กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 21.2 เรียกชื่อโดยตรง
กล่าวมาถึงตรงนี้ หรงอวี๋ก็ถอนหายใจ เหตุพลิกผันที่เกิดขึ้นใน
ตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์ซึ่งพัฒนาต่อมาจากที่ทะเลสาบเหล่าอิง
มาจนถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมชั้นสูงของแจกันสมบัติทวีปอย่าง
ตหนักฉางชุน จนมาถึงจวนเซียนลดับสองอย่างลคลองจื่อแยน
อันที่จริงก็พอจะมองเห็นปัญหาได้มากมายแล้ว ไม่ไปแตะต้องก็มองดู
เหมือนยุคสันติสุขที่อบอวลไปด้วยเสียงร้องรทเพลง โชคชะตา
แคว้นสืบเนื่องยาวนานไปพันปี ไปแตะต้อง ขอแค่มีคนฉีกกระชากมัน
ออก ก็มีแต่หนองเน่าเฟะที่ถูกความสงบสุขปิดทับเอาไว้ ด้านในมีแต่
เลือดไหลนอง โชคดีที่ยังทันการณ์
หรงอวี๋ทั้งเชื่อมั่นในราชครูชุย แล้วก็เชื่อมั่นในราชครูเฉิน และยิ่ง
เชื่อมั่นในรากฐานของราชสนักต้าหลี ทั้งเชื่อมั่นในตัวของผู้เฒ่าที่
เปี่ยมไปด้วยความหวังอย่างท่านผู้เฒ่ากวานเจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่น ฯลฯ
ยิ่งเชื่อในตัวคนหนุ่มที่วันนี้ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในใจกลางของราช
สนัก ยังไม่ได้เป็นขุนนางคนสคัญว่าจะต้องทให้บนถึงล่าง ในถึง
นอก ใจทหารถึงใจปวงประชาของราชสนักต้าหลีล้วนขยับขึ้นสู่ที่สูง
มุ่งหาความก้าวหน้า เปลี่ยนมาเป็นดีได้มากกว่าเดิม
โดยทั่วไปแล้วเฉินผิงอันไม่ค่อยชักใช้ถึงรายละเอียดของเรื่องที่
ได้ข้อสรุปแน่นอนแล้วเท่าใดนัก แต่เรื่องของลคลองจื่อแยน เห็นได้
ชัดว่าเขาค่อนข้างใส่ใจ จึงถามว่า “ในศาลบรรพจารย์ของจวนจินหลู
ไม่มีคนรุ่นเยาว์ที่กล้ายืนหยัดโต้แย้งโดยยึดเหตุผลอย่างเต็มกลังกับ
ผู้บังคับกองโจวบ้างเลยหรือ?”
หรงอวี๋ส่ายหน้า “เพราะถึงอย่างไรคนอย่างเฝิงเจี้ย เหวยหรุย
ฯลฯ ที่มีทั้งความคิดแล้วก็ทั้งลงมือทก็มีอยู่ไม่มาก”
เฉินผิงอันกล่าว “แรงใจและวิสัยทัศน์ของคนคนหนึ่งก็ต้องค่อยๆ
ปลูกฝังมาทีละน้อยเล่ห์กลทางใจและชั้นเชิงกลอุบายในการ
ดเนินการล้วนค่อยๆ ขัดเกลาประสบการณ์จากเหตุการณ์ทั้งหลาย
ไม่ต่างจากการป้อนหมัดของผู้ฝึกยุทธเท่าไร”
“ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ เรื่องบางอย่างต้องใช้ดาบสะบั้นปมเชือก
ยุ่งเหยิงอย่างว่องไว การโค่นสิ่งใหญ่ทลายสิ่งแข็งย่อมต้องค่อยเป็น
ค่อยไป วางแผนอย่างรอบคอบ ราชสนักจะจัดการตหนักฉางชุน
อย่างไร ล้วนต้องทให้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมใหญ่ๆ อย่างสนัก
โองการเทพ สกุลเจียงอวิ๋นหลินดู และจวนเซียนที่มีศักยภาพอย่างล
คลองจื่อแยนนี้ ถึงอย่างไรก็ยังเป็นคนหมู่มาก ความอดทนของทาง
ราชสนักจะต้องเหมาะสมสักหน่อย ถึงอย่างไรก็ไม่กลัวว่าพวกเขาจะ
เข้าใจผิดอะไร มองเห็นเลือดในความเข้าใจผิดย่อมทให้คนมีชีวิต
จดจบทเรียนได้ง่ายขึ้น”
หรงอวี๋พยักหน้า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ตามหาคนที่มท่ามกลางดงของคนฉลาด ตาม
หาคนฉลาดในหมู่คนโง่ ล้วนไม่ง่ายทั้งสองอย่าง”
หรงอวี๋ครุ่นคิดถึงเจตนาในประโยคนี้ของราชครูอย่างจริงจัง คิด
ว่าจะตวัดดาบใส่คนฉลาดที่อยู่ในถิ่นไหนอย่างนั้นหรือ?
เฉินผิงอันอดไม่ไหวยิ้มเตือนว่า “หรงอวี๋ ไม่ต้องรู้สึกว่าทุกคพูด
ของข้าต้องมีความหมายลึกซึ้งอะไร ไม่ได้เกินจริงขนาดนั้นหรอก”
หรงอวี๋ “ยิ่งใช้สมอง สมองก็ยิ่งเฉียบแหลมนี่นา”
เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “นี่คือลักษณะการพูดคุยของศิษย์พี่ข้า
และอาจารย์เจิ้ง”
หรงอวี๋ไม่รู้จะรับคต่ออย่างไรดี
เฉินผิงอันสูบยา หรี่ตามองม่านฟ้า คล้ายกับกลังรอคอยอะไร
บางอย่าง
หรงอวี๋มองตามสายตาของราชครูไป แต่ก็มองอะไรไม่ออก
ปีนั้นที่ริมอาณาเขตทางเหนือของภูเขาพีอวิ๋นซึ่งยังไม่ได้
กลายเป็นมหาบรรพตอุดรของต้าหลี มีจวนเซียนและพื้นที่ประกอบ
พิธีกรรมหลายแห่งที่มีหนึ่งก่อกเนิดสามโอสถทองซึ่งค่อนข้างจะมี
พลังอนาจ
หลังจากที่ถ ้าสวรรค์หลีจูปริแตกแล้วหล่นร่วงลงพื้น หร่วนฉงแห่ง
สนักการทหารก็มารับหน้าที่เป็นอริยะผู้บัญชาการณ์แทนที่ฉีจิ้งชุน
และเพียงไม่นานก็มีเซียนซือกลุ่มหนึ่งมาหยั่งเชิงนิสัยใจคอของหร่วน
ฉง หรือควรจะพูดว่าเส้นขีดจกัดของต้าหลี
บรรพจารย์ที่มีชื่อเสียงคุณธรรมสูงส่ง ทั้งยังมีพลังตบะลึกล ้า
อย่างพวกบรรพจารย์จินกวงนพาลูกศิษย์ผู้สืบทอดส่วนหนึ่งเดินทาง
ท่องเที่ยวไปตามภูเขาสายน ้า ละเมิดคสั่งเข้ามาในอาณาเขต ผลคือ
ถูกหร่วนฉงที่ออกจากร้านตีเหล็กมุ่งหน้าไปยังทะเลเมฆสังหารผู้ฝึก
ตนหญิงรวดเดียวหลายคน สตรีโตเต็มวัยคนที่เป็นผู้นประดับปิ่นสี
ทองบนศีรษะ นางยังเป็นเจ้าประมุขของจวนเซียนแห่งหนึ่งด้วย
ภายหลังบรรพจารย์จินกวานของลคลองจื่อแยนเอ่ยขอร้องวิงวอน
ไปหลายหน แต่ศีรษะก็ยังถูกหร่วนฉงบีบจนระเบิดแตก เรือนกายที่มี
เลือดเนื้อถูกทลายย่อยยับ จิตวิญญาณหลบหนีกลับไปยังล
คลองจื่อแยน หร่วนฉงไม่ได้ตามไปซ ้าเติมอีกฝ่าย หลังจากนั้นผู้ฝึก
ตนหญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่าหลันถิง แล้วก็เป็นบรรพจารย์บุกเบิกภูเขา
ของจวนเซียนบ้านนางเองก็ยังถูกกระบี่บินแทงทะลุศีรษะ หลงเหลือไว้
เพียงคนผู้หนึ่งทีรู้กาลเทศะที่สุด หนีได้เร็วที่สุดและยังถือว่าพอจะมี
น ้าใจ ไม่ลืมเอ่ยเตือนหลันถิงถึงความร้ายกาจของวิชาอภินิหารของ
กระบี่บินหร่วนฉงไปหลายประโยค น่าเสียดายที่จุดจบสุดท้ายของห
ลันถิงก็ยังสู้บรรพจารย์จินกวานไม่ได้ ตะเกียงแห่งชะตาชีวิตที่ตั้งไว้
ในศาลบรรพจารย์ของนางดวงนั้นถูกจุดไฟเผาไปโดยตรง
วิธีการของสนักการทหาร หากละเมิดข้อห้ามก็คือต้องลงโทษ
จะมามัวพร ่าพูดจุกจิกกับเจ้า ยกเอาเรื่องน ้าใจความสัมพันธ์หรือเรื่อง
ศักดิ์ศรีหน้าตามาพูดเสียที่ไหน
ผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ไป ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเซียนซือบนภูเขา
ของต้าหลีรู้สึกเช่นไร
พูดถึงแค่เด็กชายชุดเขียวที่เคยมีความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ กับ
อริยะหร่วนก็ยิ่งกลัวหร่วนฉงมากกว่าเดิม คิดถึงปีนั้น ชีวิตของตน
แขวนอยู่บนเส้นด้ายจริงๆ นะ โชคดีที่ตนขับเรือตามกระแสลม ใช้
ไหวพริบที่มีมาแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที่
อย่าเห็นว่าภายหลังเฉินหลิงจวินถูกเจ้าลัทธิลู่ที่ยิ้มหน้าทะเล้น
หยอกเย้าอยู่หลายครั้งแล้วก็อย่าเห็นว่าใน ‘รวมเล่มคนผ่านทาง’
ขอบเขตของหร่วนฉงถือว่าค่อนไปทางต ่าหากเทียบกับคนอื่นในเล่ม
แต่บรรพจารย์จิ่งชิงกลับวางอริยะหร่วนไว้ในหน้าที่สองของรวมเล่ม
คนผ่านทางเชียวนะ
แน่นอนว่าหลบอยู่ในภูเขาบ้านตัวเอง บางครั้งก็คุยโวโดยไม่ต้อง
ร่างคพูดกับพวกหมี่ลี่น้อย ป๋ายเสวียน เฉินหลิงจวินยังกล้าที่จะตั้ง
ฉายาให้กับหร่วนฉงว่า “หร่วนปั้งเหยี่ยน” ด้วย (อันดับที่สองในการ
สอบเคอจวี่รองจากจ้วงหยวน)
เด็กชายชุดเขียวดื่มเหล้าในงานเลี้ยงที่ยอดเขาโหยวอี๋จนเมา
ดื่มจนใบหน้าแดงก ่าราวกันลิง ได้แวะไปดื่มสุราคารวะหร่วนฉงที่โต๊ะ
ประธานอยู่หลายครั้ง
เป็นฝ่ายพูดถึงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เด็กชายชุดเขียวตะเบ็งเสียงดัง
พูดความในใจประมาณว่าอริยะหร่วนเป็นวีรบุรุษผู้เก่งกล้าเหนือใคร
ในโลกา คนปากเสียพูดจาตามประสาคนเมาแล้วยังคอยยกทิ้งโป้ง
ให้หร่วนฉงเป็นระยะ…. ในที่สุดหร่วนฉงก็แน่ใจแล้วว่าไอ้หมอนี่ไม่ได้
พูดจาเหน็บแนม บนใบหน้าก็มีรอยยิ้ม ก็จริงนะ จะต้องไปคิดเล็กคิด
น้อยกับเจ้าโง่น้อยผู้นี้ทไมกัน
แล้วนับประสาอะไรกับที่ส่วนลึกในใจของหร่วนฉงยังรู้สึกว่า
เด็กชายชุดเขียวมีรากฐานแห่งปัญญาอย่างมาก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนั้นยังมีแม่นางน้อยชุดดยืนอยู่ข้างกาย
เขา เขย่งปลายเท้า มือหนึ่งกเชือกของกระเป๋าผ้าฝ้ายสะพายข้าง
มืออีกข้างป้องอยู่ข้างปากซุบซิบพูดกับเขา บอกว่าจิ่งชิงดื่มจนเมา
แล้ว อริยะหร่วนอย่าได้ถือโทษโกรธเคือง ก็ต้องโทษที่วันนี้เหล้าหมัก
เซียนของงานสมรสรสชาติดีเกินไป
หร่วนฉงเอียงหัวน้อยๆ ยิ้มอธิบายกับแม่นางน้อยว่าเขาเข้าใจ
สุรารสชาติพอใช้ได้ พอใช้ได้ แค่หมี่ลี่น้อยชอบก็พอ
คุยกันไปคุยกันมาหร่วนฉงก็มองออกถึงคกระซิบบางอย่างที่
นางไม่สะดวกจะเปิดปากจากดวงตาที่สุกสกาวของแม่นางน้อยผู้
พิทักษ์ฝ่ายขวาแห่งภูเขาลั่วพั่ว
หร่วนฉงจึงแหงนหน้าดื่มเหล้าชามใหญ่ ลูบศีรษะของแม่นาง
น้อย ถือเป็นการขอบคุณนางแล้ว
ก็ไม่รู้ว่าขอบคุณที่แม่นางน้อยเคยเล่าเรื่องราวแห่งภูเขาสายน ้า
บางอย่างกับคนบางคน หรือว่าขอบคุณเรื่องอะไร
หร่วนฉงที่ทั้งชีวิตแทบไม่เคยโอภาปราศรัยตามมารยาทกับใคร
บอกกับหมี่ลี่น้อยว่าวันหน้าหากได้รับความอยุติธรรมก็ให้มาหาเขา
เขาจะทวงความเป็นธรรมให้นางเอง
ตอนนั้นเพื่อนเจ้าบ่าวคนหนึ่งหันมามองเพื่อนเจ้าสาวคนหนึ่ง
เพื่อนเจ้าสาวกลับยิ้มอ่อนโยนมองหมี่ลี่น้อย แล้วนางจึงผงกศีรษะ
ให้กับหร่วนฉงที่ความคิดจิตใจละเอียดอ่อนดุจเส้นผม หร่วนฉงเองก็
พยักหน้าให้หนิงเหยา แล้วจึงมองเพื่อนเจ้าบ่าวคนนั้นแวบหนึ่ง ในใจ
คิดว่าเจ้าตะพาบน้อยผู้นี้มักจะโชคดีเช่นนี้เสมอ
เฉินผิงอันสูบยา พ่นควันออกมาเบาๆ คอยมองม่านฝนที่เหมือน
ห้อยย้อยอยู่ระหว่างฟ้าดินนั้นตลอดเวลา “ไม่เพียงแต่ให้ความสคัญ
กับโจวก้งเท่านั้น สหรับเศษซากเละเทะอย่างลคลองจื่อแยนนี้ เขา
คือปลายดาบ สหรับกองกลังจวนเซียนระดับกลางของต้าหลีโจวก้ง
กับแยนโย่วต่างก็เป็นแบบอย่างของภูเขาและสายน ้า ถือเป็นแนวทาง
อันดีในการใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสหรับราชสนัก”
“นอกจากนี้ไม่เพียงแต่ผู้ฝึกตนสนักการทหารสายของร่องต้า
หนีเท่านั้น เชื่อว่าตลอดทั้งศาลลมหิมะก็น่าจะมอบการสนับสนุนที่
ใหญ่ที่สุดให้กับโจวก้งด้วยเช่นกัน”
หรงอวี๋รู้ดีว่าศาลลมหิมะฝากความหวังไว้ที่โจวก้ง อยากจะเรียก
ตัวเขากลับภูเขาให้มารับหน้าที่เป็นมือรองของสายผู้คุมกฏมาโดย
ตลอด
โจวก้งผู้ฝึกตนสนักการทหารที่เป็นคอขวดขอบเขตโอสถทอง
แล้ว ในฐานะลูกศิษย์ผู้สืบทอดของบรรพจารย์สกุลฉินร่องต้าหนี
ความฝันที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ของเขาไม่ใช่การเลื่อนเป็นห้าขอบเขต
บนอะไร แต่เป็นการได้ดูแลเรือกระบี่ลหนึ่งของต้าหลี รับหน้าที่เป็น
“เจ้าของเรือ” ของเรือกระบี่ต้าหลีที่ได้ทั้งการโจมตีและป้องกัน
แน่นอนว่าต้องดึงดูดใจคนได้ดียิ่งกว่าการเป็น “เจ้าของเรือ” ของเรือ
ข้ามฟากขุนเขาที่เอาไว้ใช้ขนกองกลังทหารโดยเฉพาะ
ต่งหูแห่งกรมพิธีการเคยบอกว่าอิงตามคุณความชอบทางทหาร
ผู้บังคับกองโจวก้ง เป็นรองแม่ทัพประจมณฑล หรือไม่ก็เป็นเจ้ากรม
กลาโหมของแคว้นใต้อาณัติสักแห่ง ล้วนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
อย่างเหมาะสม แน่นอนว่าคือถ้อยคอันไพเราะที่กล่าวอย่างพอดิบ
พอดี เพียงแค่เพราะศาลลมหิมะและภูเขาเจินอู่มีผู้ฝึกตนสนัก
การทหารจนวนมากที่หากต้องเลือกระหว่างกองทัพต้าหลีกับการ
เป็นผู้ฝึกตนบนทเนียบก็มักจะเลือกอย่างแรก และศาลบรรพจารย์
ทั้งสองแห่งก็มักจะแค่รั้งตัวไว้ให้พอเป็นพิธีเท่านั้น ไม่เคยมีกรณีของ
การย้ายออกที่ทให้พวกหวงเหมยเซียนต้องลบากใจ ดังนั้นราช
สนักต้าหลีจึงต้องเห็นแก่น ้าใจในส่วนนี้
ไปเป็นแขกที่ตหนักฉางชุนกับต่งหู ตอนนั้นเรือกองทัพต้าหลี
ยี่สิบกว่าลจอดลงที่หมิงตี จวนราชครูก็เลือกเรือลของโจวก้ง
ผู้เฒ่าที่ฝึกตนอยู่ในหน่วยงานราชการจนช ้าชองจัดเจนอย่างต่ง
หู มีหรือจะไม่เข้าใจ
ราชครูกับหลิวเสี้ยนหยางมีความสัมพันธ์แบบใด สนักกระบี่
หลงเฉวียนกับศาลลมหิมะล่ะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
แล้วนับประสาอะไรกับที่ก่อนหน้านี้ไม่นานราชครูได้ใช้นามของ
เรื่องส่วนตัวทการค้าครั้งนั้นกับภูเขาเจินอู่สเร็จ ทางฝ่ายของกรม
พิธีการก็ต้องมีการจดลงบันทึกตามระเบียบ
อันที่จริงเฉินผิงอันยังลังเลว่าควรจะแยกเอาเรือกระบี่และเรือข้าม
ฟากขุนเขาออกมาจากกรมกลาโหม แบ่งแยกกิจธุระบางส่วนของบน
ภูเขาออกมาจากกรมพิธีการโดยเฉพาะดีหรือไม่ เพียงแต่ว่ากระตุก
ผมเส้นเดียวสะเทือนทั้งร่าง ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
เฉินผิงอันเอ่ย “ตอนอยู่ที่ยอดเขาโหยวอี๋ ข้าได้เจอกับบรรพ
จารย์ผู้คุมกฏของศาลลมหิมะ
ตอนที่ดื่มสุราคารวะก็ได้พูดคุยกันไป
สองสามประโยค นางอยากจะเลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบอย่างมาก
เพียงแต่ว่ามีภาระหน้าที่ให้ต้องรับผิดชอบ ไม่อาจโยนภาระทิ้งไปได้
ข้าจงใจพูดถึงโจวก้ง นางก็ไม่ปิดบังการให้ความสคัญที่ตัวเองมีต่อ
โจวก้งเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้หากผ่านไปอีกสี่สิบห้าสิบปี แล้วโจ
วก้งกลับภูเขาไปรับตแหน่งผู้คุมกฏ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
หรงอวี๋สามารถจินตนาการได้เลยว่า ราชครูเป็นฝ่ายไปดื่มสุรา
คารวะ ยอดฝีมือของสนักการทหารอย่างศาลลมหิมะและภูเขาเจินอู่
ตอนที่พูดคุยกับราชครูต้องไม่ได้ผ่อนคลายอย่างแน่นอน
ในเมื่อขนาดเจียงไท่กงแห่งศาลบู๊ยังปรากฏตัวแล้ว อย่างน้อย
ที่สุดพวกเขาที่มาจากศาลบรรพจารย์ของสนักการทหารสองแห่ง
ในแจกันสมบัติทวีปก็ควรจะเข้าใจในเรื่องสองเรื่อง
ผู้ฝึกตนในทุกวันนี้ นอกจากคนที่ปิดด่านแล้วต่างก็เคยเห็นการ
เชื่อมโยงฟ้าดินครั้งนั้นกับตาตัวเอง แต่โลกมนุษย์จะมีคนแบบใดที่
สร้างวีรกรรมเช่นนี้ได้ นอกจากผู้ฝึกตนบนยอดเขาส่วนน้อยแล้วก็ไม่
ค่อยมีใครรู้มากนัก ศาลปุ่นแผ่นดินกลางก็ควรจะลดทอน
ความสคัญของเรื่องนี้ลง อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่
ดีที่สุดในการป่าวประกาศความจริงแก่ใต้หล้า
ก่อนหน้านี้นานกว่านั้น พันธมิตรเฉพาะกิจสามคนที่ร่วมมือกัน
สังหารเจียงเซ่อ เฉินผิงอัน เจิ้งจวีจง อู๋ซ่วงเจี้ยง
เฉินผิงอันกล่าว “มอบผลท้อตอบแทนผลหลี ตอบแทนไมตรี
อย่างมีมารยาท”
หรงอวี๋ยิ้มบางๆ “ความเข้าใจอยู่ไม่ไกลนัก”
หมอกควันลอยอบอวล มองข้ามฝนตกกระหน ่า ทะยานขึ้นฟ้าไป
ต่อให้หรงอวี๋จะโง่เขลาแค่ไหนก็ยังมองความผิดปกติออก
ซ่งอวิ๋นเจียนเผยกายออกมาจากความว่างเปล่า ระยะห่างแค่ไม่กี่
ก้าวก็ยังร่ายวิชาอภินิหารหดย่อพื้นที่ นี่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติ
ของเขา
เฉินผิงอันเอ่ย “อีกเดี๋ยวเจ้าจไว้ว่าพยายามปกป้องเมือง
หลวงต้าหลีให้ดี”
ซ่งอวิ๋นเจียนพยักหน้า “เกี่ยวพันกับชีวิต เป็นหน้าที่ที่ต้อง
รับผิดชอบ ราชครูโปรดวางใจ ข้ารู้หนักเบาดี”
เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “หวาดกลัวลึกไปถึงกระดูกและจิต
วิญญาณเลยหรือ?”
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มเลื่อน “ไม่ได้สุขุมสงบนิ่งทุกครั้งที่เจอเรื่องใหญ่
อย่างราชครูจริงๆ”
เฉินผิงอันกระตุกมุมปาก “นี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ได้ด้วยหรือ?”
ซ่งอวิ๋นเจียนรู้สึกกังขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “นี่ยังไม่ถือว่า
ใช่อีกหรือ?!”
เฉินผิงอันกล่าว “อีกเดี่ยวร่ายเวทอพรางตาด้วย อย่าให้
ชาวบ้านของเมืองหลวงต้องตื่นตกใจ”