กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 48.3 เสียงจักจั่น เสียงนกและเสียงฟ้า ร้อง
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 48.3 เสียงจักจั่น เสียงนกและเสียงฟ้า ร้อง
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของจ้าวเหยา กล่าวว่า “สายบุ๋นของ พวกเรา บรรพาจารย์ได้สั่งสมคุณธรรมไว้อย่างลึกซึ้งและหนาแน่น ส่วนเรื่องสร้างผลงานนั้น บรรดาอาจารย์ลุงร่วมสานักของพวกเรา… รวมถึงอาจารย์อาน้อยของข้าคนนั้น ก็เรียกได้ว่าสร้างไว้เหลือเฟื อ เกินพอ มีเพียงเรื่องของการสร้างคมวาทะเขียนตารา เผยแพร่คาสอน เท่านั้นที่เป็ นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียว เฉาฉิงหล่าง เจ้าเป็ นศิษย์รุ่นที่ สามที่มีความหวังมากที่สุดว่าจะทาเรื่องนี้ให้สาเร็จได้ ก็ถูกแล้ว การ เขียนตาราสร้างคมวาทะต้องเริ่มแต่เนิ่นๆ เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทาง ราชการแล้ว เรื่องนี้ย่อมต้องถูกทิ้งร้าง”
จางติ้งตะลึงงัน หันไปมองสบตากับเหยียนอี้อย่างงงงัน เฉาฉิง หล่างก็เป็นลูกศิษย์สายตรงของท่านเหวินเซิ่งด้วยหรือ? ถ้าอย่างนั้น ใต้เท้าจ้าวก็มิใช่ศิษย์พี่ของเฉาเปียนซิวหรือ? ปั ญหาคือ แล้วอาจารย์ ของเฉาฉิงหล่างคือผู้ใดกันแน่?!
เฉาฉิงหล่างซึ่งลาออกจากราชการแล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า “ศิษย์ พี่จ้าว ก็มีมหาบัณฑิตบางท่านกล่าวว่าการเขียนตารานั้นไม่ควร เกิดขึ้นก่อนอายุสี่สิบ มิฉะนั้นสิ่งที่เขียนออกมาย่อมเป็นเพียงหนังสือ ตกแผงเท่านั้น นี่จะนับว่าเป็นความขัดแย้งในตัวเองหรือไม่?”
จ้าวเหยายิ้มกว้างยิ่งขึ้น ย้อนถามว่า “ลองคิดให้ดี มันเป็ น หลักการสองอย่างที่ขัดแย้งกันจริงหรือ?”
เฉาฉิงหล่างยิ้มอย่างเข้าใจ
จ้าวเหยากล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ในเมื่อไม่ได้ฝึ กฝนอยู่ใน วงการขุนนางแล้ว กลับขึ้นไปบนภูเขาก็จาไว้ว่าอย่าได้ยึดถือสถานะ ตระกูลเซียนของตัวเอง คิดว่าตัวเองแตกต่างจากสามัญชน มีอายุยืน ยาวแล้ว นอกจากบางครั้งที่เจอกับโชควาสนาแล้วก็ไม่ต้องเร่งรีบ อะไร การสร้างคมวาทะของลูกศิษย์สายเหวินเซิ่งนั้น ย่อมต่างจาก การเขียนหนังสือของบัณฑิตทั่วไป มีเพียงสมาธิแน่วแน่ ยึดมั่น สม่าเสมอ จึงจะมีหวังว่าจะไม่ทาให้พวกเราต้องผิดหวัง”
เฉาฉิงหล่างหยุดเดินแล้วประสานมือคานับ “ขอศิษย์พี่จ้าวคอย ช่วยกากับดูแล ขอศิษย์พี่จ้าวโปรดตั้งตารอคอย”
จ้าวเหยาหยุดเดินเช่นกัน ยิ้มกล่าวว่า “ได้สิ”
เหยียนอี้ถอนหายใจเบาๆ ต่อให้เป็ นคนโง่ก็น่าจะรู้สึกตัวอย่าง เชื่องช้าแล้วว่าที่แท้เฉาฉิงหล่างก็คือลูกศิษย์ของราชครูเฉิน
เพียงแต่แม้ว่าเฉาฉิงหล่างจะมีฐานะเช่นนี้ ในใจเหยียนอีกลับไม่มี ความอิจฉาแม้แต่น้อย บางทีอาจเพราะอีกฝ่ ายเคยเป็ นฝ่ ายยกจอก คารวะเขาก่อนบนโต๊ะสุรา? หรือไม่ก็… เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายมิได้คิดจะ อยู่ในวงการขุนนาง? เหยียนอี้รู้สึกซับซ้อน การตั้งคาถามกับตนเอง เช่นนี้ขมขื่นยิ่งกว่าสุราในค่าคืนนี้เสียอีก
หลังเฉาฉิงหล่างยืดตัวขึ้นแล้วก็กล่าวว่า “อาจารย์ผู้เฒ่าจูบน ภูเขาลั่วพั่วของพวกเราเคยใช้คากล่าวของสานักทหารที่ว่า “รวม ศัตรูไว้ที่ทิศเดียว ฟั นแม่ทัพในระยะพันลี้” มาเปรียบเทียบกับการอ่าน หนังสือ หากบัณฑิตมีความฮึกเหิมเช่นนี้ กล้าตัดสินใจเช่นนี้ จึงจะ เล่าเรียนเขียนอ่านได้ แล้วจึงศึกษาค้นคว้า ต่อยอดไปสู่การตั้งคมวา ทะค าสอน อาจารย์เองก็มีความเข้าใจและประสบการณ์ในการศึกษา เล่าเรียนของตน มีมุมมองเฉพาะตนที่บอกว่า “อ่านหนังสือดีดุจ เดินทางตอนกลางคืน เป็ นดั่งการพบกันในตรอกแคบระหว่างโจร ผู้ร้ายต้องลงมีดที่ลาคอ ฆ่าคนย่อมต้องเห็นเลือด ถือมีดหิ้วหัวออก จากตรอก”
จ้าวเหยาได้ยินแล้วนิ่งเงียบ
เหยียนอี้ฟั งแล้วทั้งตกใจทั้งหวั่นใจ ครึ่งแรกของคากล่าวนั้นช่าง ยอดเยี่ยมยิ่ง แต่ครึ่งหลังกลับอบอวลด้วยปราณสังหาร
จางติ้งกลับตาเป็นประกาย อ่านหนังสือดุจเป็นโจรหรือ หนังสือดี ดั่งโจรร้าย? คือการถืออาวุธประจัญหน้ากันในตรอกแคบ เมื่ออ่านจน เข้าใจถึงแก่นแท้ก็ราวกับแทงมีดที่ลาคอเพราะฉะนั้นจึงต้องเห็นเลือด หรือหมายถึงต้องลงมือจดบันทึก เขียนคาอธิบายไว้ตรงพื้นที่ว่างดั่ง “เลือดสาดกระเซ็น? ความหมายคือการอ่านเช่นนี้ จับพู่กันเสมือนถือ มีด หิ้วหัวเดินออกมา หมายถึงชัยชนะที่ได้จากการสกัดแก่นสารของ ตาราทั้งเล่มได้สาเร็จ? อ่านหนังสือให้มีชีวิต อ่านอย่างมีชีวิตชีวา ออกจากตรอกก็คือปิดหนังสือเล่มนั้นลงแล้ว?
ทุกวันนี้ผู้คนกล่าวถึงเฉินผิงอัน เพราะมีหลายสถานะ ทั้งเจ้า ขุนเขา อิ่นกวาน เซียนกระบี่ วีรบุรุษ ผู้คนจึงพากันพูดไปหลากหลาย มีความคิดเห็นต่างกันไป ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเอง
แต่แทบไม่มีผู้ใดยกย่องว่าเขาที่เป็นราชครูคนใหม่แห่งต้าหลีคือ “บัณฑิต” น้อยคนนักที่จะวิจารณ์ความรู้ความสามารถทางวิชาการ ของเขาว่าเป็นเช่นไร
ทว่าจางติ้งในเวลานี้กลับมีความเข้าใจอย่างใหม่ ทุกท่านที่อยู่ทั้ง บนภูเขาและล่างภูเขาล้วนมองผิดไป ดูเหมือนว่าราชครูเฉินจะมี ความเป็นวีรบุรุษเป็นหลัก แต่แท้จริงแล้วเนื้อแท้กลับเป็นบัณฑิต เฉาฉิงหล่างกับสวินชวี่กลับไปยังจวนราชครูก่อน เวลานี้ข้างกายจ้าวเหยาจึงเหลือเพียงจางติ้งกับเหยียนอี้ “ตามมา ไม่ต้องจงใจทิ้งระยะห่างหนึ่งช่วงตัว”
จ้าวเหยากล่าว “พวกเจ้าอย่าไปเปรียบเทียบสายบุ๋นกับเฉาฉิง หล่าง และอย่าไปเทียบชาติกาเนิดกับสวินชวี่ สิ่งที่เทียบไม่ได้ก็อย่า ไปเทียบ นอกจากเพิ่มความทุกข์ใจแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก นาน วันเข้าจะทาให้พวกเจ้ามีแต่ความขุ่นแค้น ซ่อนอย่างไรก็ซ่อนไม่มิด”
แล้วจู่ๆ จ้าวเหยากลับปฏิเสธคาพูดของตนเองเสียเอง “ก็ไม่ถูก ไปเสียทั้งหมด คนที่ดูอ่อนโยนคนหนึ่ง อาจไร้คมไร้มุมก็ได้ แต่ในใจ เขาจาต้องมี…ความโกรธแค้นที่มหาศาลอยู่ชนิดหนึ่ง”
“แน่นอน ความโกรธที่ไม่อาจเปิดเผยนี้มิได้มุ่งต่อบุคคลหรือเรื่อง ใดเรื่องหนึ่ง หากแต่ต่อผู้คนและเรื่องราวมากมาย เพียงสองสภาวะ จิตใจนี้ก็แบ่งได้แล้วว่าใครคือผู้อ่อนแอ ใครคือผู้แข็งแกร่ง”
จางติ้งเอ่ยเบาๆ ว่า “ใต้เท้าจ้าว ข้าน้อยได้รับคาสั่งสอนแล้ว”
แต่เหยียนอี้กลับยังงุนงง
ในวงการขุนนาง คนหนุ่มที่กาลังได้ใจมักไม่เข้าใจความหนาว เหน็บของโลก เพราะพวกเขาเหมือนมีวันพรุ่งนี้นับไม่ถ้วนให้คาดหวัง อนาคตวันหน้าจะเป็ นอย่างไรล้วนไม่สาคัญ พวกเขาเชื่อมั่นว่า ชื่อเสียงยศศักดิ์และทรัพย์สินลาภยศอยู่ใกล้แค่เอื้อม
แต่เมื่อถึงวัยของเหยียนอี้ที่ใกล้ห้าสิบ วันพรุ่งนี้ต่างหากที่สาคัญ ที่สุด เงินเดือนขุนนางแต่ละเดือนต้องคานึงถึงค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่างานเลี้ยงรับรอง ค่าใส่ของงานแต่งของ ลูกหลานเพื่อนร่วมงาน จะไปหรือไม่ จะให้เท่าใด พ่อแม่ที่บ้านเกิดก็ ต้องเลี้ยงดู ลูกหลานในตระกูลที่มีแววเรียนดีต่างก็ยึดเอาเขาเป็ น แบบอย่าง เรื่องแล้วเรื่องเล่าล้วนเป็ นภาระเร่งด่วนตรงหน้า เงินไม่กี่ ตาลึงตรงนี้ เงินไม่กี่ตาลึงตรงนั้น จึงนานมาแล้วที่เหยียนอี้ไม่กล้า คิดถึงอนาคตอีก ทั้งยังไม่มุ่งมั่นจมจ่อมอยู่กับการอ่านตาราอริยะ ปราชญ์อีก
พูดถึงแค่เรื่องการเรียนของบุตรชายก็ทนเสียงบ่นของภรรยาไม่ ไหว ไม่นานมานี้จึงต้องบากหน้าไปเชิญอาจารย์อวี๋และอาจารย์หลิว
แห่งอาเภอหย่งไท่มาร่วมงานเลี้ยง แต่กลับถูกปฏิเสธทั้งหมด ยังไม่ กล้าบอกความจริงกับภรรยาว่าอีกฝ่ ายไม่ไว้หน้า ได้แต่โกหกว่า อาจารย์หลิวรับปากแล้ว นัดไว้เดือนหน้า เดิมคิดว่าจะถ่วงเวลาไปได้ แต่คาดไม่ถึงว่าภรรยาจะไปหยิบยืมเงินจากผู้อื่นมาเตรียมเอาไว้ บอก ว่าในเมื่อจะเลี้ยงข้าวอาจารย์ระดับอาเภอต้องก็ไปที่ลาคลองชางผู เท่านั้น พอจะจินตนาการได้เลยว่าคืนนี้เหยียนอี้ดื่มสุราอย่างอัดอั้น เพียงใด มารดามันเถอะ หากไร้ยางอายแล้วทาธุระให้สาเร็จได้ เขาก็ นึกอยากลากอาจารย์หลิวที่เล่าลือกันว่าร่ารวยล้นเหลือมานานแล้ว มานั่งร่วมโต๊ะด้วยเสียจริง…เหยียนอี้มิได้โทษผู้อื่นหรือโลกใบนี้ เพียงแต่รู้สึกผิดต่อภรรยาอย่างลึกซึ้ง ดูเหมือนว่าชีวิตนี้คงต้องทาให้ นางลาบากแล้ว ภรรยาแก่ๆ ของเขาในวันนี้ ต้องรู้ว่าครั้งหนึ่งนางก็ เคยเป็ นหญิงงามดั่งบุปผาเช่นกัน! บุรุษกลัวทาผิดอาชีพ สตรีกลัว แต่งผิดคน คงหมายถึงเขากับนางกระมัง?
จ้าวเหยากล่าว “หลี่เสี่ยนเขียนจดหมายมาหาข้า เหยียนอี้ ลอง เดาดูว่าเขาเขียนว่าอะไร?”
เหยียนอี้ค้อมเอวลงตามสัญชาตญาณ ก้มหน้าตอบว่า “ใต้เท้า จ้าว ข้าน้อยเดาไม่ออก”
จ้าวเหยาเป็นอาจารย์คุมสอบของทั้งเหยียนอี้และหลี่เลี่ยน แต่หลี่ เสี่ยนสอบได้จิ้นซื่อตอนที่อายุเพียงสิบห้า เป็นจิ้นซื่อที่อายุน้อยที่สุด
แม้จะทางานอยู่ในกรมอาญาเช่นกัน หลี่เสี่ยนกลับประจาอยู่ที่ เมืองหลวงสารองลั่วจิงหลายปีมานี้ชีวิตรุ่งโรจน์ ได้เป็นขุนนางระดับ หลางกวนแล้ว
คนที่เป็นขุนนางในกรมอาญามักจะกระอักกระอ่วนมากที่สุด ยิ่ง เป็นเสมียนเฒ่าที่เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายและการลงโทษมากเท่าใดก็ ยิ่งย้ายตาแหน่งไม่ได้ ราวกับเป็ นทางตันในเส้นทางขุนนาง แม้จะมี ข้อยกเว้นบ้างก็เป็นเพียงข้อยกเว้นจริงๆ เท่านั้น
จ้าวเหยากล่าวว่า “หลี่เสี่ยนบอกว่าทางกรมอาญาของเมืองหลวง สารองมีตาแหน่งว่างจริงอยู่ตาแหน่งหนึ่ง เป็ นตาแหน่งหยวนไหว้ หลางของกองชิงลี่ในมณฑลหนึ่ง เพราะเป็นตาแหน่งขั้นหกชั้นโทที่มี อานาจจริง จึงแย่งชิงกันมาก เขาเลยอยากให้ข้าช่วยดึงตัวเจ้าไปที่ นั่น บอกว่าเจ้ามาจากสายสอบตรง มีคุณสมบัติครบและประสบการณ์ สูง ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นการใช้เส้นสาย แต่เขาก็ขอร้องข้าว่า ไม่ ว่าจะช่วยหรือไม่ ก็อย่าไปบอกเหยียนอี้กลัวว่าเจ้าหน้าบาง จะรู้สึก เป็นภาระในใจ”
เหยียนอี้หน้าแดงก่าทันที
จ้าวเหยากล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “แค่ตาแหน่งหยวนไหว้หลางขั้น หกชั้นโท เพื่อนร่วมรุ่นของเจ้าถึงกับขอมาถึงตัวข้าที่เป็นรองเจ้ากรม อาญา เหยียนอี้ เจ้าลองดูจางติ้งสิ หากข้าจาไม่ผิด จุดเริ่มต้นใน วงการขุนนางของเขาก็เป็ นขั้นหกชั้นโทเหมือนกัน แถมยังเป็ นขุน นางฮั่นหลินที่สูงศักดิ์ยิ่งกว่าด้วย”
จางติ้งมีสีหน้าอึดอัด
เขาเป็นถึงจ้วงหยวน เริ่มต้นงานราชการก็เป็นขั้นหกชั้นโท แต่ เวลาผ่านไปหลายปี วนเวียนอยู่หลายตาแหน่ง ทุกวันนี้ทางานในกอง การเงินของกรมคลัง ยังเป็นเพียงขั้นห้าชั้นเอกเท่านั้น
เหยียนอี้รู้นิสัยของอาจารย์คุมสอบผู้นี้ดี จึงรู้ว่าความหวังดีของห ลี่เสี่ยนครั้งนี้ไม่มีความหมาย หวังเพียงว่าอย่าให้หลี่เสี่ยนทิ้งภาพลบ ไว้ในสายตาของใต้เท้าจ้าวเลย มิฉะนั้นจะเสียหายอย่างหนัก ตัวเขา เหยียนอี้เป็นคนไร้ค่า จะดันไม่ขึ้นก็ช่างเถิด แต่หลี่เสี่ยนยังมีอนาคต อีกไกล วันหนึ่งหากได้เป็นขุนนางใหญ่และบังเอิญเข้ารับตาแหน่งใน เมืองหลวงลูกชายของเขาก็คงสอบได้จิ้นซื่อ ฝึ กประสบการณ์ใน หน่วยงานแห่งหนึ่งสักสี่ห้าปี ถึงตอนนั้นพาเขาไปหาหลี่เสี่ยน ต่อให้ เขาจะไม่ช่วย ได้พูดคุยราลึกความหลังต่อหน้าลูกชายก็ยังถือว่ามี หน้ามีตา…พอนึกถึงความคิดแบบนี้ เหยียนอี้ก็รู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่า เสียจริง เขาอยากตบหน้าตัวเองสักฉาด
จ้าวเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “จางติ้ง เหยียนอี้ พวกเจ้า สามารถคงต าแหน่งเดิมไว้ได้ แต่ช่วงนี้จะถูกย้ายไปประจาที่จวน ราชครูในต าแหน่งเลขานุการฝ่ายบุ๋น ส่วนกรมคลังกับกรมอาญา ข้า จะช่วยออกหนังสือราชการและจัดการให้ ทางจวนราชครูไม่มีปั ญหา ใดๆ”
จางติ้งตะลึง เหยียนอี้ก็งงงัน
จ้าวเหยาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “พวกเจ้าทั้งสองเป็นคนที่ ราชครูเลือกเอง ข้าเพียงแค่ช่วยผลักเรือตามน้า”
อันที่จริงต่อให้เฉินผิงอันไม่ทาเช่นนี้ จ้าวเหยาก็มีวิธีใช้คนอย่าง เหยียนอี้ในกรมอาญาอยู่แล้ว
เลือดในอกเหยียนอี้เดือดพล่าน หัวใจเต้นรัวราวกลองศึก
จ้าวเหยากล่าวกับจางติ้งว่า “ผู้เป็ นบัณฑิตต้องใจกว้างมั่นคง ต้องแบกภาระหนักและหนทางยาวไกล”
จากนั้นเขายื่นมือไปตบหลังเหยียนอี้เบาๆ ยิ้มกล่าวว่า “ก้มหน้า ท างาน ยืดอกเป็นคน”
เหยียนอี้ยึดตัวตรง ใบหน้าแดงก่าราวกับเมามาย
จ้าวเหยาเตือนว่า “ราชครูเฉินไม่ได้เลือกพวกเจ้าโดยไร้เหตุผล อีกทั้งจากนี้ทั้งราชสานักจะจับตามองทุกการกระทาของพวกเจ้า ผลดีผลเสีย พวกเจ้าจงพิจารณาเอง อย่าได้ลืมตัว ยังต้องระวังค าพูด และการกระท าต่อไป”
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองยังตั้งสติไม่ทัน ขนาดจางติ้งที่หนักแน่นยัง เป็ นเช่นนี้ นับประสาอะไรกับเหยียนอี้ที่ในใจเต็มไปด้วยอารมณ์ หลากหลายสุขทุกข์ปะปนกันมั่วไปหมด
จ้าวเหยายิ้มบางๆ “กลับไปเถิด กลับบ้านไปบอกข่าวดี ส่วนการ ส่งจดหมายกลับบ้านเกิดนั้นไม่ต้องทา ตอนนี้ต้าหลีเข้มงวดเรื่องนี้ อย่างน้อยช่วงนี้อย่าเพิ่งสร้างเรื่องเพิ่ม รอไปสักระยะค่อยว่ากัน”
จ้าวเหยาเดินน าออกไปก่อน สวินชวี่แห่งกรมพิธีการ จางติ้งแห่งกรมคลัง เหยียนอี้แห่งกรม อาญา
ทั้งสามคือเลขานุการฝ่ ายบุ๋นที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาใหม่ของจวน ราชครูหลังจากที่เฉินผิงอันขึ้นเป็นราชครูแห่งต้าหลี
คนร่วมรุ่นสามคนที่อายุและชะตาชีวิตต่างกัน กลับเหมือนกลาย มาเป็นสามอันดับแรกของการสอบเคอจวี่ที่มองไม่เห็นอีกครั้งหนึ่ง? เพียงแต่ครั้งนี้ กลายเป็ นสวินจ้วงหยวน จางปั้ งเหยี่ยน เหยียนทั่นฮ วา?
พอคิดถึง “ทั่นฮวาแก่” ที่เป็นลูกศิษย์ของตนอย่างเหยียนอี้ จ้าว เหยาก็อดรู้สึกขาไม่ได้ ได้ยินเสียงเหยียนอีกดเสียงต่าสั่นเครือถาม จางติ้งมาจากด้านหลังว่า จริงหรือ? ไม่ได้ฝั นไปใช่ไหม? จางติ้งที่ ปกติสุขุมก็ยังพูดล้อเล่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนว่า ข้าไม่รู้ว่าเจ้าฝั น ไปหรือไม่ แต่ข้าไม่ได้ฝั น
ตามธรรมเนียมแล้วทั่นฮวาจะได้ขี่ม้าชมเมืองหลวง เหยียนอี้ย่อม ไม่กล้าคิดถึงเรื่องนั้นเขาก็แค่อยากไปพบนาง
ด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน เหยียนอี้ไม่เสียดายเงิน จ้างรถม้าที่วิ่ง แถบล าคลองชางผูเหอโดยเฉพาะมาคันหนึ่ง เขารู้สึกอีกครั้งว่าเมือง หลวงกว้างใหญ่เหลือเกิน กว้างใหญ่ยิ่งนัก ในที่สุดก็กลับมาถึงตรอก เล็กในเขตอ าเภอหย่งไท่ กลับมาถึงบ้าน ควักกุญแจออกมาเปิดประตู บ้าน พบหญิงชราที่นั่งฟุบอยู่บนโต๊ะในห้องหลัก นางเงยหน้าขึ้นถาม อย่างอ่อนโยนว่า กลับมาแล้วหรือ เหยียนอี้พยักหน้าหนักๆ มองนาง นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือสั่นๆ ชี้ไปทางจวนราชครู บอกกับนางว่า ข้าจะได้เข้าไปทางานที่จวนราชครูแล้ว
หญิงชราอึ้งตะลึง ก่อนจะคลี่ยิ้ม ตัดใจตาหนิสามีว่าพูดเพ้อเพราะ เมาไม่ลง จึงตอบเพียงว่าดีแล้ว
ในห้องข้างๆ ชายหนุ่มที่กาลังอ่านหนังสือใต้แสงตะเกียง กาลัง อ่านตาราเล่มเก่าที่เต็มไปด้วยคาอธิบายอย่างตั้งใจ บุตรสืบทอด กิจการของบิดาก็หนีไม่พ้นเช่นนี้เอง เขาวางหนังสือลง เงี่ยหูฟั ง เมื่อ ได้ยินบิดาที่ดื่มสุรามาพูดเช่นนั้น ในอกก็ท่วมไปด้วยไฟโทสะ เขาไม่ เคยโทษว่าบิดาเป็ นขุนนางขั้นต่าหรือเส้นทางราชการพบเจอแต่ อุปสรรค แต่โกรธที่บิดาไม่ควรหลอกมารดา ไม่ควรโกหกว่าอาจารย์ หลิวรับปากจะไปดื่มด้วย แต่ในเรื่องนี้ ถึงอย่างไรคนหนุ่มก็พอจะให้ อภัยเพื่อรักษาหน้าบิดาได้ แล้วก็กลัวด้วยว่าหากพูดเปิดโปงออกไป จะทาให้ท่านแม่เสียใจมากกว่าเดิม ดังนั้นจึงแสร้งทาเป็นไม่รู้เรื่อง แต่ คืนนี้บิดากลับพูดเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ออกจากปาก ท่านรักศักดิ์ศรี หน้าของตัวเองถึงขนาดไม่คานึงถึงความรู้สึกของท่านแม่ที่อาจจะได้
รู้ความจริงในวันพรุ่งนี้หรือวันต่อๆ ไปเชียวหรือ? ชายหนุ่มโกรธจน ตัวสั่น ลุกขึ้นทันที ตั้งใจจะเปิดประตูไปทะเลาะกับบิดา แต่สุดท้ายก็ ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดอย่างห่อเหี่ยว ถึง อย่างไรก็เป็ นเพราะตนเรียนหนังสือไม่เก่งพอ หากเขาอาศัย ความสามารถของตัวเองสอบติดกระดานทองคาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ท่าน พ่อจะต้องไปก้มหัวขอร้องใครหรือ แต่ไหนแต่ไรมาท่านพ่อก็ไม่ใช่คน ที่จะยอมก้มหัวให้ใคร ตัวอักษรในหนังสือที่เดิมทีก็พิมพ์หยาบอยู่แล้ว ยิ่งพร่าเลือน ชายหนุ่มกาหมัดแน่น ก้มหน้าน้าตาไหลอย่างเงียบงัน ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าตั้งใจเรียนตาราอริยะปราชญ์ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มี ประโยชน์เลย