กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 22.2 จับคู่
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวเนินสู่เหยา เพียงประตูบานเดียว
กางกั้น จักจั่นฤดูร้อนนอกห้องส่งเสียงร้องระงม พอรวมกันก็
กลายเป็นเสียงเหมือนคลื่น ในห้องคือไท่ซวีกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ธาร
ดวงดาวสว่างไสวพร่างพราว เชี่ยโก๋วหลับตาสองมือทมุทรา
นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง
ทัศนียภาพสามชั้นปรากฏซ้อนกัน
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวใช้ศาสตร์เรือนแห่งใจเลี้ยงกระบี่
หลอมลมปราณพร้อมทั้งปกป้องมรรคาไปพร้อมกันด้วยอย่างไม่มี
ผิดพลาด
ด้านหลังนางมีสตรีคนหนึ่งที่สวมชุดสีขาวพลิ้วไสว ดวงตาทั้งคู่
ใสกระจ่างยืนอยู่ กลังพิศมองนักพรตติงที่ “เมื่อข้าพินิจภายในตน
จึงประจักษ์ว่าตัวตนนี้เองคือจักรวาลทั้งมวล
ขยับไปด้านหลังอีกก็คือร่างจริงเผ่าปีศาจของผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่ง
เซี่ยโก่วพลันลืมตาขึ้น พริบตาเดียวทั้งร่างจแลง ร่างกายธรรม
และร่างจริงก็ผสานรวมเป็นหนึ่ง พลิ้วกายออกไปจากห้อง ยื่นมือกวัก
หนึ่งที่ กวักเอาไม้เท้าไผ่เขียวที่วางเอียงพิงไว้นอกระเบียงมาถือไว้ใน
มือ กลายร่างเป็นสายรุ้ง เปิดตราผนึกของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมออก
แล้วค่อยปิดลงอีกครั้ง เซี่ยโก่วใช้เสียงในใจพูดคุยไกลๆ อยู่กับเสี่ยว
โม่ที่ปิดด่านอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเปลือกหอยบนภูเขาฮุยเหมิง
บอกกับเขาว่าอย่าละทิ้งไปกลางคัน ข้าจะไปพบคนรู้จักเก่าสองคน
สักหน่อย ไว้ใจให้ข้าจัดการได้เลย…แล้วนางก็เหลือบมองไปทางยอด
เขาฮวาอิ่งอย่างว่องไว เปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว ตวาดกร้าว กาน
อันดับรอง ได้เวลาทงานแล้ว ติดตามข้าออกจากภูเขาไปกจัด
ปีศาจปราบมาร!
เฒ่าหูหนวกหน้ามุ่ย กชับพวกคนที่ศึกษามรรคาบอกว่าเมื่อเขา
กลับมาจะตรวจสอบความคืบหน้าในการหลอมลมปราณของพวก
เขา แล้วก็ก้าวเร็วๆ ออกจากห้องที่ใช้ถ่ายทอดมรรคา เฒ่าหูหนวก
กลายร่างเป็นแสงกระบี่เส้นหนึ่ง ติดตามเชี่ยอันดับหนึ่งเดินทางไปยัง
เมืองหลวงต้าหลี
มือหนึ่งของเซี่ยโก่วหดอยู่ในชายแขนเสื้อ ถือกระบี่สั้นกลับด้าน
ถือยันต์สามภูเขาหดย่อพื้นที่มาถึงหัวกแพงเมืองชั้นนอกของ
เมืองหลวง พลิ้วกายลงยืน มือหนึ่งของเซี่ยโก่วอยู่ในชายแขนเสื้อ อีก
มือหนึ่งเท้าเอว มองศีรษะขนาดใหญ่ยักษ์ของปีศาจจิ้งจอกตนนั้น
ร้องอ้าวเสียงดัง ถามว่าไฉนหัวของสหายถึงบวมแบบนี้ล่ะ
อดีตผู้ครองชิงชิวที่อายุการฝึกตนมากกว่าป๋ายจิ่งพันกว่าปีผู้นี้ก็
ประหลาดใจมากเหมือนกัน เมื่อแน่ใจในตัวตนที่แท้จริงของเด็กสาว
สวมหมวกขนเตียวแล้วก็ไม่ได้มีท่าทีเหมือนศัตรูคู่อาฆาตที่มาเจอ
หน้ากันแล้วโมโหเดือดดาลอะไร นางแค่ประหลาดใจ ป๋ายจิ่งไม่ก่อ
เรื่องอยู่ในเปลี่ยวร้าง แย่งชิงฉายาการฝึกตนของคนอื่นตามใจชอบ
มาทอะไรอยู่ในถิ่นที่มีบัณฑิตเป็นผู้ปกครองแห่งนี้?
บนกแพงเมืองและนอกกแพงเมือง คนสองคนมองตากัน พวก
นางมีความคิดต่างกันไป
“นางแพศยาสภาพอเนจอนาถขนาดนี้เชียว
“ทไมป๋ายจิ่งถึงได้อ่อนแอขนาดนี้?”
“ต้องฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายบาดเจ็บเอาชีวิตอีกฝ่าย จัดการมันซะ!
แล้วค่อยเคี้ยวร่างจริงของมัน ทุกวันนี้ตนขอบเขตต ่า กระเพาะเล็ก
ต้องกินอิ่มได้แน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถเลื่อนขั้นได้ถึงสอง
ขอบเขต? กินหลิวเหล่าเฉิงไม่เหมาะ แต่กินมันไม่น่าจะเป็นอะไรแน่
เจ้าขุนเขาไม่น่าจะขัดขวาง? แปะยันต์สามภูเขาที่สร้างขึ้นเองลงไป
บนร่างจริงของมันปึกใหญ่แล้วย้ายไปที่เนินฝูเหยา ฮ่า เจ้าของที่ดินที่
ใบหน้าเหลืองแห้งตอบก็จะมีเสบียงเหลือกินเหลือใช้แล้ว
“มีความหวังที่จะได้นอนกับนางแล้ว! ข้างกายกลังขาดสาวใช้
อยู่พอดี สวรรค์ช่วยเหลือข้าโดยแท้”
ใบหน้าจิ้งจอกมีนัยน์ตาหวานเย้ายวนดุจแพรไหม ทให้ผู้คน
รู้สึกถึงอารมณ์รักใคร่อันพรั่งพรู เอ่ยปากพูดอย่างเชื่องช้าว่า
“สหายป๋ายจิ่ง ไม่เจอกันนานหมื่นปี คิดถึงเหลือเกิน”
สาวงามในใต้หล้านี้ หากกหนดรูปลักษณ์หน้าตาให้คงที่
เรียบร้อยแล้ว ต่อให้เจ้าจะงามล่มบ้านล่มเมืองแค่ไหนก็ไม่อาจทได้
ถึงขั้นที่พอใครเห็นก็ต้องหลงใหลเคลิบเคลิ้ม ทว่าทั้งหน้าตา รูปร่าง
และบุคลิกของอดีตเจ้าแห่งชิงชิวผู้นี้ เมื่อปรากฏอยู่ในสายตาของคน
อื่นกลับแตกต่างกันไปตามบุคคล เป็นเหตุให้สามารถกระตุ้นความ
ปรารถนาที่ใหญ่ที่สุดในใจของผู้ฝึกตนได้
ในยุคบรรพกาลมีเซียนดินผู้ศึกษามรรคาประสบความสเร็จกี่
มากน้อยที่ถูกมันปลูกเมล็ดพันธ์แห่งรัก หว่านตาข่ายแห่งอารมณ์ลง
ไป ถูกห้วงตัณหาโหมกระหน ่าโดยไม่รู้ตัวพลังจิตวิญญาณรั่วไหล
กลายไปเป็นเสบียงหล่อเลี้ยงมหามรรคาให้มันเปล่าๆ หลงเหลือเพียง
เปลือกนอก ก่อนจะถูกมันร่ายวิชาหล่อหลอม สุดท้ายกลายมาเป็น
ขุนนางใต้กระโปรงของมัน
ในอาณาเขตของชิงชิวยุคบรรพกาล แต่เดิมนั้นเผ่าจิ้งจอก
อ่อนแอ ฝึกบเพ็ญตนประสบความสเร็จได้อย่างเชื่องช้า ไม่ถนัด
การเข่นฆ่า พวกอันธพาลแข็งกร้าวกี่มากน้อยที่หลงใหลในความงาม
ของพวกนาง อยากรับพวกนางไปเป็นสาวใช้ หลอมขึ้นเป็นเตา
หลอมแล้วค่อยโยนทิ้งเหมือนรองเท้าคู่เก่า ในอดีตล้วนเป็นเจ้าแห่งชิง
ชิวผู้นี้ที่รวบรวมเผ่าพันธ์เดียวกัน สร้างควันธูประบบสืบทอดขึ้นมา
แล้วก็เป็นมันที่ใช้กลังของตัวเองคนเดียวปกป้องคนในเผ่าพันธ์มา
ยาวนานหลายพันปี รักษาระบบสืบทอดเอาไว้ไม่ให้หายสาบสูญ
เป็นเหตุให้เผ่าจิ้งจอกไม่เคยมีใจเคียดแค้นต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุค
บรรพกาล แต่กลับชิงชังผู้ศึกษามรรคาที่อยู่บนพื้นดินลึกเข้ากระดูก
นักพรตกี่มากน้อยที่อยู่บนพื้นดินของยุคบรรพกาลที่เอะอะก็ใช้
ชีวิตของเผ่าจิ้งจอกมาหล่อเป็นเตาหลอม กลายมาเป็นเซียนดินที่
ประสบความสเร็จ บุกเบิกถ ้าสถิตเป็นของตัวเอง?
หลังจากที่อดีตผู้ครองชิงชิวพิสูจน์มรรคาบินทะยาน มันก็เริ่ม
ท่องไปบนพื้นดินของโลกมนุษย์ ระหว่างนั้นบังเอิญได้เจอกับเซียน
ดินที่พลังพิฆาตสูงมากพอ แต่จิตแห่งมรรคากลับมีข้อบกพร่อง
มากมาย ถึงขั้นที่ว่ายังมีบินทะยานสองคน ตายหนึ่งบาดเจ็บหนึ่ง
สุดท้ายก็ตกมาอยู่ในกมือของมัน แต่บางครั้งก็มีกรณียกเว้น หนึ่ง
ในนั้นก็คือป๋ายจิ่งผู้ฝึกกระบี่ที่ยังไม่ได้บินทะยาน ทั้งสองฝ่ายต่างก็
ร่ายวิชาคาถา ประลองคาถาโรมรันกันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายนางหนีไป
ได้ ไม่ได้ม้วนเมฆพร่างพรมฝนด้วยกัน จนถึงวันนี้พอย้อนนึกดูมันก็
ยังรู้สึกเสียดายไม่หาย
เซี่ยโก่วดึงหมวกขนเตียว ต่อให้ขอบเขตทุกวันนี้จะต ่ากว่านัง
ปีศาจจิ้งจอกผู้นี้มาก แต่กระนั้นก็ยังจ้องอีกฝ่ายเขม็ง ยิ้มตาหยีใช้
เสียงในใจเอ่ยว่า “พี่หญิงอาจื่อ ความสามารถของเจ้ามากมายขนาด
นี้ ทไมไม่ไปนอนกับเจ้าขุนเขาของพวกเราเสียเลยล่ะ”
อาจื่อไม่ใช่ชื่อจริง นี่เป็นแค่ชื่อเล่นตอนอายุน้อยของบรรพบุรุษ
เผ่าจิ้งจอกตนนี้ นักพรตบรรพกาลที่รู้ “นามส่วนตัว” นามนี้มีน้อยจน
นับนิ้วได้
เฉินผิงอันที่ยืนอยู่บนหัวกแพงแถบนี้เหมือนกันเหล่ตามองมา
เซี่ยโก่วรีบเผยสีหน้าเดือดดาลทันใด กล่าวอย่างหนักแน่นเคร่ง
ขรึมต่อว่า “นังหญิงแพศยาทให้จิตแห่งมรรคาของข้าวุ่นวาย ผู้
ถวายงานอันดับหนึ่งอย่างข้าไม่ขออยู่ร่วมฟ้ากับเจ้า!”
นักพรตกระดูกขาวที่ถูกหนึ่งหมัดฉีกทิ้งจนร่างแหลกย่อยยับ
รวบรวมร่างเผยกายใหม่อีกครั้ง ปรายตามองไปยังเด็กสาวสวมหมวก
ขนเตียวที่อยู่บนหัวกแพงเมือง นักพรตก็พลันสะดุ้งตกใจ
ไฉนสตรีดุร้ายอย่างป๋ายจิ่งก็อยู่ด้วย อีกทั้งดูจากท่าทางแล้ว นาง
น่าจะเป็นพันธมิตรของเจ้าคนแซ่เฉิน? คงไม่ได้เป็นคนรักกันหรอก
นะ?
มากันห้าคน คนหนึ่งพอเผยกายก็กลายเป็นเถ้าธุลีสหายไปใน
โลกมนุษย์ เพียงแค่โยนง้าวใหญ่ทิ้งไว้ในมหาสมุทรแล้วจากไป
ที่เหลืออีกสี่คน ผู้นคือสตรีกระโปรงเขียว นางไม่เอ่ยอะไรสักค
มาตั้งแต่ต้น อดีตผู้ครองชิงชิวที่ใช้ร่างจริงโอบล้อมเมืองหลวงถูกเฉิน
ผิงอันเรียกชื่อจริง เจอกับความลบากเล็กน้อย ส่วนหมอผียุคบรรพ
กาลที่ทาหน้าหลากสีผู้นั้นก็เหมือนจะเป็นบ้าไปแล้ว
มีเพียงนักพรตกระดูกขาวชุดคลุมสีม่วงเท่านั้นที่ประมือกับเฉิน
ผิงอันแล้ว
เซี่ยโก่วชี้ไปยังหัวจิ้งจอกที่ความสูงเท่าเทียมกับหัวกแพงเมือง
“เจ้าขุนเขา นางก็คือบรรพบุรุษของเผ่าจิ้งจอกในใต้หล้า”
“ดูท่าคงจะเคยลิ้มรสขอบเขตสิบสี่มาก่อนแล้ว เพียงแต่ว่าถูกลง
ทัณฑ์มานานหลายปีได้หวนกลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง เวลานี้
ขอบเขตถดถอยแล้ว ความร้ายกาจที่แท้จริงของนางไม่ใช่พลังตบะ
และวิธีการโจมตีที่เป็นเวทอพรางตาของนาง แต่เป็นเหล่าขุนนางใต้
ชายกระโปรงของนาง พวกที่จะคนก็ไม่ใช่คน จะผีก็ไม่ใช่ผี จะเทพก็
ไม่ใช่เทพ จะเซียนก็ไม่ใช่เซียนเหล่านั้น แต่ละคนล้วนจงรักภักดี
ยอมสละชีวิตไม่กลัวตายเพื่อนาง ขอแค่นางออกคสั่งก็พร้อมยอมท
ตาม จนวนของหุ่นเชิดใต้กระโปรงนางมีเท่าไร ข้าเองก็ไม่รู้
เหมือนกัน”
“เป็นผู้ฝึกตนอิสระ หากว่ากันด้วยคุณความชอบด้านการสู้รบ
สตรีผู้นี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าสักเท่าไรเลย เจ้าขุนเขาอย่าได้ประมาท
ระวังจะถูกนางหลอกตบตาไปได้ วิชามารนอกรีตของนางมีเยอะนักล่ะ
ไม่ทันระวังจะหลงกล”
กล่าวมาถึงตรงนี้เซี่ยโก่วก็โคจรจิตแห่งกระบี่ ประกบสองนิ้วหมุน
เป็นวงเบาๆ สองสามที่ ก็มีปราณแห่งมรรคาสีชมพูเป็นกลุ่มๆ ถูกเซี่ย
โก่วกวักให้มาล้อมพันอยู่รอบสองนิ้ว เซี่ยโก่วหลุดหัวเราะพรืด “ก็
โชคดีที่สหายอิงหนิงเปิดค่ายกลใหญ่ขัดขวางความรักความคิดถึง
และความปรารถนาที่ถูกนางหล่อหลอมขึ้นมาพวกนี้ไม่ให้แทรกซึม
เข้าไปในเมือง ไม่อย่างนั้นปีหน้าเมืองหลวงต้าหลีจะต้องมีทารกเกิด
ใหม่เพิ่มมาหลายหมื่นคนอย่างแน่นอน”
เฉินผิงอันหรี่ตาถามว่า “ถ้าอย่างนั้นมันจะสามารถชักน
โชคชะตาของเด็กๆ พวกนี้ได้ด้วยหรือไม่?”
เซี่ยโก่วครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่งก็ส่ายหน้า “นางควบคุม
ไม่ได้หรอก เหมือนการดักปล้นของของผู้ฝึกตนอิสระที่คิดจะฆ่าอย่าง
เดียวไม่สนใจที่จะฝังศพ ส่วนเรื่องที่ชายหญิงถอดเสื้อผ้าโก่งก้นให้
กเนิดบุตรนี้ นางก็แค่ช่วยผลักดัน กระตุ้นจิตใจที่เต็มไปด้วยความ
ใคร่และความปรารถนาในกามารมณ์ของนักพรตและคนธรรมดา ดู
เหมือนว่านางจะรู้ถึงความร้ายกาจของ ‘สวรรค์ชิงชัง มาก่อนนาน
มากๆ แล้ว ทอะไรจึงค่อนข้างจะรู้หนักเบาเป็นอย่างดี มิน่าเล่านั่ง
จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ยั่วยวนผู้นี้ ปีนั้นไม่ว่ามองใครสายตาก็เต็มไปด้วย
ความดูแคลน ที่แท้ก็รู้ความลับสวรรค์บางอย่างมาตั้งนานแล้ว”
เฉินผิงอันพยักหน้า
เซี่ยโก่วชี้ไปที่นักพรตกระดูกขาวที่กลังใช้ความคิดอย่างว่องไว
“ส่วนโครงกระดูกโครงนี้ อายุการฝึกตนกลับน้อยกว่ามากนัก”
“ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้เยาว์บนมรรคา ปีนั้นเวทคาถาประหนึ่งสาย
ฝนที่พร่างพรม เศษซากน ้าแกงบางส่วน วิชาอภินิหารที่ไม่สะดุดตา
บางอย่างที่ไม่มีใครเก็บไปเสียที่ได้ถูกเขาขโมยเก็บเอาไป ค่อนข้างจะ
ฉลาด จงใจไม่ตามหาภูเขามีชื่อเสียงสายน ้าหนองบึงใหญ่แล้ว
บุกเบิกถ ้าสถิต แต่กลับแอบไปเปิดพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวใน
ดินแดนที่ปราณวิญญาณแร้นแค้นแห่งนั้นแล้วตั้งใจฝึกตนอย่าง
ระมัดระวัง แล้วก็ไม่เคยโอ้อวดฝีมือแก่ภายนอก เพียงแค่ฝืนนิสัยก้ม
หน้าก้มตาฝึกตนไปอย่างยากลบาก คาดว่าในที่สุดก็น่าจะรู้สึกว่า
สามารถรักษาตัวรอดได้แล้ว ก็เลยวิ่งออกมาโอ้อวดตัวข้างนอก ตอน
ที่เผยกายบนโลก มันมีขอบเขตเป็นเซียนดินขั้นสมบูรณ์แบบ พลัง
พิฆาตและตบะถือว่ายังพอใช้ได้ แต่งตั้งตแหน่งฝ่าจู่ (ประมุขแห่ง
ธรรม ผู้เป็นเจ้าสนักหรือผู้ควบคุมอนาจทางคาถาอาคม) อะไรสัก
อย่างให้ตัวเองนี่แหละ ข้าก็จไม่ค่อยได้แล้ว”
“ปีนั้นข้าตามจีบเสี่ยวโม่ใช่ไหมล่ะ แต่ไปหยุดอยู่ที่ริมอาณาเขต
ของหาดถั่วเป่า แค่มองไกลๆ ไปเห็น
ตอนที่สหายปี้เซียวหมักเหล้าอยู่
กับเสี่ยวโม่ ได้ยินพวกเขาพูดถึงนักพรตที่อยู่ข้างนอก มีฉายายาว
เป็นพรวนหลายสิบฉายาเลยนะ แน่นอนว่าข้าต้องเลือกจเฉพาะ
ฉายาที่ตัวเองสนใจ ส่วนฉายาของไอ้หมอนี่ คงเป็นเพราะไม่น่าฟัง
เท่าไร ข้าก็เลยคร้านจะจแต่ในเมื่อถูกสหายปี้เชียวพูดถึง คิดดูแล้ว
ตบะก็ไม่น่าจะอ่อนด้อยเกินไป”
“ภายหลังเกิดศึกเดินขึ้นฟ้า น่าจะเป็นเพราะรักตัวกลัวตายขึ้นมา
ก็เลยหดหัวกลับไปเอาเป็นว่าไม่ได้เปิดเผยตัวก็แล้วกัน แต่ไฉนถึง
ติดตามนังจิ้งจอกแพศยาผู้นี้มาก่อเรื่องที่นี่ ดึงดันจะโอ้อวดบารมีกับ
เจ้าขุนเขาให้ได้ ข้าคิดแล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”
จู่ๆ ก็ถูกป๋ายจิ่งเปิดโปงรากฐาน นักพรตกระดูกขาวลองคิดอยู่ใน
ใจคร่าวๆ พอจะแน่ใจได้แล้วว่าป๋ายจิ่งไม่ใช่คนรักของเจ้าหมอนั่นก็
หัวเราะหยันเอ่ยว่า “เปิ่นจั้วหลบเลี่ยงหายนะ หลีกเลี่ยงไม่ให้ทุกข์
ทรมานจากการกลายเป็นเถ้าธุลีหลังเกิดเภทภัย ถึงอย่างไรก็ดีกว่าวิ่ง
ออกมาเป็นบ่าวเป็นคนรับใช้ของผู้อื่น”
ไม่รู้เลยว่าเด็กสาวสวมหมวกขนเดียวไม่โกรธเคืองสักนิด
กลับกันยังส่งเสียงถอนหายใจดังเฮ้อ โบกมือ “ผิดแล้วๆ อย่างข้านี่
เรียกว่าเป็นขุนนาง”
พวกนักพรตกระดูกขาวต่างก็มีวิชาอภินิหารในการดึงเอา
ความคิดที่มองไม่เห็นของสรรพชีวิตในโลกมนุษย์มา พูดถึงแค่มนุษย์
ธรรมดาหลายล้านคนในเมือง บวกกับความคิดที่ซับซ้อนของผู้ฝึก
บเพ็ญเพียรกลุ่มน้อย ล้วนถูกพวกเขาตรวจสอบไปคร่าวๆ แล้ว
นักพรตกระดูกขาวเองก็รู้ความหมายถึงคว่า “เป็นขุนนาง” ที่ป๋ายจิ่ง
พูดถึงแล้ว
นักพรตกระดูกขาวครุ่นคิดพิจารณาอยู่ในใจเงียบๆ คงไม่ใช่ว่าผู้
ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งตกเป็นเหยื่อ ถูกช่วงชิงร่างไปแล้ว หรือไม่ก่อนที่ฟ้า
ดินจะเชื่อมโยงถึงกันก็ถูกเจ้าคนแซ่เฉินใช้วิชาอภินิหารยุคโบราณ
สยบกราบจิตวิญญาณที่แท้จริง ป๋ายจิ่งจต้องแสร้งประนีประนอม
คล้อยตามไปก่อน ยอมรับเขาเป็นนายทั้งที่มิได้เต็มใจ?”
มันชั่งน ้าหนักผลได้ผลเสียอยู่พักหนึ่ง คิดว่าตัวเองคนวณได้
อย่างรอบคอบไร้ช่องโหว่แล้วก็ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “สหายป๋ายจิ่ง
วันนี้เปิ่นจั้วสามารถช่วยให้เจ้าหลุดพ้นจากพันธนาการ เจ้าแค่ต้อง
ผูกสมัครเป็นคู่บเพ็ญเพียรกับข้า เปิ่นจั้วถามมรรคาอย่างน่าเบื่อ
หน่ายมานานหลายปี อนุมานถึงวิชาหลอมกลั่นพลังหลากสีผ่านสอง
แขนเสื้อที่พุ่งตรงไปสู่มหามรรคาได้หลายชนิด เจ้าและข้าร่วมมือกัน
เจ้าต้องกลับคืนเป็นบินทะยานได้อีกแน่นอนและเปิ่นจั้วเองก็สามารถ
กลับไปยังขอบเขตสิบสี่ได้…”
เซี่ยโก่วเดือดดาลอย่างหนัก ชักกระบี่สั้นออกจากชายแขนเสื้อ
ปลายกระบี่ชี้ไปยังโครงกระดูกร่างนั้น นางด่ากราดดังลั่น “ไอ้แม่เ…!”
นักพรตกระดูกขาวแสร้งทเป็นโกรธ ก่นด่าไปคหนึ่งว่าเจ้าคน
ไม่รู้จักดีชั่ว แต่แท้จริงแล้วแอบพยักหน้าอยู่กับตัวเอง แสดงละคร
ร่วมกับเปิ่นจั้วถึงจะทให้เจ้าคนแซ่เฉินรู้สึกเหมือนมองบุปผา
ท่ามกลางม่านหมอก แม้ว่าพลังตบะของสหายป๋ายจิ่งจะลดฮวบลงไป
กว่าเก่าเยอะมาก แต่นิสัยการกระทยังคงเดิม…
เฉินผิงอันคิดแล้วก็ไม่สะดวกจะพูดออกไปว่ายังดีที่เสี่ยวโม่ไม่ได้
อยู่ด้วย
เซี่ยโก่วมือหนึ่งถือกระบี่สั้น จะฟันใครดี จะฟันใครดี? นางยื่นมือ
ไปขยหมวกขนเตียวแรงๆ เหล่าเหนียงโมโหแทบตายแล้วนะ เหล่า
เหนียงโมโหแทบตายแล้ว
เซี่ยโก่วแค่รับปากว่าตนจะปล่อยกระบี่ทีเดียว ก่อนจะมาก็คิดแค่
ว่าจะฟันนังปีศาจจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ สะสางแค้นเก่า เจ้าตัวดี แค้นเก่ายัง
ไม่จางหาย แค้นใหม่ก็เพิ่มมาเสียแล้ว
จิ้งจอกยักษ์ตนนั้นยกกรงเล็บขึ้นอย่างเกียจคร้าน ปลายเล็บ
แหลมกรีดลงบนผนังเบาๆ จนเกิดรอยขูดเล็กน้อย กระบี่สั้นที่โผล่
ออกมาจากชายแขนเสื้อด้ามนั้นของป๋ายจิ่งทให้มันหรี่ตาลง เบี่ยง
หัวมาด้านข้าง ยิ้มเอ่ยว่า “พวกที่ตกอยู่ในกมือของข้าล้วนสมควร
ตาย แต่เจ้าป๋ายจิ่งกลับอาศัยแค่ความชอบไม่ชอบของตัวเอง เอาแต่
ได้ไม่ยอมสละละวาง ปีนั้นข้าโน้มน้าวให้เจ้ามาฝึกตนคู่กับข้า รับปาก
ว่าจะมอบโชควาสนาให้เจ้า แต่เจ้ากลับไม่ยอมเชื่อทุกวันนี้ขอบเขต
ถดถอยแล้ว เกินครึ่งก็น่าจะต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจาก
สวรรค์ชิงชังกระมัง?”
“สหายป๋ายจิ่ง สิ่งที่ข้าทคือใช้มรรคาปกครองหล่อเลี้ยงใต้หล้า
ป๋ายจิ่ง สิ่งที่เจ้าทล้วนเป็นความเห็นแก่ตัว เพียงแค่เพราะคุณสมบัติ
ของเจ้าดีเกินไป ดีเกินไปมากจริงๆ ถึงได้รับความเมตตา กลายเป็น
คนนอกที่ได้รับการเผื่อแผ่จากสวรรค์ เหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงของ
สรวงสวรรค์บรรพกาลอยากจะเห็นว่าเจ้าฝึกวิชาเซียน ในอนาคตจะ
เดินไปได้ถึงความสูงระดับไหน แค่นี้เท่านั้น เจ้ากลับดีนัก ร่างเป็น
สตรี แต่ดึงดันจะเดินไปบนหอบินทะยานสหรับเซียนดินชายแห่งนั้น
หากไม่เป็นเพราะชิงถงเทียนจวินสงสารเจ้า ตอนนั้นร่างของเจ้าก็ควร
จะแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปแแล้ว”
“น้องป๋ายจิ่ง ไม่ว่าเจ้าขุนเขาเฉินจะเคยสร้างวีรกรรมมามากมาย
แค่ไหน ทุกวันนี้ก็เป็นแค่ผู้ฝึกยุทธเต็มตัวเท่านั้น อย่างมากก็แค่มี
สถานะเป็นราชครูต้าหลี ต่อให้เขาจริงใจ แต่จะช่วยเจ้าได้สักแค่ไหน
กันเชียว? ต่อให้ป๋ายจิ่งโชคดีได้กลับคืนเป็นบินทะยานอีกครั้ง
ขอบเขตสิบสี่ล่ะ? ก็ยังไม่ใช่ว่ามองดอกไม้ในม่านหมอก งมจันทร์จาก
ในน ้า แต่ข้ากลับเป็นบินทะยานที่ขอบเขตถดถอยมาจากสิบสี่…”