กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 47.3 กรงแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าอิสระ
จ้าวเหยาทั้งไม่มีอารมณ์แล้วก็ไม่มีความสนใจที่จะจงใจทาให้ตน ดูเป็นคนน่าใกล้ชิด สาหรับคนที่เข้ามาในวงการขุนนางทีหลังเหล่านี้ การที่เขามาร่วมงานเลี้ยงตามนัด หลักๆ แล้วก็เพราะอยากพูดคุยกับ เฉาฉิงหล่างสองสามประโยค พอดีกับที่จางติ้งและเหยียนอี้ต่างก็อยู่ ด้วย ก็จะหาโอกาสชี้แนะสักหน่อย
จ้าวเหยาคิดว่าหากตนมีลูกศิษย์อย่างเฉาฉิงหล่างจะต้องตั้งใจ อบรมปลูกฝั งเขาอย่างแน่นอน ผ่านการฝึกประสบการณ์ในสานักฮั่น หลินมาแล้ว ต่อจากนี้ก็ควรจะแวะเวียนไปที่กรมคลัง สานักตรวจการ และกั๋วจื่อเจียนได้บ้างแล้ว สุดท้ายไปที่กรมพิธีการ ใช้เวลาสัก สามสิบกว่าปีทาให้อนาคตในการเป็นขุนนาง “สูงส่งและบริสุทธิ์ผ่อง ใส” อย่างถึงที่สุด
แม้จะไม่รู้ว่าท าไมเฉาฉิงหล่างถึงต้องลาออกจากการเป็นขุนนาง ในความคิดของจ้าวเหยาแล้ว ทฤษฎีผลงานอันเป็นรูปธรรมของสาย ชุยฉาน ไม่ต้องสนใจเรื่องการหลีกเลี่ยงคาครหาอะไรมากที่สุด ใน เมื่อเป็ นลูกศิษย์ของเฉินผิงอัน อีกทั้งยังเป็ นขุนนางของฮั่นหลินที่มี ภูมิหลังมาจากการสอบเคอจวี่อย่างเป็นทางการ ก็ควรจะเดินขึ้นสู่ที่ สูงไปทีละก้าวอยู่ในราชสานักต้าหลี เป็นขุนนางใหญ่ สร้างคุณูปการ
ใหญ่ ทิ้งชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ แสวงหาสามอมตะ…ทว่าแต่ละคนต่าง ก็มีปณิธานต่างกันไป ไม่จ าเป็นต้องบังคับฝืนใจ
เสียงคนห้องข้างดังเอะอะ หยางส่วงเผยสีหน้าลาบากใจ กลัวว่า รองเจ้ากรมเหยาจะไม่สบอารมณ์ หวังชินรั่วแสร้งทาเป็นไม่เห็นไม่ได้ ยิน แต่ในใจกลับสั่นเหมือนรัวกลอง
ชั้นสอง กวนอี้หรานมากินข้าวที่นี่ เพื่อนรักหลายคนมาฉลองที่ เขาได้เลื่อนขั้นขุนนางอีกเดี๋ยวก็ต้องออกจากเมืองหลวงไปรับหน้าที่ ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมพูดเหน็บแนมว่าท าไมถึงไปสถานที่อย่างจวี่โจว ความสัมพันธ์ของพวกเขาคล้ายคลึงกับความสัมพันธ์ระหว่างผีขี้ เหล้าเฉาเกิงซินกับหันอี เหวยฉง ล้วนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก พอเติบ ใหญ่ก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันซึ่งไม่ได้ยิ่งเดินก็ยิ่งห่างกันไปไกล
กินข้าวอยู่ที่ชั้นสอง เดิมทีก็ไม่ได้ต่างจากชั้นสามสักเท่าไร คิด ไม่ถึงว่าพวกเขาจะมาเจอกับ “พื้นที่ฮวงจุ้ยมงคล” ไม่รู้ว่าแขกที่อยู่ใน ห้องของชั้นบนพูดคุยกันถึงเรื่องที่น่าสนใจอะไร ถึงได้ชอบกระทืบเท้า กันบ่อยๆ พวกกวนอี้หรานที่อยู่ด้านล่างจึงเหมือนถูกฟ้ าผ่าลงเหนือ หัวอย่างไรอย่างนั้น
กวนอี้หรานสีหน้าเป็นปกติ แค่ทาเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น อะไรที่ ควรกินก็กิน อะไรที่ควรดื่มก็ดื่ม แต่คนวัยเดียวกันหลายคนที่นั่งร่วม โต๊ะล้วนเป็นคนหนุ่มมากความสามารถที่วางตัวเป็นนายท่านใหญ่อยู่ ในเมืองหลวงมาจนชิน ไม่ว่าจะเป็นการอบรมสั่งสอนจากทางตระกูล ที่เข้มงวด กฎระเบียบที่จริงจังก็ดี หรือจะป็ นการบ่มเพาะตัวเอง ได้
ประสบการณ์ความรู้ที่ขัดเกลามาก็ช่าง เวลาปกติพวกเขาก็ไม่ทา เรื่องอย่างการใช้อานาจรังแกคนอื่นอยู่แล้ว ถึงขั้นที่ว่าคนที่พวกเขาดู แคลนที่สุดก็คือคนที่ออกมานอกบ้านชอบใช้สมัญญานามของบรรพ บุรุษ ใช้ยศขุนนางของบิดามาโอ้อวดพวกนี้ แต่พวกเขากลับไม่ใช่ คนที่จะยอมรับความไม่เป็ นธรรมอย่างเด็ดขาด แล้วจะทนรับ เหตุการณ์ที่ขุ่นข้องหมองใจแบบนี้ได้อย่างไร นับประสาอะไรกับที่ พวกเขายังเป็นฝ่ายมีเหตุผลด้วย
ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหวเงยหน้าขึ้น ยิ้มด่าไปประโยคหนึ่งว่า “นี่ ถือเป็นการขุดดินบนหัวเทพไท่สุ้ยหรือไม่?”
คนหนุ่มที่อยู่ใกล้กับประตูมากที่สุด นั่งอยู่ตรงกันข้ามกับกวนอี้ หราน ชื่อว่าจ้าวหยวนฮุ่ย เขารีบวางตะเกียบลงทันที ถามหยั่งเชิงว่า “ข้าจะไปบอกเหวยฉง ให้เขาช่วยเตือนพวกแขกที่อยู่ห้องด้านบนให้ สารวมกันหน่อยดีไหม?”
พ่อตาของเขาคือคนรวยอันดับหนึ่งในเว่ยโจว ตัวเขาเองก็เป็นตู ชื่อขั้นเจ็ดชั้นเอกของกองจิงขี่สานักตรวจการ อายุแค่สามสิบต้นๆ เท่านั้น
จ้าวหยวนฮุ่ยก็แค่อยู่ในห้องนี้ถึงได้ดูไม่สะดุดตา เขาเคยพา ภรรยาเข้าร่วมงานเลี้ยงที่คล้ายคลึงกันนี้อยู่ครั้งหนึ่ง ภายหลังนางก็ ไม่ยินดีจะไปร่วมวงความครึกครื้นแล้ว บอกว่าตัวเองไม่กล้าพูด
แม้ว่านางจะบุตรสาวคนเดียวของพ่อค้ารายใหญ่ในท้องถิ่น ของต้าหลี แน่นอนว่าไม่อาจพูดได้ว่าไม่เคยเจอโลกกว้างมาก่อน แต่ หลายๆ เรื่องนางก็ยังไม่อาจเข้าใจสามีได้ ทางฝั่ งของเว่ยโจวที่เป็ น บ้านเกิดก็มีลูกหลานตระกูลชนชั้นสูงที่เป็นขุนนางอยู่หลายคน ออก จากบ้านมาอยู่ข้างนอก กลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร แต่จ้าว หยวนฮุ่ยกลับตรงกันข้าม ดูเหมือนเขาจะกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าเขาคือ ใครมากกว่า
จ้าวหยวนฮุ่ยเองก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้นางฟั งอย่างละเอียด แค่ เอ่ยประโยคหนึ่งว่าหากไม่ทาเช่นนี้ก็ไม่อาจกินข้าวชามของสานัก ตรวจการได้
สานักตรวจการในประวัติศาสตร์ของต้าหลี เรียกได้ว่าสะกดข่ม ขวัญของขุนนางทั้งปวง ใครเห็นก็ต้องหวาดกลัว ก็แค่เกือบยี่สิบปีมา นี้ที่ไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนนัก อันดับแรกก็ถูกกรมอาญาแบ่ง อานาจไป ทุกวันนี้ยังถูกที่ว่าการเหนือแย่งชิงความมีหน้ามีตาไปอีก สืบสาวราวเรื่องกันแล้วคงเป็ นเพราะหยวนฉงที่เป็ นคนดูแลสานัก ตรวจการไม่แข็งกร้าวมากพอ คนผู้หนึ่งบรรลุธรรม หมาและไก่ก็ พลอยได้ขึ้นสวรรค์ ที่พูดนี้ไม่ได้หมายถึงแค่บนภูเขาเท่านั้น
กวนอี้หรานคีบอาหารให้กับเพื่อนรักที่อยู่ข้างกาย ยิ้มเอ่ยว่า “หยวนฮุย ช่างเถอะ กินกันจนจะอิ่มแล้ว อย่าให้เถ้าแก่เหวยต้อง ล าบากใจเลย”
จ้าวหยวนฮุ่ยมีนิสัยหนักแน่นมั่นคงจึงไม่ได้เอ่ยอะไรแม้แต่ครึ่งคา ในใจเกิดเป็นความสงสัย รู้สึกว่ากวนอี้หรานเหมือนจะโปรดปรานเถ้า แก่เหวยฉงที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กันเลยผู้นี้อย่างไม่สมเหตุสมผล เท่าใดนัก?
กวนอี้หรานคร้านจะสนใจพวกลูกค้าร้านเหล้าที่ส่งเสียงดังเอะอะ เพราะดื่มจนเมามายแล้ว แล้วก็ไม่ยินดีจะให้เกิดปั ญหาแทรกซ้อนใน ตอนที่เป็นช่วงเวลาสาคัญเช่นนี้
เพราะก่อนที่จะไปรับหน้าที่ที่จวี่โจว พรุ่งนี้เช้าเขายังต้องไปที่จวน ราชครูรอบหนึ่ง หลิวสวินเหม่ยเองก็เช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้พวกเขา เจอกัน หลิวสวินเหม่ยถามอย่างระมัดระวังว่าครั้งนี้จวนราชครูเรียก พบพวกเขา รู้หรือไม่ว่าเป็ นเรื่องอะไร กวนอี้หรานเองก็มีมึนงง เหมือนกัน บอกไปตามสัตย์จริงว่าเขาไม่รู้สาเหตุ หลิวสวินเหม่ยเห็น ว่าเขาไม่เหมือนจงใจปิดบังความจริงจึงยิ้มด่าขาๆ ไปว่า ต้องโทษเจ้า กวนอี้หราน หากไม่เป็ นเพราะเจ้าคือว่าที่ผู้ว่าของหนึ่งมณฑลอย่าง แน่นอนแล้ว ถ้าอย่างนั้นเขาก็ยังฝั นหวานว่าจะได้เลื่อนขั้นได้บ้าง
ส่วนลึกในใจของกวนอี้หรานไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายนัก ลาง สังหรณ์บอกกับเขาว่าการประชุมในจวนราชครูวันพรุ่งนี้จะต้องเป็ น ด่านด่านหนึ่งสาหรับพวก “กวนอี้หราน หลิวสวินเหม่ย” แห่งราช สานักต้าหลีแน่นอน
ขุนนางที่มารับหน้าที่ใหม่ไฟแรงสามกอง หากจะบอกว่ากองแรก คือเซียนกระบี่มากมายเหมือนก้อนเมฆจากภูเขาลั่วพั่วที่มาเยือน
เมืองหลวงต้าหลี งานพิธีการครั้งหนึ่งทาให้ใจคนของราชสานักต้า หลีกลับมารวมเป็นหนึ่งได้อีกครั้ง ที่ว่าการเหนือที่ทาให้วงการขุนนาง ต้าหลี่วุ่นวายอลหม่านก็คือกองที่สอง ถ้าอย่างนั้นกองที่สามก็มีความ เป็นไปได้มากว่าจะเผา “ที่พึ่ง” ทั้งหมดไป
ฮ่องเต้เดินทางข้ามทวีปไปลงนามทาสัญญา คือการ “ปล่อย อานาจสาคัญตกไปอยู่ในมือผู้อื่น” ที่รู้กันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยมาก ที่สุด ปล่อยให้จวนราชครูและเฉิ นผิงอันกระทาการล้าเส้นที่ ด าเนินการอย่างเด็ดขาดและกล้าหาญ?
กวนอี้หรานคิดไปถึงบนโต๊ะสุราของปี นั้นอย่างไร้เหตุผล นัก บัญชีแห่งเกาะชิงเสียที่มาจากทะเลสาบซูเจี่ยนคนนั้นขึ้นมาบนฝั่ ง แล้ว ยิ่งเขาดื่มเหล้า ยิ่งดื่มเข้าไปมากเท่าไร คนหนุ่มที่พฤติกรรม หลังจากดื่มเหล้าดีมากถึงกับดวงตายิ่งสว่างไสวมากเท่านั้น
แขกของสองห้องลุกออกจากงานเลี้ยง ออกจากห้องมายืนอยู่ที่ ระเบียง สองฝ่ายมองสบตากัน
ด้านหนึ่งมีกวนอี้หรานเป็นผู้นา ล้วนเป็นลูกหลานขุนนางที่ชาติ ก าเนิดโดดเด่น พวกเขาออกมาจากเหลาสุรา สถานที่ที่ต้องการไป หากไม่ใช่ตรอกอี้ฉือก็เป็ นถนนฉือเอ๋อร์ อีกด้านหนึ่งกลับค่อนข้าง ซับซ้อนแล้ว มีทั้งผู้ฝึกตนของศาลลมหิมะอย่างโจวกัง ว่าที่เจ้าของ เรือกระบี่ลาหนึ่งในอนาคต แล้วก็มีผู้ที่มีทาเนียบอยู่บนภูเขาซึ่งอยู่ดีๆ ก็ได้เข้ามาอยู่ในวงการขุนนางอย่างแยนโย่ว และยังมีขุนนางเล็กอีก
สองคนของอาเภอเจียอวี๋ที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวง ซ่งเหวินซิ่วผู้ช่วย นายอ าเภอและลู่ฮุยมือปราบประจ าอ าเภอ
ต่อให้จะจากวนอี้หรานได้ โจวก้งก็ยังลังเลอยู่เล็กน้อย ยังคง ไม่ได้เอ่ยอะไร
กลับเป็นกวนอี้หรานที่เป็นฝ่ ายขยับเท้าเดินเข้าไปหา ยกมือกุม คารวะ ยิ้มเอ่ย “คารวะเจ้าของเรือโจว”
โจวก้งรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง รู้จักตนด้วยหรือ? ตามหลักแล้ว พวกเขาสองคนมีความสัมพันธ์ที่ไกลห่างไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด
พูดจากใจจริง เขาหวังให้ราชสานักต้าหลีมีลูกหลานชนชั้นสูง อย่างกวนอี้หรานยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งพวกเขาเป็นขุนนางใหญ่เท่าไรก็ยิ่งดี มากเท่านั้น ต้าหลีถึงจะสามารถเดินขึ้นสู่ที่สูงได้
ในเมื่อไม่ได้แสร้งทาเป็นมองไม่เห็น โจวก้งจึงช่วยแนะนาสหาย ของตัวเอง จ้าวหยวนฮุ่ยที่เดิมทีก็ความคิดละเอียดรอบคอบ ทั้งยัง ได้รับการอบรมบ่มเพาะอย่างดีมาจากสานักตรวจการ เพียงไม่นานก็ ค้นพบรายละเอียดอย่างหนึ่งที่ยากจะสัมผัสได้ ทางฝั่ งของโจวก้งคน ที่มีความหยิ่งทระนงลึกไปถึงกระดูกที่สุด อีกทั้งยังสามารถซุกซ่อน ความหยิ่งนี้ได้เป็นอย่างดี ถึงกับเป็นมือปราบประจาอาเภอที่ชื่อว่าลู่ ฮุยผู้นั้น
เหล้ามื้อหนึ่ง ดื่มกันอย่างสาราญใจ เกาซิวอารมณ์ดีมาก ต่อให้ ไม่พูดถึงธุระสาคัญคิดแค่ว่าได้รู้จักเพื่อนใหม่สองคนนี้ก็ไม่ขาดทุน แล้ว
โจวเสวียนไจ่และหม่าอี้เซี่ยนค่อนข้างถูกชะตากัน เด็กหนุ่มดื่ม ไม่เก่ง แต่พฤติกรรมหลังดื่มกลับใช้ได้เลย สุดท้ายเป็ นเกาซิวแบก ศิษย์น้องที่เมามายกลับสานักคุ้มภัย โจวเสวียนไจ่ถูกเปี้ยนเหนียน โถวประคองไปตลอดทาง จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนแม่น้าถาโถมทะเลเชี่ยว กรากวิ่งไปนอนคว่าที่ริมฝั่ ง อาเจียนจนน้าตานองเต็มใบหน้า หลู่จวง เอ่ยหยอกเย้าอยู่หลายคา เปี้ยนชุนถังกลับตบหลังไหล่ให้ลูกศิษย์คน นี้เบาๆ โจวเสวียนไจ่อาเจียนเสร็จแล้ว หัวก็โล่งขึ้นทั้งยังสร่างเมา ขึ้นมาได้ เสมียนหนุ่มพึมพาในใจว่าท่านเทพลาคลองอย่าได้ถือโทษ โกรษเคืองกันเลย
ระหว่างที่เดินทางกลับ เปี้ยนชุนถังถือโคมปลา เอ่ยเสียงเบาว่า “เฉาโม่ผู้นั้นต้องไม่ใช่คนในยุทธภพอย่างที่พวกเกาซิวคิดแน่นอน หากเขาไม่ใช่คนในวงการขุนนางก็ต้องเป็นลูกหลานขุนนางที่มีชาติ กาเนิดไม่ต่า”
หลู่จวงถาม “ท าไมล่ะ?”
โจวเสวียนไจ่ขยี้ใบหน้าแรงๆ บอกว่าตัวเองไม่ดื่มเหล้า ตีให้ตาย อย่างไรข้าก็จะไม่ดื่มเหล้าอีกแล้ว
เปี้ยนชุนถังยิ้มเอ่ย “คนทั่วไปไหนเลยจะสนใจจานวนประชากร ในเมืองหลวง”
หลู่จวงลูบปลายคาง กึ่งเชื่อกึ่งกังขา “ข้ารู้สึกว่าบนร่างของเขา ไม่มีกลิ่นอายของขุนนางอยู่เลยสักนิด อย่างมากสุดก็เป็ นแค่ ลูกหลานขุนนางธรรมดาทั่วไป”
ระหว่างที่กลับที่ว่าการอาเภอ เปี้ยนชุนถังควักกระเป๋ าเงินซื้อ เหล้าหนึ่งกา จะเอากลับไปฝากผู้เฒ่า
จะดีจะชั่วสวี่ซวิ่นซู่ก็เป็นขุนนางตาแหน่งเล็กที่แท้จริงในที่ว่าการ อ าเภอ มีห้องเฉพาะของตัวเอง ไม่จ าเป็นต้องนอนเรียงกับใคร
กาลังอ่านตาราฮวงจุ้ยที่เริ่มซีดเหลือง ผู้เฒ่าได้ยินเสียงเคาะ ประตูก็ลุกขึ้นไปเปิ ดประตู เห็นพวกคนหนุ่มที่เพิ่งกลับมาจากข้าง นอก ก่อนจะรับเหล้ามาก็เอ่ยขอบคุณก่อน สวี่ซวิ่นซู่โคลงศีรษะ ขยี้ ตาแรงๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ในใจทอดถอนใจด้วย ความตกตะลึง ก้าวหน้าร่ารวยครั้งใหญ่เลยนะ!
ระหว่างที่เดินทางกลับจวนราชครู กวอจู๋จิ่วกับเซี่ยโก่วต่างก็ชู โคมปลาในมือขึ้นสูงพวกนางเหมือนเด็กสาวชาวบ้านที่ร่าเริงสองคน
หรงอวี๋เงียบงันไม่ได้เอ่ยอะไร แต่จิตใจกลับสงบสุข
มีคนที่ฉลาดที่สุด แต่เขากลับรู้สึกแค่ว่าตัวเองมีหน้าที่ที่ต้องดูแล โลกใบนี้ให้ดี ดูเหมือนว่าผู้สืบทอดของเขาจะไม่ได้ฉลาดมากขนาด นั้น แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังคงโอบอุ้มความหวังที่ร้อนแรงจนไร้เหตุผล
อย่างหนึ่งเอาไว้ตลอดเวลา ยินดีที่จะใช้วิธีโง่ๆ เดินไปข้างหน้าช้าๆ กับวิถีทางโลก เดินขึ้นสู่ที่สูงไปด้วยกัน
ถึงอย่างไรคืนนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไรทา เผยเม่าจึงเดินเลียบลาคลอง ชางผูเส้นนี้ไปจนถึงประตูไห่ได้ที่ในอดีตเขาเคยรับหน้าที่เป็นขุนนาง ผู้ดูแลนานหนึ่งปี
เผยเม่ากวาดตามองไปรอบด้าน ทูตผู้ตรวจการท่านนี้ทั้งไม่ใช่ผู้ ฝึกตน แล้วก็ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด ท่ามกลางความมืดมิด ที่มองไม่เห็น เขาเหมือนมีความรู้สึกลวงตาอย่างหนึ่ง รู้สึกแค่ว่าบน ภูเขาล่างภูเขา เทพเซียนและมนุษย์ธรรมดา จักรพรรดิ แม่ทัพ อัคร เสนาบดีและพ่อค้าหาบเร่ นายพราน ชายหญิง คนแก่และเด็ก ล้วน อยู่ในกรงขังแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “อิสระ”
ราวกับว่ามีคนที่คอยค้าฟ้ ายันดินอยู่ก่อนแล้ว คอยยันประคอง กฎระเบียบนับไม่ถ้วนเป็ นเสาหินที่อยู่กลางกระแสน้าของแม่น้าแห่ง กาลเวลา ใช้สายตาที่อ่อนโยนอาวรณ์ก้มมองลงมายังสรรพชีวิต ทั้งหมด
นักพรตต่างถิ่นคนหนึ่งที่มีรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่มพาเด็กหญิงที่ชื่อ ว่าไฉอู๋เดินไปด้วยกันทั้งสองฝ่ายอายุต่างกันมาก แต่ขอบเขตต่างกัน แค่สองขั้นเท่านั้น พวกเขาลงจากภูเขามาด้วยกัน มาหยุดอยู่ที่ตีน เขาของภูเขาเที่ยวอวี๋ จ้าวเทียนไล่ยิ้มถาม “พวกเราเดินไปทางเหนือ หรือว่าจะเดินไปทางใต้ดี?”
ไฉอู๋รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง “เทียนซือ ทิศทางที่ต่างกัน มีข้อพิถีพิถัน หรือ?”
ถึงอย่างไรก็เป็นแม่นางน้อยที่อยู่บนภูเขามาจนชินแล้ว นางเองก็ รู้ว่าพวกเทพเขียนบนภูเขามีวิชาความรู้ที่ยิ่งใหญ่ กฎระเบียบของ การมุ่งหาความมงคลหลีกเลี่ยงเคราะห์ร้ายมีเยอะมาก
จ้าวเทียนไล่ยิ้มเอ่ย “ไม่มีข้อพิถีพิถันอะไร ปล่อยให้เป็นไปตาม ธรรมชาติ เดินไปตามใจปรารถนา”
ไปพบเจอชีวิตผู้คนอันหลากหลายท่ามกลางความครึกครื้นของ โลกโลกีย์ หรือจะไปหาความสงบสุขจากภูเขาลึกหนองบึงใหญ่ ก็ ล้วนเป็ นการฝึกตน คาพูดนับพันนับหมื่นในต ารา เคล็ดลับก็หนีไม่ พ้นคาว่ารักษาจิตใจให้ตั้งมั่น
จากนั้นพวกเขาก็เดินเท้ากันไปยังเมืองไหวหวง คิดว่าจะเดินตาม เส้นทางของแม่น้าเถี่ยฝูไปยังภูเขาฉีตุน เมืองหงจู๋…ระหว่างนั้นเดิน ผ่านประตูภูเขาของภูเขาลั่วพั่ว แต่กลับสังเกตเห็นว่าเจ้าแห่งจิ้งจอก ชิงชิวที่สวมกระโปรงผ้าประดับปิ่ นหยกได้มารออยู่นานแล้วนางพา เด็กหนุ่มเด็กสาวคู่หนึ่งที่พักอยู่ในภูเขาด้านหลัง เฉาอินที่ฝึ กตน แสวงหาความเป็นเซียน เฉายางสาวใช้ที่เรียนวิชาหมัด พวกเขามา รอจ้าวเทียนซือกับไฉอู๋อยู่ที่นี่ด้วยกัน
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวยิ้มเอ่ย “ก่อนจะลงจากภูเขา ข้าเดิมพันกับ พวกเขา หากบังเอิญได้เจอกับจ้าวเทียนซือก็จะทาหน้าหนาช่วยขอ
วาสนาให้กับพวกเขา หากไม่ได้เจอพวกท่านก็จะกลับบ้านใครบ้าน มัน จ้าวเทียนซือ จะถือสาหรือไม่ถ้าพวกเราจะตามไปท่องเที่ยวด้วย รังเกียจว่าเป็นภาระหรือไม่?”
จ้าวเทียนซือเอ่ย “พอดีเลย จับกลุ่มกันออกเดินทางแลกเปลี่ยน ความรู้ให้แก่กันและกันได้พอดี”
เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวถอนหายใจโล่งอก คาพูดเหมือนผ่อนคลาย แต่จิตแห่งมรรคากลับขมึงตึง เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็คือเจินเหริน ใหญ่ที่ “บอกว่าเวทอสนีของตัวเองเป็นอันดับสอง ก็ไม่มีใครกล้าพูด ว่าเป็ นอันดับหนึ่งอีกแล้ว’ บนโลกใบนี้มีบุคคลที่ภายใต้ชื่อเสียงอัน โด่งดัง แท้จริงแล้วกลับยากจะสมกับคาร่าลืออยู่มากเกินไป ผู้สูงศักดิ์ หวงจื่อแห่งจวนเทียนซือตรงหน้าผู้นี้ เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวกลับรู้สึกว่า ถ้อยคาอันไพเราะที่บนภูเขาพูดถึงเขายังไม่มากเพียงพอ
เห็นจ้าวเทียนซือแห่งภูเขามังกรพยัคฆ์ อารมณ์ของเฉาอินก็ ตื่นเต้น เฉายางยังดีกว่าหน่อย หนึ่งเพราะเด็กสาวคือผู้ฝึกยุทธเต็ม ตัว อีกอย่างคนบนโลกใบนี้ที่นางเคารพเหมือนเทพเจ้าอย่างแท้จริงก็ มีแค่เจ้าของภูเขาลูกนี้อย่างอาจารย์เฉินที่เคยสอนหมัดนางเท่านั้น
ระหว่างทางส่วนใหญ่ล้วนเป็นไฉอู่ที่ถามถึงคาถามบางอย่างที่ฟั ง เหมือนยิ่งใหญ่มาก ว่างเปล่ามากด้วยความสงสัยใคร่รู้ ยกตัวอย่าง เช่นว่า “ในสายตาของเทียนซือ อะไรคือ “คุณงามความดีและบุญ กุศลสมบูรณ์พร้อม” หรือ?” หรืออย่างเช่นคาถามบางอย่างที่
ตรงไปตรงมาอย่างมาก อย่างเช่นว่าจ้าวเทียนซืออ่านตาราพุทธ ไหม? จ้าวเทียนไล่ตอบไปทีละค าถามไม่มีความร าคาญแม้แต่น้อย
จ้าวเทียนซือหันกลับไปมองภูเขาที่ด้านหลัง
คาเรียกขานว่า “นักพรต” มีมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลแล้ว ส่วนคา กล่าวที่ว่า “พื้นที่ประกอบพิธีกรรม” แรกเริ่มสุดถูกบันทึกไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษรในตาราของลัทธิพุทธ ใช้บรรยายถึงสถานที่ที่ พระพุทธเจ้าและพระธรรมดารงอยู่เป็ นนิตย์ เมื่อจิตก็คือพุทธะ ลัทธิ ขงจื๊อก็กล่าวถึงจิตอันบริสุทธิ์ดุจทารก ส่วนลัทธิเต๋าก็เพียรพยายาม ในเรื่องจิตและแก่นชีวิตผู้บาเพ็ญตนทั้งหลายล้วนกล่าวถึงจิตแห่ง มรรคานี้ สืบเนื่องยาวนานมานับหมื่นปีแล้ว
ถ้าอย่างนั้นภูเขาที่มีชื่อว่าลั่วพั่วลูกนี้ ใจของเจ้าขุนเขาหนุ่มที่ อาศัยอยู่นั้นเป็นอย่างไร?