กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 29.2 แพ้ชนะ
จินเหย่มีข้อดีมากมายร้อยแปด แต่มีข้อหนึ่งที่ดีที่สุด นั่นก็คือไม่
เคยหลอกไม่เคยวางแผนเล่นงานพวกเขา หวนนึกถึงอดีตอันห่างไกล
ทุกครั้งที่กลับมาพร้อมชัยชนะครั้งใหญ่ยามที่อยู่ในงานเลี้ยงฉลอง ไม่
ว่าจะได้ผลประโยชน์อะไรมา ทุกคนก็เอามาแบ่งกัน อย่างมากสุดจิน
เหย่ก็จะเลือกส่วนที่เหลือไว้แค่ให้พอเป็นพิธีเท่านั้น นางมักจะยกชาม
เหล้าขึ้นเชื้อเชิญให้ทุกคนดื่มกันให้เต็มที่อยู่เสมอ
อย่าหวังว่าจะมาพูดหลักการเหตุผลอันเลื่อนลอยอะไรกับข้า
อะไรที่บอกว่าสุยจวินไม่สุ่ยจวิน มังกรที่แท้จริงไม่แท้จริงอะไร ชีวิตนี้
พวกเรารู้จักแค่จินเหย่เท่านั้น!
แน่นอนว่าพลังตบะของจินเหย่ย่อมต้องสูงที่สุด เมื่อเทียบกับทุก
คนก็มองเห็นการประลองยุทธตรงแถบนั้นได้ชัดเจนที่สุด นางเอ่ยกับ
นักพรตหม่างแบบขอไปทีเพราะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “ช่างเถอะ เจ้า
บุกเข้าไปก็มีแต่จะเอาหัวไปส่งให้เป็นของขวัญพบหน้าพวกเขา
เปลาๆ”
นักพรตหม่างขัดใจอยู่บ้าง
จินหลี่เงียบงันไปนาน
ทางฝั่งของลูกคลื่นนี้ได้มีการเรียกค่ายกลหลายชั้นออกมาเป็น
เหมือนเสากลางกระแสน ้าที่บังคับแบ่งคลื่นถาโถมเชี่ยวกรากให้แยก
ออกเป็นสองฝั่ง รอบด้านมีลูกคลื่นมหึมาพลังอนาจน่าครั่นคร้าม
โถมตัวไม่หยุด ผู้ที่สามารถยืนอยู่บนยอดคลื่นกับนักพรตหม่างได้ มี
ใครบ้างที่ไม่ใช่พวกคนที่เกิดมาก็เชี่ยวชาญคาถาน ้า ทว่าพอเห็น
ภาพเหตุการณ์น่าหวาดเสียวอันตรายอย่างยิ่งนี้แล้วก็ยังมีความกังวล
ว่าจะต้อง “จมน ้าตาย” หรือไม่ เนื้อหารายงานของกองลาดตระเวน
ไม่ได้โกหกกันจริงๆ ยากที่จะขยับเข้าใกล้อย่างแท้จริง ไม่ได้
เกี่ยวข้องกับว่าใจกล้าหรือขี้ขลาดเลยสักนิด
นักพรตหม่างเอ่ยเสียงเบา “ผู้น้อยแค่อยากจะติดตามจินเหย่กิน
เนื้อชิ้นโตดื่มเหล้าชามใหญ่เท่านั้น”
จินหลี่เอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “ทให้เจ้าผิดหวังแล้ว”
นักพรตหม่างเหม่อลอย พลันรู้สึกเสียใจ พูดเสียงสะอื้นไห้ “จิน
เหย่ไปเจอกับหายนะอะไรมากันแน่ ถึงได้ตกอับขนาดนี้ ทุกวันนี้
แม้กระทั่งเหล้าและเนื้อก็กินดื่มไม่ได้แล้วหรือ?”
หรือว่าจะเป็นอย่างที่ในตราพิชัยยุทธว่าไว้ คุณูปการของจิน
เหย่สะเทือนผู้เป็นนายเลยถูกสุ่ยจวินหวาดระแวงอย่างนั้นหรือ?
จินหลิ่นวดคลึงหว่างคิ้ว
นักพรตหม่างตะเบ็งเสียงพูด “ถ้าอย่างนั้นก็ไปอยู่กับข้า ไปอยู่กับ
ข้า วันนี้ผู้น้อยจะจัดการจวนวารีให้ว่างโล่ง ให้พวกลูกหลานย้ายไป
บุกเบิกพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งใหม่ ยกจวนวารีให้จินเหย่ ขอ
อย่าได้รังเกียจ ทให้จินเหย่ต้องลบากแล้ว”
ลูกศิษย์ผู้สืบทอดทั้งหลายที่อยู่ข้างกายนักพรตหม่างซึ่งก็ได้
เลื่อนตแหน่งขุนนางตามเขาไปด้วย ก็เป็นพวกคนที่มีความคิดจิตใจ
บริสุทธิ์ใสชื่อเหมือนอาจารย์ตัวเอง จึงหนีไม่พ้นรู้สึกเป็นเกียรติร่วม
ด้วย มีแค่ลูกศิษย์รุ่นที่สามเพียงหนึ่งเดียวของอารามเฟยเซียนที่เป็น
โอสถทองอายุน้อยซึ่งอายุขัยการฝึกตนสั้นมาก นางมีความคิดที่ต่าง
ไปจากคนอื่น จินหลี่จึงมองนางมากกว่าคนอื่น มองว่าจะสามารถ
อบรมปลูกฝังอีกฝ่ายให้ดี สามารถทให้สายสืบทอดของนักพรต
หม่างเจริญรุ่งเรืองได้หรือไม่
พวกขุนนางเทพหญิงจากกองงานทั้งหลายของจวนวารี
มหาสมุทรบูรพาที่อยู่ด้านในและด้านนอกราชรถต่างก็หันมามอง
หน้ากันเอง แต่ละคนมีความคิดแตกต่างกันไป สีหน้าลุ่มลึกมีเลศนัย
เพียงแค่เพราะจากรายงานของจวนวารีก่อนหน้านี้ นักพรตหม่าง
ที่ครอบครองซากปรักของอารามเฟยเซียน คือพวกเงียบขรึมเย็นชา
ที่ไม่ยอมรับฟังเหตุผลใดๆ เอาแต่อาศัยความอาวุโสตัวเอง อาศัยว่ามี
วิชาอภินิหารเวทวารีที่แกร่งกร้าว ทอะไรกเริบเสิบสานอย่างถึง
ที่สุด ทให้ทูตของจวนวารีต้องกินน ้าแกงประตูปิดหลายครั้งแล้ว ต่อ
ให้เจ้าจะถือป้ายหยกของกองงานใหญ่ในจวนวารีมาด้วย ก็ยังไม่ได้
พบหน้านักพรตหม่างที่ป่าวประกาศว่าปิดด่านไม่รับแขกคนใดทั้งนั้น
ส่วนในบรรดาองค์รักษ์คนรู้ใจทั้งหลายของหวังจู นักพรตหยก
หวงม่าน เขาเองก็เป็นเซียนเหรินเหมือนกัน แม้จะบอกว่าการประลอง
เวทคาถากับนักพรตหม่างในน ้า จะต้องไม่ได้เปรียบอย่างแน่นอน แต่
ก็เป็นเหมือนที่ชุยตงซานพูด หวงม่านมีวิธีการที่อัศจรรย์มากมาย
ย่อมไม่กลัวว่านักพรตหม่างจะยึดครองความได้เปรียบด้านชัยภูมิไป
ทั้งหมด แล้วนับประสาอะไรกับที่มีซีหมานซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขต
เก้าคอยคุมท้ายให้ หวงม่านจึงมีความคิดที่จะจับกุมนักพรตหม่าง
กวาดล้างอารามเฟยเซียน
เพียงแต่ว่าสุ่ยจวินหวังจูไม่สนใจเรื่องพวกนี้ พวกเขาสองคนถึง
ได้ไม่นกองทัพเผ่าน ้าหลายหมื่นตนให้ไป “เคาะประตูบ้าน” ของอีก
ฝ่าย
และเวลานี้เอง ภาพเหตุการณ์ผิดปกติก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
คนหนุ่มชุดขาวถูกบุรุษที่เปลือยท่อนบนต่อยไปหนึ่งหมัด ร่างก็
ลอยมากระแทกที่ยอดคลื่นแห่งนี้ เรือนกายของเขาเหมือนลูกธนูที่พุ่ง
จากแล่งกระแทกชนมายังคลื่นน ้าทะเลสีเขียวมรกตสายนี้
คนหนุ่มชุดขาวที่ด้านหลังแนบติดอยู่กับ “ผนังหน้าผา” ใช้
ข้อศอกชนยอดคลื่นเบาๆ แล้วทะยานลมกลับไปที่สนามรบ ไม่ลืมหัน
ไปเอ่ยขออภัยพวกนักพรตหม่างด้วยว่า “ล่วงเกินแล้ว”
นักพรตหม่างผงกศีรษะให้แผ่นหลังของคนชุดขาว ตอบกลับไป
อย่างเกรงใจไม่ขาดมารยาท “ไม่เป็นไร”
เขาก็แค่ข่าวสารไม่ว่องไว คร้านจะสนใจความขัดแย้งด้านนอก
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแต่กลับไม่ใช่พวกคนโง่เขลา เขารู้ตัวตนของ
ปรมาจารย์หนุ่มผู้นี้แล้ว ก็คือเฉาสือที่ไม่เคยแพ้หมัดให้ใคร
นักพรตหม่างมาคิดดูอีกที่ จิตแห่งมรรคาก็สั่นสะเทือน บุรุษ
เปลือยเท้าที่ประลองยุทธอยู่กับเฉาสือ อีกทั้งยังไม่พูดว่าการถามหมัด
ครั้งนี้จะแพ้หรือชนะ ทว่าทั้งรูปโฉมและบุคลิกต่างก็แพ้ให้กับเฉาสือ
ระดับใหญ่ผู้นั้นคงไม่ใช่…
นักพรตหม่างยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ ในใจเดือดดาลสุดขีด ต่อ
ให้เขากับพวกลูกศิษย์จะไม่สนใจเรื่องทางโลกแค่ไหน แต่จะดีจะชั่วก็
เป็นเซียนเหรินผู้บรรลุมรรคาที่ได้ครอบครองซากปรักเซียนโบราณ
แห่งหนึ่ง บวกกับที่ตั้นตั้นฮูหยินแห่งหลุมน ้าลู่ได้ไสหัวไปอยู่บนพื้นดิน
แล้ว รวมไปถึงเมื่อมีช่องทางกุยซวีเพิ่มมาหลายแห่ง กิจการด้านการ
คุ้มกันทางน ้าของจวนวารีรุ่งเรือง จึงได้ยินเรื่องเล่าแห่งภูเขาสายน ้า
มาไม่มากก็น้อย ยกตัวอย่างเช่นในอดีตพวกผู้ดูแลและเจ้าของเรือที่
เคยไปเยือนเรือนชุนฟานภูเขาห้อยหัว ตลอดหลายปีมานี้แต่ละคน
ต่างก็พูดจาลี้ลับ ต่างก็บอกกันว่าอิ่นกวานคนสุดท้ายแห่งกแพง
เมืองปราณกระบี่ผู้นั้นหล่อเหลารูปงาม บุคลิกดั่งจันทร์กระจ่าง โดย
พื้นเพเป็นคนหัวไวไหวพริบดี พูดจาหยอกล้อเย้าแหย่อย่างมีอารมณ์
ขัน คือชายหนุ่มรูปงามที่หาได้ยากในโลก สง่างามล่องลอยราวผู้ที่
หลุดพ้นจากโลกีย์ มีรูปลักษณ์ดุจบุคคลในภาพวาดเทพเซียน
งดงามเหนือสามัญไม่ใช่หรือ?
ต้องเป็นคนใจดแค่ไหนถึงจะเอ่ยคพูดระยที่ผิดต่อมโนธรรม
ในใจเช่นนี้ออกมาได้?! ผู้ฝึกตนที่อยู่บนฝั่งล้วนมีแต่พวกชาติสุนัขที่
เอาแต่พูดจาเหลวไหลหน้าตาเฉยจริงๆ
จินหลี่มอบปะการังเรียวยาวให้กับสาวใช้สวมชุดคลุมขนนกกระ
เรียนคนหนึ่งที่ทหน้าที่ม้วนม่าน นางรู้สึกเป็นบุญตายิ่งนัก จุ๊ๆ รู้สึก
น ้าลายสอในเรือนร่างของเขาเหลือเกิน
นางทอดถอนใจด้วยความทึ่ง เฉาสือคือคนที่ไร้ศัตรูทัดทานด้าน
วิชาหมัดจริงๆ
เห็นเพียงว่าเฉินผิงอันถูกเฉาสือยื่นมือไปกระชากข้อเท้าเอาไว้
แล้วเหวี่ยงเป็นวงกลมเอาคืนอีกฝ่ายด้วยการจับขว้างมาทางยอดคลื่น
สีเขียวมรกตแห่งนี้อย่างแรง
เรือนกายเหมือนลูกธนูหลุดจากแล่งที่สาดยิงมายังราชรถคันนี้
หอบหุ้มมาด้วยพายุหมัดหนาข้น เป็นเหตุให้เขาต้องโคจรลมปราณ
แท้จริง ลดความเร็วอยู่กลางอากาศหลายครั้งถึงได้ไม่ทให้ยอดคลื่น
นั้นระเบิดแตก
หันหลังให้กับราชรถและพวกนักพรตหม่าง พลิ้วกายลงบนยอด
คลื่น เรือนกายโซเซบุรุษเปลือยเท้าแทรกตัวอยู่ระหว่างช่องว่างของ
ขบวนพลทหารสวมเสื้อเกราะ ร่างไถลลื่นไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง
เหมือนปลาที่แหวกว่ายลอดทะลวง ต่อให้คนผู้นี้จะเก็บปณิธานหมัด
บนร่างไว้อย่างเต็มที่แล้ว ทว่าเสื้อเกราะเหล็กบนร่างของทหารฝีมือดี
แห่งจวนวารีก็ยังส่งเสียงกระทบกันดังเคร้งคร้าง
ส่วนทหารของจวนวารีที่สวมเสื้อเกระาหนาหนักก็เหมือนถูกร่าย
เวทกักตัว แต่ละคนยืนนิ่งขยับไม่ได้ ปราณวิญญาณในร่างหยุดชะงัก
เหมือนน ้าที่จับตัวเป็นน ้าแข็ง คิดอยากจะเปิดปากก็ยังเป็นเรื่องยาก
ไอ้หมอนี่ถอยไปจนถึงบริเวณใกล้เคียงกับรถหลวงถึงจะหยุดร่าง
ไว้ได้อย่างถูไถ
นักพรตหม่างที่ขอบเขตสูงถึงเขียนเหรินก็ยืนนิ่งไม่ขยับ
เช่นเดียวกัน เพียงแต่ค้างอยู่ในท่าที่มือข้างหนึ่งทมุทราหดอยู่ใน
ชายแขนเสื้อ มืออีกข้างกดกระบี่ ไม่กล้าทอะไรบุ่มบ่ามกลัวว่าจะถูก
เข้าใจผิดว่าต้องการถามหมัดหรือไม่ก็ถามกระบี่
ใบหน้าที่งดงามของเหล่านางกนัลจวนวารีหน้าเผือดสี มีเพียง
จินหลี่ที่อยู่ในรถม้าเท่านั้นที่ไม่ตกใจแม้แต่น้อย นางแค่ปิดปาก
หัวเราะคิก พูดด้วยสีหน้าหวานเย้ายวน “ราชครูเฉิน บังเอิญขนาดนี้
เลยหรือ ได้เจอกันอีกแล้วนะ ทไมถึงก่อเรื่องเอิกเกริกใหญ่โตขนาด
นี้เลยเล่า คงไม่ใช่ว่ากลัวข้าจะไม่ได้ยิน ไม่รีบมารับรองแขกที่นี่อย่าง
กระตือรือร้นหรอกนะ”
เฉินผิงอันแค่มองตรงไปข้างหน้า พอดีกับที่เขาและเฉาสือที่อยู่
ห่างไปไกลต่างก็ฉวยโอกาสนี้ผลัดเปลี่ยนลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์
คลี่ยิ้มเอ่ย “บังเอิญมาก จอกแหนล่องลอยกลับคืนสู่มหาสมุทรใหญ่
ชีวิตคนมีที่ใดที่ไม่อาจพบเจอกันได้บ้างเล่า”
ข้อมืองดงามราวหยกมันแพะของสาวใช้ที่ถือปะการังม้วนม่าน
อยู่ในรถสั่นเล็กน้อย ม่านผ้าโปร่งสีเขียวมรกตก็พลิ้วไหวตามไปด้วย
นักพรตหม่างมองไปยังแผ่นหลังของบุรุษแกร่งกร้าวผู้นั้นแล้ว
ถอนหายใจโล่งอก ยังดี ยังดี ที่แท้ใต้เท้าอิ่นกวานท่านนี้ก็เป็นคนรู้จัก
เก่าของจินเหย่
หากพลังตบะลึกล ้าหนาขันมากพอก็จะค้นพบได้อย่างเฉียบไวว่า
ด้านหลังของบุรุษเหมือนมีร่องรอยบางอย่าง คล้ายตัวอักษรตัวใหญ่ที่
แกะสลักไว้บนหน้าผาจนวนนับไม่ถ้วน
ภาพเหตุการณ์ประหลาดนี้ทให้จิตแห่งมรรคาของนักพรต
หม่างที่เคยเห็นมรสุมมามากมายสั่นสะเทือน ตื่นตะลึงสุดขีด
กลิ่นอายอันเก่าแก่อันเวิ้งว้างที่สอดประสานกันเป็นระลอกซึ่งอยู่
บนร่างของบุรุษขุมนั้นคล้ายกับว่าได้ถูกเขาใช้พละกลังสยบกราบ
ปราบปราม กดข่มเอาไว้
ลูกผู้ชาย!
นึกถึงเรื่องราวมากมายที่ผู้คนเล่าลือกันมา ยากจะแยกแยะว่าจริง
หรือเท็จพวกนั้นนักพรตหม่างก็เปลี่ยนฝ่ายทันใด ต่อให้วรยุทธของ
เฉาสือจะไร้ศัตรูทัดทานแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรก็มีแต่จะทให้นักพรต
หม่างเคารพอยู่ไกลๆ เท่านั้น ไม่เหมือนไอ้หมอนี่ที่ถูกใจตนมากกว่า
อยากจะดื่มเหล้าหมักกับเขาให้สาแก่ใจสักมื้อ
คนผู้นี้เหมือนบรรพบุรุษแห่งหมื่นปีศาจได้สมชื่อยิ่งกว่าบรรพ
บุรุษใหญ่แห่งภูเขาทัวเยว่ ได้ครอบครองความเป็นเทพที่บริสุทธิ์ นั่ง
ครองบัลลังก์ราชาตแหน่งสูง หลุบตาลงต ่ามองมดตัวน้อยแห่งเปลี่ยว
ร้าง
ก็เหมือนสัตว์ป่าตัวหนึ่งที่ไม่เคยเดินออกจากม่านหมอกลวงตาไร้
ที่สิ้นสุด เรือนกายใหญ่โตมโหฬาร กึ่งเทพกึ่งคน เดินทีละก้าวทีละ
ก้าวออกจากเมื่อหมื่นปีก่อนมายังหมื่นปีให้หลัง ทให้พื้นดินสะเทือน
เลือนลั่น
เฉินผิงอันเพิ่งจะขยับเท้าเคลื่อนร่าง นักพรตหม่างก็ปลุกความ
กล้าแนะนตัวเองอย่างรวดเร็ว “อิ่นกวาน ข้าชื่อหลัวซิ่ว ฉายาว่า
นักพรตหม่าง เป็นเกียรติที่ได้พบท่าน”
เฉินผิงอันหันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง พยักหน้าเอ่ย “เป็นเกียรติ
ที่ได้พบ”
จากนั้นขยับสายตามองขึ้นไปด้านบน มองไปยังจินหลี่ที่อยู่ใน
ราชรถ เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยเตือนว่า “ห่างแค่เพียงม่านผืนเดียวกับ
ห่างแค่เพียงเส้นบางๆ ต่างกันแค่คเดียวเท่านั้น สหายจินหลี่ระวังไว้
หน่อย”
สาวใช้ม้วนม่านที่อยู่บนรถตกใจจนปล่อยมือ ถูกจินหลี่ยื่นตัวมา
เอื้อมคว้าแท่งปะการังเอาไว้ คลี่ยิ้มกว้างหวานหยด “ระวังหน่อย”
รับสมัครรวบรวมกลังพล เติมเต็มรากฐานของจวนวารี
มหาสมุทรบูรพา เรื่องเดียวกันทั้งสามารถเป็นการให้การสนับสนุนสุ่ย
จวินหวังจูอย่างจงรักภักดี ช่วงชิงอันดับหนึ่งจากสี่สมุทรมาให้จวน
วารีได้ แต่ก็สามารถเป็นการกระทด้วยใจที่เห็นแก่ตัวของจินหลี่
ต้องการวางแผนก่อกบฏอย่างลับๆ ก็เป็นได้
แม้กระทั่งเจ้าแห่งถ ้าปี้เซียวยังเผยกายที่ไพศาลแล้ว จินหลี่ก็รู้
แล้วว่าสถานการณ์ใหญ่จากไปแล้ว ไม่อาจยุยงให้องค์หญิงวางแผน
ทอะไรไปมากกว่านี้ได้อีก
ในใจของจินหลี่รู้ดีว่าการให้เกียรติมาเยือนของเจ้าแห่งถ ้าปี้
เซียว ไม่ได้มาเพราะต้องการช่วยเฉินอิ่นกวาน ราชครูเฉิน หรือเป็น
เพราะไม่ถูกกับนักพรตกระดูกขาวก็เลยมาคิดบัญชีเก่ากับอีกฝ่าย
แต่เป็นเพราะนักพรตเฒ่าต้องการพิสูจน์เรื่องหนึ่งกับตัวเอง ใต้
หล้าไพศาลที่รับความทุกข์ทรมานจากศึกสงครามมาจนเต็มกลืนได้
เปลี่ยนจากกลียุคที่วุ่นวายเข้าสู่ช่วงวันเวลาของความสงบรุ่งเรื่องแล้ว
ในเมื่อฟ้าอนวยดินอวยพรและคนสามัคคีล้วนเป็นเช่นนี้ ไยนาง
ต้องเพ้อฝันว่ากลังของตัวเองคนเดียวจะพลิกเปลี่ยนสถานการณ์
ใหญ่ได้ด้วยเล่า ไม่สู้ถอยไปหนึ่งก้าว ใช้กฎเกณฑ์ของไพศาล ใช้
กฎเกณฑ์ของศาลปุ่น ให้ความช่วยเหลือองค์หญิง แสวงหาความผา
ลุกอันชอบธรรมอย่างมีเหตุมีผลที่แท้จริงมาให้กับเผ่าพันธ์เจียวหลง
และทายาทเผ่าน ้านับไม่ถ้วน
เมื่อความคิดเปลี่ยนไป ฟ้าดินก็เหมือนกลายมาเป็นฟ้าดินแห่ง
ใหม่ จินหลี่เอ่ยสัพยอกว่า “นักพรตหม่าง ในอนาคตหากพวกเราจะชู
ธงก่อกบฏ โจมตีไปยังพื้นแผ่นดินอีกครั้ง ใต้เท้าอิ่นกวานยืนอยู่บน
ชายฝั่ง ขัดขวางทางไปของโจรกบฏอย่างพวกเรา เจ้าจะยังกล้าน
ทัพอยู่ในแนวหน้าอีกหรือไม่?”
นักพรตหม่างรู้สึกหัวโตเป็นสองเท่า หันกลับไปมองทางราชรถ
สายตาของเขาฉายแววคลางแคลง คถามเอาชีวิตประเภทนี้ ไม่ควร
ถามกันเป็นการส่วนตัวหรอกหรือ? เพราะอะไรจินเหย่ถึงต้องการให้
ข้าตายตรงนี้?
ฝีมือหมัดเท้าของอิ่นกวาน บางทีอาจจะเอาชนะเฉาสือไม่ได้ แต่
คิดจะสังหารนักพรตหม่างคนหนึ่ง จะไม่ทได้อย่างง่ายดายเลยหรอก
หรือ?
เดิมทีเฉินผิงอันคิดว่านักพรตหม่างคือคนที่มีกลอุบาย เจ้าเล่ห์
เปี่ยมแผนการเหมือนอย่างเจ้าอ้วนอวี่จิ่น คือสิงห์ร้ายผู้เห่อเหิมแห่ง
กลียุคที่มีความอดทนดีเยี่ยม พร้อมจะฉวยโอกาสอยู่ทุกเมื่อ ตอนนี้
มาลองคิดดูแล้วถึงเพิ่งรู้ว่าเข้าใจผิดไป ไอ้หมอนี่เป็นคนมุทะลุจริงๆ
จินหลี่แน่ใจในความคิดปณิธานของนักพรตหม่างได้อีกครั้งก็ยิ้ม
เอ่ยว่า “ไม่จเป็นต้องก่อกบฏแล้ว เจ้าและข้าให้ความช่วยเหลือสุ่ย
จวินอย่างสุดความสามารถ วาดหวังให้ในอาณาเขตของมหาสมุทร
บูรพาสงบสุขก็แล้วกัน”
เฉินผิงอันเอ่ย “รบกวนพวกเจ้าถอยหลังไปห้าร้อยลี้”
นักพรตหม่างมองจินเหย่แวบหนึ่ง พอได้รับสายตาบอกเป็นนัยก็
ยกแขนขึ้นเอ่ยทันใด “ทุกคนฟังคสั่ง รีบถอยหลังไปหกร้อยลี้
โดยเร็วแล้วลั่นกลองถอนทัพ กลับจวนวารี”
จินหลี่หัวเราะชอบใจ โอ้โห เป็นตราพิชัยยุทธจริงๆ นะนี่
เฉินผิงอันดีดปลายเท้าพุ่งตัวออกไปจากยอดคลื่น ยื่นมือออกไป
กวัก ยิ้มเอ่ยว่า “ขอยืมกระบี่วิเศษจากทุกท่านสักหน่อย”
ไม่จเป็นต้องให้ลูกน้องของนักพรตหม่างบังคับคาถาน ้าควบคุม
ยอดคลื่นสีเขียวมรกต หอบัญชาการณ์แห่งนี้ก็ขยับถอยไปข้างหลัง
ด้วยตัวเองห้าร้อยกว่าลี้
กระบี่ยาวห้าสิบหกสิบเล่มออกจากฝักดังเครั้ง คล้ายกับกระบี่บิน
ที่ลอยตัวอยู่ในความว่างเปล่า ปลายกระบี่พากันชี้ไปหาเฉาสือ
เฉินผิงอันกกระบี่ยาวเล่มหนึ่งไว้ในมือ คือกระบี่พกที่สลัก
ตัวอักษรคว่า “ซ่างเซียว” พอดี
พอเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ด ‘แบบแผนที่กหนดไว้” ของผู้ฝึก
ยุทธมากมายก็ได้กลายเป็นธรรมเนียมเก่าที่สืบต่อมา เฉินผิงอันก็
เข้าใจแล้วว่าทไมเจียงเซ่อถึงได้ใช้หอกยาวด้ามนั้น
มือเปล่าเท้าเปล่า แน่นอนว่าต้องเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธขอบเขต
ปลายทาง แต่หากมีอาวุธที่เหมาะมือสักชิ้นสองชิ้น ที่แท้ก็มีประโยชน์
ที่อัศจรรย์มากยิ่งกว่า
แล้วก็ถือโอกาสทความเข้าใจ “หลินซือ” แห่งใต้หล้ามืดสลัวไป
ด้วยว่า ทไมทั้งๆ ที่เขามีกระบี่แต่กลับไม่ใช้ ที่แท้ก็กลังรอที่จะเลื่อน
เป็นขอบเขตสิบเอ็ดอยู่นี่เอง