสิบปีแล้วนางค่อยหวน
กลับมาฝึกตนที่ภูเขาอีกครั้ง
เหวยหรุยอับอายจนพานเป็นโกรธ พูดหยอกล้อกับเฝิงเจี้ยสอง
สามประโยคไปแล้วนางก็ถอนหายใจเบาๆ พึมพ าว่า “เจ้าต าหนักเพิ่ง
อาจารย์อาอู้ชง ต าหนักฉางชุนของพวกเราต้องระวังแล้วระวังอีก
ไม่ใช่เรื่องของเกียรติยศอัปยศอะไร แต่ความเป็นความตายของพวก
เราล้วนอยู่ที่การกระท าในครั้งนี้”
เฝิงเจี้ยพยักหน้า พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ถือเสียว่ารบอย่างหลัง
ชนฝาก็แล้วกัน”
แต่จากนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าทันใด เฝิงเจี้ยยิ้มตาหยี หรือควรจะพูด
ให้ถูกก็คือยิ้มตาหยีอย่างเจ้าเล่ห์ “เทพธิดาเหวย เจ้ารู้สึกว่า…”
เหวยหรุยเข้าใจนิสัยของเจ้าต าหนักที่เป็นเพื่อนสนิทคนนี้มาก
ที่สุด รีบยื่นมือไปอุดปากนางทันใด “เฝิงเจี้ยเจ้าคนปากมากชอบ
จุ้นจ้านผู้นี้! อย่าหวังจะพูดจาเหลวไหล!”
กานอี๋มองผู้เยาว์สองคนที่หยอกล้อกัน แล้วจึงหันไปมองทะเล
เมฆกว้างใหญ่ไพศาลนอกหน้าต่างของเรือข้ามฟาก เมื่อจิตแห่ง
มรรคาเปิดกว้าง ฟ้าดินก็กว้างตามไปด้วย
ฝนตกแล้ว
เมฆด าทะมึนมารวมตัวกันหนาแน่น ฝนพลันเทกระหน ่าลงมา
ซ่งอวิ๋นเจียนมีท่าทางเกียจคร้าน เดินเล่นตามระเบียงมาถึงที่นี่
มองเก้าอี้หวายที่อยู่ในระเบียงฝั่งตรงข้าม
ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันโดยมีลานกลางเรือนแบบสี่ด้านที่น ้าไหล
มารวมสู่ใจกลาง
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ฟังเสียงลมฝน ยิ้มถาม
ว่า “ได้เห็นดอกไม้บาน ดอกไม้ร่วงแล้วก็กลับมาบานอีกครั้ง สหาย
อิงหนิงรู้สึกเช่นไร?”
ในลานบ้านแห่งนั้นมีต้นท้อต้นหนึ่งที่เป็นตัวแทนของจ านวนปี
โชคชะตาแคว้นต้าหลี ก่อนหน้านี้มีดอกท้อประมาณหกร้อยห้าสิบ
ดอก ไม่ถือว่าอยู่ห่างไกลจากแปดร้อยดอกมากนัก
ผลคือหลังจากฟ้าดินเชื่อมโยงครั้งหนึ่งผ่านพ้นไป กระทั่งก่อนที่
ราชครูหนุ่มจะกลับจากราชส านักต้าโช่วมายังต้าหลี ซ่งอวิ๋นเจียนได้
เห็นภาพที่น่าอกสั่นขวัญผวากับตาตัวเอง ดอกท้อหกร้อยกว่าดอก
กลับทยอยกันส่ายไหวแกว่งไกว หล่นร่วงลงมาเต็มพื้นที่มงคลดอกบัว
ท าให้ซ่งอวิ๋นเจียนที่ได้เห็นจิตแห่งมรรคาไม่มั่นคง อยากจะร้องไห้แต่
ไร้น ้าตา
คือภาพอันน่าสังเวชที่ดอกท้อต้นหนึ่งเหลือแค่แปดสิบหกดอก
เท่านั้น
ยังดีที่
ตอนที่ขยับเข้าใกล้ยามจื่อ เวลาของหนึ่งวันก าลังจะสิ้นสุด
ลง ดอกท้อก็กลับมาบานอีกครั้ง บานสะพรั่งเต็มต้น กลับคืนมามีหก
ร้อยดอกอีกครั้ง
กระทั่งวันนี้พอคิดถึงขึ้นมา ซ่งอวิ๋นเจียนก็ยังขวัญผวาไม่คลาย
เอ่ยอย่างขมขื่นว่า “เมื่อคนธรรมดาปืนป่ายหน้าผาสูงชัน ผู้ปืนดุจ
ลูกแก้วที่พร้อมจะร่วงหล่นจากผาสูงหมื่นชั้นย่อมสะท้านทั้งวิญญาณ
และกระดูกเป็นธรรมดา”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ตอนนี้ถึงเพิ่งรู้ว่าการเป็นผู้ปกป้องมรรคา
ให้กับสกุลซ่งต้าหลีไม่ได้เป็นกันง่ายขนาดนั้น และยิ่งไม่ใช่การนอน
เสวยสุขใช่ไหม?”
ซ่งอวิ๋นเจียนเก็บอารมณ์กลับคืนมา คลี่ยิ้ม สะบัดชายแขนเสื้อ
พูดด้วยสีหน้าสง่างามว่า “ขึ้นเขาลงห้วย สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกคือ
ความคดเคี้ยวสูงชันอันตราย คือคลื่นยักษ์ถาโถมน่าหวาดหวั่น แล้ว
จึงตามมาด้วยภูเขาสายน ้าที่ยิ่งใหญ่งดงาม คือทัศนียภาพเฉพาะตัว
นั่นคือสถานที่ซึ่งวิญญาณแห่งขุนเขาและเทพแห่งสายน ้าตั้งใจ
รังสรรค์ขึ้น”
เรื่องราวมากมายของจวนราชครู อย่างเช่นว่าทุกวันต้องพบใคร
บ้าง เนื้อหาคร่าวๆ ที่พูดคุยกัน ทุกเดือนจะต้องมีการสรุปรวบรวม
หนึ่งครั้ง แล้วส่งมอบให้กับห้องทรงพระอักษรให้ฮ่องเต้ได้อ่านผ่านตา
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฮ่องเต้ซ่งเหอเรียกร้อง แต่เป็นกฎที่จวนราชครูตั้งขึ้น
มาด้วยตัวเอง
หรงอวี๋เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้
ซ่งอวิ๋นเจียนใช้เสียงในใจถามว่า “คิดจะอบรมปลูกฝังให้หรงอวี๋
เป็นราชครูคนต่อไปจริงๆ หรือ?”
เฉินผิงอันย้อนถาม “ท าไมจะไม่ได้เล่า?”
สตรีที่เป็นราชครู มีกรณีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะไป ราช
ส านักต้าตวนของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง เผยเปยคือราชครู สกุล
เฉาก็ยังได้เป็นราชวงศ์อันดับที่สองของไพศาลไม่ใช่หรือ
และยังมีราชวงศ์ชิงเสินของมืดสลัว ราชครูหญิงป๋ายโอ่ว นางยัง
เป็นปรมาจารย์วิถีวรยุทธอันดับที่สามของใต้หล้ามืดสลัวด้วย หากจ า
ไม่ผิดล่ะก็ คราวก่อนที่ตนกับเจ้าลัทธิลู่ไปเป็นแขกที่เปลี่ยวร้าง
ด้วยกันก็เคยผ่านสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าราชวงศ์อวิ่นเหวิน ที่นั่นก็
มีราชครูหญิงชื่อป๋ายเริ่นเช่นกัน พอดีกับที่พูดคุยกับฮ่องเต้ที่มีฉายา
ว่า “ตู้ปู้” ดูเหมือนจะชื่อว่าเย่พู่อะไรสักอย่างได้อย่างถูกคอ อีกฝ่ายถึง
ได้ยืนกรานจะมอบกระบี่บินให้ตนสิบสองเล่ม ท าให้ตนยากจะปฏิเสธ
น ้าใจในครั้งนี้
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มถาม “ย่อมได้อยู่แล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ย “ตอนนี้หรงอวี๋ยังเป็นแค่หนึ่งในตัวส ารองเท่านั้น”
ซ่งอวิ๋นเจียนถาม “ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องดี”
เฉินผิงอันลุกขึ้นนั่ง “รบกวนสหายอิงหนิงช่วยไปเอากระบอก
ยาสูบที่อยู่ในห้องด้านข้างมาให้ที”
ซ่งอวิ๋นเจียนเองก็คร้านจะคิดเล็กคิดน้อยว่าผู้ฝึกยุทธขอบเขต
สิบเอ็ดผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง คิดจะหยิบของจากระยะไกลมีอะไรยาก
ตรงไหน เขายังคงช่วยหยิบมาให้ แล้วโยนไปให้นายท่านใหญ่ที่มองดู
เหมือนใช้ชีวิตอย่างสุขสบายฟุ้งเฟ้อ แต่แท้จริงแล้วแค่แอบอู้มาพัก
ชั่วคราวผู้นั้น
ยื่นมือไปรับกระบอกยาสูบเอาไว้ ดูเหมือนเฉินผิงอันจะมีความสุข
อย่างมาก
หาได้ยากนักที่จะได้เห็นอารมณ์เช่นนี้ของราชครู ซ่งอวิ๋นเจียน
จึงถามอย่างใคร่รู้ว่า “มีเรื่องดีอะไรหรือ? เล่าให้ฟังหน่อยสิ?”
เฉินผิงอันก็ไม่ได้อมพะน า เขาเอ่ยว่า “ในที่สุดเฉาสือก็เลื่อนเป็น
ขอบเขตสิบเอ็ดแล้ว”
แต่ข่งอวิ๋นเจียนกลับคว้าจับประเด็นส าคัญในค าพูดของราชครู
ได้ “ในที่สุด?”
จุ๊ๆ ดูเจ้าท าท่าล าพองใจเข้าสิ ก็แค่เลื่อนเป็นขั้นเทพมาเยือน
ก่อนเฉาสือแค่ไม่กี่วันเท่านั้นเองมิใช่หรือ?
ใครกันที่พ่ายแพ้ในการถามหมัดถึงสี่ครั้งติด? นี่คือเรื่องที่หลาย
ใต้หล้าล้วนรับรู้!
แต่เฉินผิงอันกลับไร้คุณธรรมอย่างมาก เขาพยายามอดทน แต่
สุดท้ายก็ทนไม่ไหวหัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง
ซ่งอวิ๋นเจียนส่ายหน้า แล้วก็เดินเล่นของตัวเองต่อไป เขาทนเห็น
หน้าตาท่าทางเหมือนคนถ่อยเหลิงล าพองไม่ได้!
กว่าเฉินผิงอันจะเก็บรอยยิ้มไว้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขานวดข้างแก้ม
เฉาสือเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ด บางทีเฉินผิงอันอาจจะเป็นคนที่มี
ความสุขที่สุดในใต้หล้า ไม่มีหนึ่งใน
ยืดแขนบิดขี้เกียจ เขาถอดรองเท้าออก ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเก้าอี้
หวาย เปลือยเท้ายืนอยู่ในระเบียง สูบยา มองม่านน ้าฝนในลานบ้าน
เงียบงันอยู่เนิ่นนาน
ต าราหมื่นปีในโลกมนุษย์
บัญชีน ้าไหลหนึ่งเล่ม