กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 48.1 เสียงจักจั่น เสียงนกและเสียงฟ้าร้อง
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 48.1 เสียงจักจั่น เสียงนกและเสียงฟ้าร้อง
ประตูไห่ไต้ที่ในอดีตเคยควบคุมดูแลการจัดเก็บภาษีของเก้า เมืองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ลาคลองชางผู้ที่มีกลิ่นหอมของสุราลอยมาทุก คืน พวกมันได้เป็ นพยานให้กับการลุกผงาดและความรุ่งเรือง แข็งแกร่งของราชสานักต้าหลี ก่อนหน้านี้เปลี่ยนจากแคว้นใต้อาณัติ มาเป็นแคว้นเหนือหัว กระทั่งเป็นหนึ่งแคว้นก็คือหนึ่งทวีป ต้าหลีแต่ละ ยุคสมัย ในที่ว่าการฝ่ายบุ๋นมีอัครเสนาบดีที่ขึ้นชื่อ บนสนามรบก็มีแม่ ทัพใหญ่แห่งชายแดน ล้วนเป็นผลจากการหล่อหลอมความสง่างาม ทางวรรณศิลป์ และความเอื้อเฟื้ อใจกว้างที่ผสานกันอย่างลงตัว บัณฑิตถือเอาการที่เช้าเป็นเพียงลูกชาวบ้านธรรมดา เย็นได้ก้าวขึ้น สู่ท้องพระโรงของฮ่องเต้เป็ นความภาคภูมิใจ ส่วนครอบครัวสามัญ ชนก็ยกย่องการที่ลูกหลานเข้ารับราชการทหารเป็ นเกียรติประจา ตระกูล ประหนึ่งว่าในแผ่นดินต้าหลีตลอดร้อยปี ไม่ว่าราชสานักหรือ ราษฎรต่างก็ช่วงชิงลมหายใจแห่งศักดิ์ศรีกันอย่างถ้วนหน้า
เผยเม่าพาลูกชายเดินไปริมฝั่ งของลาคลองชางผู้ที่เจริญรุ่งเรือง ความแตกต่างของอายุ ประสบการณ์ สถานะและวิสัยทัศน์ล้วนทาให้ พ่อลูกคู่นี้พิจารณาถึงปั ญหาที่แตกต่างกัน ต่อให้เป็นเรื่องเดียวกัน ดี และร้าย ถูกและผิด เกรงว่าความเห็นของพ่อลูกก็น่าจะต่างกันราวฟ้า กับเหว
สุดท้ายเผยจิ่งถามเรื่องที่อยู่ในใจว่า “ท่านพ่อ ครั้งนี้ที่ฝ่ าบาท เดินทางไปลงนามสัญญาที่อุตรกุรุทวีป ทว่าเวลาอย่างนี้ราชครูกลับ เรียกท่านมายังเมืองหลวงที่ฆ่าคนไม่เห็นเลือด ราชครูจะเล่นงานท่าน หรือไม่?”
เผยเม่าพยักหน้า ในที่สุดลูกชายที่อายุยังน้อยอยู่มากก็ไม่ ระมัดระวังมากขนาดนั้นอีกแล้ว ยิ้มเอ่ยว่า “เชือดไก่ด้วยมีดฆ่าวัว หากจะบอกว่าราชครูเล่นงานเฉพาะเผยเม่าคนเดียวก็ประเมิน ชื่อเสียงและคุณความชอบของตัวเองสูงเกินไป ประเมินกลอุบายและ วิธีการของราชครูเฉินต่าเกินไป”
เผยจิ่งได้ยินแล้วในใจก็พลันเศร้าสลด ขุนนางบุ๋นอายุน้อยผู้นี้ยิ่ง กลัวว่าหากยังถามต่อไป ท่านพ่อจะพูดความจริงที่มีเลือดอาบกว่านี้ ออกมา ก็เลยหันไปถามคาถามที่แยบคายมากยิ่งกว่า “ท่านพ่อ ท าไมเวลาท่านพูดถึงได้ชอบพูดว่า “เผยเม่า” เป็นอย่างไร อย่างไร?”
เผยเม่าอึ้งตะลึง นี่คือคาถามที่ดีจริงๆ
ความเคยชินนี้ถูกปลูกฝั งมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? เผยเม่าคิด ใคร่ครวญอย่างละเอียดคงเป็นเพราะหลังจากที่เผยเม่าตอนเป็นหนุ่ม ได้พูดคุยกับซิ่วหูฉุยซานไม่กี่ครั้งกระมัง?
ก็จริงนะ เวลาที่ชุยฉานพูดก็ชอบเรียกตัวเองว่า “ซุยฉาน” ไม่ใช่ “ข้า”
เผยเม่าเอ่ยเนิบช้าว่า “คงเป็นเพราะพวกเราต่างก็รู้สึกว่าใครใน สายตาของพวกเจ้ากับใครในใจของพวกเรา อันที่จริงมีความห่างกัน อยู่ไม่น้อย”
หยุดไปครู่หนึ่ง เผยเม่าก็พูดกับตัวเองต่อว่า “เพราะพวกเราต่าง ก็มั่นใจในตัวเองมาก มั่นใจจนถึงขั้นที่แทบจะหยิ่งทะนงในตนเอง”
เผยจิ่งพูดด้วยสีหน้าหม่นหมอง “ข้าทาไม่ได้”
เผยเม่าตบไหล่ของลูกชายตัวเอง ยิ้มเอ่ยว่า “เพราะเจ้ายังอายุ น้อย ระดับความเย่อหยิ่งของบุรุษมักจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ หมวกขุนนางบนหัว หรือไม่ก็เงินในกระเป๋ า ความรู้ในท้อง อ านาจ ของคนรุ่นพ่อในตระกูล”
ตอนที่เผยเม่ายังหนุ่ม อยู่ในวงการขุนนางเมืองหลวงก็เรียกได้ว่า ได้รับความโปรดปรานอย่างลึกซึ้ง เป็นที่ดึงดูดสายตาผู้คน ทุกวันนี้ คนอย่างพวกหงจี้ ผู้บัญชาการณ์แห่งที่ว่าการเหนือ กลายมาเป็ น แขนซ้ายขวาของโอรสสวรรค์ นี่ผ่านเวลามาแค่กี่ปีเอง ทุกวันนี้หงจี้ อายุมากแค่ไหนกันเชียว?
คนหนุ่มอย่างพวกหยางส่วง ทุกวันนี้ต่างก็เลื่อนขั้นเป็ นขุนนาง น้าใสในราชสานัก แต่ก่อนที่เผยเม่าจะรับหน้าที่เป็ นผู้กากับดูแล ประตูไห่ไต้ก็เป็ นผู้นาฝ่ ายน้าใสอย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว ภายนอก เนื่องจากวิพากษ์วิจารณ์การปกครองของราชสานักอย่างรุนแรง มี ความคิดเห็นตรงข้าม ตั้งตัวเป็ นปรปั กษ์กับราชครูชุยฉานมาโดย
ตลอด ทาให้อดีตฮ่องเต้กริ้ว เผยเม่ายังเกือบจะถูกปลดออกจาก ตาแหน่งขับไล่ออกจากเมืองหลวง นั่นก็แค่เพราะเผยเม่าเอียนกับการ เป็นขุนนางบุ๋นเต็มทีแล้ว มีปณิธานอยู่ที่การกระโจนเข้าหาความตาย อย่างกล้าหาญบนสนามรบนานแล้ว
ราชครูชุยเคยบอกว่าเชินโจวเหมือนอยู่บนฟ้า
เผยเม่าจึงไปเป็นขุนนางอยู่ที่เชินโจว แล้วยังไปที่ภูเขาที่สูงที่สุด ของเชินโจว จงใจแกะสลักตัวอักษรบนหน้าผาที่ใหญ่ที่สุดไว้ที่นั่น
“นอกจากน าทัพท าสงครามแล้ว งานอดิเรกเพียงหนึ่งเดียวของ ข้าก็คืออ่านต าราประวัติศาสตร์ เคยอ่านต าราประวัติศาสตร์มาเกือบ หมื่นเล่มแล้ว แล้วนับประสาอะไรกับที่ราชสานักต้าหลี เผยเม่าที่เป็น ขุนนางบุ๋นจนได้เป็นผู้นาสายน้าใส ก่อนจะหันไปเป็นแม่ทัพบู๊ที่ได้รับ ตาแหน่งทูตผู้ตรวจการ ตัวเขาเองก็คือหนึ่งในตาราประวัติศาสตร์ เป็นเหตุให้เขาเข้าใจดีว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของยุคสมัยก็หนี ไม่พ้นสถานการณ์สองอย่าง ไม่ว่าจะเป็ นภาวะบ้านเมืองทั้งภายใน และภายนอกที่ย่าแย่จนเหมือนหอใหญ่ใกล้ถล่ม หรือความคิดจะ สร้างหอสูงขึ้นจากพื้นราบใหม่อีกครั้ง ล้วนขึ้นอยู่กับฟ้ าอานวยและ ดินอวยพรที่ผันผวนไม่แน่นอน ไม่ใช่ว่าพลังของคนเพียงคนเดียวจะ สามารถยื้อหรือสร้างให้เกิดขึ้นได้”
“ทุกวันนี้ภาพบรรยากาศของต้าหลีมีมากมายหลากหลาย เจริญ รุ่งเรื่องในทุกๆ วัน แม้กระทั่งราชสานักของแผ่นดินกลางก็ยังกลายมา
เป็นแคว้นใต้อาณัติของต้าหลี แต่ว่า! ตอนนี้พวกเจ้ามองโลกในแง่ดี กันมากแค่ไหน ข้าเผยเม่าก็ยิ่งหวาดกลัวมากเท่านั้น”
“เข้าเมืองหลวงมาประชุมครั้งนี้ ไม่ว่าเจตนาเดิมของเขาคืออะไร ข้าก็ต้องสาดน้าเย็นใส่หน้า พูดจาข่มขวัญให้เขากลัวสักสองสาม ประโยค ข้อดีข้อเสียในการปกครองบ้านเมืองของซุยฉานในอดีต ทุก วันนี้กลับตรงกันข้ามพอดี หากไม่ทันระวัง สะสมข้อเสียไว้มากเกินไป ก็เป็ นอันตรายต่อชีวิต เจ้าเฉินผิงอันคือผู้ฝึกบ าเพ็ญตน อย่างมาก แค่ปั ดก้นจากไปก็ได้แล้วสามารถอธิบายเหตุแห่งความพ่ายแพ้ได้ โดยอ้างฟ้ าอานวยและสถานการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นหรือไม่สิบปีหรือ หลายสิบปีให้หลังออกจากตาแหน่งราชครู ก็มอบให้กับคนอื่น พูด อย่างไพเราะว่าบรรลุความสาเร็จแล้วก็ถอยออกจากต าแหน่ง ทว่า ชาวบ้านของต้าหลีในพื้นที่ร้อยมณฑลของ “ปีนั้น” ในอนาคต จะไป ร้องทุกข์กับใคร? ไปโขกหัววิงวอนที่ภูเขาลั่วพั่ว ขอให้เขาออกมา จากภูเขา กอบกู้ทั้งวิถีแห่งโลกและจิตใจผู้คน ใช้เพียงมือเดียวค้าฟ้ า สร้างต้าหลีขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างนั้นหรือ?!”
ในหัวของเผยจิ่งสับสนมึนงงไปหมด
“เผยจิ้ง จาไว้นะ! สามารถพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่อาจพูด ไม่กล้า พูด ไม่ได้บอกว่าให้เจ้าเอาอย่างพวกคนฉลาด เอ่ยคาพูดยิ่งใหญ่ คาพูดประหลาดที่เป็นการสร้างชื่อเสียงจอมปลอม ข้าเผยเม่าดูแคลน มาตลอด”
ในที่สุดเผยจิ่งก็เปิดปากพูดเสียงเบาว่า “ท่านพ่อ หากราชครู เฉินมีความใจกว้างและสามารถให้อภัย หรือในใจมีค าตอบอยู่นาน แล้ว ไยท่านต้องพูดเยอะ หากราชครูเฉินไม่ฟั งค าแนะน า ไยท่านต้อง พูดอีกเล่า…”
อีกอย่างอีกไม่นานก็จะมีคนกลุ่มใหญ่ไปก่อเรื่องที่หน้าประตูจวน ราชครูแล้ว ในช่วงเวลาเช่นนี้ ทูตผู้ตรวจการคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าเมือง หลวงมา ข้าหลวงประจาชายแดนที่ได้กุมอานาจทางการทหาร กลับมาสาดน้าเย็นใส่หน้า พูดจาปลุกปั่ นยุยง บอกว่าชะตาแคว้น ของต้าหลีที่กองกาลังแคว้นกาลังโชติช่วงมีความเป็นไปได้อย่างมาก ที่ชีวิตจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายบนกามือของเจ้าเฉินผิงอัน…..ท่านพ่อ ท่านจะให้จวนราชครูมองอย่างไร ท่านจะให้ราชสานักคาดเดา อย่างไร ท่านจะให้ฮ่องเต้ท าอย่างไร ท่านจะให้ราชครูเฉินคิดอย่างไร?
เผยเม่ามองลาคลองชางผูแล้วพึมพาว่า “ทุกมุมที่ร้างผู้คนบน เส้นทาง ได้ก่อเกิดจิตใจอันยิ่งใหญ่และกว้างไกลดุจแม่น้าและ ทะเลสาบ”
ในยุครุ่งเรืองที่เสียงเสื้อเกราะดังกระทบกัน ภาพที่น่าจดจาที่สุด คือยามมองเห็นภูเขาจากบนหลังม้า สีเขียวขจีชุ่มชื่นราวจะหยดลง มา และดอกไม้บนภูเขาบานสะพรั่งดุจเปลวไฟ
……
ในสถานที่ที่ถูกชาวบ้านเรียกด้วยภาษาบ้านๆ ว่าตาหนัก จินหลวน แขกไม่ได้รับเชิญคนนั้น เวลานี้ยืนอยู่ข้างเก้าอี้
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ยว่า “ว่ามาเถอะ สหายฉุนหยางให้เจ้านาความ อะไรมาบอกข้า”
บุรุษคนนั้นเบ้ปาก “นักพรตไปถึงที่แห่งนั้นของข้า ก็พิถีพิถันใน เรื่องเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ไม่สะดวกจะใช้ฉายาเก่าว่า “ฉุนหยาง” ชื่อเดิมว่า “หลวี่เหยียน” ในการท่องโลกปั จจุบัน คงเป็น เพราะเขาเพิ่งเคยเหยียบย่างไปในอารามเป็นครั้งแรก คัมภีร์เล่มแรก ที่เปิ ดอ่านคือหลิงเป่ าจิง ก็เลยตั้งชื่อใหม่ให้ตัวเอง ชื่อว่าหลวี่ต้ง เสวียน”
เฉินผิงอันพยักหน้า “น่าสนใจ เป็นชื่อที่ดี”
บุรุษมองราชครูที่เอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยว่า “เขา ให้ข้านาความมาบอกเจ้าจริง ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่บอกเจ้าว่าไม่ ต้องรีบร้อนไปปกป้ องมรรคา บอกว่ารอให้ในอนาคตเขาไปที่แท่น พิฆาตมารในภูเขามังกรพยัคฆ์ หลวี่ต้งเสวียนก็กลายเป็ นฉีเสวียน เจินเจ้าค่อยไปก็ยังไม่สาย ยังบอกอีกว่าหวังว่าการปกป้ องมรรคาที่ เหมาะกับการพิศมองอยู่ไกลๆ มากที่สุดครั้งนี้ ทางที่ดีที่สุดจะกลาย มาเป็นอารามเต๋าแห่งหนึ่งของเจ้าขุนเขาเฉิน”
เดิมทีเขานึกว่า “บินทะยาน’ มาถึงที่นี่จะได้เห็นหอคอยแก้วและ วังวิมานที่สูงลอยเหนือทะเลเมฆ เปล่งประกายงดงามอร่ามด้วยทองคา
และหยก มีเหล่าเซียนที่ดารงประจาตาแหน่ง…ผลคือไม่ได้ต่างจาก บ้านเกิดเท่าใดนัก ตลาดก็คือตลาด ราชสานักก็คือราชสานัก แต่คา ว่าผู้ฝึกตนทาเนียบก็เป็นวิชาเซียนที่สามารถเรียกลมเรียกฝนได้จริง
เฉินผิงอันถามคาถามที่เป็นกุญแจสาคัญ “ความเร็วในการไหล รินของแม่น้าแห่งกาลเวลาที่บ้านเกิดเจ้าเป็นอย่างไร?”
บุรุษเงียบไม่ตอบ
เฉินผิงอันถาม “คืดความลับสวรรค์ที่มิอาจแพร่งพรายหรือ?”
บุรุษถามอย่างอัดอั้น “เจ้าอธิบายมาก่อนว่าอะไรคือแม่น้าแห่ง กาลเวลา?”
เฉินผิงอันพลันพูดไม่ออก
บุรุษหัวเราะ เอ่ยว่า “ในเมื่อผู้ฝึกตนในตาราอย่างพวกเจ้าท่องไป ในใต้หล้าต่างก็ชอบใช้นามแฝง ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ข้าก็จะเข้าเมืองตา หลิ่วหลิ่วตาตาม ใช้ชื่อปลอมว่าหวงหลงซื่อวันหน้าก็ไม่เปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าเรื่องของฉายาค่อยว่ากันอีกที”
เฉินผิงอันหรี่ตาลง ส่ายหน้า “เจ้าคนนี้ ไม่ใช่คนซื่อเลย”
บุรุษที่ตั้งชื่อให้ตัวเองว่าหวงหลงซื่อร้องเอ๊ะ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ถึงกับถูกเจ้ามองทะลุ ปรุโปร่งเลยหรือนี่”
เขาจ้องเขม็งมาที่เฉินผิงอันด้วยสายตามีเลศนัย บุรุษ “ต่างถิ่น” คนหนึ่งที่บอกว่าไม่รู้จักแม่น้าแห่งกาลเวลา เอ่ยชื่นชมจากใจจริง
ก่อนประโยคหนึ่งว่ามีความคิดแปลกใหม่ที่ชาญฉลาดและไม่เหมือน ใคร นักพรตหลวี่เหยียนพูดจริงเสียด้วย เจ้าร้ายกาจจริงๆ จากนั้นเขา ก็ค่อยถามคาถามเรื่องการฝึ กตนที่ลึกซึ้งระดับผู้เชี่ยวชาญ “เจ้า สามารถใช้ใจของคนอื่นมาพิสูจน์วิถีแห่งสวรรค์ได้จริงหรือ?”
เห็นเฉินผิงอันไม่พูดไม่จา เขาก็ซักไซ้ต่อด้วยท่าทางบีบคั้น “ถ้า อย่างนั้นใจของเจ้าอยู่ที่ไหนเล่า?”
ขุนนางผู้มีอานาจของต้าหลีอย่างหงจี้ ขอแค่ออกไปข้างนอกก็ จะต้องมีองค์รักษ์คอยติดตามอย่างลับๆ เพื่อป้องกันการลอบฆ่า
แม้จะบอกว่างานพิธีแต่งตั้งราชครูได้จัดการกับสายลับและนักรบ เดนตายที่แคว้นอื่นส่งมาแฝงตัวในเมืองหลวงไปหมดแล้ว แต่ก็ยากจะ รับประกันว่าจะไม่มีปลาหลุดลอดหว่างแหไปตัวสองตัว นับประสา อะไรกับที่ก็ไม่ควรคิดว่าราชสานักต้าหลีและเหล่าชนชั้นสูงจะมือ สะอาดกันมากด้วย ด้วยการกระทาช่วงที่ผ่านมาของหงจี้กับที่ว่าการ เหนือ บอกว่าสวรรค์เกรี้ยวกราดคนเดือดดาลก็ไม่เกินจริงเลย
ยกตัวอย่างเช่นพ่อตาบ้านดองคนนั้นเพิ่งจะส่งจดหมายฉบับหนึ่ง มายังที่ว่าการเหนือในจดหมายไม่ได้พูดเรื่องที่ต้องระวังอะไรกับหงจี้ แค่พูดคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป บอกกล่าวให้รู้ว่าสบายดีเท่านั้น แต่ เจ้าขุนเขาสานักศึกษาในท้องถิ่นท่านนี้ หากใช้คากล่าวของราชครู เฉินก็คือปั ญญาชนบ้านนอกคนหนึ่ง จดหมายที่ส่งมาครั้งนี้ได้แนบ ผลงานการเขียนพู่กันจีนเมื่อไม่นานมานี้มาด้วยสองฉบับ หนึ่งในนั้น คือ “บทความเรื่องไผ่เขียวดีดกล้วยหวาน ที่เขียนด้วยตัวอักษรข่ายซู
ส่วนบท “ค้างแรมที่หาดหลงกงถาน” ของอาจารย์ผู้เฒ่าหันแห่ง ศาลบุ๋น กลับเขียนด้วยตัวอักแบบหวัด
หงจี้ทั้งซาบซึ้งทั้งอ่อนใจ ซาบซึ้งที่พ่อตาบ้านดองท่านนี้เปรียบ เปรยตนเหมือนไผ่เขียวในลานบ้าน ส่วนที่อ่อนใจก็น่าจะเป็ นเพราะ อีกฝ่ ายเตือนตนที่เป็ นบิดาของลูกเขยว่าทาให้ฝูงชนเดือดดาลแล้ว คลื่นลมในวงการขุนนางเมืองหลวงราชสานักต้าหลี ทุกวันนี้ก็ เหมือนกับบท “ค้างแรมที่หาดหลงกงถาน” ของอาจารย์ผู้เฒ่าหัน สถานการณ์ใหญ่กาลังปั่ นป่ วนโหมกระหน่า มีทั้งมังกรน้าผงาด ขึ้นมาท่ามกลางคลื่นลมมรสุม แล้วก็มีเหล่าสัตว์ร้ายอย่างลิงยักษ์ที่ส่ง เสียงแผดร้อง มีความมืดดาของใจคนที่ลึกล้าอันตรายแฝงไปด้วย กลิ่นอายเยียบเย็นชวนขนลุก
เพียงแต่ว่ากิจธุระในบ้านประเภทนี้คงไม่ไปพูดบ่นให้ราชครูเฉิน ฟั งแล้ว หลีกเลี่ยงไม่ให้ตกเป็นที่ต้องสงสัยว่าคร่าครวญร้องทุกข์ ทา ตัวเรียกร้องความสนใจให้คนอื่นสงสาร
แล้วนับประสาอะไรกับที่เห็นได้ชัดว่าราชครูเฉินมีการคาดการณ์ มาก่อนแล้ว จึงให้การดูแลที่ว่าการเหนือเป็ นอย่างดี อย่างเช่นตอน นั้นอยู่ที่ทะเลสาบเหล่าอิงก็เรียกตัวผู้ฝึกยุทธคอขวดขอบเขตยอดเขา อย่างเกาซื่อมาให้กับที่ว่าการเหนือ
แต่ถึงแม้เกาซื่อจะมีตาแหน่งขุนนางที่เอกสารข้อมูลอยู่ในที่ว่า การเหนือ ทว่าตอนนี้เขากลับไม่อยู่ในเมืองหลวง แต่ติดตามหลิ่วซ่วย “ฉวีช่วย” แห่งพรรคอวี่หลงไปทางทิศใต้ด้วยกัน เพื่อสร้างพรรค
สาขาขึ้นมาอีกสองแห่ง หลิ่วซ่วยเองก็เก่งมาก พา “ผู้ติดตามของ พรรคอวี๋หลง” ไปด้วยกันหลายคน นอกจากท่านหกหลิวเหลียนแล้ว ก็ยังมีรัชทายาทสององค์ที่ในเอกสารผ่านด่านเขียนไว้ว่าเฉาเลวี่ย กับหลูจวินไปด้วย ซึ่งชื่อจริงของพวกเขาคือเฉาอิงแห่งต้าตวน และหลูจวินแห่งต้าหยวน
ในความเห็นของผู้ฝึกตนบนภูเขา น้าในแม่น้าและทะเลสาบไม่ แน่เสมอไปว่าต้องลึกแต่น้านั้นต้องขุ่นมากอย่างแน่นอน
ต้องให้เกาซื่อติดตามไปด้วยจริงๆ ได้ยินมาว่าดาบวิเศษ ‘ลวี่เยา” ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษซึ่งปรมาจารย์วิถีวรยุทธท่านนี้พกไว้ตรง เอวสามารถสังหารเซียนดินได้เหมือนหั่นก้อนเต้าหู้
ผู้บังคับกองของที่ว่าการเหนือสองคนที่รับผิดชอบขวางทางเวลา นั้น ฉินเปียวได้เลื่อนขั้นเป็นรองแม่ทัพของลี่โจวแล้ว ส่วนซือถูเตี้ยน อู่หลังจากนี้ก็ย่อมต้องมีวาสนาของตัวเอง ต่อมาก็คือมื้ออาหารใน วันนี้ หงจี้รู้ถึงระดับความสูงยามที่ตัวเองต้องปลดประจาการออกจาก วงการขุนนางต้าหลีในอนาคตแล้ว นั่นคือได้เป็ นผู้สาเร็จราชการ แทนภาคไหวหนันคนแรกคือข้าหลวงใหญ่ประจ าชายแดนในกลุ่ม ข้าหลวงใหญ่ประจ าชายแดน
นี่ก็น่าจะเป็ นทฤษฎีผลงานอันเป็ นรูปธรรมที่สืบทอดมาจาก ราชครูชุย มีคุณความชอบแล้ว ผล ตอบแทนก็มักจะเห็นผลได้ทันตา ไม่ต้องให้คนคอยนาน
องครักษ์สองคนของหงจี้ คนหนึ่งอยู่ในมุมสว่าง อีกคนหนึ่งอยู่ใน มุมมืด
เขาผงกศีรษะให้กับองครักษ์แห่งที่ว่าการเหนือคนที่เดินเข้ามา ใกล้
หงจี้ขยี้ใบหน้าตัวเองแรงๆ
นอกจากจดหมายลับที่ส่งมาจากพ่อตาบ้านดองซึ่งเนื้อหาสุภาพ และจริงใจแล้ว อันที่จริงบุตรชายอย่างหงหลิ่นก็ส่งจดหมายมาให้ ฉบับหนึ่ง ตัวอักษรเรียบง่ายตรงไปตรงมา
ความหมายคร่าวๆ ก็คือให้บิดาอย่างเขาเป็นขุนนางใหญ่ไปให้ดี เขาหงหลิ่นเองก็จะเป็นขุนทางเล็กของตัวเองให้ดี ขอแค่พวกเขาต่าง ก็เป็ นขุนนางที่ดี เมื่อถามใจตัวเองแล้วก็จะไร้ซึ่งความละอาย ใน จดหมายหงหลิ่นยังบอกด้วยว่าต่อให้ชีวิตนี้เขาต้องตายอยู่ที่หลง โส่วหยวน ก็ถือว่าไม่เสียเปล่าที่ได้เป็ นขุนนางมา บอกให้บิดาที่อยู่ เมืองหลวงรักษาสุขภาพให้ดี ดื่มเหล้าให้น้อย ช่วงท้ายของจดหมาย บอกว่าหากวันไหนมีเวลาว่างก็ให้บิดาแวะมาดูที่หลงโส่วหยวน เขาจะ ไม่ท าให้บิดาอับอายอย่างแน่นอน ประโยคสุดท้ายลูกชายของเขา ขุนนางหนุ่มแห่งราชสานักต้าหลี นายอาเภอแห่งหลงโส่วหยวนได้ แสดงให้เห็นว่า ค าว่า “ปณิธาน” ของเขสประหนึ่งลมแรงที่กระโชก พัดใบหน้า
“ข้าต้องการให้ชาวบ้านของหลงโส่วหยวน จดจาหงหลิ่นไปนาน ห้าสิบปี ร้อยปี ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ ผู้หญิง เด็กหรือคนอ่อนแอ ขอแค่ พูดถึงชื่อหงหลิ่นก็จะต้องยกนิ้วโป้งให้บอกว่าเป็นขุนนางที่ดี!”
หงจี้ทั้งปลาบปลื้มทั้งสงสาร รู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองผิดต่อลูกชาย หากไม่เป็นเพราะถูก “หงจี้แห่งที่ว่าการเหนือ’ และ ‘คนสนิทของโอรส สวรรค์” ถ่วงรั้งให้เดือดร้อน ก็ไม่แน่เสมอไปว่าหงหลิ่นจะต้องเสียเวลา อยู่ในตาแหน่งของนายอาเภอเช่นนี้ คนที่มีชีวิตรอดมาได้จาก สถานการณ์ความเป็นความตาย เป็นขุนนางของต้าหลี ไม่อนุญาต ให้ตัวเองใช้อานาจโดยลาเอียงเพื่อประโยชน์ส่วนตน แลกเปลี่ยน ผลประโยชน์กับผู้สูงศักดิ์ที่อยู่เบื้องหลัง แต่ในฐานะบิดา มีหรือจะไม่ คิดถึงอนาคตของลูกชาย
ห่างไปไกล ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กวาดตามองไปรอบข้างถอน หายใจไม่หยุด ที่นี่ก็คือลาคลองชางผูหรือ น่าเสียดายที่ภรรยาของ ตนไม่ได้ตามมาที่เมืองหลวงด้วย
ข้างกายของเขามีสตรีหน้าตาเฉยเมยคนหนึ่งติดตามด้วย อายุ ไม่น้อยแล้ว แต่หน้าตางดงามมาก
มีผู้ฝึกตนบนภูเขาคนหนึ่งที่มาดื่มเหล้าที่นี่แล้วเชี่ยวชาญเรื่อง การมองลมปราณบังเอิญเดินอยู่ข้างทางเห็นคนผู้นี้ก็ค่อนข้างตก ตะลึง บนร่างมีกลิ่นอายโลหะที่เข้มข้นเหลือเกิน เห็นได้ชัดว่ามีความ เกี่ยวข้องกับศาสตราวุธที่ใช้สังหารผู้คน เพียงแต่ว่าไฉนกลิ่นอายขุน นางถึงได้ชัดแต่ตื้นเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นขุนนางตาแหน่งเล็ก!