กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 22.3 จับคู่
เซี่ยโก่วถอนหายใจ ถึงกับเก็บกระบี่สั้นลงไป เอ่ยอย่างเวทนาว่า
“เจ้าขุนเขา ข้ามีใจอยากฆ่าโจรแต่ไร้เรี่ยวแรงให้ฆ่าโจรติดๆ กันจน
จิตแห่งมรรคาเกือบจะแหลกสลายแล้ว”
เฉินผิงอันกลั้นข พยักหน้าเอ่ย “ได้ ข้าที่เป็นเจ้าขุนเขาจะช่วย
ระบายความแค้นสองครั้งนี้ให้เอง”
นักพรตกระดูกขาวที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศสูงพลันหันหน้าไป
มองจุดหนึ่ง พลังจิตของมันเฉียบไวอย่างถึงที่สุด เวลานี้มองไปทาง
ภูเขาลูกหนึ่งที่อยู่ทางทิศเหนือ จุดที่สายตาพุ่งไปถึง ทะเลเมฆเป็น
ชั้นๆ ก็พลันแหลกสลายไปด้วยตัวเอง ตราผนึกของพื้นที่ประกอบ
พิธีกรรมจวนเซียนหลายแห่งที่อยู่ระหว่างทางถูกโจมตีจนคลอน
แคลนจะพังมิพังแหล่ นักพรตแค่เหลือบตามองทีเดียว ไม่ได้ร่ายเวท
คาถาใดๆ ก็ทให้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมของพรรคเล็กจนวนมาก
วุ่นวายอลหม่าน เข้าใจผิดคิดว่ามีศัตรูมาโจมตีศาลบรรพจารย์ได้
แล้ว
ในที่สุดก็ถูกนักพรตกระดูกขาวคว้าจับตัวการเอาไว้ได้ คือผู้ฝึก
กระบี่คนหนึ่ง ขอบเขตต ่าต้อย ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งเซียนดินด้วยซ ้า
แต่กลับทให้ตนรู้สึกเสียวสันหลังวาบได้ขนาดนี้? ทได้อย่างไรกัน?
ทางฝั่งของยอดเขาโหยวอี๋ หลิวเสี้ยนหยางจุ๊ปากพูด “เจ้าเฉินผิง
อันผู้นี้เป็นตัวก่อเรื่องจริงๆ”
นักพรตกระดูกขาวผู้นี้ บังเอิญที่เขารู้รากฐานของอีกฝ่าย เพราะ
เคยเห็นเขาประลองคาถาครั้งหนึ่ง
เซอเยว่ที่เพิ่งแต่งงานมวยผมทรงสตรีออกเรือนแล้ว นางเอ่ย
เตือนด้วยน ้าเสียงอ่อนโยนว่า “ฟูจวิน (สามีผู้เป็นที่เคารพรัก คเรียก
อย่างสุภาพในสนวนโบราณ) ขอบเขตบินทะยานที่ขอบเขตถดถอย
มาจากสิบสี่ ไม่อาจมองเป็นบินทะยานแข็งแกร่งทั่วไปได้”
เอ่ยคเรียกขานที่ชวนเลี่ยนนี้ไปแล้ว เซอเยว่ก็กลอกตามองบน
ช่วยไม่ได้ นี่คือกฏบ้านหลิวเสี้ยนหยางบอกว่ายามเพิ่งแต่งงานใหม่
ในฐานะคู่ครองที่ฟ้าดินลิขิตให้มาคู่กัน ถ้อยคที่เอื้อนเอ่ยย่อมต้อง
อ่อนหวานสนิทสนมยิ่งขึ้นเป็นธรรมดา
หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า “เหนียงจื่อ (ภรรยาผู้เป็นที่รัก คเรียก
อย่างอ่อนหวานในสนวนโบราณ) ข้ารู้ว่าต้องทอย่างไร”
เซอเยว่เอ่ยอย่างอ่อนใจ “เปลี่ยนกฎบ้านใหม่ไม่ได้หรือ?”
เพียงแค่เพราะสายตาของนักพรตกระดูกขาวผู้นั้นมองมาทาง
ยอดเขาโหยวอี๋ ไม่รู้ว่ามีผู้ฝึกตนบนยอดเขากี่มากน้อยที่มองอยู่และ
ได้ยิน
หลิวเสี้ยนหยางไม่ได้คุยโวจริงๆ เขาไม่เพียงแต่รู้ฉายาของ
นักพรตกระดูกขาว ยังรู้แนวทางการใช้เวทคาถาของมันด้วย รู้ว่ามี
คร่าวๆ อยู่สามสาย แบ่งออกเป็นการจลองแบบมาจากสนักตรวจ
ตราพิพากษาในตหนักอวี่ชูของสรวงสวรรค์บรรพกาล
“ท่วงทนอง” แห่งหน่วยมนตราของสนักเมฆาเก้าชั้น และยังมีอีก
สนักหนึ่งในหน่วยโรคระบาด ด้วยเหตุนี้จึงตั้งฉายาให้ตัวเองว่า
“ซานย่วนฝ่าจู่” (ประมุขแห่งสามสนัก) แน่นอนว่าเมื่อศึกเดินขึ้น
สวรรค์สิ้นสุดลง วิถีแห่งเทพพลังถล่ม มันถึงได้กล้าป่าวประกาศฉายา
ด้านการฝึกตนฉายานี้
การที่หลิวเสี้ยนหยางมองนักพรตกระดูกขาวอยู่หลายทีก็แค่เพื่อ
เพิ่ม “ภาพจ” ต่อการส่งกระบี่ครั้งหนึ่งให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่านั้น
แค่มองทีเดียวก็ปล่อยกระบี่ออกไป ถึงอย่างไรก็ไม่ราบรื่นเท่ามี
ความทรงจที่ลึกล ้าก่อนแล้วค่อยปล่อยกระบี่
นักพรตกระดูกขาวผู้นั้นไม่ได้ขลาดกลัวกับสภาพการณ์ที่ถูกรุม
ล้อมไว้ด้วยเหล่าผู้กล้าแกร่ง พันธมิตรหรือ? คิดว่าตนไม่มีหรือไร?!
มันมองสตรีกระโปรงเขียวแล้วเอ่ยเสียงดังกังวานว่า “สหาย เปิ่น
จั้วได้ทตามสัญญาเมื่อได้พบเจอกับผู้มีพระคุณที่ชักนให้เกิดฟ้า
ดินเชื่อมโยง ช่วยให้พวกเราหลุดพ้นจากพันธนาการแล้วต้องแสดง
ความเคารพต่อเขา เปิ่นจั้วได้ทตามแล้ว ไม่ได้เข่นฆ่ากับคนแซ่เฉิน
ผู้นั้น แต่ทตามข้อตกลง แสดงมารยาทก่อนแล้วค่อยใช้กลัง ได้
พูดคุยดีๆ กันไปแล้วต่อจากนี้จะทอย่างไร เจ้าก็มายุ่งด้วยไม่ได้แล้ว”
หางจิ้งจอกจนวนมากของเจ้าแห่งจิ้งจอกในใต้หล้าสายสะบัด
เล็กน้อย ไอ้หมอนี่พูดมากเหลือเกิน ดูท่าถูกขังมานานขนาดนั้นคง
จะอัดอั้นมากจริงๆ
นางใช้สายตาอ่อนหวานคล้ายกับมองชายคนรักมองภาพ
เหตุการณ์แปลกใหม่ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเมือง นี่ก็คือโลกมนุษย์ใหม่
เอี่ยม อุดมสมบูรณ์ได้ถึงเพียงนี้ คือโลกมนุษย์แห่งใหม่ที่ทั้งครึกครื้น
แต่ก็สงบสุขได้ถึงเพียงนี้
ทไมถึงไม่มีเผ่าจิ้งจอกของข้า ไฉนถึงไม่มีเผ่าจิ้งจอกอยู่สักตน
เดียว?!
นางพลันเดือดดาลในเสี้ยววินาที่ แต่กลับเหลือบไปเห็นป๋ายจิ่งที่
ซ่อนกระบี่สั้นไว้ในชายแขนเสื้อ แล้วพอคิดถึงบุรุษที่อยู่ข้างๆ ก็ได้แต่
แสดงความไม่พอใจออกมาทางสายตาเก็บกลั้นโทสะเอาไว้
สหรับคพูดหยั่งเชิงของนักพรตกระดูกขาว สตรีชุดเขียวแค่
แสร้งทเป็นไม่ได้ยิน
และนักพรตกระดูกขาวก็คิดแค่ว่านางมีนิสัยไม่ชอบพูด ไม่ชอบ
คุยเรื่องไร้สาระกับใคร เขาหลุบตาลงมองหัวกแพงเมืองที่เหมือน
ก้อนอิฐเล็กๆ ก้อนหนึ่ง “เฉินผิงอัน เปิ่นจั้วได้เตรียมตามหาฟ้าดินที่
กว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่งก่อตั้งลัทธิตั้งตัวเป็นบรรพจารย์ เจ้าเองก็
ถือเป็นวีรบุรุษที่สร้างคุณปการล ้าโลก ยินดีจะสร้างวีรกรรมอัน
ยิ่งใหญ่ร่วมกับเปิ่นจั้วหรือไม่เจ้าวางใจได้เลย เปิ่นจั้วไม่เคยกังขาใน
การใช้งานใคร ด้วยคุณความชอบของเจ้าก่อนหน้านี้ขอแค่รู้
กาลเทศะ ยอมติดตามเปิ่นจั้ว จะให้เจ้าเป็นรองเจ้าลัทธิก็แล้วกัน!”
นี่คือทั้งยกยศตแหน่งพร้อมให้คมั่นสัญญาด้วยแล้ว?
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง นางไม่โกรธขนาดนั้นอีกแล้ว หลังจากนี้
ตอนที่
เอากระดูกมันมาหลอมจะใช้วิธีทรมานให้น้อยลงหน่อยก็แล้วกัน นาง
ยกนิ้วโป้งให้กับซานย่วนฝ่าจู่ “สายตาดี มีความกล้าหาญ แค่มอง
ปราดเดียวก็หมายตาเจ้าขุนเขาของพวกเราเลย”
ด้านหนึ่งนักพรตกระดูกขาวก็สังเกตการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า
การไหลรินลมปราณของเฉินผิงอัน แล้วก็เพราะข่มกลั้นความอดอั้น
ในใจไว้ไม่ไหวจริงๆ อีกด้านหนึ่งถึงได้ถามไปด้วยว่า “ป๋ายจิ่ง คง
ไม่ใช่ว่าความเสียหายบนมหามรรคาของเจ้าร้ายแรงขนาดนี้จริงๆ
หรอกนะ? ถึงขั้นที่ว่าต้องเป็นผู้ปกป้องถ ้าสถิตให้กับผู้ที่ศึกษามรรคา
ในรุ่นหลังเลยหรือ?”
เพียงแต่ว่าข้อสงสัยที่ใหญ่ที่สุดในใจของมันไม่ได้อยู่ในเรื่องนี้
แต่เป็นเจ้าคนแซ่เฉินผู้นั้น ในเมื่อเขามีคุณูปการคุณความชอบต่อ
โลกมนุษย์ ไฉนเวลานี้ถึงไม่มีลางว่าจะได้รับการปกป้องจากมหา
มรรคาเลย?
เป็นแค่ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวที่เดินไปบนเส้นทางหัวขาดของเจียงเซ่อ
เส้นนั้นจริงๆ หรือ?
หากป๋ายจิ่งอ่อนแอเกินไป ผลสเร็จบนมหามรรคาในอนาคตมี
จกัด เรื่องของการผูกสมัครเป็นคู่บเพ็ญเพียรก็คงต้องช่างมันเถอะ
จัดการเจ้าเด็กนั่นก่อนดีกว่า ไม่แน่ว่าอาจเก็บตกคุณความชอบใหญ่
เทียมฟ้าที่มองไม่เห็นมาได้ แล้วค่อยเคี้ยวร่างจริงของป๋ายจิ่งเอามา
บรุงมหามรรคาของตัวเอง!
ก็ถือว่าผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งตายได้อย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว ถึงอย่างไร
ก็ดีกว่ามีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ ป๋ายจิ่งควรจะต้องขอบคุณความหวังดีนี้
ของสหายถึงจะถูก
เฉินผิงอันดีดปลายเท้า ทะยานร่างขึ้นสูง
มองชุดคลุมอาคมที่กว้างใหญ่ผิดปกติของนักพรตกระดูกขาว ที่
แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ทัณฑ์สวรรค์จากผีเสี่ยนยังหลงเหลือเศษเสี้ยว
อีกเล็กน้อยที่ต้องเก็บกวาดให้สะอาด
เฉินผิงอันพูดพึมพกับตัวเองว่า “หากเป็นเช่นนี้ก็ถึงเวลาที่
ชะตาของเจ้าขาดลงอายุขัยหมดสิ้น ควรต้องกายดับมรรคาสลายอยู่
ที่นี่แล้ว”
สวีเซี่ยหลุดขอย่างอดไม่อยู่ อิ่นกวานพูดจาตลกขบขันเสียจริง
เฉาสือเงียบงัน เมื่อเทียบกันแล้ว อย่างน้อยการถามหมัดของสอง
ฝ่ายก็ไม่มีคพูดเหน็บแนมแบบนี้
นักพรตกระดูกขาวหัวเราะเยาะ “เจ้าคนแซ่เฉิน ยอมให้เจ้าไม่กี่
หมัดก็คิดว่าตัวเองคือเจียงเซ่อจริงๆ แล้วหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “วิถีวรยุทธในโลกมนุษย์จะต้องพัฒนา
รุดหน้าไปเรื่อยๆ เดินขึ้นสู่ที่สูงไปทีละก้าว ไหนเลยจะมีหลักการ
เหตุผลที่หมื่นปีให้หลังสู้หมื่นปีก่อนไม่ได้”
เฉาสือพยักหน้าเบาๆ
นักพรตกระดูกขาวยื่นมือออกมาแล้วโบกหนึ่งที่ “พูดจาวางโตยิ่ง
นัก! ไอ้หนูเจ้าจงเบิกตามองดูให้ดี ภูเขาที่สูงที่สุดของโลกมนุษย์พวก
เจ้าในทุกวันนี้สูงกว่ากลุ่มเทือกเขาที่คดเคี้ยวของพวกเราเมื่อหมื่นปี
ก่อนหรือ?!”
ภูเขาที่สูงที่สุดบนพื้นดินของแจกันสมบัติทวีป ก็คือภูเขาพีอวิ๋น
ใบหน้าเว่ยป้อประดับยิ้มน้อยๆ เสินจวินอีกสี่ท่านที่เหลือต่างก็
“เคียดแค้นศัตรูคนเดียวกัน” โดยเฉพาะจิ้นชิงแห่งขุนเขากลางที่ถึง
ขั้นใช้เสียงในใจพูดปลอบเย่โหยวเสินจวินบอกว่านักพรตกระดูกขาว
ผู้นี้พูดจาไม่น่าฟังเอาเสียเลย ไม่ว่าอย่างไรภูเขาพอวิ่นก็คือภูเขาที่สูง
ที่สุดของแจกันสมบัติทวีปพวกเรา และมันก็จะไม่เตี้ยลงได้เพียงแค่
เพราะคพูดไม่น่าฟังของนักพรตผู้นี้…เว่ยป้อใช้เสียงในใจตอบ
กลับไปประโยคหนึ่ง จิ้นชิงร้องเอ๊ะ ถามว่าไฉนเว่ยเสินจวินถึงด่ากัน
เสียเล่า คนเขาอุตส่าห์หวังดีแท้ๆ
เฉินผิงอันพยักหน้า “พูดมีเหตุผล”
แต่ก็เอ่ยอีกสองประโยคเสริมมาอย่างรวดเร็ว “ภูเขาสูงภูเขาต ่า
เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?”
“นักพรตบรรพกาลที่แต่งตั้งตัวเองเป็นซานย่วนฝ่าจู่ ก็ไม่ใช่ว่า
นอนหมอบอยู่กับพื้นแอบหายใจเอาชีวิตรอดมาโดยตลอดหรอก
หรือ?”
นักพรตกระดูกขาวได้ยินก็แอบโกรธเคือง คพูดนี้แทงใจดกัน
เกินไปแล้ว หากแพร่หลายเป็นวงกว้างก็ง่ายที่จะทลายกิจการพันปี
ของเขา
และเวลานี้เอง สตรีกระโปรงเขียวก็ตอบกลับคพูดก่อนหน้าของ
นักพรตกระดูกขาวด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “ข้อตกลงก่อนหน้านี้ล้วน
เป็นโมฆะทั้งหมด”
ออกมาจากกรงขังแห่งนั้น คว่าพันธมิตรได้กลายเป็นโมฆะไป
แแล้ว นักพรตกลุ่มของพวกเขา เดิมทีก็ไม่มีมิตรภาพแล้วก็ไม่มี
ความแค้นใดๆ ต่อกัน เจ้าชานส่วนฝ่าจู่ยืนกรานจะฆ่าข้าก็ตามใจเจ้า
หากข้าถูกเจ้าฆ่าตายด้วยความสามารถของตัวเจ้าเอง ก็เป็นเพราะ
ฝีมือของข้าห่วยแตก จะไม่คร ่าครวญแม้แต่คเดียว
และนางเองก็กลังตรวจสอบสภาพจิตใจที่ความซับซ้อนแผ่กว้าง
เหมือนทุ่งหญ้าในเมืองหลวงต้าหลีอย่างละเอียด ทีละเล็กทีละน้อย
คล้ายว่าโลกมนุษย์กับใจคน โดยภาพรวมแล้วได้เปลี่ยนมาเป็นดีขึ้น
อีกเล็กน้อย? หรือจะบอกว่าทั่วทั้งแจกันสมบัติทวีป มีแค่สถานที่แห่งนี้
เท่านั้นที่มี จิตใจฮึกเหิมองอาจ” เช่นนี้?
ดวงตาเซี่ยโก่วฉายประกายร้อนแรง กลิ่นอายที่คุ้นเคย แบบนี้สิ
ถูกต้องแล้ว
ทุกคนต่างก็อยู่บนมรรคา จะมีความสมัครสมานสามัคคีได้
อย่างไร วางแผนปัดแข้งปัดขาฆ่าแกงกันเอง แต่ละคนต่างก็อาศัย
ความสามารถของตัวเอง ใครที่เหลืออยู่ก็จะได้กินรวบ!
ต่อให้สตรีกระโปรงเขียวจะเปลี่ยนสีหน้ากลับคอย่างไร้เยื่อไย
แต่กระนั้นนักพรตกระดูกขาวก็ยังมั่นใจในตัวเอง “ดี เปิ่นจั้วก็จะไม่
พูดเรื่องไร้สาระกับเจ้าแม้แต่ครึ่งคแล้ว ข้าอยากจะรู้นักว่าจุดที่สูง
ที่สุดของวรยุทธในโลกมนุษย์ สูงแค่ไหน!”
เฉินผิงอันพยักหน้า “พอดีเลย เวลาหนึ่งก้านธูปหมดลงแล้ว”
เซียนกระบี่หญิงคนหนึ่งที่สวมชุดคลุมอาคมสีเขียวถั่วนุ่มละมุน
โปร่งบางดุจเยื่อไผ่ก็มายังชานเมืองของเมืองหลวงเช่นกัน มาเผย
กายอยู่ใกล้กับถ ้าชิงเสวียนของสะพานหยวนโหรว
มาหยุดอยู่ตรงริมหน้าผาครู่หนึ่ง จู๋ซู่รู้สึกอ่อนใจเป็นทบทวี เดิมที
คิดไว้ว่าจะมาเมืองหลวงต้าหลีล่วงหน้าก่อนหนึ่งวัน จะไปเดินเล่น
รอบๆ เมืองดูก่อน พรุ่งนี้ค่อยคุ้มกันฮ่องเต้ให้เดินทางไปยังอุตรกุรุ
ทวีป คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอกับการคุมเชิงครั้งนี้ แม้ว่านางจะเลื่อนเป็น
ขอบเขตเซียนเหรินแล้ว ทว่าแม้กระทั่งเมืองหลวงต้าหลีก็ยังเข้าไป
ไม่ได้
ป๋ายจิ่งมอบยันต์สามภูเขาเลียนแบบมาให้นางปึกใหญ่ แล้วยัง
มอบแผนที่ภูเขาสายน ้าของแจกันสมบัติทวีปที่วาดด้วยมือมาให้ด้วย
เพื่อเอาไว้ใช้นิมิตถึงภูเขาสามลูก ช่วยประหยัดเวลาในการเหยียบ
ย่างไปเยือนภูเขาที่มีชื่อเสียงมากมายให้นางไปได้ และภูเขาที่ถูกวาด
และระบุพิกัดไว้ในเมืองหลวงต้าหลีก็คือถ ้าชิงเสวียนแห่งนี้
แม้ว่าจู่ขู่จะทอดสายตามองไปไกลแล้วเป็นกังวลกับสถานการณ์
ของที่นั่น ทว่าความคิดครึ่งหนึ่งของนางกลับอยู่ที่บุรุษสองคนซึ่งยืน
คุมเชิงอยู่เหนือยอดเขาลูกข้างๆ
ถึงอย่างไรก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกแพงเมืองปราณ
กระบี่ นางรู้เหตุผลที่เรียบง่ายว่าต้องมีชีวิตรอดก่อนถึงจะส่งกระบี่ให้
ความช่วยเหลือได้
สวีเซี่ยใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “ข้าชื่อสวีเซี่ย คนข้างๆ ผู้นี้ก็คือ
เฉาสือ ล้วนถือเป็นคนคุ้นเคยของเฉินอิ่นกวานพวกเจ้า”
ดวงตาของจู๋ซู่เป็นประกายวาบทันใด หันขวับไปมอง “เจ้าก็คือ
เฉาสือหรือ?”
เห็นได้ชัดว่านางมองข้าม “เซียนกระบี่สวีจวิน” ที่พอจะได้ยิน
เรื่องราวบางอย่างของอีกฝ่ายมาไปอย่างสิ้นเชิง
สวีเซี่ยรู้สึกจนใจ แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ เรื่องราวบางอย่างของตน
อยู่ที่กแพงเมืองปราณกระบี่แห่งนั้นจะนับเป็นอะไรได้
เฉาสือกุมมือคารวะ “ผู้เยาว์เฉาสื่อคารวะผู้อาวุโส”
จู๋ซู่ยิ้มเอ่ย “ข้าชื่อจู๋ซู่ คือกระบี่ส่วนตัว เร้นกายอยู่ในเปลี่ยวร้าง
ดังนั้นจึงไม่ได้สร้างผลงานไว้ที่ศึกโจมตีและป้องกันของที่บ้านเกิด ไม่
มีคุณความชอบเลยแม้แต่น้อย”
เฉาสือยังคงกุมหมัดค้างไว้ ยิ้มเอ่ยว่า “คารวะเซียนกระบี่จู๋ซู่”
เขาอยู่ที่กแพงเมืองปราณกระบี่มานาน จึงรู้ความหมายและ
น ้าหนักของคเรียกว่า “กระบี่ส่วนตัว” เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกกระบี่ที่มุ่งหน้าไปยังใจกลางของเปลี่ยว
ร้างเพียงลพังอย่างจู๋ซู่นี้ ไปแล้วก็แทบจะเท่ากับว่าต้องตายอยู่ต่าง
บ้านต่างเมืองแล้ว
ต่อให้อยู่ที่กแพงเมืองปราณกระบี่ก็คือการรอความตาย
เหมือนกัน ทว่ายามที่รบตายถึงอย่างไรข้างกายก็ยังมีญาติสนิทมิตร
สหาย ทว่ากระบี่ส่วนตัวกลับตัวคนเดียว ถูกลิขิตมาแล้วว่าต้องไป
จากบ้านเกิดอย่างเดียวดาย แล้วก็ต้องตายอยู่บนเงื้อมมือของเผ่า
ปีศาจอย่างเดียวดาย
บนหอสูงสีขาวหิมะ หมอผีผู้นั้นลุกขึ้นยืนโงนเงน กุมหมัดอย่าง
เคอะเขิน เปิดปากพูดด้วยน ้าเสียงแหบพร่า “ผู้ฝึกยุทธท่านนั้น ข้าจะ
รับหมัดให้เอง”
เรือนกายของเฉินผิงอันหายวับไปท่ามกลางความว่างเปล่า เงาสี
เขียวพลันไปโผล่อยู่ในอาณาเขตสีขาวหิมะแถบนั้น แลกเปลี่ยนหมัด
กันคนละทีอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมาที่สุด ไม่มีท่าทางการป้องกัน
ใดๆ หมอผีบรรพกาลต่อยเข้าที่หัวใจของคนชุดเขียว บุรุษชุดเขียว
ต่อยเข้าที่ลคอของหมอผีจนลคอของอีกฝ่ายระเบิด
บนหอสูง พายุหมัดพัดสะเทือนเลือนลั่น พริบตาเดียวก็มีคมมีด
วาววับกระจายออกไปทั่วทิศเป็นวงๆ พัดเป่าให้ชุดกระโปรงของสตรี
กระโปรงเขียวส่ายสะบัดไม่หยุด ชุดคลุมอาคมสีม่วงของนักพรต
กระดูกขาวก็ยิ่งสะบัดส่ายเหมือนน ้าขึ้นถาโถม แม้กระทั่งอดีตเจ้าแห่ง
ชิงชิวก็ยังต้องยกหางจิ้งจอกข้างหนึ่งปัดพายุหมัดหนาข้นให้กระเด็น
ไปยังม่านฟ้า ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นเสียงฟ้าร้องครามครืนครั่น
และเวลานี้เอง ในอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่วก็มีแสงกระบี่เส้นหนึ่ง
เปล่งวูบขึ้นมา
ผู้ฝึกกระบี่พูดด้วยภาษาโบราณ หลีกเลี่ยงไม่ให้อีกฝ่ายรับกระบี่
อย่างไม่รู้เรื่องราวไม่เข้าใจสิ่งใด
“ซานย่วนฝ่าจู่ใช่ไหม? คิดแต่จะรนหาที่ตาย ข้าจะทให้เจ้าสม
ปรารถนาเอง”
ระหว่างที่พูด แสงกระบี่เส้นนี้ก็ข้ามผ่านขุนเขาเขียวน ้าใสและ
นครต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน
ในเมื่อต่างก็ขอบเขตถดถอยมาจากขอบเขตสิบสี่เหมือนกัน ถ้า
อย่างนั้นไม่ว่าใครก็ไม่ได้เปรียบใคร
นักพรตกระดูกขาวได้ยินเสียงนี้หัวใจก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ชวยแล้ว ชวยแล้ว ไฉนเขาก็อยู่ด้วยเล่า?!
เห็นแสงกระบี่พร่างพราวเส้นนั้น เจ้าแห่งเผ่าจิ้งจอกก็ตื่นตะลึงไป
เช่นกัน ป๋ายจิ่งที่ขอบเขตถดถอยอย่างรุนแรงยังไม่เท่าไร แต่ทไม
เขาก็อยู่ที่นี่ด้วย?
ขณะเดียวกันนั้นเซี่ยโก่วก็ทมุทราโคจรวิชาอภินิหาร
หลากหลายเหมือนค่ายกลที่ทับซ้อนกัน ครั้นจึงกระโดดขึ้นสูง พลิก
หมุนเรือนกายร่างก็หายวับไป กระบี่สั้นเล่มนั้นแทงไปที่หัวของจิ้งจอก
ยักษ์ แทงแล้วดึงออกมาอย่างว่องไวแล้วก็แทงเข้าไปใหม่ด้วย
ความเร็วที่มากกว่า ผลัดเปลี่ยนตแหน่งด้วยความเร็วที่ทให้คนมอง
ตาลาย แต่จุดที่แปลกประหลาดก็คือนางไม่ได้แทงไล่ตามลดับจาก
หัว ลคอ ไถลไปถึงสันหลัง แต่เดี๋ยวแทงข้างบนทีหนึ่ง แทงข้างล่างที
หนึ่ง ไม่มีระเบียบแบบแผนใดๆ ให้เอ่ยถึง แม่น ้ายาวแห่งกาลเวลาทั้ง
สายเหมือนเป็นแค่เครื่องประดับตกแต่ง เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเด็กสาว
สวมหมวกขนเตียวก็แทงจิ้งจอกตนนั้นไปร้อยกว่าแผลแล้ว
สตรีกระโปรงเขียวกวาดตามองไปรอบด้าน ฟ้าสูงแผ่นดินกว้าง
ใหญ่ ท้องฟ้าสีครามเมฆขาวดินเหลือง รู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก
จริงๆ ในผงธุลีเล็กจ้อยกลับบรรจุสามพันโลกา ภายในชั่ว
พริบตาเดียวก็ราวกับผันผ่านไปหมื่นวสันต์