กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 29.1 แพ้ชนะ
บนน่านน ้าที่กว้างใหญ่แถบหนึ่ง ก้อนเมฆม้วนตัวแล้วคลายออก
อย่างว่องไว ทะเลเมฆถูกแทงทะลุเป็นรูหลายรูอยู่เป็นระยะ ประหนึ่ง
สร้างตะแกรงร่อนสีขาวหิมะขนาดใหญ่ขึ้นมา แสงตะวันสีทองส่อง
ลอดทะลุตะแกรงนี้ ลแสงแต่ละเส้นสาดส่องลงไปบนทะเล เกิดเป็น
ประกายระยิบระยับเหมือนเศษผงสีทองจนวนนับไม่ถ้วน ระหว่างนี้ก็
มีเสียงฟ้าร้องครืนครั่นสอดแทรกอยู่เป็นระยะ ภาพเหตุการณ์ผิดปกติ
แห่งฟ้าดินที่น่าตะลึงเช่นนี้ทให้ผู้คนในจวนเซียนทั้งหลายที่อยู่บน
ทะเลห่างไปไกลหลายพันลี้รู้สึกว่าจิตแห่งมรรคาหยุดชะงัก หายใจไม่
คล่อง อารมณ์ก็หงุดหงิดงุ่นง่าน ไม่อาจฝึกบเพ็ญตนต่อได้อีก พา
กันออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม มายังจุดที่การมองเห็นเปิด
กว้างบนเกาะกลางทะเล อยากจะเห็นว่าเกิดเรื่องประหลาดอะไรกันแน่
น่าเสียดายที่อยู่ห่างไกลเกินไป พลังตบะของบรรพจารย์หลายคนไม่
มากพอ ไม่อาจให้การคาดเดาที่น่าเชื่อถือได้
ก็เหมือนอย่างในตลาดที่ไม่ใช่ช่วงเดือนที่หนึ่ง ทว่าจู่ๆ เพื่อนบ้าน
ใกล้เคียงกลับจุดประทัดกลางดึก ประเด็นสคัญคือไม่ได้จุดให้เสร็จ
ในคราวเดียว แต่จุดไปสี่ห้าพวงแล้วก็หยุด หลังจากนั้นก็ค่อยจุดต่อ
อีกสี่ห้าพวง นี่มันชั่วช้าเกินไปแล้ว ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะรบกวน
ความฝันอย่างสงบของคนอื่นแล้วใช่ไหม?
แรกเริ่มพวกผู้ฝึกตนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเต่าอวที่ฝึกตนจน
กลายเป็นภูตพลิกตัว พลิกคว ่าเกาะกลางทะเลทั้งหลาย หรือไม่ก็มีงู
ยักษ์และมังกรน ้ายักษ์ในตนานข้ามผ่านดินแดนเข้ามา ใกล้จะต้อง
เผชิญกับด่านเคราะห์ จต้องลอกคราบบินทะยาน ต้องใช้เรือนกายที่
ใหญ่โตมโหฬารเสียดสีกับหน้าผาหินของเกาะใหญ่ หรือไม่ก็พุ่งชน
รากภูเขาที่อยู่ใต้ทะเลถึงได้ทให้เกิดความเคลื่อนไหวเช่นนี้
ภายหลังมองเห็นแสงสีประหลาดอยู่ในน่านน ้าที่ห่างไปไกล
มองดูเหมือนการร่ายวิชาอภินิหารของพวกผู้ฝึกตนบนยอดเขากลุ่ม
ใหญ่ที่รุมต่อสู้ประชันวิชากันเป็นหมู่ ถึงได้สร้างให้เกิดภาพ
เหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ที่ไม่เคยเห็นในบันทึกเล่มใด ไม่เคยพบไม่
เคยเจอระดับนี้เกิดขึ้น
ในขณะที่ผู้คนพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปหลากหลายนั้นเอง บรรพ
จารย์เฒ่าหลายคนก็หน้าเปลี่ยนสี รีบสั่งให้ผู้ฝึกตนบ้านตนเงียบเสียง
ลงแล้วทมุทราคารวะต่อ “ยอดคลื่นสีเขียวมรกต” ที่พุ่งผ่านอาณา
เขตบ้านพวกเขามาด้วยความไวปานสายฟ้าแลบอยู่ไกลๆ เห็นเพียง
ว่าบนยอดคลื่นลูกนั้นมีแสงแดดสะท้อนจากการส่องกระทบเสื้อเกราะ
และอาวุธ เกิดเป็นแสงพร่างพราว
ผู้ดูแลพรรคบนทะเลทั้งหลายล้วนหลุบตาลงต ่า เอ่ยเสียงก้อง
กังวานว่าพรรคของพวกเขาขอน้อมต้อนรับทหารองค์รักษ์ของจวน
วารีแห่งมหาสมุทรบูรพาที่ออกตรวจตราลาดตระเวนผ่านพื้นที่
วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ในอดีตอาณาเขตของสี่มหาสมุทรแห่ง
ไพศาลไร้คนบังคับควบคุม ทว่าทุกวันนี้แต่ละฝ่ายต่างก็มีเจ้านายใน
นามแล้ว
ทางฝั่งของมหาสมุทรบูรพานี้ก็คือหวังจูที่มีชาติกเนิดจากมังกร
ที่แท้จริง ได้รับการแต่งตั้งจากศาลบุ๋นให้มารับหน้าที่เป็นสุ่ยจวิน
ตแหน่งเทพสูงส่ง อนาจยิ่งใหญ่
นางกลายมาเป็นสุ่ยจวินแห่งมหาสมุทรบูรพาที่ปกครองน่านน ้า
กว้างใหญ่หาที่สิ้นสุดไม่ได้นี้ ดูเหมือนว่าจะมีความใกล้ชิดกับลัทธิ
เต๋า การปกครองผู้ฝึกตนที่อยู่ในอาณาเขตก็ยึดหลักการปกครอง
แบบปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาค
หลังจากที่มารับตแหน่งก็ไม่มีลางว่าจะอาศัยข้ออ้างว่าต้องสร้างจวน
มากอบโกยทรัพย์สินจากผู้อื่นอย่างกเริบเสิบสาน แต่มีการตั้ง
กฎระเบียบที่ค่อนข้างผ่อนปรนกับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมจวนเซียน
ใต้ทะเลและพรรคบนเกาะทั้งหลายไว้ว่าทุกๆ สามสิบปีจะต้องมีการส่ง
มอบบรรณาการหนึ่งครั้ง ส่วนประเภท จนวนและมูลค่าโดยรวมของ
ของบรรณาการเป็นอย่างไร เสมียนของจวนวารีก็ไม่มีการบอกอย่าง
เป็นนัยใดๆ บอกแค่ว่าตามสบายได้เลย
เมื่อรู้ว่าสามารถนเครื่องบรรณาการเข้าถวายได้ “ตามสบาย”
จวนเซียนทั้งหลายกลับรู้สึกเป็นกังวล หากพวกเราทตัวตามสบาย
จริง ถึงเวลานั้นจวนวารีจะสอนให้พวกเรารู้ว่าอะไรคือคว่า ‘ใส่ใจ’
หรือไม่?
ได้เปิดโลกกว้างครั้งใหญ่ พวกเด็กหนุ่มเด็กสาวที่อยู่บนเกาะสี
หน้าสดใสมีชีวิตชีวาชีวิตของการฝึกตนที่ต้องทเรื่องเดิมซ ้าๆ นานปี
แล้วปีเล่า ช่างเงียบเหงาและน่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นภาพ
เหตุการณ์ประหลาดที่อยู่ในน่านน ้าทะเลห่างไปไกล หรือความ
ครึกครื้นที่ได้เห็นสีสันหลากหลาย เห็นเสื้อเกราะอาวุธแหลมคมจาก
บนยอดคลื่นแห่งนั้นใครเล่าจะไม่ชอบดู
ที่แท้บนทะเลที่ห่างไปไกลก็มีกองทัพฝีมือดีของจวนวารี
มหาสมุทรบูรพาระดมกลังเคลื่อนทัพอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรบุก
สังหารมุ่งสู่ผืนน ้าแถบนั้น มีแม่ทัพเทพร่างสูงหลายจั้งถือแผ่นยันต์ไว้
ในมือ ออกคสั่งโยกย้ายเส้นทางน ้า บังคับให้คลื่นมรกตถาโถมดุจ
น ้าขึ้นประหนึ่งแท่นบัญชาการณ์ขุนพล ดุจดั่งสนามประลองยุทธ
ด้านบนมีรถม้าจอดกันเต็ม ธงโบกสะบัดส่งเสียงดังพึ่บพั่บ พลทหาร
ฝีมือดีเผ่าพันธ์น ้าหลายร้อยตนสวมเสื้อเกราะตั้งขบวนทัพอย่างเคร่ง
ขรึม แม่ทัพเป่าสังข์ทะเล มัลละโพกผ้าเหลืองตีกลองเคลื่อนพล
ไม่รู้ว่าเป็นเทพเซียนจากฝ่ายใด ถึงได้กล้ามาก่อเรื่องอยู่ใน
อาณาเขตบ้านตน ทให้เกิดความเคลื่อนไหวรุนแรงถึงเพียงนั้น ไม่
ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนรวมหรือส่วนตัว ก็ต้องไปสืบเสาะแม่ลักยังอาจ
ถึงเพียงนี้ จะต้องจับตัวมาดเนินคดี เพื่อให้คนบนผืนแผ่นดินของ
ไพศาลได้รู้กฎระเบียบของจวนสุ่ยจวินแห่งมหาสมุทรบูรพา ไม่ใช่ว่า
ใครจะมาอาละวาดตามอเภอใจที่นี่ได้
ราชรถที่กว้างขวางอย่างถึงที่สุด ประดับตกแต่งด้วยสีทอง
มลังเมลืองซึ่งอยู่ตรงกลางขบวน ด้านในมีสตรีโตเต็มวัยสวมชุดตัว
ยาวที่ทจากแพรพรรณชั้นดีคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ในมือของนางถือ
คันฉ่องทองแดงโบราณ กลังส่องกระจกประทินโฉม
ด้านหน้าของนางวางโต๊ะไว้ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีกระถางธูปสามขาที่
มีประวัติความเป็นมาใบหนึ่ง ควันธูปลอยกรุ่น ผู้ฝึกตนใหญ่มองอย่าง
ละเอียดก็ต้องตกตะลึงกับความลี้ลับมหัศจรรย์ของ “ธูปน ้า” ประเภท
นี้ ไม่คิดว่ามันจะถึงกับสามารถจแลงภาพเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน
บนน่านน ้าแต่ละจุดได้
ข้างมือของสตรีโตเต็มวัยมีกล่องใบหนึ่งที่ใส่ไข่มุกสีเขียวมรกต
ไว้เต็มใบ ไข่มุกส่องแสงระยิบระยับ พวกมันก็คือ “เครื่องหอม” ที่เกิด
จากการหลอมรวมของโชคชะตาน ้าในแต่ละพื้นที่ซึ่งถูกนมามอบให้
เป็นบรรณาการของจวนวารี แค่หยิบไข่มุกน ้าเม็ดหนึ่งขึ้นมา โยนไป
ในกระถางธูปให้ติดไฟเผาไหม้ก็จะเห็นภาพเหตุการณ์ของทางฝั่งนั้น
กระถางธูปคือของโบราณ และวิธีการจุดธูปน ้าก็เป็นวิชาโบราณ
ที่หายสาบสูญไปนานแล้ว
สองฝากฝั่งคือสาวใช้ที่แต่งกายด้วยชุดชาววังหน้าตาโดดเด่นนั่ง
เรียงแถวกัน ล้วนเป็นสตรีชาวประมงที่จมน ้าตาย หรือไม่ก็ผู้ฝึกตน
หญิงที่ต้องตายอย่างไม่เป็นธรรมบนทะเล
นางเพิ่งจะมาถึงจวนวารีมหาสมุทรบูรพาก็ของานแรกมาจากสุ่ย
จวิน นั่นก็คือเลือกซิ่วหนวี่” (หญิงสาวผู้ถูกคัดเลือกเข้าเป็นนาง
กนัลในวังหลวง) มาจากพรรคต่างๆ อนุญาตให้พวกนางออกจาก
ทเนียบเดิม เข้ามาทงานในจวนวารี ให้พวกนางได้มีข้าวกิน หาก
ในอดีตมีชายคนรักที่หมั้นหมายกัน ขอแค่ถูกจับแยก หรือไม่ก็ถูก
ใครที่ก่อกวนทลายงานแต่งนางก็จะเป็นคนจัดการให้เอง เป็นเหตุให้
ช่วงนี้ในอาณาเขตของจวนวารีมหาสมุทรบูรพามีการจัดงานแต่งไม่
ขาดสาย บรรยากาศชื่นมื่นรื่นเริง
นางเองก็น่าจะเป็นคนที่สองของจวนวารีที่รู้ความจริง แต่นาง
ไม่ได้พูดออกมา แค่ปล่อยให้พวกแม่ทัพใต้อาณัติไปอวดอ้าง
แสนยานุภาพกันที่นั่น
สตรีหน้าตางดงามผู้นี้ก็คือจินหลี่ที่หลุดพ้นมาจากราชวงศ์ต้า
โซ่วแผ่นดินกลาง แล้วได้กลับคืนมายังมหาสมุทรบูรพาอีกครั้ง
นางติดตามหวังจูมายังจวนวารี เรื่องแรกที่ทก็คือเดินทางไปทั่ว
สี่มหาสมุทร รวบรวมกลังพลพรรคพวกเก่าอย่างเงียบเชียบ น่า
เสียดายที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสายสืบทอดควันธูปทีกระจัดกระจาย
หรือไม่ก็ซ่อนเร้นอพรางไปหมดแล้ว ศิษย์ลูกศิษย์หลานของสหาย
เก่าในอดีตเหลือแค่คนคุ้นหน้าคุ้นตากันแค่สองคน เพียงชั่วพริบตา
เวลาสามพันปีก็ผ่านไปแล้วกองกลังเผ่าน ้าของมหาสมุทรบูรพาใน
อดีตเสื่อมถอยถึงเพียงนี้ ทให้นางรู้สึกเสียใจ แต่จะดีจะชั่วก็ยังหาคน
มาเพิ่มให้กับองค์หญิงได้บ้าง
มี “ผู้ติดตาม” ในอดีตที่ความทะเยอทะยานและความมุ่งมั่นอัน
ยิ่งใหญ่ยังไม่ลดน้อยลง ใช้เสียงในใจถามจินหลี่ว่า “จินเหย่ พวกเรา
ต้องสะสมเสบียงให้มากพอ ชะลอการตั้งตนเป็นจักรพรรดิเอาไว้ก่อน
แค่รอให้กองกลังแข็งแกร่ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ใจของผู้คนเป็น
หนึ่งเดียวกันจนสร้างป้อมปราการได้ก็จะบุกไปโจมตีผืนแผ่นดิน บุก
ตะลุยไปยังศาลบุ๋นหรือ?”
แม่ทัพใหญ่แห่งจวนวารีที่ทหน้าที่คุ้มกันราชรถคันนี้ ใต้ฝ่าเท้า
เหยียบก้อนเมฆมหัศจรรย์ที่ถูกตระกูลเซียนขนานนามให้เป็น “ผ้า
ฝ้ายโตวหลัว” คือผู้ฝึกตนร่างกยที่ใบหน้าดุดัน หนวดเครารกครื้ม
เต็มใบหน้า แขนเสื้อประดับลายพญางู สวมเกราะสีขาวและชุดคลุม
หลากสี มือหนึ่งกดอยู่บนด้ามกระบี่ ดวงตาทั้งสองส่องประกายสีทอง
เจิดจ้า
จินหลี่เอ่ยอย่างประหลาดใจ “ไม่ได้เจอกันสามพันปี คิดไม่ถึงว่า
นักพรตหม่างที่ส่งเสียงโห่ร้องอึกทึก บุกนทัพเป็นแนวหน้าในอดีต
จะร ่าเรียนตราพิชัยสงครามจนเชี่ยวชาญกลายเป็นผู้รู้ผู้มีชื่อเสียง
ไปเสียแล้วหรือ?”
ได้รับคชมจากจินเหย่ แม่ทัพก็มีสีหน้าลพองใจ พูดกลั้ว
หัวเราะอย่างห้าวหาญว่า “ที่ไหนกัน ที่ไหนกัน จินเหย่ชมเกินไปแล้ว
ผู้น้อยก็แค่พอจะเข้าใจตราพิชัยสงครามบ้างเล็กน้อย ตอนนี้ยังไม่
คู่ควรกับคเรียกขานที่ไพเราะว่าผู้รู้ผู้มีชื่อเสียงหรอก”
จินหลี่พูดด้วยน ้าเสียงมีเลศนัย “หลัวซิ่ว เจ้ารู้จักตัวตนของคน
สองคนที่ละเมิดกฏนั่นไหม?”
นักพรตหม่างส่ายหน้า “ตอบจินเหย่ ผู้น้อยหรือจะรู้จักนักเลงที่
ฝีมือหมัดเท้าฉูดฉาดพวกนี้ พูดไปแล้วก็ไม่กลัวว่าจินเหย่จะหัวเราะ
เยาะ เมื่อหลายปีก่อนถูกสตรีอ้วนแห่งหลุมน ้าลู่ที่เป็นเพื่อนบ้านชั่ว
ร้ายผู้นั้นผลักไสอย่างหนัก ไม่ว่าทอย่างไรก็ไม่อาจลืมตาอ้าปากได้
ได้แต่พาพวกลูกศิษย์ไปหลบอยู่ในถ ้าสถิตทตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่ใน
กระดอง”
“จากรายงานสามฉบับก่อนหลัง คนที่ต่อสู้กันอยู่ตรงนั้นเหมือน
จะเป็นผู้ฝึกยุทธสองคนที่หมัดเท้าไม่ธรรมดา ทหารของกอง
ลาดตระเวนถึงกับไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้มากเกินไปมีข้ออ้างมากมาย
อะไรที่บอกว่าพายุหมัดเข้มข้นราวกับปรอท จินเหย่ท่านฟังดูสิ นี่ใช่
ภาษาคนไหม? มีแต่พวกไร้ประโยชน์ที่ดีแต่รับงานโดยไม่ออกแรง
กลับไปผู้น้อยจะต้องจัดการพวกเขาอย่างแน่นอน”
“ใช่แล้ว จินเหย่ ดูเหมือนว่าสุ่ยจวินของพวกเราเพิ่งจะเดินทางไป
ยังจุดเชื่อมต่อของชายฝั่งทะเลแจกันสมบัติทวีปมารอบหนึ่งนะ คล้าย
จะแย่งสมบัติหนักที่ร้ายกาจอย่างมากชิ้นหนึ่งมาจากมือของนักพรต
กระดูกขาวที่สถานะไม่แน่ชัดด้วย?”
จินหลี่ยึดแขนบิดขี้เกียจ อ้าปากหาว อืมรับอย่างง่ายๆ หนึ่งที่
นางเองก็ไม่บอกความจริงอย่างละเอียดกับคนมุทะลุที่ขึ้นชื่อผู้นี้
หลีกเลี่ยงไม่ให้เขาปากมากเอาไปป่าวประกาศไปทั่ว
ตอนนี้มีเขาเป็นผู้ดูแลกองลาดตระเวนของจวนวารีมหาสมุทร
บูรพาชั่วคราว นอกจากนี้ยังเป็นผู้ดูแลทหารองค์รักษ์ฝีมือดีกลุ่มหนึ่ง
โดยเฉพาะ รับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยของสถานที่สคัญใน
จวนวารี หากไม่พูดถึงสมอง พูดถึงแค่คว่าจงรักภักดี คนที่เป็นขุน
นางทั่วไปมักจะเอ่ยคว่าจงรักภักดีแต่ปาก หรือไม่ก็เขียนลงใน
บทความ ทว่านักพรตหม่างกลับจดจขึ้นใจทุกเวลานาทีอย่างแท้จริง
รอกระทั่งคลื่นมรกตนี้ยิ่งขยับเข้าใกล้สนามรบแห่งนั้น ยังมี
น่านน ้าอีกเจ็ดแปดร้อยลี้กั้นขวาง ก็สัมผัสได้ถึงลมจากฟ้าที่พัดมา
ปะทะใบหน้าเป็นระลอกซึ่งซุกซ่อนปณิธานหมัดอันบริสุทธิ์น่าครั่น
คร้ามได้แล้ว ธงใหญ่โบกสะบัดตามไปด้วย ส่งเสียงดังพึ่บพับ บน
ใบหน้าของเหล่าทหารที่ยืนอยู่ด้านหน้าของลูกคลื่นก็เหมือนถูกกรีด
ด้วยมีด เสื้อเกราะบนร่างของแม่ทัพเผ่าน ้าหลายคนที่แต่งกายคล้ายผู้
บังคับกองก็ยิ่งมีสะเก็ดไฟสาดกระจายเป็นพักๆ
ในใจของนักพรตหม่างสั่นสะเทือนสุดขีด ยื่นมือมาป้องไว้ตรง
หว่างคิ้ว เพ่งสายตามองไปยังทิศไกล จ้องนิ่งให้ชัดเจนก็ต้องตกใจ
อย่างหนัก เดิมทีควรจะเป็นภาพที่เห็นได้ชัดเจน แต่ไฉนถึงได้พร่า
เลือนเช่นนี้?
นักพรตหม่างไม่กล้าประมาทอีกต่อไป รีบทมุทราคาถาน ้าแห่ง
ชะตาชีวิตบทหนึ่ง หยิบเอาสะเก็ดน ้าทะเลส่วนหนึ่งที่สาดกระเซ็นมา
ไว้กลางฝ่ามือ ก่อนจะร่ายวิชาอภินิหารมองภูเขาสายน ้าผ่านฝ่ามือ
ถึงจะพอมองเห็นลานประลองยุทธที่กินอาณาบริเวณเป็นพันลี้ อีกทั้ง
ยังขยับเคลื่อนไปเรื่อยๆ แห่งนี้ชัดเจนได้บ้าง เห็นเพียงว่าในนั้นมีผู้ฝึก
ยุทธสองคนกลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด หนึ่งเขียวหนึ่งขาว มองดูแล้ว
ต่างก็อายุไม่มาก แจกันสมบัติทวีปเล็กๆ แห่งหนึ่งมีวีรบุรุษที่หมัดเท้า
ไร้ศัตรูเทียมทานเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? พอมาลองคิดดู ปรมาจารย์
ใหญ่สี่คนที่ได้รับการประเมินจากแจกันสมบัติทวีป ไหวอ๋องซ่งจ่างจิ้ง
ไปอยู่ที่สนามรบของเปลี่ยวร้าง เผยเฉียนกับโจวไห่จิ้งต่างเป็นสตรี
อวี๋หงก็คือตาแก่สกปรกมอซอ…
ส่วนอิ่นกวานหนุ่มชื่อเสียงเลื่องลือผู้นั้น ไม่ได้พูดกันว่าเขาชอบ
สวมชุดคลุมอาคมสีแดงเฝ้าอยู่บนหัวกแพงเมืองครึ่งของกแพง
เมืองปราณกระบี่หรอกหรือ?
จินหลี่หยิบปะการังสีแดงสดเหมือนเลือดที่ยาวมากชิ้นหนึ่งขึ้นมา
โน้มกายไปด้านหน้าเปิดม่านคลุมผ้าโปร่งเบาๆ เอ่ยด้วยน ้าเสียงเรียบ
เฉยว่า “หยุดรถ”
ลูกคลื่นหยุดนิ่งทันใด นักพรตหม่างมายืนอยู่ด้านหน้าราชรถ
แล้ว ยื่นมือไปกุมด้ามกระบี่ไว้ สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นเคร่งขรึม “จินเหย่
สองคนนั้นมองคล้ายคนแกร่งกร้าวที่มีวรยุทธเลิศล ้า หากจินเหย่อ
ยากจะจับตัวพวกเขา ผู้น้อยเกรงว่าคงต้องบังอาจเอ่ยทัดทานขัดหูจิน
เหยสักหน่อย ควรใช้สติปัญญา ไม่ควรใช้กลัง”
จินเหย่ร้องเอ๊ะ “นักพรตหม่างเปลี่ยนมาเป็นคนที่ทอะไรหนัก
แน่นรอบคอบแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
นักพรตหม่างผู้นี้มีรากฐานมหามรรคาจากงูเหลือมยักษ์แห่ง
หนองบึงใหญ่ในอาณาเขตของแคว้นสู่โบราณที่เดินผ่านลน ้าลงสู่
ทะเล
ปีนั้นเขาติดตามนาง พยายามจะบุกโจมตีไปยังผืนแผ่นดินของ
ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง นักพรตหม่างหลัวซิ่วอยู่บนยอดสูงสุด
ของขอบเขตหยกดิบ เวลาผ่านไปสามพันปีเต็มกว่าจะอดทนจนได้
ขอบเขตเซียนเหรินมาครอง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เขาสร้างไว้ใต้
ทะเลก็คือชากปรักที่ตั้งที่เจินเหรินยุคโบราณท่านหนึ่งใช้หลอมโอสถ
วารี มีป้ายเขียนเป็นคว่า “อารามเฟยเซียน” ถ ้าสถิตแห่งนั้นมีขนาด
ใหญ่ทับซ้อนลึกหลายชั้น ป้องกันง่ายโจมตียาก และนักพรตหม่างผู้
นี้ก็เป็นคนที่ไม่มีเล่ห์อุบายใดๆ เลย
มองไกลๆ ไปยังความเคลื่อนไหวในแถบนั้นครู่หนึ่ง ในใจของ
นักพรตหม่างก็รู้สึกเป็นกังวล พูดด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนว่า “จิน
เหย่ ดูจากศักยภาพของพวกเขาแล้ว แข็งแกร่งจนไร้เหตุผลจริงๆ
เรียกได้ว่าไร้ศัตรูเทียมทาน ผู้น้อยคิดว่าต่อให้ใช้สติปัญญาจับตัวอีก
ฝ่ายมาก็ไม่น่าจะเป็นผลแล้ว”
จินหลียืนนิ้วที่ขาวนวลราวหยกข้างหนึ่งออกมาเกาหน้าผาก
นิสัยนี้ของนักพรตหม่างทให้นางไม่รู้ว่าควรจะด่าเขาอย่างไรดีเลย
จริงๆ
สามพันปีที่ผ่านมานี้ เจ้าทิ่มนี่คงใช้คาถาคว่าหลบเลี่ยงเป็น
หลัก ทั้งไม่ประจบสอพลอผู้มีอนาจ ไม่ไปเกี้ยวพาหลุมน ้าสู่ แล้วก็ไม่
ยอมแบ่งแยกดินแดนเปิดสนักก่อตั้งพรรค แค่รับลูกศิษย์ผู้สืบทอด
มาสิบกว่าคนเท่านั้น พวกลูกศิษย์ต่างก็ฝืนนิสัยหลบซ่อนตัวอยู่ใน
จวนวารี ไม่ถามไถ่เรื่องทางโลก แค่ตั้งใจฝึกบเพ็ญตนไปเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าเข้าใจความหมายผิดไป นักพรตหม่างตัดสินใจ
เด็ดขาด พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “หากจินเหย่มีใจอยากจะดึงตัว
พวกเขามาเป็นพวก ผู้น้อยก็ยินดีเป็นทัพหน้าเป็นคนไปพบพวกเขา
เอง”
ขอแค่จินเหย่กลับมาที่มหาสมุทรบูรพา คนเก่าแก่อย่างพวกเขา
ก็มีที่พึ่งทางใจแล้ว
สุ่ยจวินหวังจู แน่นอนว่าสถานะของนางต้องสูงศักดิ์เกินกว่าใคร
จะทัดเทียมได้ แต่เขานักพรตหม่างจะไปโลภมากหวังอะไรจากนางได้
เล่า?