กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 46.3 ขอโน้มน้าวท่านว่าอย่าได้หยุดจอก สุรา
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าคือผู้ถ่ายทอดมรรคาของไฉอู๋ การฝึกตน ของไฉอู๋เจ้าเป็ นคนตัดสินใจ อย่าลืมขอบคุณจ้าวเทียนซืออย่าง จริงใจด้วย”
“คืนนี้ข้าจะไปภูเขาสุ้ยซานของแผ่นดินกลาง จากนั้นจะไปใบถง ทวีปก่อนแล้วค่อยกลับมายังแจกันสมบัติทวีป พยายามจะไปกลับให้ เร็ว แต่ว่าพรุ่งนี้เช้าข้ามีแผนการที่กาหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ต้องการ พบคนสองกลุ่มที่จวนราชครู”
“ทางฝั่ งของหลิวชา เจ้าเตือนเฒ่าหูหนวกด้วยว่า การถาม มรรคาที่ภูเขาหวงหู อย่าให้เรียบง่ายเกินไปนัก ถี่เกินไปก็ไม่ดี เวลานานเข้าก็ง่ายที่ทั้งสองฝ่ายจะไม่ใส่ใจ ยิ่งนานวันก็ยิ่งท าอย่างขอ ไปที ทางที่ดีที่สุดเลือกตอนที่หลิวชาตกปลาได้ คนที่ตกปลาได้ห่ว ยแตกฝีมือตกปลาธรรมดาอย่างหลิวชานี้ ตอนนั้นจะอารมณ์ดี เขา ย่อมยินดีพูดมากหน่อย”
เซี่ยโก่วพยักหน้ารับรัวๆ ราวไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก จดจาไปทีละ ข้อ ยังคงเป็นเจ้าขุนเขาที่มีประสบการณ์โชกโชน นับถือ นับถือ
นางคิดว่ากินดื่มอิ่มหนาแล้วก็จะไปหาเพื่อนเล่น ที่ศาลเทพีบุป ผาของเมืองหลวงมีการเปิดศาลบรรพจารย์ชั่วคราวขึ้นมาอย่างเงียบ
เชียบ เหล่าเหนียงเนียงเทพีบุปผาของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาจากทวีป แดนเทพแผ่นดินกลางไม่เคยยุ่งวุ่นวายกันอย่างนี้มานานมากแล้ว หากจะบอกว่าเรื่องของการสร้าง ‘ลาน้าร้อยบุปผา” คือเรื่องที่ยาวไกล ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เรื่องที่เร่งด่วนที่สุดก็คือพวกนางต้องเลือกเขตพื้นที่ ในต้าหลีเพื่อก่อตั้งศาลของตัวเอง “ผูกสมัครเป็นไมตรีอันดีงามสืบไป ชั่วกาลนาน
อู๋ไฉ่เทพีบุปผาดอกเพิ่งเชียน ก่อนหน้านี้จงใจเลือกมณฑลเล็กๆ ที่ไม่ได้ร่ารวยมากนัก สร้างศาลเทพีบุปผาของตัวเองขึ้นมา จวี่โจ วขึ้นชื่อว่าเป็ นดินแดนแร้นแค้น สอดคล้องกับมหามรรคาของคน ยากจนอย่างตน คิดไม่ถึงเลยว่าการประชุมของต้าหลีสิ้นสุดลง ได้ยิน มาว่าอีกเดี๋ยวกวนอี้หรานจะต้องไปรับหน้าที่ผู้ว่าของจวี่โจว เป็นเหตุ ให้จวี่โจวกลายเป็นที่จับตามองของผู้คนทันที พวกพี่สาวตกตะลึงกัน อย่างมาก ชมว่านางสายตาดี ล่วงรู้อนาคต? นี่ทาให้อู๋ไฉ่หน้าบาน อารมณ์ดี เวลาเดินก็ต้องคอยเตือนตัวเองว่าอย่างได้หลงล าพองตน แน่นอนว่านางไม่ลืมนาข่าวดีนี้ไปบอกกับเซี่ยโก่วที่ทางานอยู่ในจวน ราชครู น่าเสียดายที่พอไปถึงที่นั่น สวินซวี่ปั นกลับบอกว่าแม่นางเซี่ย ออกไปข้างนอกแล้ว อู่ไฉ่จึงได้แต่ย้อนกลับไปที่ศาลเทพีบุปผา นับตั้งแต่ที่ตนรู้จักสหายอย่างเซี่ยโกว ข่าวดีที่เวลาปกติแม้แต่คิดก็ยัง ไม่กล้าคิดเกิดขึ้นติดต่อกัน เรื่องดีที่แม้กระทั่งฝั นก็ยังตื่นขึ้นมาด้วย รอยยิ้มเกิดขึ้นเรื่องแล้วเรื่องเล่า
……
รอกระทั่งจ้วงหยวนจางติ้งนั่งลงแล้ว งานเลี้ยงสุรามื้อนี้ก็ถือว่า เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ว เฉาฉิงหล่างและสวินชวี่ต่างก็ช่วยจาง ติ้งดื่มหลายจอก แต่จางติ้งก็ยังเดินโซเซออกจากห้องไปอาเจียน เห ยียนอี้ที่เป็นทั้งคนร่วมสอบปีเดียวกันแล้วก็บ้านเกิดเดียวกันกับจางติ้ง ก็ลุกขึ้นเงียบๆ ตามไปด้วย คนร่วมรุ่นสองคนเดินอยู่ด้วยกัน หากดู แค่อายุ อันที่จริงก็ไม่ต่างจากพ่อลูก จางติ้งไม่ถนัดเรื่องงานเลี้ยง เห ยียนอี้เองก็เป็นขุนนางของกรมอาญาที่อดทนผ่านมาได้ปีแล้วปีเล่า แม้ว่าจะมีสุภาษิตในหมู่ขุนนางกล่าวไว้ว่า ที่ว่าการมั่นคงดุจ เหล็กกล้า ส่วนขุนนางนั้นผลัดเปลี่ยนเวียนผ่านไม่ขาดสาย แต่ แท้จริงแล้วไม่ว่าใครก็รู้ดีว่ามีเพียงทางหัวขาดอย่างกรมอาญาเท่านั้น ที่เนื่องจากยิ่งเชี่ยวชาญในกฎหมายคดีความและยิ่งมีความสามารถ โดดเด่นเท่าใด กลับยิ่งยากจะได้ย้ายไปดารงตาแหน่งที่อื่นมาก เท่านั้น
จางติ้งรู้สึกแค่ว่าตนอาเจียนจนตับไตไส้พุงแทบจะไหลออกมา ด้วยแล้ว เหยียนอี้ได้แต่นั่งยองลงข้างๆ ลูบหลังให้จางติ้งเบาๆ
อาเจียนแห้งๆ ไปพักหนึ่ง จางติ้งยกหลังมือเช็ดปาก สะบัดหัว แรงๆ เอ่ยว่า “ขอโทษด้วย”
เหยียนอี้ส่ายหน้า “ไม่เป็นไร”
เหยียนอี้กับหลี่สี่ที่อายุต่างกันมากที่สุด อาจารย์คุมสอบของ พวกเขาล้วนเป็นจ้าวเหยารองเจ้ากรมอาญา ตามหลักแล้วหากเข้า ไปอยู่ในที่ว่าการกรมอาญาเมืองหลวงได้ย่อมต้องได้พึ่งใบบุญอยู่บ้าง
แต่ในความเป็นจริงแล้วมีก็เท่ากับไม่มี ถึงขั้นที่ว่าตามความเห็นของ เหยียนอี้แล้ว มียังสู้ไม่มีไม่ได้ด้วยซ้า เขายังเคยถูกรองเจ้ากรมเหยา ด่าเสียจนไม่เหลือชิ้นดีต่อหน้าขุนนางมากมายของกรมอาญา ความ ยากลาบากระหว่างนี้มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่รู้ หากร้องโอดครวญระบาย ทุกข์ออกมาก็มีแต่จะถูกเพื่อนร่วมงานมองมาด้วยสายตาคลางแคลง คิดว่าเขาได้ประโยชน์ไปแล้วยังแสร้งทาเป็ นไขสือ ยิ่งจะทาให้คน ร าคาญมากกว่า
จางติ้งพูดเสียงสั่น “พี่เหยียนอี้ ขอให้ข้าได้พักหายใจหายคอ สักครู่”
เหยียนอีถอนหายใจ “ดื่มไม่เก่งก็ไม่น่าจะมา”
อย่างเขาเหยียนอี้ ขอแค่เขาไม่อยากดื่มสุราคารวะใคร ก็ไม่ จาเป็นต้องดื่ม แต่จ้วงหยวนอย่างเจ้าจางติ้งคิดจะหลบก็ยังหลบไม่พ้น
จางติ้งสีหน้าอ่อนใจ ไม่ได้อธิบายอะไร ขุนนางเมืองหลวงที่ ตอนนี้ยังดื่มเหล้าได้ อันที่จริงล้วนถือว่าเป็นคนไม่เลวแล้ว หากจะพูด ถึงดวงในเส้นทางราชการ แน่นอนว่าดวงของจางติ้งต้องดีกว่าเหยียน อี้มากนัก แต่เพราะกรมคลังเหมือนบ้านหลังคารั่วแต่ดันเจอฝนตก ติดต่อกันหลายคืน นอกจากคดีทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงของลาน้า ใหญ่ที่ถูกจวนราชครูคิดบัญชีย้อนหลัง ซึ่งเจ้ากรมมู่เหยียนได้ถูก ลากลงน้า เหมือนดึงหัวไชเท้าแล้วมีดินติดมาด้วยขุนนางสาคัญ ตาแหน่งสูงและลูกหลานชนชั้นสูงกลุ่มใหญ่ร้องเรียกหาฟ้าหาดิน แต่ ก็ยังต้องกินข้าวคุกอยู่ดี ช่วงนี้คลังเสบียงและลานเก็บรักษาธัญพืชที่
ชานเมืองหลวงสองแห่งยังเกิดปั ญหาใหญ่ ทางราชสานักได้ปิดคลัง ตรวจสอบบัญชีเรียบร้อยแล้ว นอกจากกรมคลังที่ต้องตรวจสอบ ตัวเองแล้ว ทั้งในทางลับและทางแจ้งก็ยังมีขุนนางของที่ว่าการแห่งอื่น อีกมากที่ต่างก็ต้องตรวจสอบบัญชีเหล่านั้น สัญชาตญาณบอกกับ จางติ้งว่านี่ก็ไม่ต่างจากการทาสงครามสักเท่าไร แม่ทัพใหญ่ถูกจับ ตัวไปแล้ว แนวรับบนพื้นดินถูกตีแตกเสียที่มั่นอย่างต่อเนื่อง งาน ขนส่งทางน้าที่มองดูคล้ายมั่นคงดั่งแผ่นเหล็กมากที่สุด เกินครึ่งก็ต้อง “รักษาไว้ไม่ อยู่” แล้ว
มรสุมในเมืองหลวงครั้งนี้ก็เหมือนน้าท่วมที่เกิดขึ้นกะทันหัน “ที่ พึ่ง” และภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่านไม่เคยล้มลงในวงการขุนนางในอดีต ล้วนกลายมาเป็นเกาะทั้งหมด อีกทั้งไม่มีใครกล้ารับรองว่าตัวเองและ ครอบครัวจะต้องสามารถ ขึ้นฝั่ ง” ถอยออกไปได้อย่างเต็มตัวแน่นอน
อดทนรอให้จางติ้ง “คืนสติ” สีหน้าดีขึ้นได้หลายส่วน เหยียนอี้ก็ ประคองจางติ้งให้ลุกขึ้นยืน ขุนนางผู้เฒ่าในกรมอาญาที่อายุมาก แล้วคนนี้สังเกตเห็นด้วยความตกตะลึงว่าตรงระเบียง นอกประตูมี “คนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา” สวมชุดลาลองคนหนึ่งยืนอยู่ ก็คือ อาจารย์คุมสอบของเขาเหยียนอี้ รองเจ้ากรมจ้าวเหยา!
นี่แสดงให้เห็นว่ารองเจ้ากรมจ้าวได้มายืนเงียบๆ อยู่ตรงหน้า ประตูพักใหญ่แล้ว
วงการขุนนางของเมืองหลวงเคยมีคากล่าวอย่างหนึ่งที่ไม่ แพร่หลาย บอกว่าเกือบร้อยปีที่ผ่านมานี้ สกุลซ่งต้าหลี ขุนนางบุ๋นใน
ตรอกอี้ฉือ เมล็ดพันธ์แม่ทัพของตรอกฉือเอ๋อร์ ก็เหมือนตัวเอกสาม คนในหนังสือเล่มหนึ่งที่ร่วมกันเขียนเรื่องราวที่มีชื่อว่าปลากลายเป็น มังกร
และขุนนางผู้ทาหน้าที่บรรณาธิการตรวจสอบเรียบเรียงตาราก็ คือราชครูชุยฉานที่มีฉายาว่าซิ่วหู
นอกจากนี้คนที่รับผิดชอบเรื่องการ “ตรวจทาน” “ผู้ตรวจสอบ ตารา” ที่อยู่ในอันดับแรกสุดก็คือจ้าวเหยาที่พูดหนึ่งไม่มีสองแห่งกรม อาญาต้าหลี
……
เด็กหนุ่มจากศูนย์ฝึ กยุทธคนหนึ่งที่มีชื่อว่าหม่าอี้เซี่ยนรีบร้อน อยากไปเปิดหูเปิดตาที่ตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์ แต่กลับถูกพวก ศิษย์พี่ห้ามไว้ บอกว่าช่วงนี้อย่าไปสถานที่อันตรายแห่งนั้นเลย สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าตอนนี้มีสายลับของที่ว่าการเหนือ ผู้ถวายงาน ของกรมอาญากี่มากน้อยที่จับตามองที่นั่นอยู่ ศูนย์ฝึกยุทธบ้านตน เพิ่งจะมาลงหลักปั กฐาน อย่าให้เกิดปั ญหาแทรกซ้อน คลื่นมรสุมอัน น่าตะลึงในวงการขุนนางต้าหลีครั้งนี้ แค่ฟองคลื่นเล็กน้อยที่สาด กระเซ็นมาก็สามารถกลบทับพวกเขาให้ตายได้แล้ว
อันที่จริงนอกจากถนนสองสายแล้ว หม่าอี้เซี่ยนยังวาดฝั นถึง ร้านค้าตระกูลเซียนที่ตั้งอยู่บนท่าเรือก่าวซู่และเรือข้ามฟากของฝ่าย กองทัพที่ท่าเรือหมิงตีด้วย น่าเสียดายที่ในกระเป๋ าเด็กหนุ่มไม่มีเงิน
ไม่กล้าไปเยือนท่าเรือก่าวซู่ที่เล่าลือกันว่ามีเทพเซียนเยอะกว่าคน ธรรมดาเสียอีก ส่วนท่าเรือหมิงตีที่การป้องกันเข้มงวดนั้นต่อให้มีเงิน ก็ไปเยือนไม่ได้
จาได้ว่าเฉาโม่บอกว่าเขาทางานอยู่ที่ระเบียงพันก้าว ไม่รู้ว่าเขา เคยไปเยือนสถานที่พวกนี้หรือไม่?
ศิษย์พี่ที่ดูแลบัญชีของศูนย์ฝึกยุทธรู้ว่าเฉาโม่มอบเงินเกล็ดหิมะ หนึ่งเหรียญให้เป็นของขวัญแสดงความยินดี หม่าอี้เซี่ยนก็กล้ารับไว้ เขาจึงลากศิษย์น้องไปด่าอย่างรุนแรงเป็นการส่วนตัวรอบหนึ่ง ถาม ว่าทาไมถึงไม่คืนเฉาโม่ไป เพราะถึงอย่างไรเงินเกล็ดหิมะหนึ่งเหรียญ ก็คือเงินขาวพันตาลึงเชียวนะ เฉาโม่คือผู้ฝึกยุทธแห่งยุทธภพที่ต้อง ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเป็นประจาเพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ไม่ เหมือนคนมีเงินมีทอง คนเขามอบของขวัญให้คือน้าใจ แต่เจ้าดันรับ ไว้ ไม่มีสมองหรือไร?! หม่าอี้เซี่ยนให้ความเคารพศิษย์พี่ใหญ่คนนี้มา โดยตลอด เด็กหนุ่มโดนด่าก็ไม่เถียงคืน ได้ยินศิษย์พี่บ่นว่าอาจารย์ สั่งสอนพวกเขาไว้อย่างไร ในใจก็อดน้อยเนื้อต่าใจไม่ได้ ตอนนั้นตน บอกแล้วว่าจะคืนของขวัญกลับไปให้แต่เฉาโม่บอกว่าไม่ต้อง พูด อย่างห้าวเหิมว่าเป็นเงินเพียงเล็กน้อย
เด็กหนุ่มบอกเรื่องถ้าชิงเสวียนสะพานหยวนโหรวกับศิษย์พี่ใหญ่ เกาซิว เกาซิวไม่เห็นเป็นจริงเป็นจัง ใช่ว่าไม่อยากคิดเป็นจริงเป็นจัง แต่ไม่กล้า
ท่ามกลางแสงสนธยามีแขกมาเยี่ยมเยือน เขาบอกชื่อแซ่ของ ตัวเอง บอกว่าตัวเองคือเว่ยลี่แห่งศูนย์ฝึกยุทธซื่อไห่ ถือเป็นคนร่วม อาชีพครึ่งตัวกับสานักคุ้มภัยป๋ ายอวิ๋น ทุกวันนี้เขาเองก็หาเลี้ยงชีพ อยู่ในเขตอาเภอหย่งไท่เช่นกัน
เกาซิวประหลาดใจอย่างมาก ใบหน้าของหม่าอี้เซี่ยนเต็มไปด้วย ความตกตะลึง ก็คือ“เว่ยร่างทอง” ที่ประลองวรยุทธกับปรมาจารย์เผย หนึ่งในสี่ปรมาจารย์ใหญ่ที่ได้รับการประเมินจากแจกันสมบัติทวีปไป สี่หมัดที่เมืองหลวงสารองผู้นั้นน่ะหรือ?
ฉายา “เว่ยร่างทอง” นี้มีน้าหนักอย่างมาก ต่อให้เป็ นเมือง หลวงต้าหลีที่เป็นสถานที่มังกรซ่อนพยัคฆ์หมอบ จะมากจะน้อยเว่ยลี่ ก็สามารถถือเป็นบุคคลหมายเลขหนึ่งได้แล้ว
ทุกคนของสานักคุ้มภัยต่างก็มึนงงกันไปหมด คิดจนหัวแทบแตก ก็คิดไม่ออกว่าท าไมเว่ยลี่ถึงเป็ นฝ่ ายมาเยี่ยมเยือนด้วยตัวเอง ตาม หลักแล้วสองฝ่ ายไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน แล้วก็ไม่มีความแค้น ต่อกัน ต่อให้เว่ยลี่แค่ให้ลูกศิษย์เอาเทียบเชิญมาขอพบก็ถือว่ามี มารยาทไว้หน้ากันมากพอแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่เกาซิวคิดไปคิดมา อันที่ จริงในใจเขาก็กลัดกลุ้มเหมือนกัน ใจเต้นรัว แต่ปากก็ยังบอกให้พวก ศิษย์น้องชายหญิงทาใจให้สงบ ปล่อยให้เขาไปเจอเว่ยลี่สืบดูให้รู้ว่า สรุปแล้วอีกฝ่ายจะมาหาเรื่องหรือจะมาให้การสนับสนุนกันแน่ ไม่สู้นิ่ง เฉยรอดูการเปลี่ยนแปลงไปดีกว่า
ต่อให้พวกหม่าอี้เซี่ยนจะเป็นผู้ฝึกตนครึ่งๆ กลางๆ แค่ไหน จะดี จะชั่วอาจารย์อย่างหงเจิ้งอวิ๋นก็เป็นขอบเขตถ้าสถิต แล้วก็เป็นผู้ฝึก ตนที่ได้รับการบันทึกชื่อจากกรมพิธีการต้าหลีอย่างเป็ นทางการ ภูเขาของพวกเขามีระบบสืบทอดมีอาจารย์ ก็แค่ว่ายังไม่มีศาลบรรพ จารย์ที่เป็นรูปเป็นร่างก็เท่านั้น ตามหลักแล้วไม่มีความเกี่ยวข้องอะไร กับเว่ยลี่แห่งศูนย์ฝึกยุทธเลยสักนิด หรือว่าเส้นสายของอาจารย์จะลึก ล้าถึงเพียงนี้ มีสหายที่คุ้นหน้าคุ้นตากับเว่ยลี่ที่เป็นปรมาจารย์วิถีวร ยุทธที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งต้าหลี?
เว่ยลี่เข้ามาในสานักคุ้มภัยแล้วก็พูดคุยกับศิษย์พี่ใหญ่ของหม่าอี้ เซี่ยนที่ทาหน้าที่รับรองแขกได้อย่างถูกชะตา บอกว่าศูนย์ฝึกยุทธชื่อ ไห่ของเขาแค่รับลูกศิษย์สอนหมัดเท่านั้น แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคย ทางานคุ้มภัย ได้ยินว่าเพื่อนบ้านใหม่อย่างสานักคุ้มภัยป๋ ายอวิ๋นมี งานหลักเป็ นงานนี้พอดี ก็เลยแวะมาดู หากวันนี้เจรจากันได้สาเร็จ ทุกคนก็หาเงินร่วมกัน แต่ส่วนแบ่งต้องเป็นเจ็ดต่อสาม อีกทั้งหากเกิด ข้อผิดพลาดอะไรระหว่างเดินทางถูกที่ว่าการหรือด่านเก็บภาษี ระหว่างทางหาเรื่องก็ดี หรือเกิดเหตุไม่คาดฝั นอย่างการถูกดักปล้น กลางทางก็ช่าง สานักคุ้มภัยป๋ ายอวิ๋นต้องควักกระเป๋ าเงิน ฟ้ องร้อง ทางการเอาเอง…เว่ยลี่บอกชัดเจนว่าสานักคุ้มภัยป๋ ายอวิ๋นต้องออกทั้ง คนออกทั้งแรงเอง เดินทางขึ้นเหนือลงใต้ตลอดทั้งปี ส่วนศูนย์ฝึ ก ยุทธซื่อไห่จะแค่ช่วยแนะนาเส้นทางหาเงินเท่านั้น แต่กลับได้รับรอง
รายได้ถึงแปดส่วน คือการนอนหาเงินอย่างแท้จริง ทาเอาหม่าอี้เซี่ยน ที่ได้ยินเบิกตากว้างเจ้าตัวดี มาแย่งเงินถึงบ้านเลยหรือไร? เว่ยลี่ผู้นี้คงไม่ได้อยู่สายอธรรม หาเงินด้วยการรีดไถหรือข่มขู่ เอาผลประโยชน์จากผู้อื่นอยู่ในอาณาเขตของอาเภอหย่งไท่ตลอดทั้ง ปีหรอกนะ? หม่าอี้เซี่ยนได้ยินแล้วก็หงุดหงิดมาก เกือบจะหลุดปาก พูดออกไปว่าเจ้านี่ก็ช่างคุยโวโดยไม่ต้องร่างคาพูด ข้ามีพี่น้องที่ ทางานอยู่ที่ระเบียงพันก้าว เจ้าอย่าคิดจะมารีดไถกัน ข้าก็มีสหายอยู่ บนเส้นทางเหมือนกัน!
ในฐานะลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาของหงเจิ้งอวิ๋น แม้ว่าคุณสมบัติ การฝึ กตนของศิษย์พี่ใหญ่เกาซิวจะธรรมดา แต่เขากลับไม่แสดง ความหงุดหงิดร้อนใจ ต่อรองราคากับเจ้าหอเว่ยที่มีชื่อเสียงมานาน ด้วยจิตใจที่นิ่งสงบ นอกจากสถานะศิษย์พี่ใหญ่แล้ว อันที่จริงหลายปี มานี้เกาซิวติดตามอาจารย์ขึ้นเหนือล่องใต้อยู่ตลอด ทั้งต้องคอย ถ่ายทอดวิชาแทนอาจารย์ ตั้งกฎระเบียบ ช่วยกันร้องช่วยกันรับกับ อาจารย์ แล้วยังต้องดูแลเรื่องการกินอยู่พักอาศัยของพวกศิษย์ น้องชายหญิง ทาให้ลูกผู้ชายตัวโตๆ คนหนึ่งกลายมาเป็ น “ศิษย์พี่ หญิงใหญ่” ที่จู้จี้จุกจิก ขี้บ่นอยู่ทุกวัน บอกว่าเขาคอยเช็ดฉี่เช็ดอี เลี้ยงดูพวกเจ้าลูกกระต่ายอย่างหม่าอี้เซี่ยนให้เติบโตมาก็ไม่เกินจริง เลยสักนิด
เพราะเกาซิวอายุมากที่สุด อยู่ข้างกายอาจารย์มานานที่สุด ดังนั้นจึงเข้าใจคาโบราณที่บอกว่าทุกเรื่องล้วนยากที่การเริ่มต้นมาก
ที่สุด แล้วนับประสาอะไรกับที่ก่อนที่พวกเขาจะลงจากภูเขา อาจารย์ ได้กาชับหลักการเหตุผลที่ว่าการอยู่ในเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่ายซ้า ไปซ้ามา หากคิดจะหยัดยืนอยู่ที่นี่ก็ต้องเริ่มเปิดฉากเดินหน้าเสียก่อน หากไม่เป็ นเพราะการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างสองฝ่ ายแตกต่างกัน เกินไป อันที่จริงก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่อยากนอนก็มีคนส่งหมอนมาให้ หนุน
เว่ยลี่บอกให้สานักคุ้มกันลองพิจารณาดู เขาลุกขึ้นแล้วก็ขอตัว กลับไปก่อน
พวกศิษย์พี่ศิษย์น้องมารวมตัวกันแล้วปรึกษาหารือกัน มีคนเป็น กังวลว่าพวกเขาจะกลายไปเป็นถุงเงินส่วนตัวของศูนย์ฝึกยุทธซื่อไห่ หรือไม่? จะถูกเว่ยลี่หลอกไปนอกลู่นอกทางหรือไม่? ถึงเวลานั้นหาก อาจารย์รู้ว่าพวกเขาท าตัวนอกรีตจะไม่ด่าพวกเขาเกือบตายเลย หรอกหรือ? สานักคุ้มภัยเพิ่งจะเปิดได้แค่ไม่กี่วันก็ต้องปิดแล้ว? ไม่ สามารถหาเงินเทพเซียนได้ กลับกันยังเดือดร้อนให้ทั้งอาจารย์และ สานักต้องชดใช้ด้วยทรัพย์สินที่เหลืออยู่ไม่มากนั้นจนหมดสิ้น? พวก หม่าอี้เขียนขมวดคิ้วมุ่นไม่คลาย โชคดีที่ศิษย์พี่ใหญ่เกาซิวท าอะไรมี ระเบียบขั้นตอน นึกไปถึงคนในวงการขุนนางที่ก่อนหน้านี้มารวม แสดงความยินดีที่สานักคุ้มภัยขึ้นมา บอกว่าจะเลี้ยงเหล้าพวกเขาสัก มื้อ แต่หม่าอี้เซี่ยนกลับพูดเรื่องที่ไม่ควรพูด ถามศิษย์พี่ใหญ่ว่าพวก เรามีเงินเหลือหรือ จะเลี้ยงเหล้าดีๆ อาหารดีๆ พวกเขาไหวหรือ? เกา ซิวหัวเราะอย่างขันๆ ปนฉุน บอกว่าพวกเรายังมีเงินเกล็ดหิมะหนึ่ง
เหรียญไม่ใช่หรือ? คืนเฉาโม่ช้าหน่อยก็แล้วกัน! หม่าอี้เซี่ยนพึมพา เบาๆ ว่ากินข้าวพาข้าไปด้วย ทางที่ดีที่สุดไปที่ลาคลองชางผู เหลา สุราที่นั่นมีชื่อเสียงอย่างมากเลยล่ะ ออกจากประตูใหญ่ของสานักคุ้มภัยมาแล้ว เว่ยลี่ก็ถอนหายใจ โล่งอก รู้สึกเย้ยหยันตัวเองอยู่บ้าง หาเงินย่อมไม่ง่าย แต่มอบเงินให้ก็ ไม่ง่ายเหมือนกัน คาดว่าทางฝั่ งของสานักคุ้มภัยก็น่าจะต้องหาคนมาสืบข่าวเรื่อง ชื่อเสียงและความเป็นมาของศูนย์ฝึกยุทธตนด้วยกระมัง เช้าตรู่ของวันนี้ ปรมาจารย์ใหญ่เผยให้เกียรติมาเยือนที่ศูนย์ฝึก ยุทธชื่อไห่ มอบลูกศิษย์สองคนให้เว่ยลี่ เผยเฉียนยังพูดถึงเรื่องเล็ก เรื่องหนึ่ง นั่นคืออยากให้เว่ยลี่ช่วยเหลือสานักคุ้มภัยป๋ ายอวิ๋นสัก หน่อย คนเก่าแก่ในยุทธภพอย่างเว่ยลี่ไม่รีบร้อนเอาเงินไปมอบให้ สานักคุ้มภัย แต่ให้ลูกศิษย์สองคนที่เชี่ยวชาญเรื่องการสานสัมพันธ์ กับผู้คนไปวิ่งเต้นสานสัมพันธ์ที่ที่ว่าการอาเภอหย่งไท่ ภายใต้ เงื่อนไขที่ไม่ผิดกฏไม่ละเมิดข้อห้าม ให้ไปสืบข่าวข้อมูลคร่าวๆ ของ สานักคุ้มภัยขนาดเล็กแห่งนี้มา เมื่อพอจะเข้าใจแล้วถึงได้มาเยือนถึง ที่ มา “สร้างความลาบากใจ” ให้กับคนต่างถิ่นที่เพิ่งจะมาอยู่เมือง หลวงเหมือนกันเหล่านี้ ในอดีตไม่กล้ายอมรับในตัวเอง ระหกระเหินพเนจรไปทั่ว ยากลาบากโดดเดี่ยว ลมฝนโถมกระหน่าใส่ใบหน้า เดินทางโยกย้าย จนกระทั่งมาถึงเมืองหลวงต้าหลี ก็ยังได้แต่นั่งเหงาเฉาเรื่องอยู่ทั้งวัน
ความอึดอัดหม่นหมองท่วมท้นเหลือประมาณ อยู่ไกลบ้านเกิด มาตุภูมิไม่รู้กี่หมื่นลี้ ผ่านทั้งความหนาวเหน็บและความร้อนแผดเผา สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิค่อยๆ พัดมาถึงตรงหน้า ทว่ายังพรั่นพรึงที่สุด ยามได้เห็นอาหารบ้านเกิดหรือได้ยินสาเนียงถิ่นเดิม แต่วันนี้ปีนี้กลับ ไม่เหมือนเดิมแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะในที่สุดก็ยกโทษให้ตัวเองได้ แล้ว หรือไม่ก็หลอกตัวเองได้แล้ว หยุดเดินอยู่บนถนน สายลมอบอุ่น โชยมาปะทะใบหน้า สบายทั้งร่างกายและจิตใจ รู้สึกอยากจะไปร้าน เหล้า ซื้อเหล้าเหลืองของบ้านเกิดสักกามาลองดื่ม