กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 50.2 ร่างนี้เมื่ออยู่ใต้ลานาวาก็พุ่งไปดุจ ลูกศร
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 50.2 ร่างนี้เมื่ออยู่ใต้ลานาวาก็พุ่งไปดุจ ลูกศร
เฉินผิงอันมองตะพาบเฒ่า ในที่สุดก็แน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ ายไม่ได้ พูดประชด
อิ่นชิงกลั้นขา ยังดี รู้ว่ามาขอร้องให้คนอื่นช่วยเหลือ อย่างน้อย ที่สุดในเรื่องของการเรียกขานก็ไม่ดื้อดึง
หยวนหยวนกล่าว “เซียนกระบี่เฉิน ข้ามีนิสัยตรงไปตรงมา เป็น คนตรงที่พูดจาเปิ ดเผยมาเมืองหลวงครั้งนี้ก็เพราะอยากจะขอ จดหมายแนะนาจากท่านฉบับหนึ่ง ช่วยพูดดีๆ ถึงข้าสักสี่ห้าคา จะได้ กลับไปขอเป็ นผู้ใต้บังคับบัญชาของจินหลี่ต้าหวังในจวนวารี มหาสมุทรบูรพาได้”
“ส่วนจะตอบแทนเช่นไร ทฤษฎีผลงานอันเป็นรูปธรรมในทุกวันนี้ ท่านเรียกตัวเองว่าเป็ นที่สามก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าเป็ นที่สอง สรุปก็ คือท่านเป็ นคนตัดสินใจได้เลย ข้าฟั งเงื่อนไขของท่านแล้วก็จะ ใคร่ครวญผลได้ผลเสียด้วยตัวเอง หากรู้สึกว่าทาได้ก็จะมีสัญญา วิญญูชนที่ไม่จาเป็ นต้องเอ่ยคาสาบาน หากข้ารู้สึกว่าเงื่อนไขโหด เกินไป ก็ขอให้ข้าพิจารณาดูอีกที”
“ข้าพูดจบแล้ว เซียนกระบี่เฉินตัดสินใจเอาเอง”
เฉินผิงอันไม่ได้รีบร้อนให้คาตอบ แต่ยิ้มถามว่า “สหายหยวน เป็นคนรู้จักเก่ากับจินหลี่หรือ?”
อันที่จริงแน่ใจได้แล้ว หากเป็นคนบนเส้นทางเดียวกันกับจินหลี่ อย่างน้อยก็แน่ใจในเรื่องหนึ่งได้ นั่นคือต้องไม่ใช่คนที่มีกลอุบายล้า ลึกอะไร
หยวนหยวนกล่าว “แค่พลทหารตัวเล็กไร้ชื่อเสียงไม่กล้าอาจ เอื้อมตีสนิทจินหลี่ต้าหวังปีนั้นเป็นแค่ลูกกระจ๊อกใต้การปกครองของ นางเท่านั้น ไม่มีค่าพอให้พูดถึง ขอบเขตของข้าต่า แต่เสียงดัง ไม่ พูดว่ามีคุณความชอบในการสังหารศัตรู แต่เมื่ออยู่ในสนามรบ ชูธง ร้องตะโกนก็ยังพอจะทาได้ ปีนั้นต้องการทวงความเป็ นธรรมให้กับ องค์หญิง จินหลี่ต้าหวังจึงชูธงก่อกบฏ ข้าก็อยากจะติดตามนางไปทา สงครามบนพื้นแผ่นดิน ขึ้นฝั่ งบุกไปโจมตีทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ก่อกบฏต่อศาลบุ๋น…”
ชิงอิงรีบกระแอมติดกันหลายที เตือนเจ้าทิ่มที่พูดจาไม่ยั้งคิดผู้นี้ เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าเฉินผิงอันคือใคร? อาจารย์ของเขาคือเหวินเซิ่ง นะ!
เฉินผิงอันหลุดข าอย่างอดไม่อยู่ โบกมือ “พูดตามสบายได้เลย”
หยวนหยวนจึงเอ่ยต่อ “เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใด จินหลี่ต้าหวังถึง ออกคาสั่งทางทหารแยกตัวข้าออกไป รอกระทั่งข้ารู้ตัวทีหลังแล้วรีบ ตามไปก็สายไปแล้ว รอกระทั่งข้ารีบร้อนมุ่งหน้าไปยังสนามรบที่เป็น
จุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลกับพื้นดินก็เห็นแต่ความว่างเปล่า มีแค่วิญญู ชนของสานักศึกษาลัทธิขงจื้อหน้าตาอ่อนเยาว์ไม่กี่คนที่กาลังเก็บ กวาดสนามรบกันอยู่ สายตาที่มองข้า…อืม ก็เหมือนสายตาของเซียน กระบี่เฉินตอนนี้”
ชิงอิงเพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกว่าแม่ทัพหยวนเคยมี…วีรกรรม
เช่นนี้อยู่
เฉินผิงอันจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ในเวลานั้นได้เลย คาด ว่าวิญญูชนของสานักศึกษาทั้งหลายน่าจะงงกันไม่น้อย
ก็เหมือนการก่อจลาจลในกองทัพที่ฟ้ าร้องดังฝนตกเบา ทั้งๆ ที่ แยกย้ายกันไปแล้วต่างคนต่างกลับบ้านใครบ้านมันแล้ว จู่ๆ กลับมี เจ้าที่มคนหนึ่งโผล่มายืนชูแขนร้องตะโกนอยู่ตรงนั้นคนเดียว
หยวนหยวนเอ่ยอย่างเสียใจว่า “ภายหลังศาลบุ๋นมีคาตาหนิส่งมา สั่งให้ข้ากลับไปที่ทะเลสาบร้อยบุปผาในแจกันสมบัติทวีป ไม่อาจ กลับคืนสู่ร่างมนุษย์ ต้องคอยให้การคุ้มกันเรือที่ผ่านไปมาอย่างลับๆ เพื่อเป็นการทาความดีชดใช้ความผิด แม่ทัพผู้พ่ายได้รับการลงโทษ เช่นนี้ก็ไม่ถือว่าถูกใส่ร้าย เพียงแต่ว่าเวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า ไม่เคย ได้ยินข่าวคราวของจินหลี่ต้าหวังและองค์หญิงมานาน จึงร้อนใจราว ไฟลน คิดถึงพวกนางอยู่ตลอดเวลา นานวันเข้าก็เลยกลายมามีนิสัย ฉุนเฉียวเจ้าอารมณ์อย่างทุกวันนี้”
เฉิ นผิงอันพลันหัวเราะ อ่านตาราที่ดีมาจนหมดสิ้น เห็น ทัศนียภาพงดงามอย่างถ้วนทั่ว ได้ดื่มสุราเลิศรสอย่างสาแก่ใจ คบหา กับคนจริงใจ ล้วนเป็นเรื่องน่ายินดีในชีวิต
เฉินผิงอันเองก็เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “ตามข้าไปที่จวน ราชครูไหม? จะช่วยเขียนจดหมายส่งไปหาจินหลี่ที่จวนวารีให้เจ้า
ทันที ไม่พูดถึงเงื่อนไขอะไรแล้ว”
หยวนหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ชื่อเสียงสมคาเล่าลือ อย่างแท้จริง เซียนกระบี่เฉินคือเจินเหริน (คนจริงหรือผู้บรรลุธรรม ระดับสูง)”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ยว่า “พอจะถือว่าเป็นคนตรงไปตรงมาได้อย่างถู ไถ ไม่คู่ควรกับค าเรียกขานที่ไพเราะอย่าง “เจินเหริน” นี้จริงๆ”
หยวนหยวนเอ่ย “เบื้องบนคือการสรุปวิชาความรู้ในอดีต เบื้อง ล่างคือการวางรากฐานให้กับแนวคิดในอนาคต ท่านอาจารย์ล าบาก แล้ว”
สีหน้าของนักพรตหยวนเคร่งขรึม ก้มหัวคารวะตามแบบของ ลัทธิเต๋า ร้องขานประโยคว่าขออู๋เลี่ยงเทียนจุนโปรดประทานพร
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา “มิกล้ารับ” หยวนหยวนหันไปมองอิ่นชิง
ชิงอิงถอนหายใจ “สหายหยวน น้าใจของเจ้าข้ารับไว้แล้ว แต่ข้า มาหาอาจารย์เฉิ นไม่ใช่เพราะอยากฝ่ าทะลุคอขวดขอบเขต ก่อกาเนิด อีกอย่างจิตมารของข้าก็ไม่ใช่นายท่านป๋ ายเจ๋อ”
จิตมารของนักพรตมีความสาคัญไม่ด้อยไปกว่าชื่อจริงของเผ่า ปีศาจ ไม่ว่าสิ่งที่นางพูดเป็ นจริงหรือเท็จ หยวนหยวนก็ไม่ซักไซ้ต่อ เพียงเอ่ยว่า “อาจารย์เฉิน ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะออกไปจากเมือง หลวงต้าหลี ตรงดิ่งไปที่จวนสุ่ยจวินมหาสมุทรบูรพาเลยนะ เชื่อว่า กระบี่บินส่งข่าวของจวนราชครูน่าจะเร็วกว่าความเร็วในการทะยาน น้าของข้า”
เฉินผิงอันกุมหมัดเอ่ย “มีงานที่ต้องทา โปรดอภัยที่ไม่ได้ไปส่ง ไกลๆ”
หยวนหยวนกุมหมัดกล่าว “ได้เจอเจินเหริน โชคดียิ่งนัก โชคดี ยิ่งนัก”
หยวนหยวนพูดจาเนิบช้า แต่ทาอะไรรวดเร็วฉับไว ไม่อืดอาด ชักช้าแม้แต่น้อย บอกว่าจะไปก็ไปเลย
เฉินผิงอันกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ ไม่ใช่โจวจื่อจริงๆ
ชิงอิงติดตามเฉินผิงอันเดินเนิบช้าไปทางจวนราชครูด้วยกัน ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความล าบากใจ หลังจากลังเลอยู่หลาย ครั้ง นางก็ยังใช้เสียงในใจเปิดปากถาม “เฉินอิ่นกวาน นายท่านป๋ า ยเจ๋อยังสบายดีอยู่ไหม?”
เฉินผิงอันเอ่ย “เรื่องนี้คนนอกยากที่จะบอกได้อย่างแม่นยา บาง ทีพวกเราอาจรู้สึกว่าสภาพการณ์ของเขาไม่ดีมากๆ แต่อาจารย์ป๋ า ยเจ๋อเองกลับรู้สึกว่าดีมาก คือการตัดสินใจที่สาหรับเขาแล้วถือว่า ถูกต้องที่สุด”
ชิงอิงเงียบงัน
นางเคยติดตามนายท่านป๋ ายเจ๋อท่องเที่ยวไปในแจกันสมบัติทวีป ด้วยกัน บนสะพานเลียบหน้าผาท่ามกลางค่าคืนที่มีพายุหิมะ ได้เจอ กับเด็กหนุ่มยากจนคนหนึ่งกับ “เด็กรับใช้ตัวน้อย’ สองคน
เด็กหนุ่มก็คือเฉินผิงอันที่เดินทางจากสานักศึกษาชานหยาต้าสุ ยกลับบ้านเกิด
ปีนั้นป๋ ายเจ๋อไม่ได้พานางไปที่เปลี่ยวร้าง กลับยังให้นางเดินทาง ไปที่จวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์ ไปหาจิ้งจอกฟ้ าสิบหางที่มีฉายา การฝึกตนว่า “เลี่ยนเจิน” ชิงอิงกลับไม่ยินดีจะไปสวามิภักดิ์ต่อญาติ ห่างๆ ผู้นี้ แม้ว่าจะยังคงไปจวนเทียนซือ แต่กลับเหมือนไปพึ่งพาอยู่ ใต้ชายคาของผู้อื่น นางจึงแค่ติดตามนักพรตที่เป็นผู้สูงศักดิ์หวงจื่อก ลุ่มหนึ่งฝึกฝนวิชาอสนีเท่านั้น
ในความเป็นจริงแล้ว ชิงอิงเป็นพี่สาวน้องสาวกับจิ้งจอกแดงตัวที่ ในอดีตเคยปรากฏตัวในตรอกหนีผิง
อีกทั้งนางกับฮ่วนซีฮูหยินจิ้งจอกเก้าหางที่ซ่อนตัวอยู่ในใบถง ทวีปตัวนั้นก็ถือว่ามีบรรพบุรุษมีสายเลือดเดียวกัน
คากล่าวของบนภูเขาบอกว่าชิงชิวคือที่ตั้งของศาลบรรพชน ดั้งเดิม มีการก่อตั้งสานักเบื้องล่างไว้ทั้งในเปลี่ยวร้างและไพศาล ต่าง ก็มีการสืบทอดควันธูป ตามขนบธรรมเนียมในปั จจุบัน ชิงชิวซึ่งเป็น ที่ตั้งพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของแคว้นหูในยุคบรรพกาลก็เหมือนศาล บรรพบุรุษหลักของตระกูล เลี่ยนเจินและฮ่วนซีฮูหยินต่างก็สร้าง สานักเผ่าจิ้งจอกของตัวเองขึ้นมา ทว่าเป็ นการแยกบ้านจึงถือเป็ น สายย่อย และมีชื่อเรียกสายที่ไม่เหมือนกัน อย่างจิ๋วเหนียงที่อยู่ใน ใบถงทวีปและแคว้นหูในแจกันสมบัติทวีป
ชิงอิงกล่าว “ปี นั้นเดินทางอยู่ในแจกันสมบัติทวีป ราชครูต้า หลีขุยฉานเห็นพวกเราก็เอาข้าไปพูดเย้ยหยันนายท่านป๋ ายเจ๋อ เอ่ย ประโยคหนึ่งที่ไม่น่าฟั งเอาเสียเลย บอกว่าจิ้งจอกเดินทางกับข้า เป็น เพราะข้าต้องชั่วร้ายอย่างแน่นอน” ในใจข้าเคียดแค้นอย่างถึงที่สุด แต่กลับไม่อาจทาอะไรซิ่วหูผู้นั้นได้”
เฉินผิงอันกลืนคาพูดประโยคหนึ่งที่เดิมทีมารออยู่ตรงปากแล้ว กลับลงท้องไป เผชิญหน้ากับศิษย์พี่ชุย คนที่ทาอะไรได้ มีไม่มาก
เขาเปลี่ยนมาใช้คาพูดที่ค่อนข้างเป็ นกลางแทน “ใน “บท เกียรติยศและอัปยศ” ของอาจารย์ข้าเคยเอ่ยไว้ว่า “ค าพูดท าร้ายคน ได้ลึกยิ่งกว่าหอกและง้าว’ คากล่าวนี้ไม่ผิดเลย”
ชิงอิงพูดด้วยสีหน้าเศร้ารันทด “โลกภายนอกต่างก็พูดกันว่า นายท่านป๋ ายเจ๋อใจอ่อนเป็นได้แค่คนที่เมตตาเกินควรไปตลอดกาล
บอกว่าจิตแห่งมรรคาไม่สอดคล้องกับขอบเขตของเขา พวกเขาพูด ผิดหรือไม่?”
เฉินผิงอันคิดแล้วก็เอ่ยว่า “ต่อให้พวกเขาไม่ได้พูดผิดก็ไม่ได้ หมายความว่าอาจารย์ป๋ ายเจ๋อจะท าผิด”
ชิงอิงเอียงหัว สีหน้ามึนงง
เฉินผิงอันเอ่ย “ขอแค่มีเลือดลมก็ล้วนมีใจอยากช่วงชิง ไม่ใช่ว่า ใครก็มีคุณสมบัติจะถูกเจิ้งจวีจงวางแผนเล่นงานและจงใจตั้งตัวเป็ น ปรปั กษ์ได้”
ชิงอิงสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ไม่ว่าจะ อย่างไร ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร อาจารย์เฉินและซิ่วหูต่างก็เป็ นผู้ กอบกู้ฟ้าที่กาลังจะถล่มลงมา”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด เงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยว่า “แน่นอนว่า ศิษย์พี่ใหญ่ต้องเป็นวีรบุรุษที่สามารถกอบกู้สถานการณ์ที่กาลังจะพัง ถล่มลงมาได้ พูดถึงเขาเช่นนี้ไม่มีปั ญหาใดๆ ส่วนข้า พวกเจ้า สามารถคิดเช่นนี้ได้ นี่คือความคิดเห็นและอิสระของพวกเจ้า แต่ข้า ไม่กล้าเรียกตัวเองด้วยความภาคภูมิใจเช่นนี้ ไม่มีทางรู้สึกเช่นนี้ เด็ดขาด”
ชิงอิงขอตัวลากลับไป
เฉินผิงอันเกิดความคิดกะทันหันจึงเอ่ยว่า “เจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิว ได้เผยกายในโลกมนุษย์แล้ว ตอนนี้นางพักอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วชั่วคราว
เวลานี้น่าจะติดตามจ้าวเทียนซือเดินทางลงใต้ หากเจ้าไม่รู้สึกยอก แสลงในใจก็สามารถไปพูดคุยกับนางได้ แล้วถือโอกาสน าความของ ข้าไปบอกกับผู้อาวุโสชิงชิวด้วย บอกว่าข้าขอเชิญให้นางมารับ หน้าที่เป็นเค่อชิงอันดับหนึ่งของราชสานักต้าหลี”
ชิงอิงตะลึงตาค้าง อารมณ์กระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง นางรีบตก ปากรับคา ในฐานะเผ่าจิ้งจอกมีหรือจะไม่เลื่อมใสเจ้าแห่งจิ้งจอกชิง ชิว?
และนางก็สัมผัสได้อย่างเฉียบไวถึงความหวังดีของอาจารย์เฉิน เขากังวลว่าตนไปพบเจ้าแห่งจิ้งจอกชิงชิวแล้วจะไม่มีคาพูดเปิดบท สนทนาที่เหมาะสม
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อยก็ยิ้มเอ่ยว่า “อยู่ที่กาแพงเมืองปราณ กระบี่ ข้าไม่หวาดกลัวเผ่าปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างกลุ่มนั้น เพียงแค่ เพราะอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อนมักจะปลุกใจตัวเองด้วยประโยคที่ว่า “แม้กระทั่งป๋ ายเจ๋อข้าผู้อาวุโสก็ยังเคยเจอมาแล้ว จะยังต้องกลัวบิน ทะยานอย่างพวกเจ้าอีกหรือ?”
ชิงอิงกะพริบตาปริบๆ จนขนตาสั่นไหว ยอบกายคารวะอย่าง ซาบซึ้งใจ
บันทึกท่องเที่ยวเล่มนั้นไม่โกหกจริงเสียด้วย อาจารย์เฉินรักหยก ถนอมบุปผาอย่างแท้จริง
เฉินผิงอันเดินไปบนถนนเพียงลาพัง ไม่รู้ว่าพวกหมี่ลี่น้อย กับเฉินหลิงจวินเดินทางเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว
……
หมี่ลี่น้อยยังนั่งยองดูต้นทางอยู่บนกิ่งไม้ ทางฝั่ งของซากปรัก สนามรบโบราณยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ นางทั้งดีใจแล้วก็ทั้งเป็น ห่วง ที่ดีใจก็เพราะไม่มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือดเกิดขึ้น ที่กังวลก็ เพราะกลัวว่าจึงชิงจะพลาดท่าหลงกล ยุทธภพอันตรายนี่นะ แผนการ ชั่วร้ายมีสารพัดไม่ขาดสาย ขออย่าให้คนเก่าแก่ในยุทธภพอย่างจิ่ง ชิงตกหลุมพรางเลย
จงเชี่ยนถามคาถามยาวเป็นพรวน “ก่อนหน้านี้อยู่นอกศาลบุ๋นข องตัวอาเภอ ผู้เฒ่าที่วางแผงขายของโบราณคนนั้นใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในพื้นที่ที่ร่างทองได้รับความเสียหายหรือไม่? คือเทพเจ้าแห่งผืนดิน หรือว่าเทพอภิบาลเมือง? ดังนั้นเขาถึงได้เห็นพวกเราเป็ นฟาง ช่วยชีวิตเส้นสุดท้าย?”
เวินจื่อซี่หยิบเหล้ากาหนึ่งออกมา กระดกดื่มเหล้าอีกใหญ่แล้ว เดาะลิ้น ส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “ข้าไม่มีความสามารถในการมองลมปราณ มองออกแค่ว่าผู้เฒ่าไม่ใช่คนธรรมดาในหมู่ชาวบ้านร้านตลาด รากฐานของเขาคืออะไร ข้าไม่รู้ หากเป็ นเมื่อก่อนที่ท่องอยู่ในยุทธ ภพเพียงลาพังกลับง่ายและประหยัดเรื่อง แค่ต้องลงมือหยั่งเชิงก็รู้ ประวัติความเป็นมาและความตื้นลึกของอีกฝ่ายแล้ว”
เพราะกังวลว่าหมี่ลี่น้อยจะคิดมาก พวกเขาจึงใช้วิธีรวมเสียงให้ เป็นเส้นพูดคุยกันอย่างลับๆ
จงเชี่ยนมองเวินจื่อซี่ที่มีท่าทีที่สงบพร้อมรับสถานการณ์อย่าง มั่นใจ “ถึงอย่างไรผู้ฝึกยุทธก็ไม่ได้สง่างามอย่างคนที่ฝึกเวทคาถา เซียนอย่างพวกเจ้า”
เวินจื่อซี่เบ้ปาก เอ่ยว่า “ขอบเขตวรยุทธสูงมากพอ เวทคาถา เซียนก็เปราะบางเหมือนกระดาษแผ่นหนึ่ง”
จงเชี่ยนเอ่ย “ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่เสียเปรียบ”
ยังคงเป็นพ่อครัวเฒ่าที่พูดได้ดี อะไรที่เรียกว่าผู้ฝึกยุทธ ก็แค่คน นอกวงการที่ฝึกหมัดสองสามวัน ปากก็กล้าพูดถ้อยค าของผู้ฝึกยุทธ ขอบเขตปลายทาง ต่อให้เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ต้องพ่ายแพ้ อย่างแน่นอน ตัวอยู่ในสถานการณ์ตาย ก็ยังคงมีความกล้าหาญไม่ ถอยไม่หลบเลี่ยง ปล่อยหมัดที่สูงกว่าหนึ่งขอบเขต”
จงเชี่ยนพลันเอ่ยว่า “เวินจื่อซี่ เจ้าบอกกับข้ามาตามตรง ปล่อย ให้เฉินหลิงจวินบุกเดี่ยวไปยังซากปรักสนามรบแห่งนี้ สรุปแล้วเป็ น เจ้าขุนเขาที่สั่งการไว้นานแล้วหรือเป็นเพราะเจ้ามีเจตนาอย่างอื่นกัน แน่?