กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 46.2 ขอโน้มน้าวท่านว่าอย่าได้หยุดจอก สุรา
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 46.2 ขอโน้มน้าวท่านว่าอย่าได้หยุดจอก สุรา
ในดวงตาของบุรุษมีความภาคภูมิใจซ่อนอยู่
ในเมื่อเจ้าพูดถึงลูกชายของข้าดีขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นข้าที่เป็ น บิดาก็ไม่เกรงใจแล้วขอน้อมรับไว้แล้ว
เฉินผิงอันยกชามเหล้าขึ้น หยุดชะงักไปเล็กน้อยก่อนพูดเหมือน ไม่ใส่ใจว่า “หงจี้ตาแหน่งผู้สาเร็จราชการของภาคหลิงอู่นั้นไม่ต้อง คิดแล้ว เจ้าไม่เหมาะ”
หงจี้เงียบงันพูดไม่ออก เห็นได้ชัดว่าผิดหวังอยู่บ้าง เขากระดก ดื่มเหล้าอีกใหญ่ เอ่ยตามสัตย์จริงว่า “เคยคิดจริงๆ ในเมื่อราชครู บอกว่าไม่ควรคิด ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะไม่คิดแล้ว”
ก็สามารถเข้าใจได้ ตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์ แต่ไหนแต่ไรมา ก็ถูกพูดหยอกล้อเป็ นการส่วนตัวมาโดยตลอดว่าเป็ น “รากฐาน แคว้น” ของต้าหลี แล้วนับประสาอะไรกับที่ในบรรดาตระกูลชนชั้นสูง เหล่านี้ก็มีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กันมากมาย ความเกี่ยวข้องเบื้อง ใต้ความสัมพันธ์ที่แสดงออกภายนอก ผลประโยชน์เบื้องหลัวพัวพัน ทับซ้อนกันยุ่งเหยิง หงจี้และที่ว่าการเหนือเหมือนไปแหย่รังแตนที่ ใหญ่ที่สุดของราชสานักต้าหลีแล้ว หากหงจี้ไม่เพียงแต่เลื่อนขั้นขุน นาง อีกทั้งยังเป็ นผู้สาเร็จราชการของภาคหลิงอู่ที่ก่อตั้งใหม่ด้วย
พวกคนที่ตอนนี้ยังแค่ร้องทุกข์คร่าครวญ วันใดรอให้พวกเขาคืนสติ ค่อยๆ ตระหนักได้ขึ้นมาก็น่าจะมีศัตรูร่วมกัน พากันหันหัวหอกชี้ตรง มาที่เขาหงจี้และที่ว่าการผู้สาเร็จราชการ พูดง่ายๆ ก็คือขอแค่หนึ่ง วันที่หงจี้ยังรับตาแหน่ง พวกลูกหลานและลูกศิษย์ของตระกูลพวกเขา ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่อาจพลิกคดีได้หนึ่งวัน สงครามที่มองไม่เห็น ควันดินปืนครั้งนี้ หากหงจี้พ่ายแพ้ หากผู้สาเร็จราชการของภาคหลิง อู่ทาเรื่องน่าขายหน้า ถ้าอย่างนั้นกลยุทธ “รวมมณฑลเป็ นภาค” ที่ ราชครูเฉินสร้างขึ้นมาเองกับมือ จะต้องเดือดร้อน ได้รับผลกระทบอัน ยาวไกลที่มิอาจประมาณการณ์ได้อย่างแน่นอน
หรงอวี๋ตกตะลึงอยู่บ้าง ทั้งคิดไม่ถึงว่าราชครูจะปฏิบัติกับหงจื้อ ย่างจริงใจตรงไปตรงมาเช่นนี้ แล้วก็คิดไม่ถึงว่าหงจี้จะบอกกับราชครู โดยตรงว่าตัวเองเคยมีความคิดนี้อยู่จริง
หากต้าหลีรวมมณฑลเป็นภาคอย่างเป็นทางการ ถ้าอย่างนั้นใน ฐานะผู้สาเร็จราชการที่เป็นขุนนางใหญ่ของภาค ต่อให้ไม่ได้เป็นขั้น สองชั้นเอกอย่างที่เฉาเกิงซินแห่งกรมขุนนางคิดไว้ทั้งหมด แต่ก็ต้อง เริ่มต้นที่ขั้นสองชั้นโท หากเป็ นอย่างแรก ตาแหน่งก็จะเทียบเท่าได้ กับขุนนางหลักของหกกรมในเมืองแล้ว แล้วนับประสาอะไรกับที่ยัง ควบรวมดูแลทั้งกิจการทหาร การปกครองและการศึกษา อย่างเช่น ผู้ว่าของมณฑลแห่งหนึ่งในทุกวันนี้ก็คือข้าหลวงชายแดนผู้ยิ่งใหญ่ สมฐานะอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สาเร็จราชการของภาคห ลิงอู่ที่อาณาเขตครอบคลุมไปถึงสามมณฑลชานเมืองหลวง
คล้ายคลึงกับฉางหนิง หย่งไท่ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็ นที่ว่าการ อาเภออันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า
ก็ไม่แปลกที่วงการขุนนางต้าหลีต่างก็คาดเดากันว่าการที่หงจี้ ยอมถวายชีวิตให้ขนาดนี้ ยอมที่จะผูกปมแค้นกับตรอกอี้ฉือและถนน ฉือเอ๋อร์อย่างไม่เสียดาย ก็คือการส่งจดหมายสวามิภักดิ์ให้แก่ราชครู คิดจะอาศัยสิ่งนี้มาได้รับการยกเว้นให้รับหน้าที่เป็นผู้สาเร็จราชการ คนแรกของราชสานักต้าหลี
เฉินผิงอันยื่นถ้วยเหล้าไปให้หงจี้ ชนกับชามเหล้าในมือของหงจี้ ที่ยกขึ้นรับทันทีเบาๆ เอ่ยสัพยอกว่า “วางใจเถอะ เรื่องอย่างการข้าม แม่น้าแล้วรื้อสะพาน ข้าไม่มีทางทาได้ลง ไม่อาจรับตาแหน่งผู้สาเร็จ ราชการคนแรกของใต้หล้า ถอยมาเลือกอันดับรอง เลือกอันดับที่ สองก็พอจะช่วงชิงมาได้อยู่บ้าง แต่จะรีบร้อนไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อย ไป งานเอกสารทางการตามแบบแผนที่พึงทาของขุนนางนั้น ถึง อย่างไรก็ต้องท าตามธรรมเนียม”
“ก่อนที่ฝ่าบาทจะออกจากเมืองหลวง พวกเราก็เคยพูดคุยเรื่องนี้ กันเป็ นการส่วนตัว ความหมายของฝ่ าบาทก็คือให้ปลายปีนี้เจ้าไป เป็นแม่ทัพประจ ามณฑลลั่วโจวที่เมืองลั่วจิงก่อนสักสองสามปี ถือเป็น การโยกย้ายไปรับหน้าที่ในตาแหน่งที่เท่าเทียมกัน ถือเสียว่าเป็นการ มอบคาอธิบายให้กับตรอกอี้จือและถนนฉือเอ๋อร์ แล้วก็ถือว่าให้เจ้า ออกห่างจากความอันตรายของเมืองหลวงไปก่อนชั่วคราว หลีกเลี่ยง ไม่ให้ที่ว่าการเหนือกลายเป็นเป้าของทุกคน กลายมาเป็นแพะรับบาป
แทนจวนราชครู ก่อนที่จะรวมมณฑลเป็นภาค การเลื่อนขั้นของแม่ ทัพประจามณฑลคือขั้นสามชั้นเอก หลังจากนั้นเมืองหลวงสารองลั่ว จิงจะควบ เป็ นภาคไหวหนัน ผู้สาเร็จราชการก็เป็ นขั้นสองชั้นเอก เงื่อนไขคือบอกกล่าวกับเจ้าก่อนให้เรียบร้อย ภาคไหวหนันกับภาคห ลิงอู่ล้วนเป็นแค่สองภาคที่เป็นขั้นสองชั้นเอกชั่วคราว”
ฝืนอดทนฟั งมาถึงตรงนี้ ดวงตาของหงจี้ก็ฉายประกายร้อนแรง ทันใด “ท่านราชครู ถึงเวลานั้นข้าจะสามารถได้รับการยกเว้นให้ เลื่อนขั้นเป็นข้าหลวงใหญ่ผู้ปกครองหัวเมืองชายแดนขั้นสองชั้นเอก จริงหรือ?”
ความฝั นอันงดงามที่ใฝ่ฝั นหามาตลอดชีวิต ในที่สุดก็กลายเป็น จริง วินาทีนั้น บางทีอาจไม่ได้มีความตื่นเต้นดีใจ ความตะลึงระคน ยินดีอย่างใหญ่หลวง กลับกันอาจกาลังสงสัยว่าตัวเองฝั นไปอยู่ก็ เป็นได้
หงจี๊ยกชามเหล้าขึ้น นิ้วมือสั่นระริก พยายามไม่ให้ตัวเองเสีย กิริยา ถามอย่างระมัดระวังว่า “ทางฝั่ งของลั่วจิงคงจะไม่….?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ก่อนที่ซึ่งจี่ชินจะออกไปจากเมืองหลวง ข้าก็ เคยคุยกับเขาเรื่องนี้เอาเรื่องไม่น่าฟั งมาพูดกันก่อนแล้ว บอกตาม ตรงว่าจะส่งขุนนางผู้มีความสามารถคนหนึ่งที่ราชสานักไว้วางใจไป จับตามองเขาที่ลั่วจิง หลีกเลี่ยงไม่ให้วันใดเขาก่อกบฏขึ้นมา”
หงจี้ตะลึงลาน ราชครูสามารถพูดคุยกับลั่วอ๋องได้อย่าง ตรงไปตรงมาขนาดนี้เลยหรือ? ไม่กังวลว่าคาพูดจะทิ่มแทงจิตใจกัน เกินไป ทาให้ลั่วอ่องขัดเคืองใจหรือไร?
พอมาคิดดูอีกที ราชครูเฉินกับลั่วอ๋องซ่งมู่เคยเป็นเพื่อนบ้านกัน ตอนอายุน้อยนี่นะ
ดูท่าข่าวลือที่โลกภายนอกเล่าลือกันจะเชื่อไม่ได้จริงเสียด้วย อัน ที่จริงราชครูกับลั่วอ๋องที่อยู่ในตรอกหนีผิงมีความใกล้ชิดสนิทสนม กันมานานแล้ว คือสหายรักที่มอบใจให้แก่กันได้?
เฉินผิงอันพูดด้วยน้าเสียงที่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันตัวเอง “หากข้าพูดก่อนว่ารับประกันว่าหงจี้จะสามารถเป็นผู้สาเร็จราชการ ประจ าภาคไหวหนัน แล้วค่อยบอกว่าไม่มีหวังจะได้เป็ นผู้สาเร็จ ราชการประจาภาคหลิงอู่ เกรงว่าเจ้าคงต้องผิดหวังแล้ว ตอนนี้กลับ กลายเป็นว่าเจ้ารู้สึกตะลึงระคนยินดี นี่ก็สามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า ทาไมบัณฑิตที่อยู่บ้านนอกถึงไม่มีทางเอาชนะขุนนางปุ่นที่อยู่ในราช สานักได้”
หงจี้ไม่รู้จะพูดตอบอย่างไร
เจ้าอ้วนเหวยมาเคาะประตู ยกอาหารจานร้อนมาให้สี่ห้าจาน คือ อาหารขึ้นชื่อที่เขาเข้าครัวทาด้วยตัวเอง เฉินผิงอันเชิญให้เถ้าแก่ผู้นี้ นั่งลงดื่มเหล้าด้วยกัน เจ้าอ้วนเหวยถูมือบอกว่ายังมีงานต้องทา เฉิน ผิงอันเองก็ไม่บังคับ เจ้าอ้วนเหวยออกจากห้องไปแล้วก็ปิดประตูให้
เบาๆ หงจี้ขยับตะเกียบ เอ่ยชื่นชมจากใจจริง นอกจากว่าเจ้าอ้วน เหวยไม่ค่อยหัวไวแล้วฝี มือทาอาหารก็สุดยอดเลยจริงๆ หงจี้พลัน ขมวดคิ้วมองไปทางประตู เฉินผิงอันยกชามเหล้าขึ้นยิ้มเอ่ย “ดื่ม เหล้า”
เหวยฉงเดินออกจากห้องมาก็รู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก ไม่ กล้าเชื่อว่าเป็นความจริงเขาขยี้ใบหน้าตัวเองแรงๆ กาลังจะขยับเท้า เดินออกไป บังเอิญกับที่มีคุณชายหนุ่มที่กาลังเมามายคนหนึ่งเดิน ผ่านทางมาพอดี เห็นเหวยฉงที่ยืนเหม่ออยู่ในระเบียงก็เอ่ยสัพยอกว่า “เจ้าอ้วนเหวย มายืนซื้อทาอะไรตรงนี้ แอบฟั งแขกพูดจาสัปดนอยู่ใน ห้องหรือ มาฟั งด้วยกันสิ มาฟั งด้วยกัน…”
เจ้าอ้วนเหวยได้ยินแล้วก็รู้สึกชาไปทั้งหนังหัว ไหนเลยจะกล้าให้ อีกฝ่ายท าตัวเหลวไหลต่อไป รีบเค้นรอยยิ้มส่งไปให้ แล้วรั้งแขนของ อีกฝ่ ายไว้แรงๆ พาลากออกไป เดินอ้อมผ่านหัวมุมไปอย่างรวดเร็ว ออกห่างมาจากห้องนั้นแล้ว กว่าที่อีกฝ่ายจะสลัดมือเหนียวหนีบของ เจ้าอ้วนเหวยออกได้ไม่ใช่เรื่องง่าย สีหน้าของเขาเผยความไม่สบ อารมณ์ เจ้าอ้วนเหวยช่างใจกล้าเหลือเกิน เขาจึงชี้หน้าอีกฝ่ ายแล้ว เริ่มก่นด่า เจ้าอ้วนเหวยก้มหัวค้อมเอวยิ้มเอ่ยขออภัยติดๆ กัน คุณชายไม่ไหว้หน้ากันเลยสักนิด เขาพ่นเสียงหัวเราะออกทางจมูก จะมาทาเป็นสนิทเรียกพี่เรียกน้องกับใครกัน รู้จักกันดีนักหรือไง?!
เจ้าอ้วนเหวยเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก บากหน้าฝืนยิ้มไม่ถือสาเลย สักนิด แล้วก็ไม่กล้าบอกด้วยว่าในห้องก่อนหน้านี้มีใครนั่งอยู่
เจ้าคนตรงหน้าผู้นี้ปากเหม็นจริงๆ พอเหล้าเข้าปากหน่อยก็ชอบ คุยโวไม่ร่างค าพูด แต่หลายปีมานี้ก็มักจะแวะเวียนมาอุดหนุนกิจการ ของเหลาสุราเป็นประจ าจริงๆ
เจ้าอ้วนเหวยยังคงบากหน้าพาลูกหลานคนรวยผู้นั้นไปส่งถึงห้อง แล้วยังเป็ นฝ่ ายดื่มสุราคารวะลูกค้ารอบโต๊ะ แล้วถึงได้ออกมาจาก ห้อง
ถูกคนบนโต๊ะนอกโต๊ะดูแคลน ถึงอย่างไรก็เป็ นเพราะตนไร้ ความสามารถ
แต่ทาให้ลูกค้าร้านตนต้องเดือดร้อนไปด้วย ก็คือเถ้าแก่ที่เปิ ด ร้านท ากิจการอย่างตนไร้คุณธรรมแล้ว
ต่อให้เหวยฉงจะไม่เข้าใจกฎระเบียบในวงการขุนนางมากแค่ ไหน หากตอนนั้นคนหนุ่มท าให้ใครบางคนในห้องไม่สบอารมณ์ อย่างเช่นหงจี้เปิดประตูออกมาสั่งสอน แล้วคนหนุ่มยังเมาแล้วด้วย อาจจะจาอีกฝ่ ายไม่ได้ พูดจาไม่ดีใส่อีกฝ่ ายอย่างไม่รู้จักหนักเบา… จุดจบคร่าวๆ ของเขาจะเป็นอย่างไร เหวยฉงก็พอจะรู้อยู่บ้าง
เดินอยู่ในระเบียงที่ปูด้วยพรมเลียนแบบแคว้นไฉ่อี นึกถึงภาพ เหตุการณ์หนึ่ งขึ้นมา เจ้าอ้วนเหวยก็มีความสุขอยู่กับตัวเอง อย่างเช่นตนใจดาสักหน่อย จงใจปล่อยให้เจ้าหมอนั่นพูดจาไม่ยั้งคิด ไปรบกวนหงจี้ที่อยู่ในห้อง เปิดประตูออกมา คนหนุ่มเบิกตากว้างเห็น ว่าเป็ นพญายมหงแห่งที่ว่าการเหนือ ไอ้หมอนั่นจะไม่ฉี่ราดกางเกง
เลยหรือ? แล้วหงจี้ก็ลั่นวาจาอีกประโยคครึ่งประโยค…แค่ลอง จินตนาการดูก็มีความสุขแล้ว เจ้าอ้วนเหวยส่งเสียงเรอสองมือสอด รองไว้ใต้ท้ายทอย ยังคงเป็ นประโยคนั้น หึ วันนี้ตนก็ถือว่าประสบ ความสาเร็จแล้ว
เหวยฉงพลันหันขวับกลับไป เห็นเด็กสาวหน้าตางดงามแก้มสอง ข้างแดงเป็นปั้ นคนหนึ่ง นางถามทางจากเขา เหวยฉงอึ้งตะลึง ยืนยัน กับแม่นางน้อยอีกครั้งให้แน่ใจ พอรู้ว่าเป็นห้องนั้นจริง ในใจเหวยฉง รู้สึกคิดไม่ตก เพราะถึงอย่างไรก็ค่อนข้างสงสัยว่าเด็กสาวตรงหน้าจะ จาห้องผิดหรือไม่ ใช้ความคิดอย่างว่องไว เจ้าอ้วนเหวยก็ตัดสินใจได้ แล้ว เขาพาเด็กสาวไปที่ห้องนั้น เคาะประตูแล้วเปิดประตูออกให้แม่ นางน้อยเห็นให้ชัดก่อนว่าคนที่นั่งอยู่ในห้องคือใคร แล้วก็จริงดังคาด เด็กสาวมองเห็นพวกราชครูและหงจี้ นางก็ทาท่าตกตะลึงอย่างเห็นได้ ชัด เอ่ยเสียงเบาว่าเถ้าแก่ จะทาอย่างไรดี ข้าจาห้องผิด เจ้าอ้วนเหวย รู้สึกชาไปทั้งหนังศีรษะ รีบมาบังอยู่ข้างหน้าเด็กสาว แล้วก็ไม่มอง ราชครู แต่ยิ้มมองไปทางหงจี้ ถามว่าต้องการสั่งอาหารเพิ่มหรือไม่… หงจี้กึ่งยิ้มกิ่งปิ้ง โบกมือบอกว่าไม่จาเป็ น เจ้าอ้วนเหวยโล่งอก ปิด ประตูลงเบาๆ อีกครั้ง ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อ ยิ้มถามแม่นางน้อยว่าจาได้ หรือไม่ว่าเป็นห้องไหน เด็กสาวมีสีหน้าหงุดหงิด กระทืบเท้า บอกว่า ตนจ าผิดแล้ว ดูเหมือนจะเป็ นห้องข้างกัน เจ้าอ้วนเหวยได้ยินค าว่า “ดูเหมือน” ก็หัวโตทันที วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ในบรรดาลูกค้ามีคน แปลกหน้าเยอะมาก ลูกค้าห้องไหน เบื้องหลังมีความสัมพันธ์
อะไรบ้าง สวรรค์เท่านั้นที่รู้ แม่นางน้อยอย่างเจ้าอย่าได้หาเรื่องใส่ตัว เพราะเรื่องแบบนี้เลย…
เซี่ยโก่วที่ใช้เวทอาพรางตาหยาบๆ ปิดบังหมวกขนเตียวของตน พยักหน้า คิดไม่ถึงว่าเจ้าอ้วนผู้นี้จะเป็ นคนในยุทธภพที่มีคุณธรรม น้าใจอย่างมาก
แต่เจ้าอ้วนเหวยกลับก าลังคิดว่าแม่นางน้อยบ้านไหนกัน ถึงได้ ใจใหญ่ขนาดนี้
ไม่ทันระวัง เหวยฉงก็สังเกตเห็นว่าแม่นางน้อยเปิดประตูห้อง ยก สองมือเท้าเอว หัวเราะฮ่าๆ
เจ้าอ้วนเหวยรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า อึ้งค้างอยู่กับที่ ในหัวคิดแต่ว่า ควรจะช่วยนางอย่างไรดี? หงจี้จะมีความคิดริบทรัพย์กวาดล้างตระกูล หรือไม่?
เซี่ยโก๋วยิ้มเอ่ย “เจ้าขุนเขา เจ้าประมุขกวอ ครั้งนี้ผู้ถวายงาน อันดับหนึ่งรีบร้อนลงจากภูเขา ผู้น้อยมีเรื่องสาคัญจะรายงาน! ใช่ แล้ว เป็นเถ้าแก่ใจดีผู้นี้ที่ช่วยนาทาง”
เฉินผิงอันยิ้มตาหยีผายมือออกมา “เถ้าแก่เหวย เข้ามาดื่มเหล้า ระงับความตกใจหน่อย”
“ขอแนะนาให้รู้จัก นางชื่อเซี่ยโก่ว หนึ่งในฉายาบนภูเขาก็คือป๋ า ยจิ่ง เป็นผู้ฝึกกระบี่ แล้วยังเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่ว พวกเราด้วย”
“เซี่ยโก่ว ท่านผู้นี้คือเถ้าแก่เหวยแห่งเหลาสุรา มีชื่อว่าเหวยฉง มาจากตระกูลใหญ่ของตรอกอี้ฉือ ไม่ชอบวงการขุนนาง แค่อยากจะ เป็นพ่อครัวที่ดีเท่านั้น”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างตกตะลึง “เหวยฉง? (ยากจน) ต้องมีเงินมากแค่ ไหนถึงกล้าตั้งชื่อด้วยอักษรตัวนี้!”
กวอจู๋จิ่วเอ่ย “ฉงที่ประกอบด้วยอักษรโจ่วกับอักษรอวิ๋น”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “เจ้าประมุขกวอ ข้าความรู้ตื้น เขินไปหน่อย”
กวอจู๋จิ่วพยักหน้า “กลับไปคัดหนึ่งร้อยรอบ เพื่อเพิ่มความจา”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างอ่อนระโหยโรยแรง “ก็ได้”
นั่งลงพร้อมกับเจ้าอ้วนเหวยที่ทาตัวไม่ถูก เซี่ยโก่วขยับเก้าอี้มา นั่งใกล้ๆ พึมพาว่า “ตรอกอี้ฉือ ว้าว ตระกูลใหญ่ เถ้าแก่เหวย ขอ ปรึกษาหน่อยสิ ช่วงนี้พวกเจ้ารับผู้ถวายงานประจ าตระกูลไหม ราคา ปรึกษากันได้นะ ล้วนเป็นคนกันเอง จ่ายแค่แปดส่วน…”
สัมผัสได้ถึงสายตาของกวอจู๋จิ่ว เซี่ยโก่วก็รีบเปลี่ยนคาพูดใหม่ ทันที “ห้าส่วน!”
ในหัวของเจ้าอ้วนเหวยมีแต่เสียงดังอึงอล เด็กสาวสวมหมวกขน เตียวที่สองข้ามแก้มแดงก่าซึ่งเดินนาอยู่หน้าขบวนกลุ่มคน ป๋ ายจิ่ง
ป๋ ายจิ่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่งแห่งภูเขาลั่วพั่ว…เซียนกระบี่ เซียนกระบี่ ที่อย่างน้อยต้องเป็นขอบเขตบินทะยาน…
เหวยฉงย่อมไม่กล้าคิดเป็ นจริงเป็ นจัง คิดแค่ว่าเป็ นค าล้อเล่น ของ “ป๋ ายจิ่ง” ผู้ฝึกตนใหญ่บนภูเขาลงมาเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์ ไม่ ยึดติดกับเรื่องเล็กน้อย
เซี่ยโก๋วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ท าไมถึงต้องดูแคลนความใจดีและ ความอ่อนโยนของตัวเองด้วยเล่า นั่นคือเรื่องถูกต้องที่ยอดเยี่ยมมาก เลยนะ”
เหวยฉงเลือดร้อนพุ่งขึ้นหัวจึงรินเหล้าให้ตัวเองหนึ่งชาม ไม่พูด เรื่องผู้ถวายงาน เรื่องเซียนกระบี่ที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้าอะไรแล้ว แค่ดื่ม เหล้าต้มเต็มชามร่วมกับนาง ชนกันหน่อย
เซี่ยโก่วดื่มเหล้าเหมือนดื่มน้าเปล่า เจ้าอ้วนเหวยสู้ความคอแข็ง ของนางไม่ได้ ดื่มติดต่อกันสามชามก็ชูป้ ายไม่ขอรบหลีกเลี่ยงการ ปะทะแล้ว เขาเอ่ยขอตัวออกไป เซี่ยโก่วบอกเจ้าอ้วนเหวยว่าอย่าลืม เรื่องผู้ถวายงานในตระกูล เหวยฉงไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร จึงหันไป มองหงจี้ตามจิตใต้สานึก…ราชครูเฉิน เฉินผิงอันบอกกับเซี่ยโก่วว่า อย่าได้คิดอะไรก็ทาไปตามอาเภอใจ ผู้ถวายงานเซี่ยจึงได้แต่ใช้ สายตาบอกเป็นนัยแก่เถ้าแก่เหวยว่าเรื่องนี้เจ้าและข้าต้องวางแผนกัน ในระยะยาว
เซี่ยโก่วเช็ดปาก พูดรัวเหมือนเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่ รายงานสถานการณ์ล่าสุดของภูเขาลั่วพั่วให้ใต้เท้าเจ้าขุนเขารู้ก่อน บอกว่าจ้าวเทียนซือมาเยือนภูเขาพีอวิ๋น เข้าไปในอารามพีอวิ๋นกับเว่ ยป้ อ แล้วยังถ่ายทอดมรรคาที่ยอดเขาฮวาอิ่งไปรอบหนึ่ง สอนเรื่อง เวทอสนี ชิงชิวที่ได้ยินตกตะลึงอย่างยิ่ง ไม่กล้าดูแคลน “นักพรต” ของอีกหมื่นปีให้หลังอีกต่อไป จ้าวเทียนซืออยากจะพาไฉอู๋เดินทาง ไปด้วยกันระยะหนึ่ง นางที่เป็นอาจารย์ของไฉอู๋ย่อมไม่ความเห็นต่าง เพียงแต่ว่ายังต้องขอค าอนุญาตจากปากของเจ้าขุนเขาก่อน นอกจากนี้ก็ ต้องยกคุณความชอบให้กับการเชื้อเชิญอย่าง กระตือรือร้นของผู้ถวายงานอันดับรองกาน ในที่สุดหลิวชาก็ตอบตก ลงว่าอนุญาตให้พวกเด็กหนุ่มเด็กสาวสองกลุ่มที่ฝึกตนฝึกวรยุทธอยู่ บนภูเขาเที่ยวอวี๋ สามารถไปขอศึกษาถามมรรคาที่ภูเขาหวงหูได้ นอกจากนี้โจวโหยวแห่งภูเขาสุ้ยซานก็ส่งกระบี่บินมาที่ศาลบรรพ จารย์ยอดเขาจี้เซ่อ พ่อครัวเฒ่าไม่กล้าเพิกเฉยจึงอ่านจดหมายลับ ดู เหมือนว่าโจวโหยวจะกาลังเตือนเจ้าขุนเขาว่าอย่าลืมคาสัญญา บางอย่างของตัวเอง เชื้อเชิญให้เจ้าขุนเขาไปเยือนภูเขาสู้ยซานรอบ หนึ่งเร็วๆ นี้เพื่อพูดคุยเรื่องบางเรื่องกันต่อหน้า ภายในสามวันก็ได้ หากกิจธุระของต้าหลีหนักหน่วงจนปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ ก็รีบแจ้งให้ รู้ เขาโจวโหยวก็สามารถเดินทางไกลมาเยือนแจกันสมบัติทวีปได้ เช่นกัน
นอกจากนี้การผสานมังกรของน่านน้าสองช่วงที่เป็ นกุญแจ สาคัญที่สุดของใบถงทวีปทุกเรื่องล้วนยากที่การเริ่มต้น เวลานี้ สามารถพูดได้ว่าเป็ นการเริ่มต้นที่ดี พรรคทั้งหลายอย่างสานักกุย หยกคิดอยากจะให้เจ้าขุนเขาไปปรากฏตัวที่นั่นสักหน่อย เรื่องที่ คล้ายคลึงกันนี้เจ้าสานักชุยได้ส่งจดหมายมานับไม่ถ้วนแล้ว จดหมายบางส่วนยับย่น ช่วงท้ายของจดหมายเจ้าสานักชุยบอกไว้ อย่างชัดเจนว่านี่เรียกว่ารอยน้าตา ก่อนหน้านี้ถูกพ่อครัวเฒ่าใช้ ถ้อยคาบ่ายเบี่ยงให้ผ่านพ้นไปได้ แต่พ่อครัวเฒ่ารู้สึกว่าการผสาน มังกรของลาน้าใหญ่คือเรื่องใหญ่ ช่วงนี้เจ้าขุนเขาควรปลีกตัวไปที่ ใบถงทวีปสักรอบ ไปกลับอย่างรวดเร็ว ต่อให้คิดว่าไปผ่อนคลาย อารมณ์ก็ถือว่าไม่เลว