กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 52.5 สามสิบปีมาตามหามือกระบี่
รอกระทั่งคนชุดเขียวปรากฏตัวที่ตีนเขา ทะเลเมฆที่เดิมทีมีด ทะมึนหนาครึ้มก็ยิ่งมีเสาลาแสงเป็นเส้นๆ ปรากฏ เหมือนลูกธนูที่ฉีก ทะลุผืนผ้า แสงอาทิตย์สีทองสาดส่องลงบนพื้นดิน เมื่อเขาก้าวเดินไป ข้างหน้าอย่างเนิบช้า แสงแดงบนฟ้าก็ยิ่งเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ปราณ ชั่วร้ายก่อตัวกันเป็นทะเลเมฆที่ราวกับปุยนุ่นแตกกระจายแล้วละลาย หายไปเป็ นแถบใหญ่ๆ ทั้งอย่างนั้น สุดท้ายแสงแดดส่องทะลุไปบน พื้นดิน ภาพบรรยากาศก็เปลี่ยนแปลงกลายเป็นแบบใหม่
จิงเฮารู้ดีอยู่แก่ใจว่าเฉินผิงอันไม่ได้ใช้วิชาอภินิหารใดๆ เป็นเหตุ ให้ไม่มีริ้วกระเพื่อมของปราณวิญญาณแม้แต่น้อย เป็นแค่การจ าแลง บนมหามรรคาที่ไม่จาเป็นต้องพูดออกมา
ก็ไม่รู้ว่าคาว่า “คนดี” และ “มือกระบี่” ของสหายจิ่งชิงก่อนหน้านี้ มีความหมายลึกล้าเพียงใด
……
ก่อนหน้านี้ได้รับคาสั่งจากเด็กชายชุดเขียว หญิงสาวหน้าตา งดงามสองคนเดินทางมุ่งหน้าไปทางเหนือ ขึ้นเขาลงห้วยเดินทางไป ยังตัวอาเภอ คือเรื่องงดงามที่แม้แต่ฝั นก็ยังไม่กล้าคิดถึง คิดไม่ถึงเลย ว่าจะมีวันที่ได้หลุดพ้นจากห้วงทะเลแห่งทุกข์ ทาให้พวกนางรู้สึก
เหมือนอยู่กันคนละโลก ระยะทางนับตั้งแต่ซากปรักสนามรบจนมาถึง ตัวอ าเภอก็เหมือนเดินจากโลกมืดมาสู่โลกสว่าง
พวกนางหรือจะกล้าอิดออด ใช้ทุกวิธีการที่มี ทุ่มสุดฝี เท้า วิ่ง ตะบึงไปที่ตัวอาเภออย่างไม่สนใจสิ่งใด คิดแค่อยากจะออกไปให้ห่าง จากซากปรักสนามรบยิ่งไกลเท่าไรก็ยิ่งดีมากเท่านั้น
นับแต่นี้ไปจะได้กลับคืนมามีอิสระอีกครั้งจริงๆ หรือ จะมีพื้นที่ให้ หยัดยืนอยู่ทางเหนือของลาน้าใหญ่โดยที่ทุกวันไม่จาเป็นต้องกังวล กับการเป็นคนชั่วแล้วได้ชั่วตอบแทนจริงหรือ?
ทว่าบนเส้นทางภูเขาที่เงียบสงบกลับเจอชายหนุ่มท่าทางเกียจ คร้านคนหนึ่งมาขวางทางไปของพวกนาง
คุณชายผู้สูงศักดิ์ที่รูปโฉมหล่อเหลา บุคลิกสง่างาม ยังดีที่อีก ฝ่ายไม่ใช่คนคุ้นหน้าที่อยู่ข้างกายเซิ่นฝู่จวิน
แม้ว่าจะไม่ใช่คนชั่วที่เป็นลูกน้องของเซินฝู่ จวิน แต่ถึงอย่างไรก็ บอกไม่ได้ว่าเป็ นมิตรหรือศัตรู ไม่กล้าประมาทง่ายๆ ผีหญิงเองก็ไม่ กล้าพูดจาไร้สาระเช่นประโยคว่าไม่ทราบว่าเซียนซือชื่ออะไร สามารถปล่อยพวกเราไปได้หรือไม่ นางแค่ใช้เสียงในใจสื่อสารกับ สาวใช้ข้างกายหูเหนียงเนียงว่าต้องสู้สุดชีวิตดูสักตั้ง รอดได้คนหนึ่ง ก็ถือว่ายังดี
เวินจื่อซี่ไม่อยากให้พวกนางเป็นกังวลอะไรส่งเดช จึงบอกอย่าง ตรงไปตรงมาว่า “เมื่อครู่นี้บรรพจารย์ของข้าส่งเสียงมาไกลพันลี้
บอกว่าจะมีเทพธิดาสองคนเดินทางไปยังตัวอาเภอที่อยู่ทางเหนือ กังวลว่าทางฝั่ งของเซินฝู่จวินจะก่อกวนเลยให้ข้ามาช่วยนาทางให้”
คาดว่าพวกนางคนหนึ่ งคงถูกส่งไปยังพรรคห้าเกาะของ ทะเลสาบซูเงี่ยน ส่วนอีกคนหนึ่งไปที่แคว้นหูของพื้นที่มงคลรากบัว กระมัง?
พวกนางโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก มองหน้าแล้วยิ้ม ให้กัน พวกนางได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริงแล้ว!
แต่ไม่รู้ว่าควรจะเปิดปากพูดอย่างไรดี เดิมทีความเป็ นมาของ พวกนางก็ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว มาจากรังโจร ฐานะและชาติก าเนิดก็แย่ กว่าผู้ฝึ กตนอิสระเสียอีก เผชิญหน้ากับผู้ฝึ กตนทาเนียบที่อยู่ ตรงหน้าย่อมต้องรู้สึกละอายใจที่สู้ไม่ได้
เวินจื่อซี่เปิดปากพูดขึ้นมาก่อน “ใช่แล้ว ยังไม่รู้ชื่อแช่ของพวก เจ้าเลย”
ผีหญิงเอ่ยว่า “ผีขุนนางหญิงหน่วยงานพิธีการแห่งจวนเทพ ภูเขาในท้องถิ่น ชื่อว่าหวงเย่”
สาวใช้มีสีหน้าขลาดกลัว ท่าทางอ่อนแอบอบบาง พูดเสียงเบาว่า “สาวใช้แห่งศาลหูเหนียงเนียงหาดเฉาจู เซี่ยอวี้เพียน บ่าวคือเผ่า จิ้งจอก”
เวินจื่อซี่ถาม “พวกเจ้าไม่มีฉายาหรือ?”
หวงผิงสีหน้าเรียบเฉย ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ตบะตื้นเขิน สถานะ ตาแหน่งต่าต้อย ไหนเลยจะกล้าครอบครองฉายา”
เวินจื่อซี่พยักหน้า พูดกลั้วหัวเราะว่า “ขอแนะนาตัวเองสักหน่อย ข้าชื่อเวินชูชิน ระบบสืบทอดอยู่ที่ราชวงศ์ป๋ ายซวงเก่า เคยเป็ น อารามเต๋แห่งหนึ่ง แต่ช่วงนี้ไปอยู่กับภูเขาลูกอื่นโชคดีที่ได้รับความ โปรดปรานจากบรรพจารย์ ได้เป็ นเค่อชิง ไม่ได้มีความรู้สึกว่าไป พึ่งพาอยู่ใต้ชายคาของคนอื่นอะไร กลับกันยังจับผลัดจับผลูตามหา เส้นทางที่จะลงหลักปั กฐานมีชีวิตอย่างสงบสุขเจอด้วย”
สายอาหารมื้อดึกของภูเขาลั่วพั่ว ภูเขาเล็กลูกนี้ขึ้นชื่อว่าฐานะ ต่าที่สุด หน้าหนาที่สุดปากเต็มไปด้วยค าประจบสอพลอ หยิบฉวยมา ใช้ได้อย่างคล่องมือ
หวงเย่หยิบยันต์ทาลายสิ่งกีดขวางแผ่นหนึ่งออกมา “เวินเซียน ซือ นี่คือของแทนตัวที่บรรพจารย์ของท่านมอบให้บ่าว ขอท่านโปรด ตรวจสอบ”
ได้รับคาเตือนจากหวงเย่ เซี่ยอวี้เพียนก็รีบหยิบยันต์แผ่นนั้น ออกมาจากชายแขนเสื้อ “ยังมียันต์หดย่อพื้นที่แผ่นนี้ด้วย”
เวินจื่อซี่กวาดตามองผ่านๆ ยิ้มเอ่ยว่า “เป็ นยันต์ทาลายสิ่งกีด ขวางที่สืบทอดมาจากเจ้าขุนเขาและยันต์หดย่อพื้นที่ของผู้ถวาย งานเซี่ยบ้านข้าจริง”
เมื่อเป็นเช่นนี้ผีงามหวงเย่ถึงวางใจลงได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว เป็นคน ที่มารับตัวพวกนางอย่างที่บรรพจารย์ผู้มีคุณธรรมสูงส่งท่านนั้นบอก ไว้จริงๆ
เวินจื่อซี่แอบพยักหน้าอยู่กับตัวเอง คิดอ่านรอบคอบ สามารถ ฝึกฝนได้
เวินจื่อซี่ยิ้มถาม “ยันต์สองแผ่นที่บรรพจารย์ของข้ามอบให้ พวก เจ้าได้คนละแผ่นพอดีคิดไว้แล้วหรือยังว่าจะเก็บไว้หรือเอาไปขาย?”
หวงเย่เอ่ย “หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ พวกเราต่างก็จะเก็บรักษาไว้เป็น อย่างดี จะไม่มีทางเอาไปขายแลกเงินเด็ดขาด”
เวินจื่อซี่ยิ้มเอ่ย “ยันต์สองแผ่นล้วนล้าค่ามาก แต่มูลค่าสูงต่า ต่างกัน แบ่งกันดีแล้วจริงๆ หรือ?”
หวงเย่พยักหน้า “ตอบเวินเซียนซือ แน่ใจแล้ว”
ด้วยนิสัยของเซี่ยอวี้เพียน แน่นอนว่าต้องเอายันต์หดย่อพื้นที่ที่ เห็นได้ชัดว่าล้าค่ามากกว่าให้กับหวงเย่ แบบนี้ถึงจะสมเหตุสมผล
แต่หวงเย่กลับไม่ยอม เซี่ยอวี้เพียนนิสัยนุ่มนวล ทั้งกลัวว่าอีก ฝ่ ายจะเกิดยอกแสลงในใจ ยิ่งกลัวว่าตัวเองจะไม่คู่ควรแก่การได้ ครอบครองยันต์ที่มีมูลค่ามากกว่า
ก่อนหน้านี้ประโยคของพี่หญิงหวงเย่ที่บอกว่า “ในเมื่อพวกเรา ออกมาจากสถานที่บ้าๆ นั่นได้แล้ว ก็ควรต้องเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตเสีย ใหม่” ทาให้นางน้าตาไหลอาบหน้า
เวินจื่อซี่เห็นว่าพวกนางตัดสินใจได้แล้วก็ไม่คิดจะใช้คาพูดไป ทดสอบจิตแห่งมรรคาของพวกนางอีก
บอกตามตรง เวินจื่อชื่อยากได้มากเหมือนกัน
แต่กลับไม่ใช่ยันต์หดย่อพื้นที่ที่เขียนด้วยลายมือของเซี่ยโก่ว!
ยันต์ประเภทนี้ ในกระเป๋ าของเวินจื่อซี่เองก็มีอยู่สิบกว่าแผ่น ผู้ ถวายงานเชี่ยบ้านตนคือใคร ลงมือที่ต้องฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว!
แต่เป็นยันต์หดย่อพื้นที่ที่มีต้นกาเนิดมาจาก “มหัศจรรย์ที่แท้จริง ตาราสีชาด
ตอนนี้ผู้ฝึกตนสายยันต์บนภูเขาลั่วพั่วมีอยู่ไม่เยอะ ภายนอกก็มี แค่เจี่ยงชวี่คนเดียวเท่านั้น
“บรรพจารย์จิ่งชิง” คือคนโง่ที่ไร้ไหวพริบ คิดแค่ว่าเป็นผลงานที่ ใช้ฝึกเขียนยันต์ของเจี่ยงชวี่เท่านั้น จะเป็นไปได้หรือ?!
ต้องเป็นยันต์ที่เขียนด้วยลายมือของเจ้าขุนเขาแน่นอน
เวินจื่อซี่เงียบไปพักใหญ่ ดูเหมือนว่าตัวเองมีชีวิตเปิดเผยสู้พวก นางไม่ได้เลยด้วยซ้า เขาถอนหายใจแรงๆ หนึ่งที จากนั้นดวงตาก็ พลันสว่างไสว “เข้าใจแล้ว!”
ก่อนจะขึ้นมาบนภูเขาลั่วพั่ว เวินจื่อซี่ก็เหมือนคนที่ไม่เคยได้กิน อาหารเลิศรสอย่างแท้จริงมาก่อน ในอดีตอันที่จริงอารามหลิงเฟยคือ อารามเงียบสงบที่มีชื่อเสียงดีเยี่ยมแห่งหนึ่ง หาไม่แล้วก็คงไม่มีทางทา ให้ก่อกาเนิดเฒ่าที่มีฉายว่า “เถี่ยจั๋ว” ชื่อจริงว่าสวีฟู่ ไปที่หน้าประตู อารามหลิงเฟย ขอคาชี้แนะอย่างจริงใจ เพียงแค่ดูจากวิธีการของ บรรพจารย์เฉาหรงที่ศึกนครมังกรมังกรเฒ่าก็รู้แล้วว่าอะไรคือคาว่า “เพราะมีต้นกาเนิดหล่อเลี้ยงสายน้าจึงไหลไม่หยุดนิ่ง” เลื่อนขั้นจาก อารามเป็ นตาหนัก กลายมาเป็ นสานักเต๋อักษรจงแห่งที่สองของ แจกันสมบัติทวีป เพียงแค่เพราะเวินจื่อซี่ในอดีตหลงตัวเองมาก เกินไป เห็นการสืบทอดจากสานัก โชควาสนาและสมบัติอาคม ฯลฯ เป็ นสิ่งที่สมเหตุสมผลและง่ายดายเกินไป เป็ นเหตุให้จิตแห่งมรรคา ของเขาเปราะบาง สุดท้ายก็ได้แต่ไปถามหมัดกับเผยเฉียนที่ภูเขาลั่ว พั่ว ขอให้ผู้อื่นช่วยทาลายจิตมารซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกในระดับรอง แล้ว
ออกจากภูเขามาครั้งนี้เท่ากับว่าได้ออกมาผ่อนคลายอารมณ์ ได้เจอกับพวกนางเวินจื่อซี่ถึงกับคิดอยากจะกลับไปยังพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมอย่างตาหนักหลิงเฟย หยุดอยู่ที่หน้าประตูภูเขา เดินทีละก้าว ขึ้นไปบนภูเขา
บนเส้นทางเงียบสงบเบื้องหน้า จากตรงปากทางแยกมีนักพรต พเนจรอายุน้อยคนหนึ่งเดินออกมา ร่างของเขาเบาราวใบไม้ ก้าวเท้า แผ่วพลิ้วราวกับบิน
นักพรตสะพายกระบี่ ในมือถือแส้ปั ดฝุ่น สวมชุดเต๋าสีฟ้า ผูกเอว ด้วยแถบผ้าสีเหลืองดอกซิ่ง ตรงเอวห้อยถ้วยน้าอมฤตที่ทาจาก ทองเหลืองไว้ใบหนึ่ง วาดเป็นรูปห้ามหาบรรพตลงสีสัน
นักพรตหนุ่มเห็นกลุ่มของเวินจื่อซี่สามคน สตรีสองคนมีทั้งคนที่ เป็นผีงาม แล้วก็มีทั้งปีศาจจิ้งจอก เขาก็ตกตะลึงอยู่บ้าง ถามว่า “ใช่ สหายเวิน เวินจื่อซี่จากตาหนักหลิงเฟยหรือไม่?”
เล่าลือกันว่าเวินจื่อซี่ “สองทอง” แห่งตาหนักหลิงเฟยชอบออก ท่องยุทธภพ เที่ยวเตร่ไปในหมู่บุปผา ดูท่าแล้วข่าวลือน่าจะไม่โกหก?
เวินจื่อซี่หัวเราะร่วนย้อนถาม “เจ้าคือ?”
ถั่ว” นักพรตหนุ่มคารวะตามขนบลัทธิเต๋า ยิ้มเอ่ยอย่างผึ่งผายว่า “ผู้ฝึกตนอิสระ จ้าวซวี
เวินจื่อซี่หรี่ตาลง “โอ้โห คือ “จ้าวซวีถัว” หนึ่งในสิบคนรุ่นเยาว์ ของแจกันสมบัติทวีปพวกเราหรือ?”
นักพรตหนุ่มพยักหน้า “คือผินเต้าเอง”
เวินจื่อซี่เอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “ถึงกับรู้จักบุคลตัวเล็กๆ อย่างข้า ด้วยหรือ?”
จ้าวซวีถัวเอ่ย “สหายเวินพูดล้อเล่นแล้ว”
ผีหญิงหวงเย่รู้สึกมึนงง ส่วนเชี่ยอวี่เพียนเป็ นเพราะคือสาวใช้ ใกล้ชิดหูเหนียงเนียงจึงบังเอิญเคยได้ยินชื่อเสียงเลื่องลือของ “จ้าวซ วีถัว” มาก่อน
นักพรตพเนจรจ้าวซวีถัวเหมือนจะไม่มีระบบสืบทอดจากอาจารย์ คือผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่งที่จู่ๆ ก็โผล่มาบนโลก
หนึ่งในสิบคนรุ่นเยาว์ของแจกันสมบัติทวีป ลาดับรายชื่อไม่สูง ค่อนไปทางท้าย
ฟั งจากชื่อแล้วควรจะเป็ นบุรุษร่างแกร่งกายา แต่แท้จริงแล้ว หน้าตาของเขากลับหล่อเหลา ร่างสูงเพรียว ใบหน้าคล้ายสาวงาม ใต้ คางมีหนวดสามหย่อม
ต่อให้จ้าวซวีถัวจะอยู่อันดับท้ายสุดของสิบคน แต่นั่นก็คืออันดับ ของสิบคนรุ่นเยาว์ในแจกันสมบัติทวีปเชียวนะ!
เซี่ยอวี้เพียนหน้าซีดขาว กลัวว่า “นักพรต” ผู้นี้จะรู้สึกขวางหู ขวางตาท าการก าจัดปีศาจปราบมารกับพวกนาง
หวงเย่ใช้เสียงในใจปลอบใจว่า “ไม่ต้องกลัว ฟั งจากน้าเสียงของ อีกฝ่าย ความเป็นมาของเวินเซียนซือน่าจะไม่ธรรมดา”
หม่าขู่เสวียนที่ติดอันดับหนึ่งของการประเมิน ไม่รู้ว่าเหตุใดข่าว คราวถึงเงียบหายไปแล้ว ต่อมาจึงจะเป็นเชี่ยหลิงคนคิ้วยาวแห่งสานัก กระบี่หลงเฉวียน อวี๋สืออู้เองก็หายตัวไปแล้ว โลกภายนอกแค่ได้ยิน กันมาว่าเขาถึงกับเป็นฝ่ายออกจากท าเนียบภูเขาเจินอู่ด้วยตัวเอง ไช่
จินเจี่ยนแห่งยอดเขาลวี่ฮุยภูเขาเมฆาเรื่อง สุยโย่วเปียนแห่งภูเขาลั่ว พั่ว นอกจากนี้ก็ยังมีเจียงอวิ้น โจวจวี่นักปราชญ์แห่งสานักศึกษา เป็นต้น
ในบรรดาคนสิบคน ดูเหมือนว่าคนที่เรียกว่าเป็นผู้ฝึกตนอิสระได้ แท้จริงแล้วก็มีแค่เจียงอวิ๋นกับจ้าวซวีถัวเท่านั้น
ทางฝั่ งของแจกันสมบัติทวีปนี้ ผู้ฝึกตนที่นอกเหนือจากฝ่ ายที่มี ท าเนียบแล้วก็แบ่งออกเป็นสามชนิด ผู้ฝึกตนอิสระ เซียนอิสระ หลิว เหล่าเฉิง
น่าเสียดายที่หลิวเหล่าเฉิงรักษาเกียรติในช่วงบั้นปลายไว้ไม่อยู่ ต้องไปเป็นสุนัขรับใช้ให้กับสานักเจินจิ้ง ช่วยเฝ้าบ้านให้อีกฝ่าย
เวินจื่อซี่ยิ้มถาม “ได้ยินว่าเจ้าต่อสู้กับเจียงอวิ้นไปรอบหนึ่งหรือ?”
จ้าวซวีถัวยิ้มเอ่ย “ก็แค่ความเข้าใจผิดกัน ไม่มีค่าพอให้พูดถึง”
เวินจื่อซี่พอจะรู้ข่าวเล็กๆ มาบ้าง จ้าวซวีถัวบังเอิญเจอกับ เจียงอวิ๋นแล้วเกิดข้อพิพาทกัน นักพรตเอ่ยคาพูดแทงใจดาที่ทาให้ เจียงอวิ๋นมิอาจตอบโต้ได้ ความหมายคร่าวๆ ของจ้าวซวีถัวก็คือ เมื่อก่อนคิดว่าเจ้าคือลูกผู้ชาย คิดไม่ถึงว่าจะอาศัยการเป็นลูกศิษย์ผู้ สืบทอดของหลิวเหล่าเฉิง อาศัยชาติตระกูลของสกุลเจียงอวิ๋นหลิน
เวินจื่อซี่ถาม “สหายจ้าวมาทาอะไรที่นี่?”
จ้าวซวีถัวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ก่อนหน้านี้มองไกลๆ มาที่นี่เห็น ว่าเมฆรวมตัวหนาครึ้มสายฝนพลันตกกระหน่า เดิมทีควรเป็นฝนรส หวานที่ตกลงมาจากฟ้ า คิดไม่ถึงว่าจะเหมือนมีเซียนเหรินใช้ฝ่ ามือ แหวกเมฆเห็นแสงตะวัน แสงแดดสาดส่องลงมายังโลกมนุษย์ผินเต้า มาที่นี่ทั้งเพื่อส่วนรวม แล้วก็เพื่อเรื่องส่วนตัวด้วย พูดให้ถูกก็คือเป็น เรื่องส่วนตัวก่อนแล้วจึงเป็นส่วนรวม”
เวินจื่อซี่ถามอย่างสงสัย “ส่วนรวมส่วนตัวอย่างไร?”
จ้าวซวีถัวเอ่ย “ผินเต้าเพิ่งจะออกจากด่านมาไม่นาน พบว่าลูก ศิษย์ผู้สืบทอดคนหนึ่งหายสาบสูญไป ตะเกียงแห่งชะตาชีวิตดับลง ข้าก็เลยไล่ตามเบาะแสมาตลอดทางจนมาเจอที่นี่”
เวินจื่อซี่พยักหน้า เป็นฝ่ายหลีกทางให้ กุมหมัดเอ่ย “ถ้าอย่างนั้น ก็อย่ามัวโอภาปราศรัยให้เสียเวลา ต่างคนต่างไปทาธุระของตัวเอง เถอะ”
จ้าวซวีถัวกล่าว “ขอแสดงความยินดีกับการที่เฉาเทียนจวิน พิสูจน์มรรคาบินทะยานเหนือมหาสมุทรมา ณ ที่นี้ด้วย”
เวินจื่อซี่พูดเย้ยหยันตัวเอง “ระบบสืบทอดและอาจารย์ดีกว่า เจียงอวิ๋นเสียอีก”
จ้าวซวีถัวไม่อาจพูดถ้อยคาตามมารยาทที่ผิดต่อมโนธรรมในใจ ตัวเองได้ จะบอกว่าระบบสืบทอดของเวินจื่อซี่ธรรมดา สืบสาวราว เรื่องกันแล้ว นั่นคือสายของเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จิงเชียวนะ!
นักพรตเลิกคิ้วมองไปยังซากปรักสนามรบ พึมพากับตัวเอง ใน ถ้อยค าแฝงไว้ด้วยความเสียใจ ยิ่งมากด้วยความชื่นชม “เจ้าเด็ก เขลาผู้หลงงมงาย”
คนที่เป็ นอาจารย์ไปปิ ดด่านเสี่ยงเป็ นเสี่ยงตาย แต่กลับเดิน ออกมาอย่างมีชีวิต คนที่เป็ นลูกศิษย์ ออกจากภูเขาไปหา ประสบการณ์ กลับตกอยู่ในสภาพที่น่าอเนจอนาถเช่นนี้
จ้าวซวีถัวหดย่อพื้นที่ตรงดิ่งไปยังซากปรักสนามรบแห่งนั้น แล้ว ก็ตามหานักพรตที่กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนเจอจริงๆ
เวินจื่อซี่คิดแค่ว่าเป็ นแค่การพบเจอกันอย่างผิวเผินครั้งหนึ่ง ครั้นจึงพาพวกนางไปที่ตัวอ าเภอ
หวงเย่เอ่ยเสียงเบา “ขอถามชื่อจริงของเวินเซียนซือได้หรือไม่”
สรุปแล้วคือคนละเอียดอ่อน (จื่อซี่) หรือคนสะเพร่าไม่รอบคอบ (ซูชิน ชื่อปลอมที่เวินจื่อซี่เคยบอกไป) กันแน่?
เวินจื่อซี่เองก็ไม่กระอักกระอ่วน ทาหน้าหนายิ้มเอ่ยว่า “การที่ เป็ นโสดมาจนถึงทุกวันนี้ คิดดูแล้วก็คงเป็ นเพราะพอเจอบุรุษมัก ระมัดระวังรอบคอบ แต่พอเจอสตรีหน้าตางดงามกลับสะเพร่าไม่ รอบคอบ”
ใบหน้าของหวงเย่ไร้อารมณ์ แต่เซี่ยอวี้เพียนกลับปิดปากหัวเราะ คิกไม่หยุด
เวินจื่อซี่พลันพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “พี่สาวทั้งสองก็อย่าได้ ตกใจกับความปากหวานลื่นไหลช่างเจรจาของข้าเลย วางใจได้ เจ้า ขุนเขาของพวกเราคือคนตรงไปตรงมา! “
ห่างไปไกลมีเด็กสาวคนหนึ่งวิ่งตะบึงมา บังเอิญได้ยินคาพูดพวก นี้พอดี นางหัวเราะร่าเอ่ยว่า “ข้าเป็นพยานได้ จริงแท้แน่นอน!”
เวินจื่อซี่ยิ้มถาม “แม่นางฟูj?”
ฟูเจิงพลันหยุดฝีเท้า พยักหน้าเอ่ย “ข้าคือตัวสารองสายลับ”
นักพรตจ้าวซวีถัวเดินเนิบช้าไปบนเนินเล็กๆ แห่งหนึ่ง ราวกับผู้ ทรงบารมีที่ก้าวขึ้นสู่แท่นประกอบพิธีอย่างสง่างาม สองมือทาท่าถือสู้ หยกหันหน้าเข้าหาสรวงสวรรค์
……
ในศาลา ลมภูเขาพัดโชยมาเป็นระลอก
เรือนกายชุดเขียวปรากฏตัวที่นี่ ชายแขนเสื้อสองข้างสะบัดไหว เฉินผิงอันกุมมือยิ้มเอ่ยว่า “คารวะสหายจิง เทพวารีหวัง”
จิงเฮากับเทพวารีหวังเซี่ยนที่กาลังนั่งคุยกันรีบลุกขึ้นยืนคารวะ กลับคืน
หวังเซี่ยนตื่นเต้นจนไม่รู้จะเอามือเท้าไปไว้ที่ไหน ริมฝี ปากสั่น ระริก เนิ่นนานก็ยังพูดไม่ออกแม้แต่คาเดียว ได้แต่ยกจานฝนมือที่อยู่ ในมือขึ้น
ส่วนจิงเฮาถึงอย่างไรก็เคยดื่มเหล้าเข้าที่ภูเขาลั่วพั่วมานับครั้งไม่ ถ้วน จึงพูดถึงความตั้งใจของสหายชิงจู่ให้เจ้าขุนเขาเฉินฟั ง
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ได้เลย คงต้องโอ้อวดฝี มือให้เป็ นที่ขบขัน แล้ว”
ยื่นมือไปรับจานฝนหมึกมาจากหวังเซี่ยน มือหนึ่งของเฉินผิงอัน ถือจานฝนหมึกสีเขียวมรกต อีกมือหนึ่งใช้นิ้วจิ้มหมึกสีทอง เดินไป ด้านนอกศาลา ตวัดนิ้วลงกลางอากาศ “ตวัดพู่กันราวกับมังกรเลื้อย” เขียนกลอนคู่และกรอบป้ายเสร็จในรวดเดียว
หวงแหนเสื้อผ้า อาหาร เงินทองและผืนดิน มิใช่เพราะตระหนี่ ทรัพย์ หากแต่หวงแหนวาสนา ไหว้ฟ้ า ไหว้ดิน ไหว้เทพยดาและพระ โพธิสัตว์ ก็เพียงสืบย้อนถึงรากเหง้าแห่งความเคารพเท่านั้น
แสวงหาความมั่งคั่ง เกียรติยศ ชื่อเสียงและลาภยศ จงพึ่งพา ตนเองอย่าพึ่งพาผู้อื่นขัดเกลาตน ขัดเกลาจิต ฝึกวิชาและธ ารงความ เที่ยงธรรม เมื่อเผยตัวตนแท้จริงแล้วจะไปหวั่นเกรงสิ่งใด
ตัวอักษรบนกรอบป้ายขนาดใหญ่คือประโยคว่า “ให้ใจดวงนี้ได้ หยุดพักดั่งนั่งพักในศาลาริมทาง’
จิงเฮาลังเลอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังอดไม่ไหวใช้เสียงในใจถามว่า “ขอถามอาจารย์เฉินนอกจากชื่อเสียงลาภยศคุณความชอบแล้ว สิ่ง ที่ใจนี้ต้องการคือสิ่งใด?”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เอนกายพิงเสา ครุ่นคิด อยู่นาน ในที่สุดก็ให้คาตอบข้อหนึ่ง
“สามสิบปีตามหามือกระบี่ ดอกท้อและใบท้อได้กลับมาพบเจอ กันอีกครั้ง เป็นคนดีให้ได้ดี เป็นคนดีให้ได้ง่าย”