กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 52.4 สามสิบปีมาตามหามือกระบี่
เก็บอารมณ์ความคิดกลับคืนมา เซิ่นฝู่ จวินยิ่งรู้สึกว่าฟ้ าดินคับ แคบ ไม่มากพอจะให้ตนได้แสดงฝีมือหมัดเท้าอย่างเต็มที่
เผยเฉียนวางหมี่ลี่น้อยไว้บนหลังม้า
ชายฉกรรจ์ร่างกายาผู้นั้นก้าวเดินเร็วๆ ราวกับบิน บนเส้นเส้น หนึ่ง ฝุ่ นคละคลุ้งตลบอบอวล เขาตวาดกร้าวด้วยสีหน้าดุดันว่า “รีบ คุกเข่าเร็วเข้า แล้วจะละเว้นเจ้าไม่ต้องตาย”
ระหว่างที่พูด หญิงสาวคนนั้นก็เหมือนตกใจจนไม่กล้าขยับ แม่ ทัพผู้เหี้ยมหาญคนนี้บิดหมุนข้อมือ แสงดาบเปล่งวาบหนึ่งที ใช้กริช แทงไปที่ท้อง
บุรุษเห็นว่าโจมตีทีเดียวสาเร็จผลก็ประหลาดใจมากเหมือนกัน สี หน้าตื่นเต้น ตะโกนดังว่า “โจรชั่วถูกแทงตายแล้ว!”
พริบตานั้นเขาค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าสตรีตรงหน้าถึงกับ เป็นแค่เงาร่างที่พร่าเลือนสายหนึ่ง
ชายร่างกายาไม่กล้ารายงานข่าวเท็จ เขาจึงกดเสียงลงต่า หาทางลงให้ตัวเองอย่างกระอักกระอ่วน “ผู้น้อยยังไม่อาจสังหารโจร ชั่วได้”
ส่วนทาไมถึงได้เกิดความรู้สึกลวงตาว่ากริชแทงเข้าไปในวัตถุที่ จับต้องได้จริง ก็เป็ นแค่ลูกไม้ตบตาของผู้ฝึกตน เป็ นแค่กลเม็ดบน ภูเขาเท่านั้น
เซิ่นฝู่จวินที่ห่างออกไปไกลกลับมองเห็นความร้ายกาจของสตรี ผู้นั้นได้ในทันที เข้าใจว่าพรสวรรค์ด้านวิถีวรยุทธของอีกฝ่ายสูงมาก จึงใช้เสียงในใจตะโกนว่า “รีบถอยกลับมาฝีมือสู้ศัตรูไม่ได้…”
ต้องเป็นพายุหมัดที่หนาข้นขนาดไหนถึงได้ทาให้เงาร่างที่กาลัง ขยับเคลื่อนเหมือนร่างจริง?
ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เซิ่นฝู่ จวินคือคนฝึ กวรยุทธ ย่อมต้องรู้ดีถึง น้าหนักในเรื่องนี้ เขากัดฟั น แล้วก็คร้านจะเก็บง าฝีมืออีกต่อไป ถือ เสียว่าสิงโตจับกระต่ายใช้กาลังทั้งหมดที่มีก็แล้วกัน เซิ่นฝู่จวินยกมือ ขึ้นโบกอย่างแรง
ท่ามกลางทะเลเมฆหนาหนักมีวัตถุใหญ่โตโอฬารปรากฏออกมา ช้าๆ ถึงกับเป็ นเรือจู่โจมลาหนึ่งที่เลียนแบบเรือกระบี่ของต้าหลี แน่นอนว่าเหมือนแค่รูปร่างเท่านั้น ขนาดยังเล็กกว่าเยอะมาก แต่ก็ มากพอจะข่มขู่คนให้กลัวได้แล้ว
ทหารที่อยู่บน “เรือกระบี่” วุ่นวายอุตลุด ขยับเคลื่อนหน้าไม้ ขนาดใหญ่แต่ละคันจนพื้นเรือสั่นสะเทือน พากันเล็งตรงมายังผู้ฝึก ยุทธหญิงที่อยู่บนพื้นดิน
จงเชี่ยนเห็นว่าเฉินหลิงจวินยังไม่กลับมา ขณะที่กาลังจะลงมือ บริเวณใกล้เคียงกับตีนเขาก็มีเงาร่างของเด็กชายชุดเขียวทะยานขึ้น จากพื้นดิน เพียงชั่วพริบตาก็เหมือนก้อนเมฆสีเขียวก้อนหนึ่งที่พลิ้ว กายลงบนเสาระเบียงของหัวเรือ
ในศาลา อู่เหยียนตกตะลึงอยู่บ้าง ยิ้มเอ่ยว่า “โอ้โห ฝู่จวินที่บารมี สยบขวัญแปดทิศยังเป็นแค่ก่อก าเนิดอยู่เลยนะ”
เจียงเซ่อยกสองแขนกอดอก หลุดหัวเราะพรืด “ท าผิดกฎสวรรค์ สมควรแล้วที่เขาได้เสวยสุข”
ก็เหมือนหมี่ลี่น้อยที่ขี่อยู่บนคอเผยเฉียนเข้าใจผิด คงไม่ใช่ผู้ฝึก ตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่หรอกนะ หาไม่แล้วกองก าลังฝ่ ายของตนก็ ไม่ได้อ่อนด้อยเลยนะ อย่าว่าแต่พี่หญิงเผยเฉียนที่วิชากระบี่มารคลั่ง ชานาญเข้าขั้นมานานแล้วเลย แม้กระทั่งเจ้าขุนเขาคนดีก็ยังลงมือ เองแล้ว
เทพวารีหวังเซี่ยนหน้าเผือดสีเล็กน้อย เซิ่นฝู่ จวินผู้นั้นไม่ได้จัด งานเลี้ยงเพื่อฉลองการเป็นโอสถทองหรอกหรือ ไฉนสะบัดตัวเปลี่ยน ร่างถึงกลายมาเป็นก่อก าเนิดได้ล่ะ?
แจกันสมบัติทวีปเมื่อสามสิบห้าสิบปีก่อน อย่าว่าแต่เทพเซียน พสุธาอย่างพวกโอสถทอง ก่อก าเนิดเลย ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขต ชมมหาสมุทร หรือแม้กระทั่งขอบเขตถ้าสถิตก็คือวีรบุรุษผู้กล้าใน พื้นที่ที่มิอาจดูแคลนได้แล้ว มากพอจะเปิดภูเขาก่อตั้งพรรค ซื้อม้า
รวบรวมกาลังพล สยบขวัญพื้นที่หนึ่ง แม้จะบอกว่าเวลานี้เป็ น ทัศนียภาพอีกอย่างหนึ่ง แต่เทพวารีที่ร่างทองได้รับความเสียหาย อย่างหวังเซี่ยนซึ่งไม่อาจเดินทางไกลได้ เคยได้ยินได้ฟั งข่าวลือ บางอย่างมาก่อนก็ย่อมอดที่จะกึ่งเชื่อกึ่งกังขาไม่ได้
จิงเฮาคอยประเมินเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ตอนที่เซิ่นฝู่ จวินยังมี ชีวิตอยู่ก็เป็ นแค่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตหกคนหนึ่งเท่านั้น ตายไปแล้วก็ สามารถสร้างโอสถ กลายเป็ นก่อก าเนิดได้ในเวลาสั้นๆ จะต้องเป็ น เพราะมีสมบัติลับที่ระดับขั้นไม่ต่าติดตัว หรือไม่ก็ได้รับโชควาสนา นอกรีตที่ไม่อาจบอกใครได้อย่างแน่นอน?
เพียงแต่ว่าการอนุมานและการมองลมปราณ แต่ไหนแต่ไรมาก็ ไม่ใช่ความถนัดของจิงเฮา จะว่าไปแล้วหากว่าอยู่ในหลิวเสียทวีป ไม่ ว่าสถานที่ใดที่จู่ๆ มีก่อกาเนิดใหม่ที่ไม่สมเหตุสมผลโผล่ออกมา จิง เฮาแค่ชาเลืองตามองทีเดียวก็คงไม่สนใจอีก นี่ก็เหมือนมหาเสนาบดี ชราผู้ดารงตาแหน่งในราชสานักและครองอานาจสูงมานาน ได้รู้ว่า จ้วงหงวนแห่งการสอบคัดเลือกครั้งหนึ่งมีอายุสามสิบปี หรือเป็ น อัจฉริยะวัยเยาว์อายุเพียงสิบกว่าปี อันที่จริงก็มีอยู่แค่นั้น ไม่ได้ทาให้ เขารู้สึกอะไรสักเท่าไร
เจียงเซ่อเบื่อหน่ายสุดขีด จึงหาเรื่องมาคุยกับเทพวารีหวังเซี่ยน “เป็นเทพวารีในท้องถิ่นหรือ?”
หวังเซี่ยนตอบอย่างระมัดระวัง “เคยเป็น”
เจียงเซ่อถาม “ในอนาคตล่ะ?”
หวังเซี่ยนตอบตามสัตย์จริง “ไม่กล้าคิด”
เจียงเซ่อผงกปลายคาง “ไม่เคยได้ยินชื่อของจิงเฮาแห่งหลิวเสีย ทวีป ก็น่าจะเคยได้ยินฉายา ‘ชิงจู่” บ้างกระมัง?”
หวังเซี่ยนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เขาไม่กล้าโกหก ได้แต่เอ่ย อย่างอับอายว่า “เทพน้อยหูตาคับแคบ ไม่เคยรู้ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ “นั่งอยู่ตรงหน้าไม่รู้จัก ห่างไกลพันลึกลับ เป็นสายลมเดียวกัน”
เฉินชิงหลิวพลันลุกขึ้นยืน พูดกับจิงเฮาว่า “ขอยืมสมบัติอาคม ธาตุทองจากเจ้าชิ้นหนึ่ง”
จิงเฮารีบหยิบเตาทับคัมภีร์ลักษณะโบราณสีเหลืองทอง มีสองหู สามขาใบหนึ่งออกมาจากในวัตถุจื่อชื่อทันที
แล้วก็เป็นเพราะจิงเฮาจงใจอาพรางภาพบรรยากาศของของชิ้น นี้ หาไม่แล้วจะต้องเกิดภาพเหตุการณ์ที่สมบัติหนักเผยกายบนโลก แสงสีทองสาดส่องร้อยลี้แน่นอน
เฉินชิงหลิวหยิบเตาหลอมมา พริบตาเดียวมันก็กลายเป็ นน้า หมึกสีทองกองหนึ่งกลางฝ่ ามือ บิดข้อมือเล็กน้อย โชคชะตาน้าที่ เข้มข้นบริสุทธิ์ขุมหนึ่งมารวมตัวกันเป็นจานฝนหมึกที่ดูเหมือนจะเป็น เนื้อหยกชิ้นหนึ่ง ยื่นส่งให้หวังเซี่ยน ฝ่ ายหลังไม่เข้าใจ เห็นว่าเทพ
เซียนผู้เฒ่าจึงส่งสายตามาให้ บอกเป็ นนัยให้ตนรีบรับไว้ทันที หวังเซี่ยนก็ได้แต่ยื่นสองมือรับมาเฉินชิงหลิวเอ่ยว่า “หวังเซี่ยน เดิน ผ่านมาแล้วก็อย่าให้คลาดไป รอให้เรื่องนี้ยุติลงแล้ว เจ้าก็ท าหน้า หนาบากหน้าไปอยู่ตรงหน้าบุรุษแซ่เฉิน ขอกลอนคู่บทหนึ่งให้กับ ศาลาหลังนี้มาจากเขา หากเขาปฏิเสธไม่ยอมจุ่มน้าหมึก เจ้าก็ตอแย เขาต่อไป อย่าได้ปล่อยไปง่ายๆ จ าได้แล้วหรือยัง?”
หวังเซี่ยนมึนงงไม่เข้าใจ เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าน้อยจาได้แล้ว”
เฉินชิงหลิวเอ่ย “มีหนังหน้านี้หรือไม่?”
เกี่ยวพันกับหนังหน้าว่าหนาหรือบาง หวังเซี่ยนก็มั่นใจขึ้นมา ทันที เขารีบยิ้มเอ่ยว่า “ขอร้องให้คนอื่นช่วยเหลือ ผู้น้อยถนัดมาก!”
ในใจของจิงเฮารู้สึกอิจฉายิ่งนัก สมบัติอาคมที่คล้ายคลึงกันนี้ยัง มีอีกหลายชิ้น และศาลาในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบ้านตนก็ยิ่งมีอีก หลายสิบหลัง ปั ญหาเพียงอย่างเดียวก็คือไม่อาจเชื้อเชิญเซียนกระบี่ เฉินได้
เจียงเช่อยิ้มเอ่ย “ถึงเวลานั้นเมื่อมีกลอนคู่แล้วก็อย่าให้ขาด กรอบป้ าย ศาลาควรต้อง มีชื่อไม่สู้เขียนอักษรคาเดียวเป็ นคาว่า “ฟ้ า”?”
เฉินชิงหลิวเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ศาลา “ฟ้า? ไม่กลัวว่าพื้นที่ ในรัศมีหมื่นลี้รอบด้านจะพังยุบกลายเป็นหลุมใหญ่หรอกหรือ?”
ศาลาฟ้ า? (เทียนถิง) สรวงสวรรค์? (เทียนถิง สองคานี้ออกเสียง เหมือนกันแต่เขียนไม่เหมือนกัน) เจ้าเจียงเซ่อก็ช่างคิดได้นะ! จงใจ พูดแค่รัศมีหมื่นลี้ ยังเป็นเพราะเฉินชิงหลิวกลัวว่าจะไปท าให้เทพวารี หวังเซี่ยนตกใจกลัว
หาไม่แล้วแจกันสมบัติทวีปแห่งหนึ่งจะรับได้ไหวหรือ?
อู่เหยียนถลึงตาใส่ “ในเมื่อไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนอะไรมาก็ ออกความคิดเห็นแย่ๆ ให้น้อยหน่อย!”
เจียงเซ่ออ่อนใจแต่ก็ทาอะไรไม่ได้
เฉินชิงหลิวเองก็คร้านจะงัดข้อกับเจียงเซ่อ เอ่ยว่า “น้าหมึกที่ เหลืออยู่ในจานฝนหมึกในอนาคตก็เอาไปใช้ในการสร้างเทวรูปร่าง ทองขึ้นมาใหม่”
หวังเซี่ยนถามเสียงเบา “จานฝนหมึกจะคืนผู้อาวุโสอย่างไร?” เฉินชิงหลิวยิ้มเอ่ย “ถือเสียว่าเป็นของขวัญพบหน้าจากข้า” หวังเซี่ยนเอ่ยอย่างเคอะเขิน “ละอายใจมิกล้ารับไว้”
เฉินชิงหลิวถามอย่างสงสัย “เจ้าเองก็หน้าไม่หนานะ จะสามารถ พูดโน้มน้าวให้เฉินผิงอันใช้นิ้วจิ้มน้าหมึกเขียนตัวอักษรให้ได้จริงๆ หรือ?”
หวังเซี่ยนที่อยู่ในศาลาเจอความกระอักกระอ่วนติดต่อกันหลาย ครั้ง จะมีครั้งนี้เพิ่มอีกก็ไม่เห็นจะเป็นไร เขาพลันเบิกตากว้าง ตะโกน ว่า “ใครนะ?! เฉินผิงอัน?!”
เจียงเซ่อจุ๊ปาก เจ้าคนแซ่เฉิน ชื่อเสียงไม่น้อยเลยนะ
หวังเซี่ยนตระหนักได้ว่าตัวเองเสียกิริยา รีบสงบอารมณ์ลงทันใด กดเสียงลงต่าถามว่า “ขอผู้อาวุโสโปรดบอกข้าน้อยให้ชัดเจนหน่อย เถิด คงไม่ใช่ท่านผู้นั้นของต้าหลีหรอกนะ?”
เฉินชิงหลิวยิ้มเอ่ย “ต้าหลีคือแคว้นแห่งร้อยมณฑล คนที่ชื่อเฉิน ผิงอันมีมากมายถมเถไป ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าหมายถึงคนไหน”
หวังเซี่ยนบากหน้าถามว่า “ก็คือราชครูคนใหม่ของต้าหลี อื่น กวานคนสุดท้ายของกาแพงเมืองปราณกระบี่”
เฉินชิงหลิวยิ้มบางๆ “ไม่อย่างนั้นคนจะพูดกันหรือว่าไร้ความ บังเอิญก็ไม่เกิดเป็นต ารา”
เจียงเซ่อหัวเราะหยัน “ยามถึงยุคสมัยที่ไร้วีรบุรุษ คนธรรมดาก็มี ชื่อเสียงขึ้นมาได้”
อู่เหยียนเอ่ยอย่างมีโทสะ “เจ้าจะอิจฉาท าไม คนเขาก็เป็ น อาจารย์ของเผยเฉียนด้วยไม่ใช่หรือ?! วันๆ ชอบพูดจาโอ้อวดเกิน จริง หากแน่จริงล่ะก็ ทาไมก่อนหน้านี้เจ้าถึงไม่ตีกับโจวมี่อีกรอบแล้ว คว้าชัยชนะมาให้ได้ล่ะ…”
เจียงเซ่อเงียบกริบ ก็ไม่รู้ว่าอีกพันปี หมื่นปี ในอนาคต นามว่า “เฉินผิงอัน” และฟ้าดินเชื่อมโยงที่เขาทาสาเร็จ จะสามารถกลายเป็น บุคคลและเรื่องราวที่คนรุ่นหลังเอามาเปรียบเทียบกับ วีรกรรม ยิ่งใหญ่” ทั้งหมดในโลกได้หรือไม่?
จิงเฮาฟั งแล้วจิตแห่งมรรคาสั่นสะเทือน
หวังเซี่ยนใช้เสียงในใจถามจิงเฮา “เทพเซียนผู้เฒ่าจิง “น้าหมึก’ พวกนี้สามารถกลับคืนมาเป็นเตาอีกได้หรือไม่?”
จิงเฮาแสร้งทาเป็ นไม่ได้ยิน เพียงแต่ถูกหวังเซี่ยนเช้าชี้ถามไม่ เลิก จิงเฮาจึงได้แต่ตอบอย่างขอไปทีว่า “สามารถสร้างขึ้นได้อีกครั้ง แต่กว่าจะไปกว่าจะมา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องผลาญเงินเหรียญทองแดง แก่นทองหลายเหรียญ บัญชีก้อนนี้จะคิดกันอย่างไรล่ะ?”
หวังเซี่ยนเสนอวิธีแก้ปั ญหาที่ตรงไปตรงมา “ติดไว้ก่อน?”
จิงเฮาเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “แขกตามใจเจ้าบ้านก็แล้วกัน!”
อู่เหยียนเหลือบมองเจียงเซ่อที่อยู่ข้างกาย บุรุษบ้านตนก็ใช่ว่าจะ ไร้หัวใจไปเสียทั้งหมด
ตอนนั้นขึ้นเรือราตรีด้วยท่าทางบีบคั้นผู้คน แสร้งพูดจาโหดร้าย แล้งน้าใจ สิ่งที่ต้องการก็คือบีบให้คนหนุ่มลงมือ
หากว่าแม้กระทั่งเจียงเซ่อก็ยังกล้าสู้ด้วย ก็ถือว่าเจียงเซ่อได้มอบ ชื่อเสียงอย่างหนึ่งให้กับคนหนุ่ม ถือว่าเป็นการชดเชย “ของก านัลค่า เล่าเรียนที่ศิษย์มอบแก่ครูตามจารีต” ให้กับเขา
หากแม้กระทั่งเจียงเซ่อก็ยังกล้าสังหาร นั่นก็ยิ่งดี แน่นอนว่าไม่ว่าใครก็คงคิดไม่ถึงว่า แม้กระทั่งเจียงเซ่อ อีกฝ่ายก็
| ยังสังหารได้สาหรับเรื่องนี้เจียงเซ่อก็ยอมรับได้เช่นกัน |
เฉินชิงหลิวพึมพากับตัวเองว่า “พูดถึงอานาจ พูดถึงหมัดเท้า พูดถึงตบะพูดถึงขอบเขต แข่งกันเรื่องสติปั ญญา ประลองกันด้าน ฝี มือ แต่ไหนแต่ไรมาผู้แข็งแกร่งมักจะต้องเจอผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า นับแต่อดีตตราบจนปั จจุบันล้วนเป็นเช่นนี้”
“สหายเจียงเห็นด้วยหรือไม่?” เจียงเซ่อตอบ “ไม่เห็นด้วย” เฉินชิงหลิวยิ้มรับ
เจียงเซ่อถึงกับใช้เสียงในใจสอบถามเรื่องหนึ่ง “ด้ายแดงที่ผูกไว้ บนข้อมือของเจ้าเด็กนั่น มันคือเรื่องอะไรกัน?”
เฉินผิงอันร่ายเวทอาพรางตาที่ค่อนข้างสูงส่งบทหนึ่งเอาไว้ หรือไม่ก็อาจจะใช้วิธีหล่อหลอมวัตถุยุคบรรพกาลที่หายสาบสูญไป นานแล้ว เป็นเหตุให้คนนอกมองไม่เห็นของสิ่งนี้ง่ายๆ เจียงเซ่อเองก็
เพิ่งจะสังเกตเห็นด้ายแดงที่อยู่บนข้อมือของเฉินผิงอันตอนช่วง สุดท้ายของการต่อสู้ครั้งนั้นแล้ว
เฉินชิงหลิวมองไกลๆ ไปยังซากปรักสนามรบด้วยท่าทางคล้าย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตอบไม่ตรงคาถามว่า “พื้นที่แคบๆ กลับกลาย มาเป็นสมอเรือ”
สมอเรือของชาวบ้านทั่วไปล่างภูเขาก็แค่เอาตะกร้าบรรจุก้อนหิน ไว้จนเต็ม ใช้เชือกผูกแล้วโยนลงน้า ช่วยให้เรือจอดนิ่ง เรือทางการ ส่วนมากจะใช้ก้อนเหล็ก ทว่าเรือข้ามฟากตระกูลเซียนของบนภูเขา กลับมีข้อพิถีพิถันเยอะมาก สารพัดรูปแบบ มีความลี้ลับมหัศจรรย์ ต่างกันไป
ถึงอย่างไรอู่เหยียนก็เป็นคนจิตใจละเอียดอ่อน จึงถามว่า “ต้าหลี จะเปลี่ยนใจจริงๆ หรือ? อาจารย์เฉิ นจะต้องเปลี่ยนแนวทาง ดาเนินการใหม่เสียทุกเรื่อง จะโค่นล้มนโยบายแห่งแคว้นที่ศิษย์พี่ชุย ฉานของเขาก าหนดไว้ติดต่อกันจริงหรือ?”
เฉินชิงหลิวเอ่ยว่า “จะเดินไปยังทิศทางใด ตอนนี้ยังไม่ชัดเจน”
เส้นทางมังกรเดินสายหนึ่งยังคงถูกควบคุมไว้ในกามือของสกุล ซ่งต้าหลี
ห้ามหาบรรพตของแจกันสมบัติทวีปก็คือห้ามหาบรรพตของราช สานักต้าหลี ซานจวินห้าท่านที่ได้รับการแต่งตั้งฉายาเทพ ตั้งแต่ต้น
จนจบต่างก็เกิดจากการยื่นฎีกาอย่างเปิดเผยของราชสานักต้าหลี และการกระตุ้นให้สาเร็จของราชครูคนใหม่
และยังมีนครมังกรเฒ่าที่สร้างใหม่ซึ่งภายนอกยังคงเป็นของแซ่ฝู แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ยังเป็นแซ่ซ่งอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
พูดถึงแค่ตราลัญจกรที่แคว้นชิงซิ่งได้รับกลับมา ในที่สุดก็ สามารถแต่งตั้งรัชทายาทจัดงานพิธีเพราะเรื่องนี้ แล้วก็ได้เชื้อเชิญให้ เฉินผิงอันไปร่วมงานด้วย
อู่เหยียนกับเจียงเซ่อเดินทางเที่ยวเยือนแจกันสมบัติทวีปอย่าง เชื่องช้า พวกเขาย่อมสามารถมองเห็นเบาะแสมากมายที่ผู้ฝึ กตน ทั่วไปมองข้ามได้ง่าย
เฉินชิงหลิวยิ้มเอ่ยว่า “ถือว่าเป็นการเปลี่ยนใจอะไรกัน ก็ไม่ใช่ว่า คืนกลับมาให้ตั้งหลายปีแล้วหรอกหรือ?”
ส่วนที่ก่อตั้งแคว้นก็ก่อตั้งแคว้น ส่วนที่ฟื้นคืนชะตาแคว้น สกุล ซ่งต้าหลีก็แค่มองเฉยมาโดยตลอด รักษาสัญญาที่ให้ไว้ ไม่ได้สอด มือเข้ายุ่งเกี่ยวกิจธุระของแคว้นอื่น พูดถึงแค่ทางใต้ของลาน้าใหญ่ บนแนวเส้นหนึ่ง อาณาเขตของแคว้นเล็กที่แค่เอื้อมมือคว้าก็ได้มา ครอง ไม่คว้ามา กษัตริย์แคว้นเล็กที่ยินดีจะฟื้นคืนสู่สถานะใต้อาณัติ ไม่สนใจ สารแห่งแคว้นขอความช่วยเหลือที่อยากจะเป็นฝ่ายยกพื้นที่ ให้สกุลซ่งต้าหลีหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกแคว้นเพื่อนบ้านกลืนกิน ไม่ตอบ กลับ
จนถึงทุกวันนี้มีผู้เฒ่าหลายคนที่ได้สถานะแม่ทัพอัครเสนาบดี กลับคืนมาแล้วก็ยังไม่กล้าเชื่อว่าซิ่วหูผู้นั้นจะเป็ นวิญญูชนที่พูดจา เชื่อถือได้เช่นนี้!
เฉินชิงหลิวเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “ฟ้ าดินประหนึ่งม้าหนานหัว สายน้ายุทธภพดุจเรือราตรี ทุกสรรพสิ่งรวมอยู่ในเรือนเดียว ความ ตายและชีวิตล้วนมีสภาพเดียวกัน”
เจียงเซ่อยิ้มอย่างรู้ใจ “คัมภีร์ “จี้” กล่าวไว้ว่า “เมื่อเข้าถึงความ เป็ นหนึ่งแล้ว กิจทั้งปวงย่อมสาเร็จ ครั้นปล่อยวางไร้เจตจานง แม้ผี สางและเทพยดาก็ยอมสยบ”
ในที่สุดก็ตระหนักรู้ว่าไฉนก่อนหน้านี้เฉินชิงหลิวถึงได้เอ่ย ประโยคว่า “ตั้งแต่หัวจรดเท้า ว่างเปล่าดุจล าไม้ไผ่”
สีหน้าของอู่เหยียนเปลี่ยนมาเป็ นเคร่งขรึม ถามว่า “ต้องมี วิธีแก้ไขไม่ใช่หรือ?”
เฉินชิงหลิวเอ่ยเนิบช้าว่า “ล้มตรงไหนก็ลุกขึ้นตรงนั้น เรียนผูกก็ ยังต้องเรียนแก้เอาเอง”
อู่เหยียนถอนหายใจโล่งอก ไม่ว่าจะด้วยเหตุด้วยผล ในทาง ส่วนตัวหรือส่วนรวม นางกับเจียงเซ่อต่างก็หวังให้ภายภาคหน้าคน หนุ่มผู้นั้นฝึกตนได้อย่างราบรื่น
เฉินชิงหลิวเอ่ย “จิงเฮา เจ้าจับตามองอยู่ที่นี่ต่อไป”
จิงเฮารีบกุมหมัดทันที “น้อมรับคาสั่ง”
แม้จะไม่รู้ว่าเฉินผิงอันก็มาแล้ว ตนอยู่ต่อจะยังมีความหมายอะไร แต่ในเมื่อผู้อาวุโสสั่งแล้ว จิงเฮาก็ไม่คิดมากหากจะต้องอยู่ที่นี่อีกครู่ หนึ่ง
เฉินชิงหลิวยิ้มเอ่ย “เจียงเซ่อ อู่เหยียน พวกเจ้าว่าอย่างไร? จะ แย่งลูกสาวจากเฉินผิงอัน แพ้แล้วแพ้อีกอัดอั้นสุดขีด หรือจะติดตาม ข้าท่องภูเขาเที่ยวชมสายน้าให้สบายตาสบายใจ?”
เจียงเซ่อชี้ไปยังเฉินชิงหลิวที่ชอบพูดจาทิ่มแทงใจคนอื่น “เจ้า ควรเรียนวรยุทธ”
อู่เหยียนคลี่ยิ้มหวาน “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ติดตามสหายชิงจู่ไป เที่ยวชมภูเขาสายน้าใหม่”
เพียงไม่นานในศาลาก็เหลือแค่จิงเฮากับเทพวารีหวังเซี่ยน
เมื่อจิงเฮาร่ายวิชาอภินิหารรัวกลองสามครั้ง ภาพเหตุการณ์ ผิดปกติก็เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ปราณสกปรกขุ่นมัวค่อยๆ สลายหายไป ลมปราณใสสะอาดเป็นระลอกเริ่มไหลรินอยู่ระหว่างฟ้ าดิน ดินแดนผี ร้ายที่มืดมนไม่เคยได้เห็นแสงตะวัน ซากปรักสนามรบที่เป็ นสีเทา ขมุกขมัวเหมือนจะสว่างไสวขึ้นหลายส่วน