กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 29.3 แพ้ชนะ
ทางฝั่งของเฉาสือ เห็นว่าเฉินผิงอันใช้เวทกระบี่ เขาก็กวาดตา
มองไปรอบด้าน ยื่นมือไปคว้าเอาหอกยาวเก่าแก่ที่เกรอะสนิมเล่ม
หนึ่งมาจากจุดลึกในทะเลบริเวณใกล้เคียง ยื่นมือไปปาดเหนือรอย
สนิม ก่อนจะสะบัดข้อมือเบาๆ หนึ่งที่ ปณิธานหมัดที่อยู่บนหอกยาวก็
เหมือนริ้วน ้ากระเพื่อม หอกยาวพลันวาววับเหมือนของใหม่
เฉินผิงอันถือกระบี่ยาวไว้ในมือ ทะยานลมกระโจนไปด้านหน้า
ข้างกายคือกระบี่ยาวที่สร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีลับของจวนวารี ระดับชั้น
ธรรมดา ถือเป็นอาวุธวิเศษบนภูเขาได้เท่านั้น มันพลันหายวับไป
นพาแสงกระบี่เฉียบคมเส้นหนึ่งไปด้วยกัน บนทะเลจึงเกิดเสียง
แหลมบาดแก้วหูดังขึ้นมา
แสงกระบี่เหมือนมังกรที่ล้อคลื่นอย่างลิงโลด พุ่งกระโจนเข้าใส่
เฉาสือ กระบี่บินพุ่งไปด้วยความว่องไว พริบตาเดียวก็ขยับเข้าใกล้
หอกยาวของคนชุดเขียว เหมือนผู้ฝึกยุทธในยุทธภพที่แค่เจอหน้า
กันก็ชักมีดขว้างใส่กัน
พอจะมองเห็นได้อย่างเลือนรางว่ากระบี่บินถูกหอกยาวเตะโดนก็
แหลกสลาย บนฟากฟ้าสูงมีเสียงฟ้าผ่ากัมปนาทดังขึ้นมาช้ากว่า
เล็กน้อย ทะเลเมฆหนาชั้นถูกแหวกทะลุเป็นรูขนาดยักษ์อีกครั้ง แสงสี
ทองที่สาดส่องลงมาบนพื้นผิวทะเลมีมากกว่าเดิม
จากนั้น “กระบี่บิน” แต่ละเล่มก็ถูกปณิธานหมัดชักน แสงกระบี่
กลายเป็นเส้นเส้นหนึ่งที่พุ่งตรงออกไป
ใช้วิธีการของผู้ฝึกยุทธ แต่กลับมีความหมายอันยอดเยี่ยมน่าตื่น
ตาตื่นใจของ “กระบี่ตัดหัวคนไกลพันลี้”
นักพรตหม่างเอ่ยอย่างตกตะลึง “จินเหย่ อิ่นกวานใช้วิธีอะไร? ยัง
อยู่ในขอบเขตของวิถีวรยุทธอยู่ไหม? หรือว่าพอโมโหเข้าก็เลย…โกง
ใช้วิธีการของเทพเซียน?”
เขาไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ กระบี่ที่พกติดตัวก็เป็นแค่เครื่องประดับ
เท่านั้น หาไม่แล้วถูกคนอื่นมาช่วงชิงเอากระบี่ไปง่ายๆ จะไม่ต้องสู้
ตายกับอีกฝ่ายเลยหรือ? อย่างน้อยก็ต้องด่าสักสี่ห้าประโยค นินทา
ในใจอยู่พักหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าจินหลี่มีความเข้าใจมากกว่า จึงเอ่ยว่า “ก็คือวิธีการ
ของผู้ฝึกยุทธเต็มตัว ไม่ได้ร่ายใช้วิชาอภินิหารใดๆ”
นักพรตหม่างถามอย่างใคร่รู้ยิ่งกว่าเดิม “จินเหย่ วิธีการนี้ของอิ่
นกวาน เท่ากับการออกกระบี่อย่างเต็มกลังของผู้ฝึกกระบี่ขอบเขต
ใด? เซียนเหริน? คงไม่ใช่บินทะยานหรอกกระมัง?”
จินหลี่ยิ้มเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “บอกได้ยาก ข้าเองก็อยากรู้
เหมือนกัน ไม่สู้เจ้าลองเอาร่างกายไปรับกระบี่บินของเขาสักทีก็จะรู้
แล้วว่าแข็งแกร่งหรืออ่อนด้อย”
นักพรตหม่างยิ้มกระอักกระอ่วน “ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องเลยจริงๆ
ถึงอย่างไรจินเหย่ก็เป็นเพื่อนรักของเขา คราวหน้าค่อยหาโอกาส
ถามก็ได้”
พอได้ยินคว่า “เพื่อนรัก” ก็รู้สึกอึดอัดทันที่ จินหลี่เอ่ยอย่างไม่
สบอารมณ์ว่า “เพื่อนรัก? หากเป็นเพื่อนรักจริงๆ ข้ากับราชครูเฉิน
จะต้องมีการถามตอบท่ามกลางปราณสังหารที่ซุ่มซ่อนอยู่รอบทิศ
เช่นนี้หรือ? ตอบผิดไป เจ้าก็คอยดูเถอะว่าเขาจะขึ้นมาบนรถแล้วเด็ด
หัวข้าไปหรือไม่ เวลานี้เจ้าก็น่าจะกลังถือหัวของข้าร้องไห้โฮอยู่
กระมัง”
จินหลี่วางท่อนปะการังที่ใช้เป็นไม้เกี่ยวม่านลงบนโต๊ะ ปล่อยม่าน
ผ้าโปร่งสีเขียวอีกครั้ง
นักพรตหม่างเอ่ยเสียงเบาว่า “ศีรษะนี้บนไหล่ของผู้น้อยมีแต่จะ
กลิ้งลงไปอยู่บนพื้นก่อนหน้าจินเหย่”
จินหลีเอ่ยอย่างขๆ ปนฉุน “ขอให้สมพรปากเจ้านะ”
นักพรตหม่างโบกมือเป็นพัลวัน “จินเหย่ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาอัน
ดีงาม อยู่ในจังหวะสคัญที่จิตแห่งมรรคากลังฮึกเหิม แสดงฝีมือ
หมัดเท้าได้อย่างเต็มที่ พวกเราสองคนอย่าพูดจาอัปมงคลกันเลย”
อิ่นกวาน อาจารย์เฉิน เซียนกระบี่เฉิน ราชครูเฉิน….คเรียก
ขานที่แตกต่างกัน ก็น่าจะหมายถึงสภาพจิตใจที่แตกต่างกัน
ยกตัวอย่างเช่นผู้ฝึกกระบี่ของอุตรกุรุทวีปที่เคยไปเยือนกแพง
เมืองปราณกระบี่มาก่อนและคนที่เสียดายที่ไม่เคยไปเยือนกแพง
เมืองปราณกระบี่ เมื่อเจอกับเฉินผิงอันก็มักจะเรียกว่าอิ่นกวาน
นอกจากนี้เผ่าปีศาจที่ถือกเนิดในใต้หล้าไพศาลก็เคยชินที่จะ
เรียกขานเขาคแล้วคเล่าว่าอิ่นกวานเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ส่วน
เปลี่ยวร้างก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในทุกวันนี้
ไม่ใช่เฝ่ยหรานที่เป็นผู้ครองใต้หล้า ไม่ใช่ปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ราชา
เก่าใหม่ทั้งหลาย แต่เป็นอิ่นกวานคนสุดท้ายที่ “เฝ้าประตู” ผู้นี้
จะว่าไปแล้วแค่เจอกับอิ่นกวานครั้งเดียว นักพรตหม่างก็รู้สึก
เหมือนมีชีวิตรอดพ้นมาจากหายนะ เขาทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง
ว่า “ผู้ฝึกยุทธที่เดินไปบนเส้นทางหัวขาดก็สามารถมีวิชาอภินิหารที่
ลี้ลับขนาดนี้ได้ด้วยหรือ?”
จินหลี่ยิ้มกล่าว “ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
นักพรตหม่างบังคับเมฆหลากสีที่เหมือนปุยฝ้ายโตวหลัวก้อนนั้น
อีกครั้ง เขาไปยืนอยู่ด้านข้างราชรถอย่างเคารพนอบน้อม ส่วนกระบี่
พกเล่มนั้นก็ถือเสียว่าเป็นของขวัญที่มอบให้กับอีกฝ่าย ให้ยืม
ชั่วคราวอะไรกัน? เจอกับเฉาสือ ต่อให้ศาสตราวุธระดับอาวุธกึ่งเซียน
อย่าง “ซ่างเซียว” เล่มนี้จะผ่านการหล่อหลอมให้แข็งแกร่งทนทานแค่
ไหน เกรงว่าคงหนีไม่พ้นจุดจบที่ต้องหักท่อนพังทลายกระมัง ช่าง
เถิดๆ ล้วนเป็นของนอกกาย แล้วนับประสาอะไรกับที่รอให้คนทั้งใต้
หล้ารู้ถึงการถามหมัดครั้งนี้ บนโต๊ะสุราในงานเลี้ยง ตนก็สามารถ
ถามสหายใหม่เก่าได้ว่า พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ากระบี่ยาวที่อิ่นกวานถือ
ในเวลานั้น เขาไปยืมมาจากใคร?
พอนักพรตหม่างคิดถึงเรื่องนี้ก็อดไม่ไหวหลุดหัวเราะออกเสียง
ใช้ฝ่ามือตบฝักกระบี่ที่ว่างเปล่าตรงเอว ถือว่าไม่ได้หมิ่นเกียรติเจ้า
แล้วนะ
อีกด้านหนึ่งของราชรถก็มีเด็กหนุ่มเด็กสาวที่คล้ายกับคนหยกคู่
หนึ่งที่ติดตามขบวนลาดตระเวนมาเหมือนกัน
จินหลี่เอ่ย “อวี้กั๋ว ชิงฉิว พวกเจ้าอาจารย์และศิษย์สองคนขึ้นมา
คุยกันบนรถหน่อย”
“เด็กหนุ่ม” ที่มวยผมทรงงูขด มีฉายาการฝึกตนว่าอวี้กั๋ว อายุที่
แท้จริงคือหกร้อยปีแล้วเขาคือลูกศิษย์คนเล็กของนักพรตหม่าง เบื้อง
หน้าเขายังมีศิษย์พี่ชายหญิงอีกสิบกว่าคน แต่เขากลับเป็นคนเดียวที่
รับลูกศิษย์ ได้มอบฉายาให้นางว่า ‘ชิงฉิว” กลายมาเป็นศิษย์หลาน
เพียงหนึ่งเดียวของนักพรตหม่าง
ข้างทางของแคว้นแห่งสายน ้าสีเขียวมกรต คือเด็กหนุ่มผิวขาว
นวล คือคุณชายรูปงามผู้หล่อเหลา งามยิ่งกว่าสตรีวัยแรกแย้ม
นักพรตหม่างรู้สึกภาคภูมิใจในตัวของลูกศิษย์คนเล็กมาโดย
ตลอด ด้วยรูปโฉมของอวี้กั๋ว ด้วยเนื้อหนังมังสาเช่นนี้ ยังจะต้องกลัด
กลุ้มเรื่องคู่บเพ็ญเพียรอีกหรือ? มีแต่จะต้องเลือกจนตาลาย
ต่างหาก!
ส่วนศิษย์หลานคนนั้นก็เพราะแต่งกายเป็นบุรุษ ออกจากบ้านมา
อยู่ข้างนอกก็มักจะได้คชมทนองว่า “คือเด็กหนุ่มรูปงามสวมชุด
ไข่มุกพกกระบี่วิเศษ
นักพรตหม่างรีบกชับทันใด “พวกเจ้าโชคดีได้ขึ้นไปบนราชรถ
ได้พูดคุยต่อหน้าจินเหย่ อย่าได้เสียกิริยา จไว้ว่าพูดจาให้เหมาะสม”
อาจารย์และศิษย์อย่างพวกเขาต่างก็รับคสั่ง มีโต๊ะกั้นขวางอยู่
พวกเขากลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ สีหน้านอบน้อม นั่งลงตรงข้ามกับ
จินเหย่ที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าเปี่ยมสีสันตระการตา
จินหลี่ยิ้มเอ่ย “อวี่กั่ว ชิงฉิว พวกเจ้าลองบอกมาสิว่าทไมราชครู
เฉินถึงต้องยืมกระบี่ ยาวที่เป็นซี่โครงไก่พวกนั้นไป?”
อวี้กั๋วตั้งใจครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็ตอบว่า “ราชครูเฉินคือเซียน
กระบี่ใหญ่ วรยุทธเลิศล ้าสามารถผสานรวมวิถีกระบี่และวิถีวรยุทธ
เข้าไว้ด้วยกัน เจอกับเฉาสือก็จะมีโอกาสชนะเพิ่มมากขึ้น”
เด็กสาวที่มีฉายาว่าชิงฉิวหลุบตาลงต ่า เอ่ยเสียงเบาว่า “จินเหย่
ข้าเองก็มีความคิดเช่นเดียวกับอาจารย์”
จินหลี่ยิ้มเอ่ย “ชิงฉิว ตรงนี้ไม่มีคนนอก พูดความในใจมาเถอะ
อย่าเห็นข้าเป็นคนโง่เหมือนอาจารย์ปู่และอาจารย์ของเจ้า”
เด็กสาวนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น สองมือวางทับซ้อนกันไว้บนหัวเข่า
นางก้มหัวลงมากกว่าเดิม พูดเสียงสั่นด้วยสีหน้าหวาดหวั่น “ไม่กล้า
ปกปิดจินเหย่ที่มีปัญญาดุจแก้วล ้าอยู่ในมือ นี่ก็คือคพูดจากใจจริง
ของบ่าว”
จินหลี่ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปัดควันจากกระถางธูปเบาๆ ให้ควัน
นั้นลอยไปหาอาจารย์และศิษย์สองคน ยิ้มเอ่ยว่า “แม่หนูน้อยไม่
ซื่อสัตย์ หากยังใช้ถ้อยคที่คลุมเครือตบตากันเช่นนี้อีก ระวังว่าข้าจะ
ให้อาจารย์ของเจ้าใช้กฎบ้าน แหวกอกของเจ้าออกให้เห็น “ใจจริง”
ของเจ้า”
“เงยหน้าขึ้น ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง”
“ถ้าพลาดโอกาสนี้ไป เจ้าก็ต้องไปเกิดใหม่แล้วค่อยมาพบพวก
เราชาติหน้าแล้ว”
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาใสกระจ่าง ไม่เหลือสีหน้า
หวาดกลัวใดๆ อีก และนางก็ไม่กล้าปิดบัง จึงเปิดปากพูดว่า “ผู้ฝึก
ตนบนฝั่งชอบพูดว่ามนุษย์ย่อมคบหากันเป็นพวกพ้องสิ่งของย่อมอยู่
รวมกันตามประเภท ราชครูเฉินไม่เชื่อใจจินเหย่ที่หวนกลับมายัง
มหาสมุทรบูรพาอีกครั้ง แล้วก็ไม่เชื่อใจอาจารย์ปู่ของบ่าว ดังนั้นเขา
จึงถือโอกาสนี้หยั่งเชิง อยากจะเห็นแนวทางการฝึกตนของนักพรต
หม่างเสียหน่อย”
จินหลี่พยักหน้ายิ้มบางๆ “พูดต่อสิ”
เด็กสาวเอ่ย “ในเมื่อครั้งนี้นักพรตหม่างปรากฏตัวออกมาสู่โลก
ภายนอกอีกครั้ง มาติดตามจินเหย่อีกครั้ง พกกระบี่ให้คนอื่นเห็น
อย่างเปิดเผย ก็ต้องดูก่อนว่านักพรตหม่างใช่ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขต
เซียนเหรินที่ปิดบังตัวตนหรือไม่ หากเป็นผู้ฝึกกระบี่ นั่นก็หมายความ
ว่าศึกขึ้นฝั่งที่ยอมสละชีวิตไม่กลัวตายเมื่อสามพันปีก่อน นักพรต
หม่างที่อยู่แนวหน้าไม่ใช่คนซื่อราชครูเฉินจึงต้องการเตือนจินเหย่ว่า
ให้ระวังคนใกล้ชิดที่อยู่ข้างกายให้ดี”
“สมมติว่าอาจารย์ปู่คือผู้ฝึกกระบี่ที่ทตัวลับๆ ล่อๆ จริง ราชครู
เฉินบังคับยืมกระบี่อาจารย์ปู่ก็จะมีสภาพจิตใจสองอย่าง หากไม่สนใจ
อะไรเลยก็คือผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ถนอมกระบี่ดุจชีวิตของตัวเอง
หากไม่พอใจก็คือคนจิตใจอมหิตชั่วร้ายที่ใบหน้าแสร้งทเป็นเฉย
ชา ไม่ว่าจะเป็นสภาพจิตใจแบบใด เชื่อว่า
ตอนที่ราชครูเฉิน “คืน
กระบี่” มาให้ ก็คือช่วงเวลาที่นักพรตหม่างแห่งมหาสมุทรบูรพาต้อง
มอบศีรษะไปให้”
“ถึงเวลานั้นจินเหย่ก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย จะต้องถูกคิด
บัญชีเก่า ไม่แน่ว่าตลอดทั้งจวนวารีมหาสมุทรบูรพาก็ต้องได้รับความ
เดือดร้อนไปด้วย ส่วนข้า อาจารย์และพวกอาจารย์ลุงทั้งหลาย แต่ละ
คนก็ยิ่งไม่ต้องหวังว่าจะหนีไปได้ ต่างก็ต้องถูกราชครูคนส่งคนมา
ตรวจสอบจิตแห่งมรรคา ค้นความทรงจ ตรวจสอบว่าจริงหรือเท็จ
อย่างละเอียด ยืนยันให้แน่ใจว่าในอดีตเคยสมคบคิดกับเผ่าปีศาจแห่ง
เปลี่ยวร้างหรือไม่”
จินหลี่คล้ายคลี่ยิ้มอบอุ่น พูดน ้าเสียงอ่อนโยนว่า “ความคิดจิตใจ
ละเอียดรอบคอบ ระบบสืบทอดสายของซากปรักเก่าอารามเฟยเซียน
นี้ ในที่สุดก็มีคนมีความสามารถแล้ว”
นักพรตหม่างที่อยู่นอกราชรถอึ้งค้างไร้คพูด ศิษย์หลานบ้านข้า
ฉลาดขนาดนี้เลยหรือ?
นักพรตหม่างดีใจอย่างถึงที่สุด รู้สึกลพองใจยิ่งนัก นี่ไม่ใช่ว่ามี
ควันเขียวผุดมาจากหลุมศพบรรพบุรุษ ตนเก็บสมบัติได้แล้วหรอก
หรือ?! เพียงแต่ว่าพอนักพรตหม่างมาคิดดูอีกที่ ไม่อาจพูดว่าหลุม
ศพบรรพบุรุษอะไรได้ ก็บรรพบุรุษอย่างตนยังมีชีวิตอยู่นี่นา
อารมณ์ของนักพรตหม่างในเวลานี้เหมือนชาวบ้านที่อยู่บนบก
ซึ่งทเกษตรสืบทอดต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย ในที่สุดก็มีเมล็ด
พันธ์บัณฑิตที่มีหวังจะสอบติดกระดานทองคปรากฏตัวบ้างแล้ว
ในราชรถ “เด็กหนุ่ม” อวี้กั๋วขอบเขตก่อกเนิดที่เวลานี้นั่งอยู่
ข้างกายลูกศิษย์ เขาที่เป็นอาจารย์ของอีกฝ่าย ถ่ายทอดมรรคาให้
นางมานานหลายปีกลับขมวดคิ้วมุ่น อารมณ์อัดอั้นสุดขีด
เด็กสาวกสองมือเป็นหมัดวางไว้บนหัวเข่า สายตามองตรงไปยัง
จินเหย่ “พวกอาจารย์ปู่มักจะพูดว่าจินเหย่คือสุดยอดวีรบุรุษ ปฏิบัติ
ต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ไม่ถือสาในเรื่องเล็กน้อย แต่ข้ากลับรู้สึก
ว่าจินเหย่มีจิตใจละเอียดอ่อนราวเส้นผม คิดคนวณได้อย่าง
รอบคอบไร้ช่องโหว่
อวี้กั๋วเอ่ยเสียงเบา “ชิงฉิว พอได้แล้ว อะไรที่จินเหย่ไม่ได้ถาม
เจ้าก็ไม่ต้องฉวยโอกาสแตกประเด็นให้ยืดยาว”
ลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเขาคนนี้ นอกจากมีฉายาว่าชิงฉิวแล้ว
อาจารย์ยังมอบแซ่ให้นางด้วย นั่นคือแช่ลู่ ดังนั้นชื่อของเด็กสาวจึง
เป็นลู่ชิงฉิว
ความหมายกลับเรียบง่ายยิ่ง คนสองรุ่นก่อนหน้านี้ หนึ่งคือบรรพ
จารย์อย่างนักพรตหม่างมีชาติกเนิดมาจากหนองบึงใหญ่บนบก
นอกจากนี้พวกเขาต่างก็คาดหวังว่าในอนาคตนางจะขึ้นฝั่งไปทให้
ระบบสืบทอดโบราณอย่างอารามเฟยเซียนที่จมอยู่ใต้ทะเลลึกมานาน
หลายพันปีได้กลับมาพบเห็นแสงตะวันอีกครั้ง ได้แตกกิ่งก้านสาขา
ถึงจะถือว่าเป็นการตอบแทนพระคุณยิ่งใหญ่ของเซียนเหรินไม่ทราบ
ชื่อยุคโบราณที่ ทิ้งพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งหนึ่งเอาไว้ให้กับคนมี
วาสนาในรุ่นหลัง
เด็กสาวยืนกรานในความคิดของตัวเอง แสร้งทเป็นไม่ได้ยินค
เตือนด้วยความหวังดีจากอาจารย์ นางเอ่ยต่อว่า “จินเหย่กับใต้เท้าอิ่
นกวานคือคนบนเส้นทางเดียวกัน ข้ากับจินเหย่ก็พอจะถือว่ามีความ
คล้ายคลึงกันได้อย่างถูไถ ดังนั้นพวกเราต่างก็ไม่เชื่อในใจคน”
“สายของอารามเฟยเซียนใต้ทะเล อาจารย์ปู่คือเจินเหรินยุค
โบราณที่มีดวงใจบริสุทธิ์ ดังนั้นถึงสามารถครอบครองอารามเต๋าที่มี
ตราผนึกหนาชั้นแห่งนั้นได้ พวกอาจารย์และอาจารย์ลุงต่างก็เป็นผู้
แสวงหามรรคาที่ซื่อสัตย์ ดังนั้นจึงไม่เคยยินดีเข้าร่วมการเข่นฆ่าข้าง
นอก พวกเขามักจะรู้สึกว่าใจคนไม่เหมือนในอดีต มักจะล่องลอยไป
ตามกระแสคลื่น สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่หน้าที่ที่แท้จริงของนักพรต มาถึง
ลูกศิษย์รุ่นที่สามอย่างข้า มีความฉลาดหลักแหลมมากเกินพอ แต่
ขาดปัญญาอันลึกซึ้ง แต่ละรุ่นด้อยลงไปทุกที”
กล่าวมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเด็กสาวยังคงเด็ดเดี่ยว “และข้าเองก็
ไม่กลัว ลู่ชิงฉิวถามใจตัวเองแล้วไม่ละอาย ในอนาคตหากอารามเฟย
เซียนอยากจะหยัดยืนได้อย่างมั่นคงบนพื้นพสุธา จะเอาแต่อาศัย
ความจริงใจอย่างเดียวไม่ได้ ผู้ฝึกตนบนฝั่งเจ้าเล่ห์เพทุบายพลิก
แพลงได้สารพัดแบบ ข้าจะไม่ยอมให้พวกอาจารย์ปู่และอาจารย์ต้อง
ชนกับกแพงในทุ เรื่อง ต้องถูกมัดมือมัดเท้า อัดอั้นไม่สมปรารถนา
สุดท้ายต้องกลับไปยังทะเลอย่างทดท้อทอดอาลัยเด็ดขาด”
นักพรตหม่างมีสีหน้าละอายใจ อาจารย์ปู่อย่างตนยังมองการณ์
ไกลได้ไม่เท่าศิษย์หลานคนหนึ่งเลย
อวี้กั๋วคิดแล้วก็เอ่ยว่า “จินเหย่ ชิงฉิวปากไร้หูรูด ขอท่านอย่าได้
ถือโทษโกรธเคือง จะโทษก็โทษที่ผู้ถ่ายทอดมรรคาอย่างข้าทหน้าที่
ได้ไม่ดีพอ”
จินหลี่แสร้งทเป็นไม่ได้ยิน แค่ถามอย่างประหลาดใจว่า “เป็น
อย่างไร?”
บริเวณใกล้เคียงกับราชรถมีน ้าเสียงนุ่มทุ้มอบอุ่นดังขึ้นมา
“ประเสริฐ”
นักพรตหม่างหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง อิ่นกวานซ่อนตัวอยู่ที่
ใด? ไม่ใช่ว่าไปถามหมัดกับเฉาสือแล้วหรอกหรือ? ความเคลื่อนไหว
บนทะเลที่อยู่ห่างไปไกลก็คือหลักฐานที่ชัดเจนแล้วนี่นา
เด็กสาวหรือจะคิดได้ว่าจะมีเรื่องแบบนี้ นางหน้าแดงก ่าทันใด
หลังจากนั้นน ้าเสียงนั้นก็เหมือนเส้นทางน ้าที่ทอดยาว โอบล้อม
อยู่รอบราชรถอย่างอ่อนโยน ทิ้งประโยคหนึ่งที่เป็นการฝากความหวัง
ไว้ให้
“ในอนาคตผู้ฝึกตนทเนียบสายอารามเฟยเซียนขึ้นฝั่งไปแล้ว
อยากจะสร้างเกียรติยศให้กับสนัก ฟื้นฟูพื้นที่ประกอบพิธีกรรมให้
กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ก็ให้ไปหาราชครูที่จวนราชครูต้าหลีแจกัน
สมบัติทวีป”
จินหลี่ลุกขึ้นยืน คลี่ยิ้มกว้างสดใส ยอบกายคารวะ “ขอขอบคุณ
ในความเมตตาเอ็นดูของอาจารย์เฉินแทนผู้ศึกษามรรคาสามรุ่นของ
สายอารามเฟยเซียนมา ณ ที่นี้ด้วย”
อย่าได้เอาแต่คาดหวังว่าผู้แข็งแกร่งจะต้องคอยซ่อมแซมปะชุน
ใจคน ให้พวกเขาเหมือนต้องคอยลากเรือกลวงที่มีชื่อว่าโลกมนุษย์
นพาวิถีทางโลกให้เดินขึ้นสู่ที่สูงอยู่ตลอด
บางครั้งก็ต้องมีจิตแห่งมรรคาอันบริสุทธิ์ที่แม้เผชิญความพ่าย
แพ้เป็นร้อยครั้งก็ยังไม่ยอมท้อถอย เป็นฝ่ายมอบเจตนาดีอันจริงใจ
ให้แก่คนอื่นๆ สะท้อนก้องตอบภูเขาสายน ้า ผู้แข็งแกร่งติดตามผู้
แข็งแกร่ง คอยปกป้องผู้อ่อนแอ เดินขึ้นสู่ที่สูงไปด้วยกัน!