กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 53.1 ก็เคยเป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสา
จิงเฮาได้ยินแล้วก็รู้สึกนับถือจากใจจริง
คิดดูแล้วเฉินผิงอันก็คงดูแคลนเกินกว่าจะอยากพูดจาเลื่อนลอย อะไรกับขอบเขตบินทะยานอย่างเขา
เดิมทีนึกว่าจะเป็นถ้อยคาที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังทานองว่า “เพียงยก มือรังสรรค์ก็ประหนึ่งฝีมือแห่งผู้สร้าง ฟ้าดินเปิดดวงใจนิรันดร์กาล”
คิดไม่ถึงว่าจะยังคงหล่นลงบนคาศัพท์ที่ธรรมดาจนธรรมดาไป มากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว อย่างค าว่า ‘คนดี
จิงเฮาเป็นคนที่รู้จักตัวเองดีมาก ชีวิตนี้ขยันฝึกบาเพ็ญตน เรื่อง อย่างการตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่นจะไม่มีทางทาเด็ดขาด เรื่องอย่างการ ส่งถ่านท่ามกลางหิมะ เคยทาไปไม่มาก เรื่องอย่างการปั กบุปผาลงบน ผ้าแพร กลับท าไปไม่น้อย
ฉวยโอกาสตอนที่ราชครูต้าหลียังไม่มีทีท่าว่าจะขอตัวจากไป จิง เฮาก็อยากจะถามอยากจะปรึกษากับเฉินผิงอันดูว่าจะสามารถถือ โอกาสนี้ช่วยให้หวังเซี่ยนฟื้นคืนสู่สถานะเทพวารีอย่างถูกต้องชอบ ธรรมอีกครั้งได้หรือไม่ หมึกสีทองที่เหลืออยู่ในแอ่งฝนหมึกมากพอจะ ให้เทพวารีหวังเซี่ยนสร้างร่างทองขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ทว่าศาลเทพวารี ของหวังเซี่ยนไม่ใช่ศาลเถื่อนเหมือนอย่างศาลของหูเหนียงเนียงแห่ง หาดเฉาจู ยังต้องให้ราชสานักในท้องถิ่นแต่งตั้งอย่างถูกต้อง ด้วย
สถานะและอานาจของเฉินผิงอันในทุกวันนี้ ก็เป็นแค่เรื่องเล็กที่หนีไม่ พ้นว่าต้องพิจารณาว่าจะพูดกับใคร เป็ นเรื่องที่เล็กน้อยจนเล็กน้อย ไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว คิดจะท าก็ง่ายดายเหมือนแค่ยกฝ่ ามือ เท่านั้น
คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันฟั งสถานการณ์คร่าวๆ แล้วจะส่ายหน้ายิ้ม เอ่ย “ข้าเป็นแค่ราชครูของราชสานักต้าหลีที่อยู่ทางเหนือ ไม่อาจไป ยุ่งกับกิจธุระในแคว้นทั้งหลายทางทิศใต้ของลาน้าใหญ่ได้”
จิงเฮาคิดแค่ว่าเฉินผิงอันปฏิเสธค าขอร้องของตนอย่างสุภาพ แน่นอนว่าไม่กล้าบังคับฝืนใจอะไร แล้วก็สามารถเข้าใจได้ ในฐานะ ราชครูต้าหลี ถึงอย่างไรก็ไม่ได้เป็นแค่เจ้าสานักหรือเจ้าลัทธิอะไรที่ เรียบง่ายอีกแล้ว สิ่งที่เขาต้องครุ่นคิดพิจารณาไม่อาจอาศัยแค่ความ ชื่นชอบของตัวเองได้ ซิ่วหู่ผลักดันเรื่องผลงานอันเป็นรูปธรรมซึ่งจิง เฮาก็ชื่นชมในเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด
จิงเฮามองนายท่านเทพวารีที่ไม่ได้มีสีหน้าผิดหวัง หวังเซี่ยนมัว แต่ดีใจ มือที่ถือจานฝนหมึกยังสั่นไม่หาย
แน่นอนว่าหวังเซี่ยนต้องตื่นเต้น ทาไมจะไม่ตื่นเต้น จะไม่ตื่นเต้น ได้อย่างไร ในที่สุดก็ได้เห็นตัวเป็นๆ แล้ว!
เวลานี้ได้เจอกับเซียนกระบี่หนุ่มที่เรื่องราวในชีวิตเรียกได้ว่า ประหนึ่งตานานอันเลื่องลือบทหนึ่ง ในเมื่อเห็นตัวอักษรประหนึ่งได้ พบหน้า แน่นอนว่าก็ต้องมีความรู้สึกว่าเห็นคนเหมือนได้อ่านต ารา
ด้วย พริบตานั้นก็ราวกับการวางแผนของชุยฉาน หนึ่งแคว้นคือหนึ่ง ทวีปของราชสานักต้าหลี ภาพเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ตระการตาใน กาแพงเมืองปราณกระบี่ การพบพรากจากลาและความสุขความทุกข์ ของสายเหวินเซิ่งนับแต่อาจารย์ไปจนถึงลูกศิษย์ที่โลดแล่นอยู่บน หน้ากระดาษ ต่างพากันมีชีวิตขึ้นมาแล้ว
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน ทอดสายตามองไกลไปยัง “สองทัพที่ ประจัญบานกัน” อยู่บนชากปรักสนามรบ
จิงเฮานั้นยังดี จะดีจะชั่วก็เป็นบินทะยานเก่าแก่ ทั้งยังคุ้นเคยกับ ขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วพั่วเป็ นอย่างดี แต่หวังเซี่ยนกลับจะลุก ขึ้นตามทันที ถึงอย่างไรเขาก็เคยเป็นเทพวารีของพื้นที่หนึ่งมาก่อน เรื่องของการต้อนรับขับสู้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สาหรับเขา แต่จิงเฮาก ลับยื่นมือออกมากดลงบนความว่างเปล่าสองที บอกเป็ นนัยกับอีก ฝ่ ายว่าไม่ต้องจงใจท าเช่นนี้ ศาลาหลังนี้ไม่ใช่วงการขุนนางของ ภูเขาสายน้า หวังเซี่ยนที่ได้รับการบอกเป็นนัยจึงนั่งต่อไป
เฉินผิงอันถามเหมือนชวนคุยว่า “ผู้อาวุโสชิงจู๋ถามว่าเรื่องการตี กลองสามครั้งคือเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ทาไมจิงเฮาถึงได้ตอบว่าเป็น ‘เรื่องเล็ก?”
จิงเฮาเอ่ย “แน่นอนว่าข้าต้องรู้ว่าตอบว่าเป็น “เรื่องใหญ่” ถึงจะ เป็นคาตอบที่ดียิ่งกว่าเพียงแต่ว่าสิ่งที่ข้าคิดในใจก็คือเรื่องเล็ก ทั้งยัง ไม่ยินดีจะฝืนใจตัวเองพูดโกหก แล้วก็ไม่กล้าคิดว่าตัวเองจะโชคดี รู้สึกว่าสามารถหลอกผู้อาวุโสชิงจู่ได้”
สามารถสืบทอดระบบของภูเขาชิงกง พิสูจน์มรรคาบินทะยาน สุดท้ายกลายเป็ นเจ้าแห่งมรรคาของในทวีป จิงเฮาจะเป็ นคนโง่ได้ อย่างไร บอกว่าเขาฉลาดสุดๆ ก็ไม่เกินจริงเลยสักนิด แน่นอนว่าย่อม ไม่มีทางทาผิดมหันต์ในเรื่องเล็กแค่นี้ จิงเฮารู้ดีว่าเกล็ดย้อนของผู้ที่ อยู่เบื้องบน ก็คือการที่คนที่อยู่เบื้องหลอกเขาเหมือนเห็นเขาเป็นคน โง่
เฉินชิงหลิวด่าจิงเฮาว่าเป็น “ไม้ผุท่อนหนึ่ง” ไม่ใช่ด่าแรง แต่ด่า เบาไป
บินทะยานเฒ่าคนหนึ่งที่ถูกโลกภายนอกขนานนามว่าเป็ นผู้ บรรลุมรรคา หากยืนอยู่บนยอดเขานานเข้า ห่างจากโลกมนุษย์มา นานมากเกินไป นานวันเข้าก็จะกลายเป็นไม้ที่ไร้ราก สุดท้ายก็ต้องผุ เปื่ อย ด้านบนคลาไม่ถึงฟ้ า ด้านล่างเหยียบไม่ถึงดิน ไม่ใช่ไม้ผุท่อน หนึ่งแล้วจะเป็ นอะไร ด้วยวิธีการพูดคุยที่เฉินชิงหลิวเคยชินกับการ พูดกับเจียงเซ่อปฐมบรรพบุรุษสานักการทหาร ไม่ด่าเขาจิงเฮาว่าเป็น ผีแขวนคอตายก็ถือว่าดีแล้ว
แน่นอนว่าหากเป็ นผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนของหลิวเสียทวีป มี ความกล้าพอจะพูดจาเลื่อนลอยใหญ่โตแบบนี้กับเขา จิงเฮาไม่ใช้ฝ่า มือตบสลายตบะร้อยปีของอีกฝ่ ายก็ถือว่าผู้ครองทวีปอย่างจิงเฮาอบ รมขัดเกลาตัวเองได้อย่างลึกซึ้งมากพอ คือผู้อาวุโสที่เปิดใจรับฟั งค า ทัดทานได้อย่างถ่อมตน
ไม่รู้ว่าเหตุใดเฉินผิงอันถึงยังคงถามว่า “ทาไมถึงเป็นเรื่องเล็ก?”
ดูเหมือนว่าเป็นคาถามเดิมที่ถามซ้าสองรอบ
ทว่าพริบตานั้นจิตแห่งมรรคาของจิงเฮากลับหยุดชะงัก หายใจ ไม่คล่อง เรือนกายเหมือนเรือลาหนึ่งที่โยนสมอเรือซึ่งหนักเกินไปทิ้ง ไว้ใต้ทะเลสาบ
จิงเฮายิ้มเจื่อน “อาจารย์เฉิน ผู้ฝึกตนที่มีอายุยาวนานอย่างข้า คิดอยากจะพลิกกลับจิตแห่งมรรคาในทันทีทันใด คือเรื่องยากมาก นะ”
ความนัยนอกเหนือประโยคนี้ ไม่ใช่ว่าเขาจิงเฮาไม่ยินดีฟั ง คาแนะนาที่ให้ซ่อมแซมจิตแห่งมรรคาใหม่จากพวกเจ้าสองคน แต่ เพราะเรื่องทานองนี้ก็เหมือนการดื่มเหล้าเร็วเกินไปต้องขอให้ข้าได้ ตั้งหลักพักหายใจหายคอบ้าง
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “บินทะยานอาวุโส บินทะยาน เฒ่า นับแต่โบราณตราบจนปั จจุบันมีวีรบุรุษคนมหัศจรรย์กี่มากน้อย ที่กลายเป็ นบินทะยานแล้วแก่ตายอยู่ในขอบเขตบินทะยาน ไม่ยอม ออกแรงอย่างเต็มที่ใน “ปั จจุบัน” ไม่ยอมงัดข้ออย่างดุดันกับ “ตอนนี้” แล้วยังกล้าเพ้อฝั นถึงเส้นทางของการผสานมรรคาเหนือ “บิน ทะยาน” อีกหรือไร? คู่ควรหรือ?”
หวังเซี่ยนอึ้งตะลึงอย่างหนัก ฟั งจากความหมายของคาพูด ราชครูเฉินแล้ว เทพเชียนผู้เฒ่าจิงคือขอบเขตบินทะยานคนหนึ่ง อย่างนั้นหรือ?!
ก้มหน้ามองจานฝนหมึกสีเขียวมรกตและน้าหมึกสีทองที่อยู่ใน แอ่งฝนหมึก ในหัวของหวังเซี่ยนมีแค่ความคิดเดียวเท่านั้น หนี้ก้อนนี้ ติดไว้ได้หรือ?
จิงเฮาอัดอั้นอยู่นาน สุดท้ายก็เอ่ยอย่างจริงใจว่า “อาจารย์เฉิน บอกตามตรง หลังจากเหตุพลิกผันเมื่อหกร้อยปีก่อน ข้าก็ถอดใจ อย่างสิ้นเชิงแล้ว ไม่กล้าเพ้อฝั นว่าชีวิตนี้จะสามารถเลื่อนสู่ขอบเขต ของการผสานมรรคาได้อีกแล้ว
จิงเฮาพูดความในใจประโยคนี้จบก็ให้รู้สึกสะทกสะท้อนใจยิ่งนัก
ราวกับว่าปณิธานของพวกหนุ่มสาวมักจะสูงเกินเอื้อม เหมือนดึง ผมตัวเองลากขึ้นฟ้า
พอเป็นผู้ฝึกตน กลายมาเป็นผู้บรรลุมรรคา อายุการฝึกตนนาน เข้า ขอบเขตสูงขึ้น สิ่งที่ได้ประสบพบเจอก็จะมากขึ้นด้วย เคยเห็น ฟ้ าสูงแผ่นดินหนาอย่างแท้จริงมาก่อนแล้ว ยิ่งนานวันประสบการณ์ ยิ่งลึกซึ้งแต่กลับกลายเป็นว่ายิ่ง…ขลาดกลัว
เฉินผิงอันเงียบงัน เห็นว่าสีหน้าของจิงเฮาไม่คล้ายเสแสร้งก็พยัก หน้า เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ถือเสียว่าข้าไม่ได้พูดอะไรแล้วกัน”
เข้าใจผิดคิดว่าต่อให้จึงเฮาจะไม่ได้พัฒนารุดหน้าไปอีกขั้น ไม่ได้แสวงหามหามรรคาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเหมือนเฒ่าหู หนวก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะเป็ นบุคคลที่มีนิสัยใจคอเหมือนพวก หลิวทุ่ย ผู้ฝึกกระบี่เฝิงเซวี่ยเทา ฯลฯ
เฉิ นผิงอันยิ้มเอ่ย “รู้ว่าอะไรคือ “วัตถุยาวสองจื่อ” ก็คือ ความสามารถที่แท้จริงอย่างหนึ่งเหมือนกัน”
คาโบราณมักจะบอกว่าชะตามีแค่แปดจื่อ อย่าหวังมีหนึ่งจิ้ง แต่ แท้จริงแล้วในค าพูดหนึ่งประโยคกลับมีหลักการเหตุผลมากมายให้ ขบคิด มักจะเป็ นว่ามองในแนวขวางเหมือนสันเขา มองในแนวข้าง เหมือนยอดเขาอยู่เสมอ
การรู้จักพออย่างที่ไม่รู้ตัว ง่ายที่จะทาให้คนพลาดโอกาสที่เดิมที ควรคว้ามาไว้ในมือร่างกายและจิตใจจมจ่อมอยู่กับปลักโคลนแห่ง หนึ่งที่มีชื่อว่าการมองโลกในแง่ร้าย
การไม่รู้จักพออย่างรู้ตัว ดูเหมือนว่าก็สามารถทาให้คนที่ยอมรับ ชะตากรรมท าอะไรบางอย่างเพิ่มมากขึ้น ก้าวเท้าเดินไปบนสันเขาที่ ยิ่งใหญ่โอฬารซึ่งมีชื่อเรียกว่าการมองโลกในแง่ดี
ชอบทาตัวเป็นอาจารย์สั่งสอนผู้อื่น? ท่านอาจารย์ก าลังกล่าวถึง ตนเองนั่นแล
จิงเฮาอยากรู้มากจริงๆ ต่อให้จะรู้ดีว่าไม่ถูกกาลเทศะ แต่ก็ยังอด ไม่ไหวใช้เสียงในใจถามว่า “ทาไมผู้อาวุโสชิงจู่ถึงได้บอกว่าอาจารย์ เฉิน “ตั้งแต่หัวจรดเท้า กลวงเหมือนลาไม้ไผ่?”
เฉินผิงอันหันหน้าไปมองจิงเฮา ยิ้มเอ่ยว่า “คงจะหมายถึงว่าใน ท้องของข้าว่างเปล่าไม่มีน้าหมึกเลยสักนิดกระมัง ในฐานะลูกศิษย์ผู้
สืบทอดของเหวินเซิ่ง คือหมอนปั กลายบุปผาที่วิชาความรู้ตื้นเขิน ไม่ เข้าท่าเอาเสียเลย”
หวังเซี่ยนคิดว่าคาพูดประโยคนี้ของราชครูเฉินกล่าวได้ถ่อมตัว เกินไป การที่บัณฑิตคือบัณฑิต ก็หนีไม่พ้นว่าพวกเขาเชี่ยวชาญทั้ง กวี ต ารา ภาพวาดและตราประทับในเวลาเดียวกัน
ราชครูเฉินเขียนกลอนคู่ กรอบป้ าย ถือเป็ นตัวอักษรที่เขียน อย่างเร่งด่วนฉับพลัน หากไม่มีความรู้ที่ลึกล้าเป็นพื้นฐาน จะสามารถ เขียนอย่างฉุกละหุกได้อย่างไร? ตัวอักษรข่ายซูที่มีครบทั้งลายมือ สวยงามและความหมายดี เขียนได้ลื่นไหลเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ปราณแห่งความเที่ยงแท้อบอวล แผ่ซ่านพุ่งทะยานดุจสายรุ้ง หากจะ พูดถึง ‘ตราประทับ’ ก็ยิ่งเป็ นความถนัดของราชครูเฉิน ต าราตรา ประทับร้อยเซียนกระบี่และตาราตราประทับสองร้อยเซียนกระบี่มี วางขายอยู่ทั่วหล้า ต่อให้เป็ นกบในกะลาอย่างหวังเซี่ยนก็ยังเคยได้ ยินประหนึ่งเสียงฟ้าผ่าที่ดังอยู่ข้างหู
จิงเฮาถูกสายตานั้นมองจนขนลุกชัน จิตแห่งมรรคาไม่มั่นคง ไม่ ควรละลาบละล้วงถามจริงๆ ท าผิดกฏใหญ่เทียมฟ้าแล้ว
จิงเฮาเอ่ยอย่างตัดสินใจได้แล้วว่า “อาจารย์เฉิน ไม่กล้าปิดบัง ข้ากับหลิวทุ่ยแห่งเทียนเหยาเซียง แต่ไหนแต่ไรมาก็มีความสัมพันธ์ที่ ไม่ธรรมดา ก่อนที่พวกเราจะบินทะยานก็ได้วางแผนลับๆ ว่าจะท า เรื่องใหญ่อยู่หลายเรื่อง โดยภาพรวมคือต่างคนต่างได้ในสิ่งที่ตัวเอง ต้องการ ไม่ว่าจะเจออะไรก็ล้วนสามารถปรึกษากันก่อนล่วงหน้าได้
ถ้าสวรรค์ป๋ ายฉือของหลิวทุ่ยตั้งอยู่ที่หลิวเสียทวีป และหลิวเหล่าเฉิง แห่งทะเลสาบซูเจี่ยน ทุกวันนี้ก็หลบอยู่ในถ้าสวรรค์แห่งนี้ เรื่องที่ ต้องการก็หนีไม่พ้นบินทะยาน ต้องการให้ข้า…?”
ในเมื่อผู้อาวุโสชิงจู่ได้เตือนเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว จิงเฮาก็ต้องพูด อย่างตรงไปตรงมาสักหน่อย
ขอแค่เฉินผิงอันพยักหน้าตอบตกลง จิงเฮาที่เข้าใจได้โดยไม่ ต้องเอื้อนเอ่ย เมื่อกลับไปถึงหลิวเสียทวีปก็จะแวะไปที่ถ้าสวรรค์ป๋ า ยฉือ ไปหาเรื่องหลิวเหล่าเฉิง
หากเฉินผิงอันให้ตนเล่นงานสหายรักอย่างหลิวทุ่ยโดยตรง บาง ทีจิงเฮาอาจจะรู้สึกหัวโตเหมือนกระดัง ยากที่จะผ่านด่านในใจไปได้ อาจจะบากหน้าเอ่ยว่าโปรดอภัยที่ไม่อาจทาตามคาสั่ง
แต่หากจะให้เล่นงานหลิวเหล่าเฉิงที่เดินออกมาจากทะเลสาบซู เจี้ยน จิงเฮาไม่มีปมในใจใดๆ ถึงขั้นที่ยังรู้สึกว่าตัวเองเหมือนอริยะ ปราชญ์ผู้ทรงธรรมที่ได้ลงทัณฑ์คนชั่วกาจัดอธรรมด้วยซ้า
เฉินผิงอันโบกมือ “เจ้าไม่ต้องทาเรื่องที่เกินความจาเป็นเช่นนี้ จะ เสียมิตรภาพที่มีต่อหลิวทุ่ยไป ถึงอย่างไรสหายใหม่ก็สู้สหายเก่า ไม่ได้ คุณธรรมในยุทธภพน้อยนิดแค่นี้ยังต้องรักษาไว้”
นอกจากจิงเฮาจะโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอกแล้ว ความรู้สึกที่มากกว่านั้นก็คือยินดีอย่างไม่คาดฝั น คากล่าวที่ว่า “สหายใหม่” ของอาจารย์เฉิน เหมือนยาสงบใจเม็ดใหญ่จริงๆ
เฉินผิงอันกล่าว “หากข้าอยากจะสร้างความล าบากใจให้หลิว เหล่าเฉิงจริง อย่าว่าแต่เข้าไปปิดด่านในถ้าสวรรค์ป๋ ายฉือเลย กระทั่ง เมืองหลวงต้าหลีเขาก็ยังเดินออกไปไม่ได้”
เพราะบทสนทนาระหว่างราชครูเฉินกับเทพเซียนผู้เฒ่าจึงเวลานี้ ไม่ได้ใช้เสียงในใจ และเนื่องจากหวังเซี่ยนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขา สายน้า แน่นอนว่าต้องใส่ใจต่อถ้าสวรรค์พื้นที่มงคล ถ้าสวรรค์ เทียนอวี๋ของหลิวเสียทวีปมีชื่อเสียงมายาวนาน อีกทั้งคู่รักคู่นั้น เหมือนจะมีบุตรชายที่ดีคนหนึ่ง คือผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึ กตนที่ อายุน้อย แต่กลับจาชื่อไม่ได้แล้วหวังเซี่ยนจึงใช้เสียงในใจถามหยั่ง เชิงว่า “เทพเซียนผู้เฒ่าจิงคือขอบเขตบินทะยานหรือ?”
จิงเฮาใช้เสียงในใจตอบ “ไม่อย่างนั้น? สวมรอยเป็ นบินทะยาน หลอกเอาสมบัติน้อยนิดของเจ้าหรือ?”
หวังเซี่ยนถาม “เทพเซียนผู้เฒ่าจิงเคยไปเยือนถ้าสวรรค์เทียนอวี๋ หรือไม่?”
ขนบธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับหลิวเสียทวีป หวังเซี่ยนเองก็แค่ได้ ยินแค่เรื่องสามเรื่องเท่านั้น เรือหลิวเสีย ถ้าสวรรค์เทียนอวี๋ หนึ่งยันต์ ยกภูเขาของอวี๋เสวียน
จิงเฮาคลี่ยิ้มมีเลศนัย “เคยไปเยือนอยู่หลายครั้ง ทาไม น้องหวังมี มิตรภาพอันลึกล้ากับถ้าสวรรค์เทียนอวี๋หรือ? ไม่สู้เล่าให้ฟั งหน่อย
วันหน้าถ้าข้าได้เจอกับคู่รักตระกูลเซียนที่ร่ารวยสูงศักดิ์คู่นั้นจะได้มี เรื่องคุยกัน ไม่ถึงขั้นเจอหน้าก็ไม่รู้จะคุยอะไรกันดี”
หวังเซี่ยนรีบอธิบายว่า “ไม่มีมิตรภาพอะไร อยู่ห่างจากหลิวเสีย ทวีปที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือไกลขนาดนั้น ผู้น้อยมีระดับชั้น เท่าใด แล้วพวกเขามีสถานะแบบใด สองฝ่ ายจะเกี่ยวข้องกันได้ อย่างไร ผู้น้อยก็แค่อยากรู้ว่าถ้าสวรรค์เทียนอวี๋ที่บันทึกไว้ในตารา โบราณตั้งอยู่ตรง “ขอบฟ้ า” ของสุดขอบทะเลปลายฟ้ าอันห่างไกล จริงหรือไม่”
จิงเฮามองอาจารย์เฉิน ในที่สุดก็อดทนไม่เอ่ยคาพูดที่มารออยู่ ตรงปากออกไป หากเจ้าหวังเซี่ยนอยากรู้เรื่องสุดขอบทะเลปลายฟ้ า อันห่างไกล คนที่ต้องถามจริงๆ ต้องเป็ นราชครูเฉินถึงจะถูก เพราะ หลิวสือลิ่วศิษย์พี่ของราชครูเฉินคือ “ต้าเผิง (เป็ นนกในตานานจีน โบราณที่มีขนาดใหญ่มาก สยายปีกกว้างนับพันลี้ สามารถบินขึ้นสู่ ท้องฟ้ าได้สูงและไกล) แผ่ปีกปกคลุมไปทั่วสุดขอบฟ้ า” นั่นไม่ใช่แค่ ถ้อยค าไพเราะน่าฟั งของเหล่านักอักษรศาสตร์ผู้รังสรรค์งาน วรรณกรรมเท่านั้น
รอกระทั่งจิงเฮาพูดคุยด้วยเสียงในใจกับเทพวารีจบ เฉินผิงอันถึง ได้เปิดปากถามว่า “จิงเฮา เจ้ากับคู่รักของถ้าสวรรค์เทียนอวี๋อย่างสู่ หนันยวนกับหนีถัง เป็ นเพื่อนบ้านกันมานานขนาดนั้น คิดดูแล้วก็ น่าจะคบค้าสมาคมกันบ่อยมากกระมัง?”
จิงเฮาพยักหน้าเอ่ย “ต่างฝ่ ายต่างเป็นเพื่อนบ้านชั่วร้ายของกัน และกันมานาน อีกฝ่ายสันดานเป็นอย่างไร แต่ละคนต่างก็รู้กันอยู่ใน ใจดี”
พอคาพูดนี้หลุดออกมา จิงเฮาก็รู้ว่าตัวเองพูดผิดไปแล้ว ผิดต่อ คาว่า “สหายใหม่” เสียแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ข้าเองก็อยากรู้สถานการณ์ของสวรรค์ เทียนอวี๋มากเหมือนกัน ก่อนหน้านี้วางแผนว่าจะเดินทางไปทั่วเก้า ทวีปของไพศาล เพียงแต่ว่ามีธุระกะทันหันก็เลยถูกถ่วงเวลาล่าช้า”
จิงเฮาไม่รู้จะตอบอย่างไร สาหรับคากล่าวที่ว่า “มีธุระกะทันหัน นี้ ช่าง…เอาเป็นว่าตลอดทั้งต้าหลี แจกันสมบัติทวีป หรือแม้กระทั่งโลก มนุษย์ทั้งแห่งก็มีแค่เจ้าเฉินผิงอันเท่านั้นที่พูดได้
ในเมื่อเข้าสู่หัวข้อหลัก เกี่ยวพันกับหลิวเสียทวีป จิงเฮาจึงมี สายตาเฉียบคม กลายมาเป็ นบินทะยานเก่าแก่ผู้ครองทวีปแห่งหนึ่ง ในทันที ผู้เฒ่านวดคลึงปลายคาง หัวเราะหึหึ “ตอนนั้นเพื่อเลื่อนเป็น เซียนเหรินและบินทะยานในภายหลัง สู่หนันยวนเจออุปสรรค ค่อนข้างมาก มีการปิ ดด่านอย่างลับๆ ถึงสี่ครั้ง ระหว่างนี้สะสม วัตถุดิบวิเศษแห่งฟ้าดินเอาไว้ หึเกรงว่าแม้กระทั่งคนอย่างเทพเชียนผู้ เฒ่าอวี๋ที่ไม่ขาดเงินก็ยังต้องเสียดายเหมือนกัน สามครั้งแรกล้วนถูก ข้าก่อกวนจนล้มเหลว สิ้นเปลืองทรัพยากรไปมหาศาล มีครั้งหนึ่งที่ ข้ากับหลิวทุ่ยร่วมมือกันแอบก่อกวนอย่างลับๆ ทาลายเรื่องดีๆ ของสู่ หนันยวน บอกว่าเกลียดข้าเข้ากระดูกดาก็ไม่เกินจริงเลยสักนิด”
เทพวารีหวังเซี่ยนปากอ้าค้าง เทพเซียนผู้เฒ่าจิงนอกจากจะเป็น บินทะยานผู้อาวุโสยังเป็นผู้นาแห่งทวีปของหลิวเสียทวีปด้วย?!
วันนี้ได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ!