กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 21.1 เรียกชื่อโดยตรง
สีท้องฟ้ามืดมัว ฝนตกหนักสอดแทรกด้วยเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า
น ้าฝนตกกระทบลงในลานบ้านประหนึ่งน ้าตกที่ไหลลงสู่สระมังกร
โบราณ
ด้านบนเสานอกห้องมีเจียวหลงที่แกะสลักด้วยไม้ลงสีเก้าตัวล้อม
พัน คล้ายกับถูกแต้มนัยน์ตา ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่มืดครึ้มก็ยิ่งเหมือนจะ
ขยับเคลื่อนไหวได้อย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับว่านาทีถัดมาก็จะโบยบิน
ขึ้นไปบนฟากฟ้า
เฉินผิงอันกลังสองจิตสองใจว่าควรจะรั้งตัวเซียนกระบี่สวีจวิน
เอาไว้ดีหรือไม่ ขอบเขตของทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นขอบเขตที่ได้มา
ใหม่ หากประลองฝีมือกันสักครั้ง ต่างคนต่างก็จะได้รับผลประโยชน์
จได้ว่าปีนั้นก็เป็นท่ามกลางสายฝนนอกวัดเทียนกงของใบถง
ทวีปเช่นกันที่มีการถามกระบี่ครั้งหนึ่งกับเผยหมิ่นแห่งเวทกระบี่หนึ่ง
ในสามสุดยอดของไพศาล
เผยหมิ่นที่ได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสี่เล่มไม่ได้หวัง
เล่นงานเขาถึงตาย กลับกลายเป็นว่าจิตสังหารไม่ได้รุนแรงเหมือน
กระบี่ที่ชิงปล่อยออกมาก่อนเหมือนเป็นการ “ทักทาย”
เผยหมิ่นเคยใช้ร่มต่างกระบี่ ขว้างเข้าไปในอารามหวงฮวาของ
นครเซิ่นจึง เกือบจะแทงทะลุหัวใจของเฉินผิงอัน ปักเขาให้ตายคาอยู่
บนผนังแห่งตรา
ส่วนเรื่องที่ว่าเผยหมิ่นได้อาศัยโอกาสนี้เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่
หรือไม่ เฉินผิงอันกลับไม่ได้รู้สึกกริ่งเกรงมากนัก แล้วก็ไม่สนใจด้วย
เผยหมิ่นไม่ได้ติดอันดับยี่สิบคนของศาลบรรพจารย์แห่งนั้น นี่
ต่างหากที่ค่อนข้างจะน่าประหลาดใจ เพราะถึงอย่างไรเขากับโจวจื่อ
ต่างก็เป็นผู้ถ่ายทอดมรรคาให้กับลู่ไถ
พอคิดถึงลู่ไถที่เคยจับคู่กันเดินทางท่องไปในยุทธภพของใบถง
ทวีป เฉินผิงอันก็รู้สึกสะท้อนใจ นับตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายจากลากันใน
ครั้งนั้นก็ไม่ได้เจอกันมานานมากแล้ว
ยังจได้ว่าการเดินทางท่องยุทธภพในครั้งนั้นมีทั้งกลิ่นอายแห่ง
เซียนแล้วก็มีทั้งกลิ่นอายแห่งผี เพิ่มพูนทั้งความรู้ ประสบการณ์และ
ความเข้าใจที่มีต่อใจคนมากขึ้น
หากไม่มีการปูพื้นเช่นนี้ การเดินทางไปเยือนทะเลสาบซูเจี่ยนต่อ
จากนั้น เกรงว่าคงจะยิ่งทุกข์ทรมานมากกว่าเก่า ถึงขั้นที่ว่าเขาอาจ
เดินออกมาไม่ได้ด้วยซ ้า
ก็เหมือนตราประทับชิ้นหนึ่งที่วัสดุล ้าค่าหายาก หากด้านล่าง
แกะสลักตัวอักษรได้ไม่งดงามมากพอ เนื่องจากเสียดายและเห็นค่า
ในวัสดุของตราประทับ ยังพอจะลบแล้วแกะสลักใหม่ได้ แต่หากเครื่อง
กระเบื้องชิ้นหนึ่งพังแตกย่อยยับ ต่อให้ช่างในหมู่ชาวบ้านจะฝีมือดีแค่
ไหน ยังจะเอามาประกอบซ่อมแซมได้อย่างไร? ภูเขาเครื่องกระเบื้อง
ของบ้านเกิดแห่งนั้นพูดได้ไหม? ไม่ได้หรอก
เผยเฉียนกับกวอจู๋จิ่วมาที่เรือนชั้นสามก็เห็นอาจารย์พ่อกลัง
พ่นควันขโมงอยู่พอดี
ก่อนหน้านี้อยู่ที่ยอดเขาโหยวอวี่ อาจารย์แม่หนิงเหยาได้สั่ง
ความพวกนางเป็นการส่วนตัวว่าให้โน้มน้าวอาจารย์พ่อของพวกเจ้า
ให้เขาสูบยาดื่มเหล้าให้น้อยหน่อย เผยเฉียนหรือจะกล้ารับปากง่ายๆ
แต่กวอจู๋จิ่วกลับพูดจาน่าเชื่อถือ ตบอกรับรองบอกว่านางจะจัดการ
ให้เอง ผลคือพอลงจากภูเขา กลับมาที่จวนราชครูแห่งนี้ กวอจู๋จิ่วที่
นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารมื้อดึกก็แค่เอ่ยคกชับของอาจารย์แม่ซ ้าเดิม
โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย อาจารย์พ่อคีบอาหารให้นางกับ
เผยเฉียนพลางยิ้มเอ่ยไปด้วยว่าเขาจะใส่ใจให้มากกว่านี้ กวอจู๋จิ่วก็
เลยมอบผลการประเมิน “ยอดเยี่ยม” ให้กับตัวเอง ทเอาเผยเฉียนที่ม
องดูอยู่ข้างๆ พูดไม่ออก จะเอาอย่างก็ทไม่ลง
เฉินผิงอันคืนสติกลับมา หันหน้ามายิ้มเอ่ย “สวีเซี่ยเพิ่งจะกลับไป
ต้องโทษข้า ควรให้เขาได้พูดคุยกับพวกเจ้าสักหน่อย เวทกระบี่ของส
วีเซี่ยไม่ได้ซับซ้อน แต่ข้าเดาว่าเขาต้องได้ครอบครองเวทกระบี่ยุค
โบราณหลายชนิดที่หายสาบสูญไปนานแล้ว สามารถทให้ผู้ฝึก
กระบี่หลอมุลมปราณ หลอมสร้าง ขัดเกลากระบี่ สยบกราบ สังหาร
ศัตรูและหล่อเลี้ยงกระบี่ได้สเร็จในรวดเดียว ข้าไม่สะดวกจะชักไช้
ถามอะไรเขา แต่พวกเจ้าคือผู้เยาว์ ตอนนี้สวีเซี่ยยังเป็นเขียนอิสระ จึง
ไม่จเป็นต้องพิถีพิถันในเรื่องข้อห้ามระบบสืบทอดพวกนี้ได้ สวีจวอจู๋
จิ่ว
วินใจกว้าง นิสัยองอาจกล้าหาญ ทอะไรเปิดเผยสง่างาม ไม่แน่
ว่าดื่มเหล้าเข้าไปเล็กน้อย พออารมณ์ดีก็อาจจะเป็นฝ่ายถ่ายทอด
เวทกระบี่ชั้นสูงให้พวกเจ้าสักบทสองบทก็เป็นได้”
หากเป็นเช่นนี้ การที่สวีเซี่ยเป็นฝ่ายพูดถึงเวทกระบี่ “ตัดหัว” นั้น
ด้วยตัวเอง ทั้งยังให้เขากับป๋ายจิ่งเสี่ยวโม่ช่วยตรวจสอบช่องโหว่
ช่วยยกระดับวิถีกระบี่ให้สูงขึ้นก็ถือเป็นวิธีที่เกื้อกูลมอบผลประโยชน์
ให้แก่กัน แล้วก็เพราะตั้งใจจะใช้วิธีการที่วกวนอ้อมค้อมเช่นนี้
ถ่ายทอดวิชานี้ให้กับเผยเฉียนด้วยใช่หรือไม่?
สวีเซี่ยไม่เคยปิดบังความชื่นชมของตัวเองที่มีต่อเผยเฉียน เป็น
ทั้งความโปรดปรานที่ผู้อาวุโสมีต่อผู้เยาว์ แล้วก็เป็นทั้งการยอมรับที่
ปฏิบัติต่อคนบนเส้นทางเดียวกัน
ปรมาจารย์ “เจิ้งเฉียน” ชื่อเสียงของนางทั้งบนและล่างภูเขาของ
เกราะทองทวีป ไม่มีอะไรให้ต้องพูดเลยจริงๆ คาดว่าน่าจะใช้ได้ผลยิ่ง
กว่าชื่อของอื่นกวานหรือราชครูด้าหลีอะไรเสียอีก
แรกเริ่มสวีเซี่ยก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าไฉนปรมาจารย์หญิงที่
อายุน้อยผู้นี้ถึงได้เคียดแค้นเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างไม่ต่างไปจาก
เขา
รอกระทั่งได้รู้ชื่อจริงของนาง รู้ว่านางคือลูกศิษย์ใหญ่เปิดภูเขา
ของอื่นกวานคนสุดท้ายแห่งกแพงเมืองปราณกระบี่ สวีเซี่ยก็ยิ่งรู้สึก
เหมือนน ้ามาลคลองก่อเกิด รู้สึกสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
กวอจู๋จิ่วเอ่ยอย่างหมายมั่นปั้นมือ “อาจารย์พ่อ ว่ากันไปตาม
เนื้อผ้านะ ข้าบังเอิญมีเคล็ดวิชาวรยุทธที่เป็นสมบัติกันกรุอยู่บทหนึ่ง
พอดี ข้ามานะตั้งใจฝึกฝนเล่าเรียนมานานหลายปี จนถึงทุกวันนี้ก็
ประสบผลสเร็จอย่างยิ่งใหญ่แล้ว ท่านช่วยดูให้หน่อยได้ไหม? ดูว่า
ยังอยู่ห่างจากความชนาญเข้าขั้นสุดยอดอีกกี่ก้าว?”
เฉินผิงอันรู้สึกใคร่รู้อยู่บ้าง จึงยิ้มเอ่ยว่า “ได้สิ”
กวอจู๋จิ่วยกสองมือขึ้นทท่าจกดจุดลมปราณลงสู่จุดตันเถียน
“อาจารย์พ่อ ศิษย์พี่หญิงเผย เวทกระบี่บทนี้ของข้าเหมาะจะเอามาใช้
ในวันฝนตกมากที่สุด จะสอนให้พวกท่านได้รู้ว่าอะไรที่เรียกว่าสาด
น ้าไม่เข้า กระบี่เคลื่อนดุจมังกรเลื้อย ต่อให้เป็นศัตรูที่เชี่ยวชาญ
ศาสตร์การทนาย ล่วงรู้อนาคตก็ไม่อาจคาดการณ์ได้ถึงกระบวนท่า
ถัดไปของข้า เพียงแค่เพราะแม้กระทั่งตัวข้าเองก็ยังไม่…”
กวอจู๋จิ่วกลังจะกระโดดเข้าไปในลาน กลับถูกเผยเฉียนยื่นแขน
มารัดคอเอาไว้ ลากนางกลับไปที่เรือนชั้นสอง บอกว่าพวกนางไม่
รบกวนการใช้ความคิดของอาจารย์พ่อแล้ว
ที่แท้ตรงประตูด้านข้างก็มีร่างของหรงอวี๋โผล่มา เฉินผิงอันรู้สึก
เสียดายอย่างมาก เวทกระบี่อันบ้าคลั่งบทนี้ของกวอจู๋จิ่วจะสามารถ
เป็นครามที่เกิดจากต้นครามแต่สีเข้มกว่าครามได้หรือไม่ ต้องเห็น
เองกับตาเสียก่อนถึงจะแน่ใจได้ หรงอวี๋ขยับเดินเข้ามาใกล้ ยิ้มเอ่ยว่า
“ท่านราชครู ข้ามาผิดเวลาใช่ไหม?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่มีอะไร”
หรงอวี๋กล่าว “เมื่อครู่นี้ได้รับจดหมายลับจากหลิวเร่าราชครูต้า
โช่ว เขากับฮ่องเต้อินมี่ได้ลงมือเตรียมการเรื่องของการเดินทางไป
เยือนเปลี่ยวร้างอย่างลับๆ แล้ว แต่หลิวเร่ามีเรื่องขอร้อง หวังว่าท่าน
ราชครูจะสามารถช่วยพูดกับศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ขอเอกสารผ่าน
ด่านลับที่ชานจวินสามารถลงน ้าในมหาสมุทรได้มาให้แผ่นหนึ่ง
เหตุผลก็คือซานจวินอินหนีจะคุ้มครองฮ่องเต้ไปส่งอย่างลับๆ ไม่ใช่
เทพภูเขาที่ลุยน ้าทั่วไป แต่เป็นการเดินทางไกลข้ามทวีปอย่างที่ไม่
เคยมีมาก่อน ทางฝั่งตหนักอวี้เชียวตอบตกลงแล้ว บอกว่ายินดีจะ
เดินทางไปเยือนเปลี่ยวร้างด้วยกัน พวกเขากังวลว่าตัวเองเปิดปาก
พูดไปแล้ว ทางฝั่งศาลบุ๋นอาจจะไม่ยอมตอบตกลง เพราะถึงอย่างไร
ความรู้สึกที่รองเจ้าลัทธิหันมีต่อต้าโช่วก็ธรรมดามากหากคขอร้อง
ของสกุลอินถูกปฏิเสธ แล้วค่อยให้ต้าหลีที่เป็นแคว้นเหนือหัวช่วยส่ง
เอกสารฉบับที่สองไปให้ ก็มีโอกาสว่าจะทให้ราชครูเฉินดูเป็นคน
แข็งกร้าวกดดันผู้อื่นมากเกินไปจะทให้ศาลบุ๋นเกิดภาพจที่เลวร้าย
ต่อท่าน ยังไม่สู้ขอให้ราชครูประสานงานเรื่องนี้กับศาลบุ๋นโดยตรง”
เฉินผิงอันร้องเหอะ ยิ้มเอ่ยว่า “หลิวเร่าเข้าใจคนอื่นดีขนาดนี้
เลย? ข้าจเป็นต้องช่วยแล้วยังต้องเขียนจดหมายไปขอบคุณเขา
ด้วยสินะ”
หรงอวี๋แค่ยิ้มไม่เอ่ยอะไร
เฉินผิงอันกล่าว “เขียนเอกสารราชการฉบับหนึ่งส่งไปให้ศาลบุ๋น
บอกว่าแนะนให้อนุญาตซานจวินอินหนีติดตามฮ่องเต้อินมี่และ
ราชครูหลิวเร่าไปยังเปลี่ยวร้างด้วย ลายมือที่ใช้เขียนเอาเป็นตัวอักษร
แบบก่วนเก๋อของต้าหลี เขียนเสร็จแล้วเจ้าก็ไปเอาตราประทับราชครู
และตราประทับเอกสารราชการที่ห้องหนังสือมาประทับเองได้เลย”
หรงอวี๋เอ่ยอย่างลังเล “ท่านราชครู ตามระเบียบแล้วไม่เหมาะ ข้า
ไม่อาจใช้ตราประทับราชครูได้เองโดยพลการ ต่อให้มีท่านราชครู
มองดูอยู่ด้วย ข้าเองก็ไม่อาจแตะต้องมันได้จเป็นต้องให้ราชครู
ประทับตาด้วยตัวเองถึงจะถูกต้องตามกฎระเบียบ”
เฉินผิงอันโบกมือ “กฎระเบียบไม่มีชีวิต แต่คนกลับมีชีวิต”
แต่หรงอวี๋ก็ยังไม่ยอม นางยืนกรานในความคิดตัวเองด้วยสายตา
เด็ดเดี่ยว “ท่านราชครู นี่ไม่ใช่เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอะไรที่
ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม”
เฉินผิงอันจึงได้แต่อธิบายว่า “อีกเดี๋ยวข้าจะกลับมาฝึกตนอีก
ครั้ง ถึงเวลานั้นต้องปิดด่านเป็นประจ ห้าขอบเขตกลาง หรือควรจะ
พูดว่าสามขอบเขตแรก ทุกขอบเขตล้วนมีความจเป็นที่ต้องปิดด่าน
ของทุกขอบเขต ถึงเวลานั้นจะทอย่างไร? จวนราชครูสามารถ
บันทึกเรื่องนี้ลงในเอกสารลับได้ หรงอวี๋ ทุกครั้งที่เจ้าจับตราประทับก็
ให้กวอจู๋จิ่วมองดูอยู่ข้างๆ พวกเจ้าแต่ละคนต่างก็บันทึกเป็นลาย
ลักษณ์อักษรคนละฉบับ หลังจากข้าออกจากด่านจะมาตรวจสอบ
เทียบเคียงกัน เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีข้อผิดพลาด ข้าก็จะจดบันทึกลับ
เกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้หนึ่งฉบับ ไม่ต้องกลัวว่าฮ่องเต้หรือราชครูคน
ต่อไปจะมาตรวจสอบ”
หรงอวี๋สีหน้าซับซ้อน ก่อนจะพยักหน้ารับเงียบๆ
เฉินผิงอันพูดเบี่ยงประเด็นไปว่า “หรงอวี๋ เจ้าเคยได้ยินเรื่องราว
ของฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นของสกุลอินหรือไม่ เป็นเรื่องที่มีความ
เกี่ยวข้องกับซานจวินหญิงผู้นั้น”
หรงอวี๋ครุ่นคิด รีบพลิกค้นความทรงจอย่างรวดเร็ว เพียงไม่
นานนางก็เอ่ยว่า “ว่ากันว่าก่อนที่ฮ่องเต้ไท่จู่ของสกุลอินจะกรีฑาทัพ
ขึ้นเหนือ ตอนนั้นใจคนในเมืองหลวงของราชวงศ์ก่อนปั่นป่วน
โกลาหล ต่างร ่าลือกันว่าภายในกองทัพคิดตั้งผู้ตรวจการขึ้นเป็น
ฮ่องเต้เพื่อชิงแผ่นดินจากแม่ม่ายและเด็กกพร้า ไท่จู่ได้ยินก็เป็น
กังวล หวนกลับบ้านไปพูดคุยกับคนในครอบครัว ถามว่าข่าวลือโหม
กระหน ่าเช่นนี้ ควรจะรับมืออย่างไร? พี่สาวของไท่จู่อยู่ในห้องครัว
พอดี นางใช้ไม้คลึงแป้งตีไท่จู่ ขับไล่เขาพลางกล่าวว่า บุรุษเมื่อ
เผชิญเรื่องใหญ่ควรตัดสินใจด้วยตัวเอง เหตุใดจึงกลับมาทให้สตรี
ในเรือนหวาดหวั่นเล่า?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “อินหนีกลับตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยวยิ่ง”
หรงอวี๋มีสีหน้าลบากใจ “ท่านราชครู แน่นอนว่าข้าเองก็เป็น
สตรี เพียงแต่ว่าจะเอาอย่างนางด้วยการยุแยงให้ท่านราชครูแย่งชิง
บัลลังก์ตั้งตัวเป็นจักรพรรดิไม่ได้หรอกนะ”
เฉินผิงอันใช้กระบอกยาสูบชี้ไปที่ม่านฝน แล้วค่อยชี้มาที่นาง
เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พูดล้อเล่นในวันที่ฝนตกแรงใช่ไหม่ เจ้า
หนาวหรือไม่?”
หรงอวี๋เม้มปากยิ้มจนตาหยี
เฉินผิงอันเอ่ย “เขียนรายการสมบัติทั้งหมดในคลังสมบัติของต้า
หลีออกมา โดยภาพรวมแล้วสามารถแบ่งออกเป็นห้าธาตุ เรียบเรียง
เป็นตราห้าเล่ม แล้วแยกเล่มหนึ่งออกมาโดยเฉพาะ เลือกสมบัติที่ดี
ที่สุดและมีค่ามากที่สุดไว้ในตราเล่มนี้ ช่วงนี้ข้าจะต้องตรวจสอบ
อย่างละเอียด”
หรงอวี๋พยักหน้า “พรุ่งนี้ต้นยามเฉิน (ช่วงเวลาประมาณเจ็ดโมง
ถึงเก้าโมงเช้า) จะต้องเอาสมุดหกเล่มมาวางไว้ที่โต๊ะของราชครูอย่าง
ตรงเวลา”
เฉินผิงอันให้คแนะนว่า “เจ้าเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธเต็มตัว
สามารถไปประลองฝีมือกับเผยเฉียนได้ ลูกศิษย์ใหญ่เปิดภูเขาของ
ข้าคนนี้เรียนหมัดเร็ว สอนหมัดก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน”
หรงอวี๋ไม่มีทางปฏิเสธเรื่องดีใหญ่เทียมฟ้าเช่นนี้อยู่แล้ว นาง
ขอบคุณราชครู ยอบกายคารวะ แล้วเปลี่ยนเรื่องมาพูดเรื่องเป็นการ
เป็นงาน “ทางฝั่งของจวนจินหลูลคลองจื่อแยนได้ผลลัพธ์แล้ว”
ตามคกล่าวของหรงอวี๋ โจวก้งผู้บังคับกองของเรือข้ามฟาก
หลังจากได้รับคสั่งจากราชครู เขาก็นขบวนลูกน้องทการ
สอบสวนสามครั้งเสร็จภายในครึ่งวัน ครั้งหนึ่งอยู่บนเรือข้ามฟาก อีก
สองครั้งหลังอยู่ในศาลบรรพจารย์ของจวนจินหลลคลองจื่อแยน
เป็นการ “ขึ้นศาล” ไต่สวนคดีความ นอกจากแยนโย่วผู้ฝึกยุทธ
ขอบเขตร่างทองที่ต้องการถามหมัดกับราชครูแล้ว ยังมีผู้ฝึกตนหญิง
ที่ตอนนั้นชมเรื่องสนุกอยู่ไกลๆ อีกหลายคน รวมไปถึงบรรพจารย์จิ
นกวาน และยังมีพันธมิตรอีกหลายคนของลคลองจื่อแยนอย่าง
พวกหลันถึง ฯลฯ ที่ต่างก็มอบคให้คการของตัวเองมาให้ และ
สามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์
หลังจากนั้นกองงานภูเขาสายน ้าของกรมพิธีการ กองตรวจสอบ
ของกรมอาญาและกองลาดตระเวนของภูเขาพีอวิ๋นต่างก็มีการตอบ
กลับอย่างเป็นกลาง ทั้งสามฝ่ายนอกจากจะมีการตรวจค้นคัดสรร
เอกสารแล้ว ยังได้ลอบไปสอบถามสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้าและ
เทพอภิบาลเมืองในท้องถิ่นอย่างลับๆ มาด้วย ความจริงได้พิสูจน์ให้
เห็นแล้วว่าแยนโย่วแค่หัวร้อนเท่านั้น ไม่ได้มีคนคอยบงการอยู่
เบื้องหลัง แค่อยากจะโอ้อวดให้สตรีคนหนึ่งที่เขาชื่นชอบเท่านั้นจริงๆ
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด มีเซียนกระบี่และจอมยุทธผู้กล้ากี่
มากน้อยที่ถูกคว่ารักทให้หัวหมุน เว่ยจิ้นเป็นเช่นนี้ ฟ่านต้าเช่อก็
เป็นเช่นเดียวกัน
หรงอวี๋เอ่ย “สามพรรคที่นอกเหนือจากลคลองจื่อแยน บรรพ
จารย์ของแต่ละฝ่ายแค่ตกอกตกใจกันไปเองเท่านั้น แยนโย่วได้รับ
โชคหลังเคราะห์ร้าย ได้ติดตามโจวกุ้งมาที่เมืองหลวง อีกเดี๋ยวก็จะรับ
หน้าที่เป็นเลขาธิการฝ่ายบู๊ของกระโจมทัพอย่างเป็นทางการแล้ว
เนื่องจากเขาคือผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทอง ตามธรรมเนียมของ
กองทัพชายแดนแล้ว จุดเริ่มต้นในวงการขุนนางย่อมไม่ต ่า แค่ต้อง
ผ่านการฝึกขัดเกลาประสบการณ์สักช่วงระยะเวลาหนึ่งก็จะได้
บรรดาศักดิ์ทางทหารอันเป็นเพียงนามไร้อนาจจริงมาครองแล้ว”
“แต่ว่าจากรายงานที่ทางกรมพิธีการและกรมอาญาส่งมาให้ พอ
รู้ว่าบรรพจารย์และเจ้าประมุขของบ้านตนถูกกองทัพชายแดนต้าหลี
เรียกตัวไปสอบถาม ก็มีผู้ฝึกตนทเนียบสิบกว่าคนแอบออกจาก
สนัก กลัวว่าจะเจอจุดจบที่ว่าเมื่อรังถูกทลายแล้ว ไข่หรือจะรอดพ้น
ความเสียหาย คาดว่าเวลานี้พวกเขาอาจจะถูกจับตัวกลับไป
นั่งคุกเข่าอยู่ที่ศาลบรรพจารย์ของสามตระกูลแล้ว”