กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 20.3 ขานชื่อ
“ข้าเองก็หงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นเขาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า
คุณสมบัติในการฝึกกระบี่ของเขาดีเยี่ยม”
“เถียนหว่านแห่งยอดเขาจูอวี๋ภูเขาตะวันเที่ยง ศิษย์น้องหญิงของ
โจวจื่อ ดูเหมือนว่านางจะเชี่ยวชาญการสานด้ายแดง จับคู่ยวนยางส่ง
เดชอย่างมาก”
“รอให้ข้าพอมีเวลาว่างสักหน่อย ในอนาคตข้าจะมอบวาสนา
ชะตาชีวิตคู่ให้กับนาง ใช้วิธีการของนางมาจัดการกับตัวนางเอง”
“หอเซียนจิ่วเจิน เซียนเหรินอวิ๋นเหมี่ยวฉายาว่าลู่เสีย คนรักของ
เขาชิงน าเป็นบินทะยานก่อนเขาไปแล้ว”
“ข้ากับสหายอวิ๋นเหมี่ยวที่ยึดมั่นในคุณธรรมเอื้อเฟื้อทรัพย์สิน
ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างใจ กว้างผู้นี้คือสหายเก่าแก่กันแล้ว ก็แค่มีความ
เข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เคยอธิบายให้กันฟัง อย่างชัดเจนเสียที”
“ความเข้าใจผิดอะไร?”
“เขาเชื่อมั่นว่าข้าคือเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว”
“ความคิดจินตนาการบรรเจิดจริงๆ”
หลังจากนั้นก็คือคนหนุ่มของแต่ละทวีปที่ติดอันดับตัวส ารอง
อย่างเส้าเปิ่นชูที่ใช้นามแฝงว่าเซียวเป่าเจวี่ยนบนเรือราตรี ซูเจี้ยที่ได้
หวนกลับมายังภูเขาตะวันเที่ยงอีกครั้ง ไหวเฉียนที่เคยจุดตะเกียงแห่ง
ชะตาชีวิต นักพรตหวังอู เฮ้อปู้รั่วของทักษินาตยทวีป ทางฝั่งของอุตร
กุรุทวีป นอกจากสวีเซวี่ยนผู้ฝึกกระบี่ที่เป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดเพียง
หนึ่งเดียวของป๋ายฉางแล้ว ยังมีหลินซู่ที่ปิดด่านขอบเขตก่อก าเนิด
สองครั้งก็ล้มเหลวทั้งสองครั้ง ฯลฯ ตัวส ารองพวกนี้มีทั้งสิ้นสิบสองคน
พูดคุยเกี่ยวกับคนเหล่านี้ไปคร่าวๆ แล้ว สวีเซี่ยก็ถามถึงข้อสงสัย
ที่ใหญ่ที่สุดในใจ “เฉินผิงอัน ท าไมถึงสัมผัสไม่ได้ถึงความโมโหเดือด
ดาล ความเย้ยหยันหรือไม่ก็อารมณ์ขึ้นลงใดๆ ของเจ้าเลยสักนิด?”
เฉินผิงอันหัวเราะ เอ่ยเยาะเย้ยตัวเองว่า “จะดีจะชั่วก็เคยเป็นอิ่นก
วานมานานหลายปีแล้วก็เคยอยู่ที่ทะเลสาบซูเจี่ยนมาก่อน เคยเห็นใจ
คนมาบ้าง”
สวีเซี่ยถามค าถามอีกข้อที่ใหญ่กว่าเดิม “โจวจื่อบอกว่าเจ้า
กับโจวมี่ต่างก็ไม่มือดีตชาติที่ยิ่งใหญ่ ข้ายังคงกึ่งเชื่อกึ่งกังขา ไม่มี
จริงๆ หรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ต้องไม่มีสิถึงจะถูก หากมีจะ
ยิ่งเหมือน…”
ก าลังคิดหาค าเปรียบเปรยที่ค่อนข้างจะเหมาะสม
สวีเซี่ยกลับเข้าใจได้โดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายเอื้อนเอ่ย เขารับค าต่อ
ว่า “เหมือนอาหารเจท าให้มีสภาพกลายเป็นอาหารคาว”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ข้าไม่ต้องกึ่งเชื่อกึ่งกังขาอีกแล้ว
นอกจากสวีจวินจะมีเวทกระบี่อันโดดเด่น ยังเซียนบทความได้ยอด
เยี่ยมอีกด้วย”
สวีเซี่ยนวดปลายคาง “เป็นค าพูดที่ฟังแล้วดูดี แต่กลับรู้สึก
เหมือนโดนด่า”
จวนราชครูแห่งนี้มีโลกอีกใบที่ซ่อนอยู่นานแล้ว เดินออกจาก
ห้องข้างที่เป็นฟ้าดินอีกแห่งนี้มา
สวีเซี่ยหันหน้าไปมองห้องโถงว่าการหลักที่ตั้งอยู่ด้านหลังสุด
ของเส้นแกนกลางเหมือนการปิดท้ายอย่างงดงาม หน้ากว้างห้าห้อง
ลึกเก้าโครงหลังคา หลังคาทรงจั่วแข็ง มุงกระเบื้องเคลือบสีเหลือง
เขียว และมีรูปสัตว์ห้าตัวประดับตามสันชายคาที่ทอดลง
จุดที่หาได้ยากที่สุดยังคงเป็นเสาไม้เก้าต้นที่อยู่ในระเบียงนอก
ประตู มีการแกะสลักเป็นมังกรล้อมพันลงสีสันมีชีวิตชีวามากเป็น
พิเศษ เรือนกายของมังกรล้อมรอบเสา หัวมังกรเชิดขึ้นสูง
สวีเซี่ยขอตัวลากลับไป เฉินผิงอันกุมหมัดคารวะ
ในระเบียงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของห้องวางเก้าอี้หวายไว้ตัวหนึ่ง คือ
ของที่พบเห็นได้ทั่วไปในบ้านเรือนของชาวบ้าน แต่เอามาวางไว้ตรง
นี้กลับสะดุดตามากเป็นพิเศษ
หรงอวี๋เอ่ย “ราชครู ช่วงเช้าไม่จ าเป็นต้องเจอใครแล้ว”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ ไปเอนกายนอนที่เก้าอี้หวาย หลังจากล้ม
ตัวลงนอนแล้วก็เริ่มหลับตาพักผ่อน สองมือวางทับซ้อนกันไว้บนหน้า
ท้อง
หรงอวี๋ยืนคอยอยู่ในระเบียงฝั่งตรงข้ามเงียบๆ
ในลานบ้านตรงนี้ก็มีภาพแผนที่ของแจกันสมบัติทวีปอยู่
เช่นเดียวกัน ตรงกลางที่เป็นล าน ้าใหญ่ได้แบ่งแยกหนึ่งทวีปออกเป็น
สองส่วน
ท่วงท่าของเฉินผิงอันผ่อนคลายสบายอารมณ์ หลับตาเอ่ยว่า
“อันที่จริงหากเป็นไปได้ ข้าอยากให้ล าน ้าใหญ่บ้านตัวเองกลายเป็น
ล าน ้าแห่งร้อยบุปผามากกว่า”
หรงอวี๋เอ่ยเสียงเบา “ราชครูพูดเรื่องนี้เองย่อมไม่เหมาะ ไม่สู้ให้
ข้าไปพูดคุยกับเหล่าเหนียงเนียงเทพีบุปผาแห่งพื้นที่มงคลร้อยบุปผา
เองดีไหม?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “นั่นยิ่งไม่เหมาะเข้าไปใหญ่ ช่างเถอะ เอา
แบบนี้แหละ”
หรงอวี๋มองทางทิศใต้ของล าน ้าใหญ่ซึ่งอยู่บนแผนที่ของราช
ส านัก ทางฝั่งของจวนราชครูมักจะมีการเปลี่ยนแปลงแผนที่อยู่ตลอด
นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ เฉินผิงอันก็เอ่ยว่า “บอกกับจ้าวเหยาแห่งกรม
อาญาว่าเรื่องที่พูดคุยกันก่อนหน้านี้ให้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
บอกเขาว่าไม่ต้องออกหน้าไปพูดคุยด้วยตัวเอง ไม่จ าเป็นต้องระดม
ก าลังใหญ่โตขนาดนี้ เพียงแค่ต้องให้หลางจงคนหนึ่งรับเรื่องไปก็พอ
หลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นการขยายกระเพาะของชาวบ้านสกุลหลูกลุ่มนั้น
ให้ใหญ่ขึ้น”
หรงอวี๋พยักหน้า “จ าได้แล้ว ข้าจะไปแจ้งกรมอาญาเดี๋ยวนี้”
ตอนนั้นเฉินผิงอันออกไปจากยอดเขาโหยวอี๋ ก่อนจะลงจาก
ภูเขาได้พูดคุยเรื่องหนึ่งกับหลูซีถิงเป็นการส่วนตัว สกุลหลได้กอบกู้
แคว้นอยู่แถบล าคลองหลินเหอของใบถงทวีปแล้ว แซ่แคว้นยังคงแซ่
หลู จักรพรรดิพระองค์ใหม่ก็คือ “อวี่ลู่” รัชทายาทแคว้นล่มสลายของ
ราชวงศ์สกุลหลูเก่า
แล้วยังบอกกับหลูซีถิงอย่างชัดเจนว่าเรื่องนี้ราชส านักต้าหลีย่อม
ต้องรู้เรื่องด้วย ก็แค่ว่าหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งเท่านั้น อวี่ลู่
ไม่ได้ยกทัพก่อกบฏในอาณาเขตของสองมณฑลในต้าหลีเสียหน่อย
ก็แค่กอบกู้แคว้นเท่านั้น
เฉินผิงอันยังบอกให้หลูซีถิงน าความปากเปล่าไปบอกกับเหล่า
ชนชั้นสูงที่เป็นชาวบ้านตกยากซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังหวนร าลึกถึง
ความรุ่งเรืองอันงดงามของแผ่นดินเดิม หากพวกเขายินดีที่จะไป
ช่วยเหลืออวี๋ลู่ที่ใบถงทวีป สามารถบอกกับกรมอาญาต้าหลีอย่าง
ชัดเจนได้ไม่เพียงแต่กรมอาญาจะไม่ท าให้พวกเขาล าบากใจ ถึงขั้น
ที่ว่ายังสามารถให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ได้ด้วย แต่จะพูดคุย
กันอย่างไรก็สามารถไปปรึกษารายละเอียดกับจ้าวเหยารองเจ้ากรม
อาญาได้ หากกังวลว่าต้าหลีจะมีแผนการชั่วร้ายอย่างการ “ปิดประตู
ตีสุนัขจัดการให้สิ้นซากในคราวเดียว” พวกเขาก็แค่ไปที่ใบถงทวีป
โดยตรงได้เลย กรมอาญาต้าหลีจะไม่มีทางซักไซ้เอาผิดใดๆ
เช่นเดียวกัน คนในครอบครัวและกิจการทั้งหลายที่ทิ้งไว้ในแจกัน
สมบัติทวีปก็ยิ่งไม่ต้องกังวลว่าจะถูกต้าหลีพานโกรธ ยึดแล้วริบเป็น
ทรัพย์ของแผ่นดิน
หลูซีถิงได้ยินว่าราชครูรับปากด้วยตัวเอง แน่นอนว่าต้องรู้สึก
ตื่นเต้นฮึกเหิม เพียงแต่เขาคิดว่าตัวเองไม่เก่งเรื่องงานการปกครอง
กลัวว่าตัวเองจะพูดได้ไม่ชัดเจน แน่นอนว่าเขาไม่ได้สงสัยในเจตนา
ของราชครูเฉิน แต่กังวลว่าพวกชาวบ้านของมาตุภูมิเดิมพวกนั้นจะ
คิดวุ่นวายฟุ้งซ่าน หรือไม่ก็แยกแยะได้ไม่ชัดเจน หากจะพูดกันจริงๆ
เขาหลูซีถิงต่างหากถึงจะเป็นเทพเซียนผู้เก็บตัวเงียบฝึกตนอยู่ใน
ภูเขาอย่างแท้จริง แต่ใช้เวลาร่วมกับพวกเขามาหลายครั้ง หลซีถิง
รู้สึกว่าพวกเขาน่าสะอิดสะเอียนเกินไป นาทีก่อนยังร ่าบทกวีดื่มสุรา
อย่างฮึกเหิมดีใจ แต่พอหันไปเห็นภาพภูเขาสายน ้าแห่งหนึ่ง จู่ๆ ก็
มักจะน ้าตาน ้ามูกไหลอาบหน้าเจ็บปวดรวดร้าวใจสุดขีด หาก
ต้องการรั้งใครไว้ให้อยู่ต่ออีกสักสองสามวัน พวกเขาก็มีถ้อยค า
ละเมียดละไมในแบบของตน อย่างเช่นว่าชี้ไปยังภูมิทัศน์อันเลือนราง
ยามฟ้าหลังฝนแล้วกล่าวว่าท่านผู้นั้นแม้มิได้ระลึกถึงสหายเก่า ทว่า
จะตัดใจจากทิวทัศน์ดุจภาพเขียนสกุลหมี่นี้ได้อย่างไร? ผลคือพอคน
ผู้นั้นได้ยินค ากล่าวนี้กลับยอมอยู่ต่อ หรือไม่ก็รับรองแขกจัดงาน
เลี้ยงอยู่ในสวนดอกไม้ แต่กลับไม่มีโต๊ะน ้าชา มีแค่บ่าวให้คอย
เรียกใช้งาน พวกบ่าวจะรวบรวมเอาดอกไม้ที่ร่วงหล่นมาเป็นเบาะรอง
นั่ง ทุกคนนั่งลงบนเบาะดอกไม้ เจ้าของงานล าพองใจ ลั่นวาจาไว้ว่า
แม้บ้านข้าจะยากจน แต่กลับมีพรมบุปผาคอยรองรับ…หลซีถิงกับหลู
หลางหวนมักจะหันมามองหน้ากันเองตาปริบๆ ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะ
หรือร้องไห้ดี
หลูหลางหวนกลับช่วยให้ข้อสรุปว่า “พวกเราแค่เอาค าพูดไป
บอกต่อเท่านั้น ให้พวกเขาคิดเอาเองว่าจะท าอย่างไร อย่างมากก็แค่
เอ่ยเตือนไม่กี่ค า ราชครูเฉินกับราชส านักต้าหลีมอบโอกาสให้แล้ว
ถึงเวลานั้นจะร้องไห้หรือหัวเราะ จะบ่นหรือชาบซึ้งใจ ถึงอย่างไรก็เป็น
พวกเขาที่รนหาที่กันเอง และก็ถือว่าพวกเราแสดงน ้าใจอย่างเต็มที่
แล้ว ไม่ได้เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง บรรพบุรุษของพวกเขาสักหน่อย
เฮอะ คราวหน้าใครจงใจใช้ค าพูดมากระทบกระเทียบพวกเราสองคน
ยกเอาหลักคุณธรรมต่อครอบครัวและแผ่นดินมาบีบให้พวกเราแสดง
ท่าที่ เหล่าเหนียงจะไม่ปล่อยตามใจพวกเขาอีกแล้ว จะด่าต่อหน้า
เลย! หลูซีถิง บอกไว้ก่อนนะว่าหากเจ้ากล้าช่วยพูดแทนพวกเขา ข้า
จะด่าเจ้าไปพร้อมกันด้วย!”
หรงอวี๋กลับมาแล้ว นางอยู่กับราชครูนานวันเข้าก็ย่อมรู้ว่าเวลา
ใดควรจะรอ เวลาใดควรจากไป เวลาใดควรปรากฏตัว
เป็นทั้งประสบการณ์แล้วก็เป็นทั้งสัญชาตญาณด้วย
แล้วก็จริงดังคาด เฉินผิงอันเอ่ยว่า “หรงอวี๋ จ าหลูหลางหวน
เอาไว้ นางค่อนข้างฉลาด ผ่านโลกมามาก ความคิดจิตใจไม่ตื้นเขิน
ความคิดเห็นเฉพาะตัวหลายอย่างเหมือนมีติดตัวมาตั้งแต่ก าเนิด
หากอบรมบ่มเพาะให้ดี ไม่แน่เสมอไปว่าจะไม่อาจกลายเป็นคนอย่าง
หวงเหมยเซียนได้ ในอนาคตนางและหลูซีถึงจะต้องรับหน้าที่เป็นผู้
ฝึกตนติดตามกองทัพคอยอยู่ข้างกายแม่ทัพหรือรองแม่ทัพประจ า
มณฑลเจียนโจว เจ้าบอกให้พวกเซียวสู่และหยวนหรงคอยจับสังเกต
การฝึกประสบการณ์ของนางให้ดี ทางจวนราชครูก็ให้จดลงบันทึกไว้
โดยเฉพาะ”
หรงอวี๋พยักหน้า “จ าไว้แล้ว”
เฉินผิงอันกล่าว “จ าไว้อีกเรื่องหนึ่ง ช่วงนี้ผู้ฝึกตนของต าหนัก
ฉางชุนจะไปเยือนที่ว่าการของกรมพิธีการรอบหนึ่ง เป็นฝ่ายไป
ปรึกษาเรื่องของผู้ฝึกตนส านักกสิกรรมกับต่งหูแห่งกรมพิธีการด้วย
ตัวเอง ไม่แน่เสมอไปว่าพวกเฟิงเจี้ยจะสามารถมอบแผนการที่ปฏิบัติ
แล้วได้ผลจริง บอกให้รองเจ้ากรมต่งเตรียมค าพูดไว้ให้เรียบร้อยก่อน
สุดท้ายให้เสนอแนวทางที่ทั้งสองฝ่ายปรึกษากันได้แล้วมายังจวน
ราชครู ให้เลขาธิการฝ่ายบุ๋นเผยจึงรับผิดชอบบันทึกเรื่องนี้”
หรงอวี๋กล่าว “ได้”
เฉินผิงอันถาม “คนสองกลุ่มนั้นล่ะ?”
หรงอวี๋พยักหน้า “ขุนนางของเมืองหลวงส ารองและในท้องถิ่น
ต่างก็อยู่ระหว่างเดินทางมา คืนนี้สามารถเข้าเมืองหลวงได้แล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “แค่ต้องดูว่าคืนนี้พวกเขาจะพักอยู่ที่ไหน ชาติ
ก าเนิดเป็นอย่างไรก็จะสามารถแยกแยะได้แค่มองปราดเดียว”
หรงอวี๋กล่าว “มองออกว่าสวีเซี่ยไม่ได้ผ่อนคลายสบายอารมณ์
อย่างที่แสดงออกภายนอก”
เฉินผิงอันเอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ ลืมตาขึ้น เอ่ยด้วย
น ้าเสียงเรียบเฉยว่า “ข้าเองก็เหมือนกัน”
หรงอวี๋กล่าว “เพิ่งจะได้ข่าวมาว่าหวังหย่งจินแห่งอ าเภอหย่งไท่
อยากลาออก แต่กลับเปลี่ยนใจ ดูท่าตอนนี้น่าจะยังอยากเป็น
นายอ าเภอต่อไปแล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช้าว่า “เจ้าบอกให้เผยจึงจดบันทึกอีกเรื่องหนึ่ง
ขอแค่หวังหย่งจินกล้าลาออกจากการเป็นขุนนางก็ให้แจ้งไปทางกรม
ขุนนาง ทุกครั้งที่เขาลาออกหนึ่งครั้งก็จะลดขั้นลงหนึ่งขั้น หากหวัง
หย่งจินมีความเห็นต่างก็ให้กรมขุนนางบอกกับเขาไปโดยตรง นับแต่
นี้ไปคนสามรุ่นในตระกูลของเขาอย่าได้หวังจะเป็นขุนนางอีกเลย แต่
หากไม่มีความเห็นกรมขุนนางก็ช่วยเลือกที่ว่าการในท้องถิ่นให้กับ
หวังหย่งจิน สามารถท าได้เต็มที่โดยไม่ต้องแจ้งจวนราชครู รอให้ถูก
ลดขั้นจนเป็นขั้นเก้าก็ให้ไปเป็นเสมียนที่จัดการเอกสาร ให้เขา
กลับมาที่ที่ว่าการอ าเภอหย่งไท่ มีแค่หลังจากนี้เท่านั้นที่เขาจะลาออก
จากการเป็นขุนนางได้”
ชอบเป็นขุนนาง? ก็จะให้เจ้าได้เป็นนายอ าเภอของอ าเภอหย่งไท่
ไปตลอดชีวิต
ชอบลาออกจากการเป็นขุนนาง? ก็จะให้เจ้าลาออกกลับบ้าน
เกิดจากต าแหน่งของ เสมียนอ าเภอหย่งไท่ คนสามรุ่นให้หลัง จะท า
ไร่ท านาก็ดี ท าการค้าก็ช่าง ล้วนตามใจพวกเจ้า
เฉินผิงอันกล่าว “หรงอวี๋ เจ้าเลียนแบบลายมือของข้าเซียนส่ง
จดหมายไปให้ศิษย์พี่เหมาที่สถานศึกษาหลี่จื้ฉบับหนึ่ง บอกไปว่า
ขอให้ศาลบุ๋นช่วยตรวจสอบความเป็นมาของหงเฝิ่นเต้าจู่สิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์เถื่อนตนนั้นหน่อย”
หรงอวี๋เอ่ยอย่างลังเล “ได้ยินมาว่ารองผู้อ านวยการเหมาเก่งกาจ
ด้านการเขียนพู่กันอย่างมาก จะมองออกหรือไม่ว่าไม่ใช่ลายมือของ
ท่าน?”
โยกตัวเบาๆ อย่างสบายอารมณ์ เฉินผิงอันที่หลับตาท าสมาธิอีก
ครั้งยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “อย่างข้านี่เรียกว่าจงใจอยากถูกด่า”
หรงอวี๋กระจ่างแจ้งอยู่ในใจ สตรีคลี่ยิ้มราวกับบุปผาบาน นาง
กลับไปยังเรือนชั้นสองที่อยู่ตรงกลางอีกครั้ง ด าเนินการงานต่างๆ ที่
ราชครูสั่งความเป็นล าดับขั้นตอน
ก่อนที่สวีเซี่ยจะมาเยือนจวนราชครู เมื่อครู่นี้แขกที่เฉินผิงอัน
เป็นคนต้อนรับด้วยตัวเองก็คือเซียนดินสามคนของต าหนักฉางชุนที่
เพิ่งจะได้กุมอ านาจ
เจ้าต าหนักคนใหม่อย่างเฟิงเจี้ย หรือก็คือเซียนดินอายุน้อยที่
ตอนอยู่บนเรือของกองทัพต้าหลีเผชิญหน้ากับราชครูอย่างไม่ขลาด
กลัว สามารถพูดคุยได้อย่างเป็นตัวของตัวเอง
กานอื๋อดีตคนดูแลเรือข้ามฟากหลี่เฉวียน ฉายาฮู้ชง ทุกวันนี้
นางออกจากต าแหน่งผู้ดูแลแล้ว แต่รับผิดชอบจัดการทรัพย์สินเงิน
ทองของต าหนักฉางชุนแทน
และยังมีผู้ฝึกตนหญิงอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่าเหวยหลุย ก็คือเซียนดิน
ที่ก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งจะเลื่อนขั้นอยู่ในพื้นที่มงคลบรรพกาล
ชานเมืองต้าหลีมีท่าเรืออยู่สองแห่ง แห่งหนึ่งคือท่าเรือก่าวซูที่ไม่
เคร่งเรื่องสถานะตัวตน ไม่ว่าใครก็ไปมาได้อย่างอิสระ และยังมี
ท่าเรือหมิงตีที่ไว้จอดเรือข้ามฟากของกองทัพต้าหลีโดยเฉพาะ
ตลอดทั้งแจกันสมบัติทวีป มีข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวก็คือเรือข้าม
ฟากหลี่เฉวียนของต าหนักฉางชุนล านั้น
วันนี้เรือหลี่เฉวียนจอดอยู่ที่ท่าเรือหมิงตีก็ท าให้คนมีใจจ านวน
มากของวงการขุนนางเมืองหลวงเก็บไปใส่ใจ
ต้องรู้ว่าเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ที่สกุลซึ่งต้าหลีมอบให้กับต าหนัก
ฉางชุนไม่ได้มีเพียงเท่านี้หากมีผู้ฝึกตนเลื่อนเป็นขอบเขตก่อก าเนิด
ได้ส าเร็จ เรือข้ามฟากหลี่เฉวียนยังถึงขั้นสามารเคลื่อนผ่านกลาง
อากาศเหนือเมืองหลวงต้าหลีได้ช้าๆ ผู้ฝึกตนคนนั้นยืนอยู่บนหัวเรือ
นางสามารถหลุบตาลงมองเมืองหลวงต้าหลีทั้งแห่ง ได้รับเสียงไชโย
โห่ร้องและเสียงแสดงความยินดีจากพวกชาวบ้านตลอดการเดินทาง
ฮ่องเต้และขุนนางบุ๋นบู๊นับร้อยต่างก็จะมายืนกันอยู่นอกต าหนักใหญ่
แสดงความยินดีอย่างจริงใจที่สุดกับผู้ฝึกตนหญิงคนนั้น
ในความเป็นจริงแล้วเจ้าต าหนักคนก่อน ปีนั้นที่ลู่ฝานโล่วเลื่อน
เป็นขอบเขตก่อก าเนิดนางก็เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
ต่อให้ภายหลังซิ่วหู่ชุยฉานมารับหน้าที่เป็นราชครูต้าหลีก็ยังไม่
มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงนี้ ถึงขั้นที่ว่างานพิธีเปิดยอดเขาของผู้ฝึก
ตนโอสถทองต าหนักฉางชุนที่เขาเข้าร่วมเป็นครั้งสุดท้าย ซุยฉานได้
พูดอย่างชัดเจนแล้วว่าขอแค่เป็นช่วงเวลาที่เขารับหน้าที่เป็น
ราชครูต้าหลี เรื่องนี้ก็จะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด
เขาเองก็จะท าตามข้อตกลงระหว่างสกุลซ่งต้าหลีและต าหนักฉาง
ชุนข้อนี้เช่นเดียวกัน จะยืนอยู่ในเงามืดยามที่เรือข้ามฟากเคลื่อน
ผ่านเมืองหลวง ให้ความเคารพอยู่ไกลๆ
หวนนึกถึงปีนั้น
แล้วย้อนมามองทุกวันนี้
ราชครูคนใหม่ที่นอนอยู่บนเก้าอี้หวายยังคงหลับตาท าสมาธิ
เพียงแค่กระตุกคอเสื้อบิดคอเบาๆ