กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 53.3 ก็เคยเป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสา
แม้ว่าหม่าซู่อู่จะสงสัยว่านางสัมผัสได้ถึงพลังจิตของเซินฝู่จวินได้ อย่างไร แต่ก็คิดแค่ว่าปรมาจารย์วิถีวรยุทธคนหนึ่งย่อมมีสัมผัสที่ เฉียบไว ตอนนี้เขายังไม่อาจทาความเข้าใจได้
เผยเฉียนถาม “เจ้าชื่อหม่าซู่อู่หรือ?”
เขาอึ้งตะลึง พยักหน้าเอ่ย “คือทหารตัวเล็กไร้ชื่อเสียงคนหนึ่ง”
ตอนอยู่บนสนามรบถูกสัตว์เดรัจฉานเผ่าปีศาจตนหนึ่งตบหัวจน แหลกเละ ไม่มีก าลังให้เอาคืนเลยแม้แต่น้อย
หลังจากกลายมาเป็นผี ผ่านช่วงเวลาที่มึนๆ งงๆ ไปพักหนึ่ง รอ กระทั่งกลับคืนมามีสติปั ญญาอีกครั้ง จาอดีตชาติของตัวเองได้ก็มา อยู่บนซากปรักสนามรบ มายืนอยู่ข้างธงใหญ่ผืนหนึ่งแล้ว ตอนนั้น ขอบเขตของเซินฝู่จวินไม่สูง ดูเหมือนว่าเพิ่งจะเลื่อนเป็นห้าขอบเขต กลาง พลังตบะไม่ลึกล้า เพราะเขาคุ้นเคยกับการสู้รบจึงถูกเซินฝู่จวิน เลื่อนขั้นให้เป็นหัวหน้าผู้นากองทัพ เมื่อหลายปีก่อนยังได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นขุนนางใหญ่ ในนามบอกว่าน าทัพท าสงคราม แต่อันที่จริงไม่มี สงครามอะไรให้ทาแล้ว ประลองเวทคาถากับผู้ฝึกตนต่างถิ่นก็มักเป็น เซินฝู่ จวินที่ลงมือด้วยตัวเอง ในอดีตก็เคยคิดอยากจะอบรมบ่มเพาะ นายกองคนรู้ใจบางส่วน สักวันหนึ่งจะต้องนาทัพก่อกบฏออกไปจาก ที่นี่ให้จงได้ ภายหลังก็ถอดใจแล้ว เซินฝู่ จวินไม่เพียงแต่ยิ่งนานวัน
พลังตบะก็ยิ่งลึกล้า ยังชานาญยุทธวิธีคบไกลโจมตีใกล้และศาสตร์ การรวมกาลังต้านอานาจใหญ่ขึ้นทุกที ศาสตร์การบัญชาการณ์ก็ยิ่ง คล่องแคล่ว ไม่ขี้เหนียวเงินทองและสมบัติอาคม ให้รางวัลอย่างเต็มที่ ผีงามมากมายที่ในนามเป็นอนุภรรยาคนงามของเขาต่างก็กลายเป็น สิ่งที่เขาเอามาใช้ซื้อใจคน
เผยเฉียนถาม “แม่ทัพหม่าคือสายลับของต้าหลีหรือ?”
หม่าซู่อู่หลุดหัวเราะพรืด ส่ายหน้า “ก็อยากเป็นอยู่เหมือนกัน”
เขาเอ่ยอย่างเศร้าสร้อยว่า “หมาไร้บ้าน แคว้นเก่าไม่อาจกอบกู้ ภูเขาสายน้าของหนึ่งเมืองหกเขตซึ่งมีบ้านเกิดเป็ นหนึ่งในนั้น ปีนั้น ล้วนถูกเผ่าปี ศาจใช้เวทคาถาทาลายจนพังราบเป็ นหน้ากลอง กลายเป็นว่าไม่มีบ้านให้กลับมานานแล้ว”
เผยเฉียนพลันเข้าใจกุญแจสาคัญข้อหนึ่งในชั่วพริบตา “ราช สานักของแคว้นมากมายรอบด้านจ่ายเงินจัดพิธีทาบุญอุทิศส่วนกุศล ท าพิธีปั ดเป่ าเคราะห์ภัย ล้วนเสแสร้งแกล้งท าทั้งหมด แท้จริงแล้ว ไม่ได้มีผลเลยสักนิดสินะ?”
หม่าซู่อู่พยักหน้า “เดิมทีก็เป็ นเงินที่เซินฝู่ จวินเป็ นคนจ่าย ที่ว่า การกรมพิธีการของแคว้นทั้งหลาย นับตั้งแต่เจ้ากรมจนถึงหลางจง ล้วนได้รับผลประโยชน์กันทั้งนั้น”
เผยเฉียนถาม “ด้วยตบะขอบเขตของเจ้าในทุกวันนี้ บวกกับ ชาติก่อนที่ชาติกาเนิดสะอาดบริสุทธิ์ หากมีโอกาสได้ไปทางานใน ศาลเทพอภิบาลเมืองจะเป็นทางรอดทางหนึ่งหรือไม่?”
ไม่เหมือนกับศาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าในสถานที่ ต่างๆ ฐานะของศาลเทพอภิบาลเมืองในใต้หล้าไพศาลสูงส่ง ราช สานักแคว้นต่างๆ ล้วนไม่กล้าสอดมือเข้าแทรกง่ายๆ
หม่าซู่อู่ส่ายหน้าเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีช่องทางถึงจะทาได้ สาหรับเรื่องนี้เซินฝู่ จวิน มีการป้ องกันอย่างแน่นหนาเข้มงวดมาก ที่สุด เหมือนอย่างเทพวารีหวังเซี่ยนที่อยากจะเอาเรื่องไปฟ้ องร้องอยู่ ตลอด ซานจวินในท้องถิ่นพึ่งพาไม่ได้ ผลคือพอแพร่งพรายความลับ ออกไป สุดท้ายก็ทาให้เขารักษาร่างทองไว้ไม่ได้ ต้องไปฟ้ องที่ภูเขา อวี่หลิน ไปร้องทุกข์กับภูเขาเซ่อจื่อ ทว่าแม้กระทั่งประตูใหญ่ของ ศาลบุ๋นบู๊หวังเซี่ยนก็ยังเข้าไปไม่ได้ จะตีกลองร้องทุกข์ก็ต้องมีกลอง ก่อนเขาถึงจะตีได้ไม่ใช่หรือ?”
เผยเฉียนถามอีกว่า “แม่ทัพหม่า หากว่ามีโอกาสได้ไปทางานที่ ศาลเทพอภิบาลเมืองจริงๆ เจ้าจะยอมไปหรือไม่?”
หม่าซู่อู่เอ่ยอย่างอ่อนใจ “แม่นางคนนี้ นี่ใช่เรื่องที่ขึ้นอยู่กับข้าว่า ยอมหรือไม่ยอมหรือ?”
อย่างเช่นข้าเองก็อยากจะไปเดินเล่นหน้าประตูของที่ว่าการกรม อาญาเมืองหลวงสารองต้าหลีอยู่เหมือนกัน แต่ท าได้หรือ?
จิตของเผยเฉียนขยับไหวเล็กน้อย หมายจะอธิบายสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นให้ศาลเทพอภิบาลเมืองของแคว้นหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงฟั ง
นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่านางใช่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางหรือไม่ แต่เป็นเพราะเผยเฉียนคือ “คนดัง” ที่อยู่บนสมุดบางเล่มของศาลเทพ อภิบาลเมืองแผ่นดินกลาง
หม่าซู่อู่หรือจะรู้ว่าหญิงสาวที่หมัดเท้าร้ายกาจคนนี้จะมี “ช่องทาง” สูงส่งเทียมฟ้านั้นอยู่จริงๆ
เผยเฉียนพลันเปลี่ยนใจ เอ่ยอย่างขัดเขินว่า “อาจารย์พ่อของข้า บอกว่าเรื่องนี้ไม่รีบร้อน สรุปก็คือจะต้องหางานที่เหมาะสมให้กับแม่ ทัพหม่าแน่นอน”
หม่าซู่อู่ถามอย่างสงสัยว่า “พื้นที่ประกอบพิธีกรรม…บ้านเจ้า ก็ ขาดแม่ทัพที่นาพากองทัพเหมือนกันหรือ?”
เขาคิดว่านางน่าจะเป็นปรมาจารย์หญิงที่ตระกูลชนชั้นสูงแห่งใด ตั้งใจอบรมปลูกฝั งมามากกว่า
เผยเฉียนพลันพูดไม่ออก เป็นคาถามที่ลาบากใจยิ่งนัก เพราะถึง อย่างไรนางก็ไม่ใช่ถ่านดาน้อยในอดีตที่คิดว่าหลอกคนง่ายกว่ากิน ข้าวมากนักอีกแล้ว
หม่าซู่อู่พลันถามว่า “แม่นางใช่คนของเขตชิงเหอหรือไม่?”
ในอดีตได้ยินมาว่าเขตชิงเหอซึ่งอยู่ติดกับบ้านเกิดมีเด็กหญิงคน หนึ่งที่ตอนยังเล็กก็ถูกยอดฝีมือหมายตาในฐานกระดูก พาขึ้นเขาไป ฝึกวิชาเซียน
เผยเฉียนส่ายหน้า “ไม่ใช่”
หม่าซู่อู่ทั้งผิดหวังทั้งโล่งใจ ผิดหวังก็เพราะนางไม่ใช่คนบ้าน เดียวกัน โล่งใจก็เพราะนี่หมายความว่าทุกวันนี้สตรีคนนั้นยังฝึกตน อยู่ในภูเขา ผีที่อารมณ์ซับซ้อนผู้นี้ สุดท้ายได้แต่เอ่ยประโยคหนึ่งว่า “ไม่ใช่ก็ดีแล้ว”
ดูเหมือนจะตัดสินใจอะไรได้ หม่าซู่อู่จึงหมุนตัวกลับ หันหน้าไป ทางแม่ทัพใหญ่เซินฝู่ จวิน บิดหมุนข้อมือ กริชหมุนเร็วรี่ พูดกลั้ว หัวเราะเบาๆ ว่า “แม่นางเผย อย่าได้อวดเก่งเลย ขอให้เจ้ารีบพาแม่ นางน้อยคนนั้นออกไปจากที่นี่โดยเร็วเถอะ ข้าถ่วงเวลาไว้ให้เจ้าได้ นานเท่าไรก็เท่านั้น ใช่แล้ว ยังไม่ทราบชื่อของแม่นาง ไม่ทราบว่าเป็น คนจากที่ใด”
เผยเฉียนเอ่ย “เผยเฉียนแห่งต้าหลี”
หม่าซู่อู่ก้าวเร็วๆ ไปข้างหน้า คลี่ยิ้มอย่างสง่างาม “สถานที่ดี ชื่อ ดี”
ว้าว ถึงกับชื่อแซ่เดียวกับสตรีที่ได้รับการประเมินให้เป็นหนึ่งในสี่ ปรมาจารย์ใหญ่ด้านวิถีวรยุทธผู้นั้น แล้วก็มาจากราชสานักต้าหลี เหมือนกันด้วย
เผยเฉียนไม่ห้ามให้เขาหยุดเดิน เพียงแค่ยิ้มเอ่ยว่า “เวลาข้าออก ท่องยุทธภพมักจะเอาอย่างอาจารย์พ่อเสมอ ด้วยเหตุนี้จึงยังมี นามแฝงอีกชื่อหนึ่ง ชื่อว่า “เจิ้งเฉียน”
หม่าซู่อู่หยุดเดินในทันใด ร่างแข็งทื่อ
และเวลานี้เอง แม่นางน้อยชุดดาที่นั่งอยู่บนหลังม้า มือจับเชือก ของกระเป๋ าผ้าฝ้ ายก็เอ่ยว่า “เผยเฉียน เผยเฉียน เจ้าขุนเขาคนดี บอกให้ข้าขี่ม้าไปที่ศาลาบนยอดเขา เขาอยากแทะเมล็ดแตง แต่ใน มือไม่มี ขอให้ข้า ‘พากองหนุน ไปให้ความช่วยเหลือ จะทาอย่างไรดี จะท าอย่างไรดี?”
เผยเฉียนยิ้มเอ่ย “ไปเถอะ ไปเถอะ”
ทางฝั่ งของศาลา เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน จีบนิ้วผิวปาก
ม้าที่เผยเฉียนจูงมาที่นี่ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ม้าศึกทั่วไป มันยกกีบ เท้าตะกุยดินเบาๆ สองสามที ใต้ฝ่าเท้าก็มีก้อนเมฆสีเหลืองก้อนแล้ว ก้อนเล่าผุดขึ้นมา พาแม่นางน้อยชุดดาตะลุยออกไป กีบเท้าส่งเสียง ดังเป็นระลอก ทะยานเมฆขี่หมอกมุ่งหน้ามายังศาลาแห่งนี้
หมี่ลี่น้อยนั่งขัดสมาธิอยู่บนหลังม้า สองแขนกอดอก ท่านั่งนี้ ค่อนข้างจะเจ็บก้นอยู่บ้างไม่เป็ นไร ไม่เป็ นไร มาดของตระกูลเซียน ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
ม้าพันธ์ดีที่มีชื่อว่าฉวีหวงตัวนี้ หลังจากถูกเฉินผิงอันพากลับมา จากทะเลสาบซูเจี่ยนก็ถูกปล่อยเลี้ยงไว้ในอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่ว นานหลายปี จึงเกิดความมหัศจรรย์ขึ้นมากมาย
จงเชี่ยนเดินช้าๆ มาหาเผยเฉียน เงยหน้ามองเรือกระบี่เลียนแบบ ชั้นเลวที่อยู่บนก้อนเมฆ ถามว่า “เผยเฉียน ต่อจากนี้จะเอาอย่างไร ต่อ?”
เผยเฉียนกล่าว “ให้เฉินหลิงจวินจัดการธุระให้เสร็จก่อน” จงเชี่ยนยิ้มเอ่ย “ยินดีที่จะได้เห็น”
พริบตานั้นอยู่ดีๆ จงเชี่ยนก็ลงไปนอนกับพื้น เลือดซึมออกมา จากทั่วร่างจนเปียกเสื้อผ้า
ในใจเผยเฉียนเกิดการคาดเดาทันที นางจึงขมวดคิ้วน้อยๆ
จงเชี่ยนดีดตัวขึ้นมาจากท่านอนหงาย ยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าสด ชื่นปลอดโปร่ง ยึดแขนบิดขี้เกียจให้สบายตัว ข้อต่อกระดูกทั่วร่าง ลั่นกร๊อบๆ ลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ขุมหนึ่งมีพลังราวกับจะบุกฝ่ าไป ข้างหน้าดุจผ่าลาไม้ไผ่ จงเชี่ยนสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา กุมมือเอ่ย ขอบคุณ “ผู้อาวุโสมีหมัดที่ดี”
เฉินผิงอันลุกขึ้นเดินออกมาจากศาลา อุ้มหมี่ลี่น้อยลงมาจาก หลังม้า แนะน าให้นางรู้จักหวังเซี่ยน บอกว่าเป็นเทพวารีในท้องถิ่นที่ มีน้าใจชอบช่วยเหลือผู้อื่น
หมี่ลี่น้อยตบแขนของเจ้าขุนเขาคนดีเบาๆ บอกเป็นนัยว่าให้วาง ตนลง หาไม่แล้วจะดูไม่เหมาะสมนะ ฮ่าๆ
สองเท้าสัมผัสพื้น หมี่ลี่น้อยยืดเอวตรง ยืนอยู่ตรงเชิงบันได กุม หมัดเอ่ยเสียงดังกังวานว่า “คารวะนายท่านเทพวารี เทพเซียนผู้เฒ่า จิง!”
จิงเฮาไม่ได้ลดฐานะของตัวเองลงด้วยการจงใจพูดจาอย่าง เกรงใจมีมารยาท แค่ลุกขึ้นยืนลูบหนวดยิ้ม พยักหน้าเบาๆ “ผู้พิทักษ์ โจว ได้พบเจอกันในต่างบ้านต่างเมือง เป็นเรื่องที่น่ายินดี”
เทพวารีหวังเซี่ยนพลันไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี ในสมองมีแต่ เสียงดังอื้ออึง แค่รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ควรวางตัวเองไว้หน้าจิงเฮา
พาหมี่ลี่น้อยเดินขึ้นบันไดไปด้วยกัน เดินเข้าไปนั่งในศาลา เฉิน ผิงอันยื่นมือออกไป หมี่ลิ่น้อยก็แบ่งเมล็ดแตงอย่างคล่องแคล่วคุ้นเคย
หวังเซี่ยนเห็นเทพเขียนผู้เฒ่าจิงก็มีส่วนเหมือนกัน จากนั้นเห็น ว่าแม่นางน้อยยื่นส่งมาให้ตนหนึ่งกามือก็ทาหน้าหนารับไว้ เอ่ย ขอบคุณนางไปหนึ่งคา
หมี่ลี่น้อยนั่งลงข้างกายเจ้าขุนเขาคนดีอย่างว่าง่าย สังเกตเห็นว่า เท้าสองข้างของตนลอยอยู่ก็แอบขยับกัน ใช้พื้นรองเท้าสัมผัสพื้น ดี มากๆ ท าให้ดูตัวสูงแล้ว
เฉินผิงอันแทะเมล็ดแตง ยิ้มถามว่า “คานหาบอันน้อยล่ะ ไม้เท้า เดินป่าล่ะ ผ้าคลุมล่ะ?”
หมี่ลี่น้อยยื่นมือมาป้ องข้างปาก พูดเสียงเบาว่า “อาจตกเป็ นที่ ต้องสงสัยว่าจงใจโอ้อวด ดูไร้ประสบการณ์ เหมือนชายหญิงในยุทธ ภพที่เพิ่งได้ออกมาท่องโลกกว้าง”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ไม่ใช่คนเก่าแก่ในยุทธภพย่อมไม่รู้เรื่องนี้”
หมี่ลี่น้อยเอ่ย “เจ้าขุนเขาคนดี อ้อมเส้นทางมาที่นี่ เป็นความคิด ของข้าคนเดียวเลยนะไม่เกี่ยวอะไรกับจิ่งชิงและจงอันดับหนึ่ง”
เอ่ยประโยคนี้จบ แม่นางน้อยชุดดาก็ถอนหายใจหนักๆ หนึ่งที ใช้หมัดทุบฝ่ามือ “เฮ้อต้องโทษข้า ทาอะไร…รีบร้อนเกินไป”
ไม่เพียงแต่เผยเฉียนเท่านั้นที่มา เจ้าขุนเขาคนดีก็ยังมาเยือนที่นี่ ด้วยตัวเอง ดูว่าพวกเขาน่าจะก่อเรื่องใหญ่แล้ว อืม ก็เหมือนปีนั้นที่ ตามเผยเฉียนไปแหย่รังแตนใหญ่หลายรังที่ภูเขาฉีตุนด้วยกัน
แน่นอนว่าหมี่ลี่น้อยต้องกลัวว่าจิ่งชิงจะโดนเจ้าขุนเขาคนดีด่า
พ่อครัวเฒ่าเคยบอกว่า บนโลกมีคนประเภทที่ชอบคบหาสหาย มากที่สุด แต่กลับกลัวว่าจะทาให้สหายเดือดร้อนมากที่สุด กลัวว่าจะ ทาให้สหายรู้สึกลาบากใจ แต่หากรู้สึกอย่างแท้จริงว่าการค้าขาย อะไรสามารถหาเงินได้ ก็จะต้องพยายามดึงตัวพรรคพวกให้มาหาเงิน ไปด้วยกัน หัวเราะฮ่าๆ ดื่มเหล้าอร่อย หากทาให้สหายต้องขาดทุนก็ จะรู้สึกแย่อย่างถึงที่สุดแอบเอาเงินของตัวเองใส่เพิ่มเข้าไปให้ ไปขอ ยืมเงินมาจากที่อื่นเพื่อเติมเต็มช่องโหว่นั้นแสร้งท าเป็ นผ่อนคลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อยากให้สหายต้องโดน “ภรรยา” หรือไม่ก็
“ภรรยาของน้องชาย” บ่นด้วยความไม่พอใจ กลัวที่สุดว่าพวกนางจะ ลั่นวาจาว่าเจ้าไปคบหาสหายที่พึ่งพาไม่ได้แบบนี้ได้อย่างไร วันหน้า ไม่ต้องไปมาหาสู่กันแล้ว
พ่อครัวเฒ่ายังบอกด้วยว่าเฉินหลิงจวินก็คือคนประเภทนี้ หน้าตาใหญ่ยิ่งกว่าแผ่นฟ้ าใครเรียกข้าว่าพี่น้อง ข้าก็จะคิดเป็ นจริง เป็นจัง
แต่สุดท้ายพ่อครัวเฒ่าที่ผูกผ้ากันเปื้อนถือตะหลิวไว้ในมือก็เอ่ย มาอีกประโยคให้หมี่ลี่น้อยที่นั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก ถือกระบอกเป่าไฟ และหน่วนชูที่ยืนเลือกผักอยู่ข้างๆ อย่างตั้งใจฟั งว่า ใครใช้ให้เขาคือ ลูกชายคนโง่ของเจ้าของที่ดินกันเล่า
เฉินผิงอันตกตะลึงก่อน แล้วก็กระจ่างแจ้ง ต่อมาก็หลุดหัวเราะ พรืด จุ๊ปากเอ่ย “ข้าก็ว่าแล้วเชียว เฉินหลิงจวินกับจงอันดับหนึ่ง คน ไร้ประโยชน์ที่หากนอนได้จะไม่มีทางยืนเด็ดขาดสองคนนี้ จะมี อารมณ์เห็นเรื่องอยุติธรรมก็อยากจะชักดาบช่วยเหลือแบบนี้ได้ อย่างไรแล้วจะมีใจของจอมยุทธภพที่ปราบผู้แข็งกร้าวคุ้มครองผู้ ยากไร้และอ่อนแอเช่นนี้ได้อย่างไร…”
หมี่ลิ่น้อยอึ้งค้าง ขมวดคิ้วสีอ่อนจางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ค่อยๆ คลี่ ยิ้ม โคลงศีรษะพูดแก้ว่า “เจ้าขุนเขาคนดีๆ ฮ่าๆ ถูกข้าหลอกเข้าแล้ว สินะ เป็นจิ่งชิงที่อยากพาตัวมาเสี่ยงอันตรายที่นี่ จงอันดับหนึ่งก็คอย ช่วยจัดขบวนสู้รบ ข้าจะห้ามพวกเขาอย่างไรก็ห้ามไม่ได้ เห็นว่าพวก
เขาตัดสินใจแล้วก็เลยปล่อยตามใจพวกเขา ส่วนข้าก็แค่หลบไปชม เรื่องสนุกอยู่ไกลๆ เท่านั้น”
เฉินผิงอันลูบหัวของหมี่ลี่น้อยยิ้มเอ่ยว่า “ดีมากทุกคน”
การที่เรียกหมี่ลี่น้อยมาที่นี่ เพราะอยากจะแทะเมล็ดแตงฟั ง เรื่องราวแห่งภูเขาสายน้าแล้วก็ไม่ค่อยอยากให้หมี่ลี่น้อยชมการต่อสู้ อยู่ใกล้เกินไปด้วย
หมี่ลี่น้อยยกนิ้วโป้ งให้ “กลอนคู่นอกศาลา เนื้อหายาวมาก ตัวอักษรก็สวยงามเป็นระเบียบมาก!”
ชมคนอื่นว่าเขียนตัวอักษรสวยแค่ไหน ให้คาวิจารณ์ว่าสวยงาม เป็นระเบียบ ก็คือหลักการเหตุผลเดียวกันกับการชมบุรุษว่าหน้าตา คมคาย ชมสตรีว่าหน้าตางดงาม ไม่มีทางผิดพลาดเป็นแน่
เทพวารีหวังเซี่ยนมองจิงเฮา เทพเซียนผู้เฒ่าจึงตามองจมูก จมูก มองใจ ไม่พูดไม่จาเอาแต่แทะเมล็ดแตงอย่างเดียว
ความรู้สึกนับร้อยประดังประเดเข้าใส่หวังเซี่ยน วันดีอะไรอย่างนี้ หนอ ตนยังได้เห็นบรรยากาศครึกครื้นที่เป็นเกียรติในชีวิตเช่นนี้ด้วย หรือ ต่อให้ตนจะไม่ใช่เทพวารีแล้ว ไม่ใช่เจ้าบ้านของที่แห่งนี้อีก ต่อไป ก็ไม่เป็นไร พูดถึงแค่สตรี เด็ก คนแก่และคนอ่อนแอหลายหมื่น คนของตัวอาเภอ ปีนี้ในที่สุดก็มีชีวิตอยู่ได้เห็นอากาศฤดูใบไม้ร่วงที่ ปลอดโปร่งเย็นสบาย ได้เห็นหิมะตก สามารถฉลองปีใหม่ต้อนรับฤดู
ใบไม้ผลิ แล้วก็มีปีหน้าปีถัดไปครั้งแล้วครั้งเล่าบอกลาปีเก่าต้อนรับปี ใหม่ได้อย่างสงบมั่นคง เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ลืมแนะนาไป โจวหมี่ลี่คือผู้ถวายงานพิทักษ์ ภูเขาของภูเขาลั่วพั่วพวกเรา” หวังเซี่ยนรีบลุกขึ้นยืน กุมหมัดคารวะ “เทพน้อยหวังเซี่ยน คารวะ ผู้พิทักษ์โจว”
หมี่ลี่น้อยรีบยื่นมือออกไป เจ้าขุนเขาคนดีก็ยื่นมือออกมาเงียบๆ อย่างรู้ใจกัน รับเมล็ดแตงที่อยู่ในฝ่ามือนางไป
หมี่ลี่น้อยคารวะกลับคืน เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “โจวหมี่ลี่แห่ง ภูเขาลั่วพั่วคารวะท่านผู้เฒ่าเทพวารี”
ใบหน้าของหวังเซี่ยนเต็มไปด้วยความละอายใจ “ข้ามีคุณธรรม มีความสามารถใดถึงได้รับการคารวะที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้”
แม่นางน้อยชุดดากะพริบตาปริบๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มกว้าง “เช่นเดียวกัน เช่นเดียวกัน”
จิงเฮากลั้นขา
เฉินผิงอันเองก็หลุดเสียงหัวเราะออกมา
หมี่ลี่น้อยเกาแก้ม ชี้ไปยังราวรั้วแถบที่มองเห็นซากปรักสนามรบ เอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้าขุนเขาคนดี พวกท่านคุยกันไปเถอะ ข้าไปจะชม ทัศนียภาพที่นั่นนะ”