กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 50.3 ร่างนี้เมื่ออยู่ใต้ลานาวาก็พุ่งไปดุจ ลูกศร
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 50.3 ร่างนี้เมื่ออยู่ใต้ลานาวาก็พุ่งไปดุจ ลูกศร
คาตอบของเวินจื่อซี่ ดูเหมือนว่าจะตอบคาถามของจงเชี่ยนแค่ ครึ่งเดียวเท่านั้น “เจ้าขุนเขากาชับข้าว่าต้องคุ้มครองพวกเขาให้ดี ให้พวกเขาเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์ได้อย่างมั่นคง เล่นสนุก ได้อย่างเรียบง่าย ไม่มีความหมายว่าต้องชักนาให้เฉินหลิงจวินขัด เกลาจิตแห่งมรรคาอะไร”
จงเชี่ยนขมวดคิ้วน้อยๆ ข้าเชื่อว่าเจ้าขุนเขามีความคิดเช่นนี้ แต่ เจ้าเวินจื่อซี่ต้องการจะท าอะไรกันแน่?
เวินจื่อซี่เอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “อย่าเอาแต่รู้สึกว่ามีแต่เจ้า เท่านั้นที่เป็นเพื่อนกับเฉินหลิงจวิน”
บนภูเขาลั่วพั่วมีความลับเล็กๆ มากมายที่โลกภายนอกไม่เคยรู้ อย่างเช่นว่าบนภูเขาต่างก็ยอมรับกันว่ายอดฝีมือด้านการเล่นหมาก ล้อมอันดับหนึ่งคือหน่วนซู่ แน่นอนว่าเป็นห่านขาวใหญ่ที่จงใจยอม ให้ พวกพ่อครัวเฒ่า เจิ้งต้าเฟิงก็ยอมด้วย ดังนั้นจนถึงทุกวันนี้เฉาอิน ของภูเขาด้านหลังที่ชอบประลองหมากล้อม และยังมีหลินเฟยจิงลูก ศิษย์เพียงคนเดียวของนักพรตเซียนเว่ย พวกเขาก็ยังเชื่อว่านี่คือเรื่อง จริง
หรือยกตัวอย่างเช่นทุกครั้งที่เฉินหลิงจวินไปดื่มเหล้ามื้อเช้ากับ สหาย สุราช่วยปลุกความกล้าให้คนนี่นะ เขาก็จะต้องทวงความเป็ น ธรรมแทนอาเหลียงกับนายท่านบ้านตน แต่ก็ยังไม่ลืมเอ่ยเสริมมาอีก ประโยคว่า “มองไกลคืออาเหลียง มองใกล้ๆ คืออื่นกวาน ที่แท้คือลู่ เฉิน….ท าเอาเทพเซียนผู้เฒ่าจิงที่ตอนนั้นนั่งอยู่ฝั่ งตรงข้ามของโต๊ะ
หนังตากระตุก
และยังมีหอเก็บตาราส่วนตัวของพ่อครัวเฒ่า หีบหลายใบที่เผย เฉียนซ่อนไว้ใต้เตียงต าราวีรบุรุษของป๋ ายเสวียน รวมไปถึงหมี่ลี่น้อย ที่เคยไปรับแขกที่ท่าเรือชิงชาน มองส่งนักพรตแปลกหน้าที่มีฉายาว่า ฉุนหยางออกเดินทางไกล เป็ นเหตุให้หลวี่จู่ได้แต่เดินเท้าจากไป เท่านั้น และยังมีอาการข้อเท้าพลิกของเฉินยวนจี หยวนไหลแอบ ชอบเฉินยวนจี เดิมทีเด็กหนุ่มคิดว่าตัวเองเก็บซ่อนเรื่องนี้ไว้ได้ลึก มากแล้ว อันที่จริงทั่วทั้งภูเขาลั่วพั่วต่างก็รู้เรื่องนี้กันมานานแล้ว ยิ่งมี ชั้นสองของเรือนไม้ไผ่ คนที่เป็นคนอาจารย์ เป็นเถ้าแก่ที่สะบัดมือทิ้ง ร้านมาจนชิน มีอยู่วันหนึ่งมโนธรรมในใจพลันบังเกิดอย่างที่หาได้ ยาก อยากจะสอนหมัดอย่างจริงจังสักครั้ง ผลคือถูกลูกศิษย์ชัดจน รับมือไม่ถูก…แน่นอนว่ายังมีอิฐเขียวหกก้อนที่อยู่นอกเรือนไม้ไผ่ อยู่ ใกล้กับโต๊ะหิน
จงเชี่ยนหรี่ตาเอ่ยเตือนว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็อย่าเรื่องเยอะ หาก อยู่บนโต๊ะ ดื่มกันจนเมาแล้ว ข้าคงจะต้องพูดความในใจให้เจ้าฟั งสัก
สองสามประโยค อย่างเช่นว่าเจ้าเป็นแค่โอสถทอง ไม่มีคุณสมบัติจะ ไปพูดเรื่องจิตแห่งมรรคาอะไรกับก่อกาเนิดที่เดินลงน้าสาเร็จ”
คาพูดที่ไม่น่าฟั งยิ่งกว่านี้ ขอแค่เวินจื่อซี่ยอมฟั ง จงเชี่ยนก็มี เตรียมรอไว้แล้ว อย่างเช่นว่าเจ้าเวินจื่อซี่แค่ถามหมัดกับเผยเฉียนค รั้งเดียว จิตแห่งมรรคาก็เกือบแหลกสลาย เป็นเหตุให้จ าเป็นต้องมา เยือนภูเขาลั่วพั่ว เผชิญหน้ากับเผยเฉียนอีกครั้ง ถูกต่อยครั้งแล้วครั้ง เล่าถึงจะทาลายจิตมาร ซ่อมแซมจิตแห่งมรรคา ปลุกกาลังใจขึ้นมา ใหม่ได้อีกครั้ง
เวินจื่อซี่แสร้งทาเป็ นว่าสัมผัสไม่ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทาง ลมปราณของจงเชี่ยนเพียงพูดกับตัวเองว่า “ผู้ฝึกยุทธมียุทธภพของ ผู้ฝึกยุทธ บนภูเขาก็มีการฝึกตนของบนภูเขาผู้ฝึกบ าเพ็ญตนล้วนมี ด่านในใจของตัวเองที่ต้องข้ามผ่านไปให้ได้ ข้าก็แค่เคารพในการ เลือกของสหายจิ่งชิง ไม่ขัดขวางเขาก็เท่านั้น แต่หากจะบอกว่าข้าจง ใจทา กินอิ่มว่างงานก็เลยหาเรื่อง ตั้งใจอยากพาจิ่งชิงมาที่นี่ จงเชี่ยน เจ้าก็ประเมินความกล้าของข้าสูงเกินไปแล้ว”
สีหน้าของจงเชี่ยนคลายลงได้หลายส่วน “หากข้าบอกร่องรอย ของเจ้าให้เฉินหลิงจวินกับหมี่ลี่น้อยรู้ล่วงหน้า เฉินหลิงจวินก็ไม่ต้อง บุกเดี่ยวพาตัวเองไปอยู่ในสถานที่อันตรายแบบนี้ใช่หรือไม่?”
เวินจื่อซี่คลี่ยิ้มอย่างสง่างาม “นั่นมันแน่อยู่แล้ว ด้วยนิสัยของ สหายจิ่งชิงจะต้องกลายมาเป็ นผู้ชมที่คอยชมเรื่องสนุก เดินอาดๆ สะบัดชายแขนเสื้อแรงๆ อย่างแน่นอน เขามีนิสัยที่ว่าหากไม่ต้องใช้
สมองก็จะไม่มีทางคิดเรื่องอะไรเด็ดขาด…เพียงแต่ว่าเมื่อเป็ นเช่นนี้ ที่นี่ก็จะกลายเป็นสถานที่ที่เวินจื่อซี่เทพเซียนบนภูเขาในสายตาของ จงเชี่ยนโอ้อวดบารมีอย่างหยิ่งผยองแล้ว”
คนเฒ่าคนแก่ที่ท่องอยู่ในยุทธภพมาทั้งชีวิต เหมือนอย่างซ่งอวี่ เซา จอมยุทธเคราดกสวีหย่วนเสีย พวกเขามักจะยึดหลัก “คุณธรรม น้าใจมาเป็นอันดับหนึ่ง” ไว้ในใจอยู่เสมอ คนรุ่นเยาว์ในยุทธภพกลับ เอาแค่คาพูดประโยคนี้ติดไว้ที่ปากเท่านั้น ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณธรรม ในยุทธภพกลับกลายมาเป็นการวาดงูเติมขาที่หาเรื่องลาบากใส่ตัว
บนเส้นทางที่หญ้าขึ้นรกชัฏ รอกระทั่งผู้ฝึกตนกลุ่มที่มีสตรีมวย ผมสูงเป็ นผู้นาพลิ้วกายลงพื้น ยืนอยู่กับพวกสาวงามทั้งหลายก็ยิ่ง แสดงให้เห็นว่าเด็กชายชุดเขียวโดดเดี่ยวไร้ก าลัง
เฉินหลิงจวินกวาดตามองไปรอบด้าน
ยุคสมัยแห่งความสงบสุขในกาลก่อน สถานที่แห่งนี้ทัศนียภาพ งดงาม เดิมคือถ้าสถิตที่เงียบสงบที่แค่มองก็รู้ว่ามีนักพรตพักอาศัยอยู่ เหมาะแก่การตั้งใจฝึกตน
ในอดีตบนถนนทางหลวงที่มุ่งหน้าไปยังจวนเซียน ผู้คนแต่งกาย งดงามขี่ม้าออกไปเที่ยวชมธรรมชาติในฤดูใบไม้ผลิอย่างเริงร่า ภายในรถม้าหรูหราก็มีเสียงพูดจาอ่อนหวานของหญิงสาวดังไม่ขาด สาย
เพียงแต่ว่าแจกันสมบัติทวีปเจอกับสงครามใหญ่สองครั้งติดกัน ต่อสู้กันจนพื้นที่ประกอบพิธีกรรมพังทลาย สกปรกเสื่อมโทรมจน แทบไม่อาจทนมอง หากคิดจะซ่อมแซมก็ไม่เพียงแต่ต้องผลาญเงิน เทพเซียนจานวนนับไม่ถ้วน ต่อให้ซ่อมได้สาเร็จ อยู่ติดกับซากปรัก สนามรบที่ปราณชั่วร้ายเข้มข้น ในอนาคตจะยังจัดงานเฉลิมฉลอง ประเภทต่างๆ จะยังรับรองแขกผู้สูงศักดิ์ได้อย่างไร? จะให้มาดูผีหรือ?
นี่จึงทาให้เซินฝู่จวินได้เก็บตก ฉวยโอกาสนี้เข้ามายึดครองภูเขา ก่อตั้งพรรคเป็นของตัวเอง บุกเบิกสถานที่ใหม่ขึ้นเป็นถ้าสถิต มันคือ ราชาแห่งผีซึ่งเป็นวิญญาณหยิน อยู่ที่นี่จึงเหมือนปลาได้น้า บางครั้ง ที่มีผู้ฝึกตนผ่านทางมา ทนดูการกระทาของเซินฝู่จวินไม่ไหว แต่ผล กลับกลายเป็ นว่าหากไม่ต้องอาวุธหักจมอยู่ภายใต้ทรายและโคลน ตัวเองกลายมาเป็ นผีก็โชคดีหนีรอดไปได้ จาต้องเผ่นหนีเพื่อความ ปลอดภัยของตัวเอง
สตรีมวยผมสูงที่แต่งกายงดงาม รูปร่างอวบอิ่ม งามเย้ายวนผู้นั้น เหมือนจะเป็นฉากกั้นที่ทามาจากเนื้อหนัง
ก่อนหน้านี้นางพูดหยั่งเชิงไปแล้ว ผู้ฝึกตนอิสระที่รูปร่างเป็นเด็ก แค่แสร้งท าเป็นไม่ได้ยิน ไม่ยอมตอบนางเหมือนเป็นคนใบ้ นางขมวด คิ้วมุ่น หันหน้าไปสั่งสอนสาวใช้ชั้นต่าซึ่งเป็นผีงามที่เซินฝู่ จวินเลี้ยง เอาไว้ “คนที่ความเป็นมาไม่แน่ชัดเช่นนี้แค่ฆ่าทิ้งไปก็พอแล้ว”
เฉินหลิงจวินคืนสติกลับมา ถอนหายใจ แต่ก็มองรากฐานของ สตรีผู้นี้ออกได้อย่างง่ายดาย ต้องเป็ นพวกเผ่าพันธ์จิ้งจอกอย่างไม่
ต้องสงสัย ส่วนวิธีการฝึกตนของนางคือรูปแบบใด เขาก็พอจะเดาได้ เจ็ดแปดส่วน เพราะถึงอย่างไรพื้นที่มงคลบ้านตนก็มีแคว้นหูอยู่แห่ง หนึ่ง หลายปี มานี้คบค้าสมาคมกันหลายครั้งย่อมต้องเข้าใจอะไร มากมาย
ข้างกายของสตรีมีชายหนุ่มที่แต่งกายเป็นคุณชายฝ่ายบู๊บนเวที แสดงงิ้ว บนศีรษะสวมหมวกนักรบสีน้าเงิน ข้างจอนหูเสียบดอก โบตั๋นที่สั่นระริกไปตามการเคลื่อนไหวไว้ดอกหนึ่ง สีหน้าของเขาซีด ขาว เรือนกายสูงแต่ผอม คอยยกมือจับประคองแขนของสตรีมวยผม สูงเบาๆ อยู่ตลอดเวลา “แม่นางหู ไม่สู้ให้ข้าน้อยลงมือจัดการเขาซะ ถือเสียว่าเป็นการเพิ่มของขวัญร่วมแสดงความยินดีชิ้นหนึ่ง”
พวกผีหญิงยินดีจะได้เห็นเขาทาเช่นนั้น ทว่าบนใบหน้ากลับ แสร้งเผยสีหน้าลาบากใจ ให้กลุ่มของแม่นางหูมาเป็นหินทดสอบทอง หากเด็กชายชุดเขียวเป็นแค่คนไร้ประโยชน์ที่ดีแต่แสร้งท าเป็นหลอก ผีหลอกเจ้า ก็สมควรแล้วที่เขาต้องมาตายอยู่ที่นี่ หากเป็ นพวกคน แข็งแกร่งที่ชอบออกท่องโลกโลกีย์ ทางฝั่ งของฝู่จวินก็จะได้วางแผน รับมือแต่เนิ่นๆ
ผีหญิงที่กอดผีผามองสังเกตเด็กสาวสวมรองเท้าปั กลายที่อยู่ ข้างกายหูเหนียงเนียงแห่งหาดเฉาจูอยู่ตลอดเวลา เรือนร่างบอบบาง สะโอดสะอง หน้าตางดงาม แค่มองก็รู้ว่าเป็นนางคณิกาฝึกหัดที่ยังไร้ ประสบการณ์ เพียงแต่สภาพการณ์ของเด็กสาวในเวลานี้ไม่ค่อยดี เท่าใดนัก มือเท้าต่างสวมโซ่ตรวนที่ทาด้วยกรรมวิธีลับของบนภูเขา
เฉินหลิงจวินมองนาง นางเองก็มองเด็กชายชุดเขียวขลาดๆ
บางทีก่อนออกจากบ้านเด็กสาวคงไม่ได้เปิดปฏิทินเหลืองให้ดี อาศัยสถานะบนท าเนียบของพรรคเล็กๆ ก็กล้าออกเดินทางเพียง ลาพัง เดินทางผ่านหาดเฉาจู แม้จะมีที่พึ่งและการต่อสู้อย่างดุเดือด ครั้งหนึ่งก็ทาให้หาดเฉาจูสูญเสียกองกาลังไปไม่น้อย สุดท้ายก็ยัง เป็นหูเหนียงเนียงที่ลงมือด้วยตัวเอง ใช้วิธีการหลายอย่างถึงจะจับตัว นางไว้ได้ คิดจะส่งนางไปเป็นสาวใช้อุ่นห้องของเซินฝู่จวิน
คนหนุ่มที่แต่งกายเหมือนนักแสดงงิ้วเอ่ยเตือนด้วย “ความหวังดี” ว่า “เจอหูเหนียงเนียงแห่งหาดเฉาจูแล้วยังไม่รีบคุกเข่าโขกหัวคารวะ นางอีก”
“หนวกหู! เจ้าจะพูดจาไร้สาระกับเจ้าเด็กนี่ทาไม!”
ชายร่างเล็กเตี้ยตวาดกร้าว “เจ้าเด็กนั่นหูหนวกหรือไร เหนียง เนียงของพวกเราถามเจ้าอยู่นะ?!”
ไอ้หมอนี่หน้าตาแปลกใหม่ คิ้วเป็ นเส้นตรงสีออกเหลืองอมแดง ทั่วร่างมีแต่เนื้อหนังหยาบกระด้าง บนแขนสองข้างคือกล้ามเนื้อเป็น มัดๆ ถือขวานด้ามหนึ่ง
เดิมก็เป็นคนหยาบคายคนหนึ่ง
เขายกขวานขึ้นมา “รีบตายไปซะ อย่าหวังว่าจะถ่วงเวลาการดื่ม สุราเซียนอย่างสาราญใจระหว่างเหนียงเนียงกับเซินฝู่จวินได้!”
เฉินหลิงจวินเอาแต่พูดอยู่กับตัวเอง “พวกเจ้าช่างใจกล้า เหลือเกิน ข้าเองก็ถือว่าใจกล้าไม่น้อยแล้ว แต่พอเทียบกับพวกเจ้า กลับห่างชั้นกันไกลนัก”
ชายร่างกายายิ้มเหี้ยม “ถ้าอย่างนั้นชาติหน้าก็ไปเกิดในครรภ์ที่ ดีแล้วกัน!”
เฉินหลิงจวินปรายตามองชายรูปลักษณ์หยาบกระด้างผู้นี้?
เกรงว่าคนที่ฉลาดที่สุดและเจ้าเล่ห์ที่สุดก็คือเจ้าหมอนี่แล้ว เพราะในดวงตาของเขาฉายแววไม่น่าไว้วางใจ
สตรีเองก็รู้สึกเบื่อเหมือนกัน ไม่มีความจาเป็นให้ต้องเสียเวลา ทั้ง ยังเสียหน้ากับพวกผีหญิงพวกนี้ไปเปล่าๆ นางจึงส่งสายตาให้กับชาย
หนุ่มที่ทัดดอกไม้
ในที่สุดก็ได้รับอนุญาตจากหูเหนียงเนียง คนหนุ่มจึงพูดเสียง ชวนขนลุกว่า “เจ้าเด็กน้อยโชคไม่ดี วันนี้ศาลของพวกเราเพิ่งรับเด็ก คล่องแคล่วมากลุ่มหนึ่ง ไม่ขาดเด็กที่ช่วยก่อไฟกวาดพื้น”
เขาเอามือข้างเดียวไพล่หลัง ในชายแขนเสื้อถือกริช ยกมือขึ้น เตรียมจะไปลูบหัวเด็กชายชุดเขียว
เฉินหลิงจวินสะบัดชายแขนเสื้อข้างหนึ่ง “ไสหัวไปไกลๆ”
พายุหมัดชัดกระเพื่อมออกไป พริบตาเดียวก็พลิกหมวกนักรบ ให้หล่นร่วง ดอกไม้ที่ทัดไว้ข้างจอนหูก็ร่วงไปด้วย
คาดไม่ถึงว่าคนหนุ่มท่าทางอามหิตผู้นี้จะเป็นคนหัวล้าน คนหนุ่มอึ้งค้างอยู่กับที่ พลันกรีดเสียงร้องแหลมดัง
ที่แท้มันคืออีแร้งที่กลายเป็นภูติซึ่งคอยป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่แถว สนามรบไม่จากไปไหน เลือกกินเฉพาะซากศพ บางทีอาจเป็นเพราะ ขาดอะไรก็ต้องเสริมอย่างนั้น เวลาปกติจึงมักจะแสร้งท าเป็นรักความ
สะอาด ค าพูดการกระท าก็แสร้งท าเป็นสง่างาม
ชายหยาบกระด้างก็ไม่รีบร้อนเข้าไปช่วย ยืนอยู่ที่เดิม กระตุกมุม ปาก มีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น
และเวลานี้เอง ทุกคนก็พลันตาพร่าลาย เห็นเพียงว่าเด็กชายชุด เขียวคว้าแขนของสตรีที่มวยผมสูงแล้วกระชากอย่างแรง เนื้อหนังมัง สาของทั้งร่างนางเหมือนผ้าแพรต่วนที่ถูกกระชากลงมา สตรีเผยร่าง เดิมในทันใด ที่แท้นางก็เป็นจิ้งจอกหน้าขาวตัวหนึ่ง
เฉินหลิงจวินยื่นมือไปคว้าลาคอของจิ้งจอกเฒ่าแล้วลากอีกฝ่ าย เดินไปโดยตรง เขาหันหน้าไปพูดกับพวกผีหญิงและผู้ฝึกตนที่หน้า เผือดสีพวกนั้นว่า “ข้าอยากรู้นักว่าเซินฝู่ จวินอยู่ที่นี่มีบารมีแปดทิศ ถึงเพียงใด อย่ามัวยืนอึ้งกันอยู่เลย คนที่รับผิดชอบนาทางก็นาทางไป ข้าจะเดินพลางพูดคุยกับหูเหนียงเนียงผู้นี้ไปด้วย”
ในอาณาเขตหาดเฉาจูที่พื้นที่เชื่อมต่อกับซากปรักสนามรบ มีผู้ เฒ่าร่างผอมคนหนึ่งรีบรุดเดินทางมา พอมาถึงที่นี่กลับกลายเป็นว่า ไม่รีบแล้ว เขาก้มหน้ายกมือขึ้นมองขุนเขาสายน้าผ่านฝ่ามือ ตามหา
ร่องรอยของเด็กชายชุดเขียว หลังจากเห็นสถานการณ์คร่าวๆ ก็ หัวเราะ สายตาของเขากวาดผ่านไปยังจุดอื่น เห็นวัตถุหยินตนหนึ่งที่ สวมชุดฉลองพระองค์ของจักรพรรดิในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่มี กลิ่นอายสกปรกพุ่งทะยานท่วมฟ้ า มันนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรใน ตาหนักใหญ่ที่เลียนแบบมาจากบัลลังก์ของจักรพรรดิในโลกมนุษย์ ดั่งจักรพรรดิผู้ทรงอ านาจน่าเกรงขาม ในห้องโถงใหญ่ยังมีขุนนาง บุ๋นแม่ทัพปู่สองแถวที่แสร้งมายืนท าท่าขึงขังให้พอเป็นพิธีกับขุนนาง หญิงอีกกลุ่มหนึ่งที่ถือบ้างก็ถือพัด บ้างก็ถือโคมวังหลวง ผู้เฒ่าเดิน เลียบไปบนเส้นทางสายเล็กบนสันหลังเขาจนถึงยอดเขา มีศาลาผุพัง อยู่หลังหนึ่ง ผู้เฒ่านั่งลงในศาลา มองทัศนียภาพนอกภูเขา สายน้า เส้นหนึ่ง น้าไหลแผ่วเบาแต่รวดเร็ว พอไหลไปในแนวขวางก็วก ย้อนกลับ เรือที่แล่นอยู่ใต้ลานาวาพุ่งไปดุจลูกศร
……
ช่วงเช้าวันนี้ จวนราชครูมีการประชุมสองครั้ง ครั้งแรกคือต้น ยามเฉิน ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมมีเผยเม่าทูตผู้ตรวจการ จ้าวตวนจิ่ นเจ้ากรมพิธีการ หลิวสวินเหม่ยรองเจ้ากรมกลาโหมของเมืองหลวง สารอง หยวนเจิ้งติ้งผู้ว่าการมณฑลหงโจว เจี่ยนเฟิ งขุนนาง ผู้ตรวจการงานเตาเผาหลงเฉวียน เยี่ยนหย่งเฟิง ฯลฯ รวมทั้งสิ้นยี่สิบ กว่าคน
ครั้งที่สองคือยามซื่อตรง มีเว่ยลี่ เหวยเลี่ยง อู๋หวังเฉิง หงหลิ่น ฯลฯ รวมทั้งสิ้นสามสิบกว่าคน
ขณะที่ยังอยู่ในช่วงยามเหม่า (ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า) เฉินผิงอัน เดินอยู่หน้าประตูจวนราชครู หันหน้าไปมองเส้นทางเงียบสงบที่เดิน ผ่านมา
หมื่นสรรพสิ่งในฟ้ าดินต่างก็มีเส้นทางของตัวเอง สรรพชีวิต ทั้งหลายที่มีสติปั ญญาต่างก็ได้ในสิ่งที่ต้องการ ต่างก็สบายใจ
ดวงตะวันลอยขึ้นเหนือมหาสมุทร เหมือนโอสถทองพร่างพราว เม็ดหนึ่งที่โผล่พรวดออกมาจากทะเลสาบหัวใจที่กว้างใหญ่หาที่ สิ้นสุดไม่ได้ของผู้ฝึกบาเพ็ญตนคนหนึ่งมีฉายาว่า “ฟ้ าดิน