กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 60.3 ลุกขึ้นและนั่งลง
บทพิเศษ ตอนที่ 60.3 ลุกขึ้นและนั่งลง
จิงเฮาไปถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า
พรรคตานจ้วน เขาตามหาผู้ฝึกตนทําเนียบที่ชื่อว่าเหอโยวให้กับ แม้กระทั่งบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของอีกฝ่ายก็ยังสืบ
สหายจึงชิงจนเจอ
มาอย่างละเอียด เปิดอ่านเอกสารในศาลบรรพจารย์ แล้วยังไปเจอตัว เหอโยวที่ท่องเที่ยวอยู่ข้างนอก คนจริงไม่เปิดเผยตัวตนนี่นะ เมื่อเจอ หน้าอีกฝ่าย แน่ใจว่าคือคนเรียบง่ายที่ใจกว้างไม่ผิดแน่แล้ว จิงเฮาก็ หวนกลับไปที่ยอดเขาหลักของพรรคตานล้วนชมทัศนียภาพอยู่ใต้ แสงจันทร์คืนหนึ่งก็จะกลับไปใช้ชีวิตการฝึกตนของตัวเองต่ออีกครั้ง
ยามรุ่งสาง ทอดสายตามองไกลไปยังจุดที่มหาสมุทรและขอบฟ้า เชื่อมต่อกันดวงตะวันสีทองค่อยๆ ลอยขึ้นสูง โลกมนุษย์ต้อนรับวัน
ใหม่อีกวัน
จิงเฮาไม่ได้มีความอดทนมากพอที่จะรอให้ผู้ฝึกตนที่ออก ลาดตระเวนภูเขาของพรรคตานล้วนมาพบร่องรอยของตน เขาจึง
สะบัดชายแขนเสื้อแหวกทะเลเมฆนอกหน้าผา
ในที่สุดก็มีผู้ฝึกตนสัมผัสได้ว่ามีแขกมาเยือน มองกําแพงเมฆ สองด้านที่เนิ่นนานก็ยังไม่อาจผสานกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ซึ่ง
น้ําหนักอยู่ครู่หนึ่ง คาดเดาเอาว่าไม่ว่าอย่างไรก็น่าจะเป็นเซียนดิน
ในเมื่อเปิดเผยตัวตนที่ศาลาชมทัศนียภาพก็คงต้องให้เจ้าสํานักออก
หน้าด้วยตัวเองแล้ว
คิดดูแล้วอย่างมากสุดอีกฝ่ายก็น่าจะเป็นแค่ก่อกําเนิดคนหนึ่ง ไม่มีเหตุผลให้ผู้ฝึกตนห้าขอบเขตเยื้องกรายมาเยือนยอดเขา
หลักพรรคตานจ้วนของพวกเขาเพื่อสําแดงอํานาจบารมี
ฟ่านฝูกวงเจ้าประมุขพรรคตานจ้วนคือโอสถทองหนุ่มที่ ประสบการณ์ยังตื้นเขิน แต่อายุการฝึกตนกลับไม่น้อยแล้ว ในบรรดา เซียนดิน เขาไม่โดดเด่นเอาเสียเลย
ยิ่งสร้างโอสถทองได้ช้าเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสประสบความสําเร็จบน
มหามรรคายากมากเท่านั้น คือหลักการเหตุผลที่ไม่ต่างจากการอยู่ ในวงการขุนนางสักเท่าไร
โอสถทองหนุ่ม” ที่มีอายุการฝึกตนยาวนาน กับ “โอสถทองเฒ่า” ที่อายุน้อยคุณสมบัติในการฝึกตนจะเหมือนกันได้หรือ?
จึงเฮาพูดเข้าประเด็นว่า “ฟ่านฝูกวง ข้าผู้อาวุโสต้องการมอบ
มือข้างหนึ่งถือคทา
หรูอี้ทองแดง อีกมือหนึ่งทํามุทราอยู่ในชายแขนเสื้อ เอ่ยว่า “ขอทราบ
นามสหายได้หรือไม่”
https://novel-Ik.com/
พรรคตานอวี้อยู่ในแจกันสมบัติทวีปคือพรรคตระกูลเขียนที่จะ บอกว่ารั้งท้ายอันดับสองหรืออยู่เหนือสุดของอันดับสามก็ได้ ‘ภูมิลําเนา’ อยู่ในอาณาเขตของขุนเขาเหนือต้าหลีที่เสียเปรียบก็คือ ตรงนี้ พรรคเล็กๆ ไม่ไปเข้าร่วมงานเลี้ยงท่องราตรีของภูเขาคือวิ๋นที่ จัดขึ้นถี่ๆ มหาบรรพตอุดรเองก็คงไม่ได้ถือสาอะไร แต่ถ้าไม่ไปก็จะ เป็นที่สะดุดตา ง่ายที่จะถูกกลั่นแกล้งไม่ใช่หรือ
ผลคือเพิ่งจะย้ายมาอยู่ในอาณาเขตของขุนเขากลางก็เจอกับ ภูเขาเช่อจื่อที่จัดงานเลี้ยงท่องราตรี ควรจ
เล่า
ะไประบายทุกข์กับใครดี
ฟ่านฝูกวงด่าสหายรักที่เชี่ยวชาญเรื่องภูมิศาสตร์ไปยกใหญ่
ไหนบอกว่าย้ายพื้นที่ประกอบพิธีกรรม จะช่วยให้คนรุ่นเยาว์ในพรรค
โชคดีได้มากขึ้น สุดท้ายก็สามารถกลับมาหล่อเลี้ยงทางพรรคได้
ช่วยให้สายสืบทอดเจริญรุ่งเรือง….ถึงท้ายที่สุด แม่งก็ต้องจ่ายเงินฟาด
เคราะห์อยู่ดีไม่ใช่หรือ?
หากจะบอกว่าพรรคตานอวี้ถูกงานเลี้ยงท่องราตรีบีบให้ต้องทุบ หม้อขายเหล็ก อันที่จริงก็เกินจริงไปสักหน่อย งานเลี้ยงท่องราตรีของ
ภูเขาพีอวิ๋นไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น
เนื่องด้วยสถานที่แห่งนี้ หากอิงตามคํากล่าวของสหายรักก็คือ พื้นที่ฮวงจุ้ยมงคลแห่งหนึ่งที่ยังไม่ถูก “คนตาดี” ได้ไปครอบครอง นํา ป้ายวิญญาณมาไว้ที่นี่ก็ถือว่าเป็นการเก็บตกได้ของดี คือโอกาสที่ ไม่ควรพลาด พลาดไปแล้วจะไม่มีมาอีก
https://novel-Ik.com/
ฟ่านฝูกวงเองก็เป็นเจ้าประมุขที่ทําอะไรเฉียบขาด บอกว่าจะย้าย พื้นที่ประกอบพิธีกรรมก็ย้ายออกมาอย่างว่องไว
บรรพจารย์คือโอสถทองเฒ่าที่แท้จริงคนหนึ่ง น่าเสียดายที่ได้รับ บาดเจ็บสาหัสตอนอยู่สนามรบของเมืองหลวงสํารอง จนถึงทุกวันนี้
นางก็ยังคงปิดด่าน ดังนั้นตอนนี้คนที่สามารถเคลื่อนไหวได้ของ
พรรคตานอวี้จึงมีโอสถทองอย่างเขาแค่คนเดียว ตําแหน่งของเจ้า
ประมุขยังนับว่ามั่นคง เพียงแต่ไม่รู้ว่าบรรพจารย์ออกจากด่านมาแล้ว
จะด่าว่าเขาคือลูกล้างลูกผลาญที่คบหาคนพาลพาลพาไปหาผิด
หรือไม่…
เฮ้อ ทุกบ้านล้วนมีคัมภีร์ที่อ่านยาก
ไม่รู้ว่าเซียนดินแปลกหน้าในศาลาคนนี้จะใช่คนดีหรือไม่ ตาม หลักแล้วขนบธรรมเนียมของพรรคตานอวี้ถือว่าเที่ยงตรงอยู่มาก กฎระเบียบยามที่ลูกศิษย์ออกไปข้างนอกก็เข้มงวดมาก ไม่ควรจะไป
หาเรื่องใส่ตัวถึงจะถูก
จิงเฮาเอ่ย “ข้ามาจากหลิวเสียทวีป มีฉายาว่าชิงกงไท่เป่า บังเอิญผ่านทางมาที่นี่ รู้สึกถูกชะตาอย่างมาก เกิดความกระจ่างแจ้ง เรื่องภูเขาเขียวที่มีในประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้คนและฟ้าจึงขานรับ กัน จิตแห่งมรรคาขยับไหว ต้องตอบแทนน้ําใจด้วยการมอบโชค วาสนาครั้งหนึ่งให้กับพวกเจ้า ถือเสียว่าได้ผูกบุญสัมพันธ์ต่อกัน”
ฟ่านฝูกวงถามอย่างระมัดระวังว่า “ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมาจาก
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งใด”
จิงเฮาเองก็ชินเสียแล้ว “ภูเขาชิงกง”
ฟ่านฝูกวงยังอยากถามต่อว่าภูเขาชิงกงอยู่ที่ใด ใช่สํานักอักษร
จงหรือไม่ แต่เขาก็รู้ว่าถ้ายังถามต่อไปจะเป็นที่ครหาว่าต้องการหมิ่น
เกียรติอีกฝ่ายแล้ว
จิงเฮาเอ่ย “ข้าคือผู้นําแห่งมรรคาของหลิวเสียทวีป”
ภายนอกฟ้านฝูกวงแสดงออกถึงความเคารพเลื่อมใส แต่
ขณะเดียวกันก็ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “รีบวางกําลังล้อมเขาไว้โดยเร็ว
คือนักต้มตุ๋นบนภูเขา”
บังอาจหลอกลวงมาถึงหัวของโอสถทองเชียวหรือ? ตาแก่ไม่รู้จัก
ทําเรื่องเป็นการเป็นงาน จะจัดการเจ้าเสียเลย!
จิงเฮายิ้มเอ่ย “ข้าเพิ่งลงมาจากภูเขาถั่วทั่ว แล้วเดินทางมาถึงที่นี่ ก่อนหน้านี้โชคดีได้ถูกมรรคากับเจ้าขุนเขาเฉิน”
ฟ่านฝูกวงใช้เสียงในใจเอ่ยเตือนทันใด “ช้าก่อน พวกเจ้ายังไม่
ต้องรีบร้อนจัดวางกําลังขอให้ข้าได้สืบเสาะความเป็นมาของเจ้าหมอ
นี่อีกสักหน่อย”
เชื่อเจ้ากะผีน่ะสิ ใครบ้างไม่รู้ว่าภูเขาถั่วทั่วปิดภูเขาไปแล้ว ราช ครูเฉินคือคนที่ใครอยากพบก็พบได้ง่ายๆ สามารถถูกมรรคากับเขา
ได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?
จิงเฮาหันหน้ามาพูดว่า “ไม่ต้องจัดวางกําลังหรอก ไม่มี
ความหมาย ใช่หรือไม่ เจ้าประมุขฟาน”
ฟ่านฝูกวงใช้เสียงในใจเอ่ย “รีบจัดวางกําลังโดยเร็ว ไอ้หมอนี่ ตบะไม่อ่อนด้อย ถึงกับได้ยินเสียงในใจของข้า….ช่างเถอะ พวกเจ้าไม่
ต้องมา!”
จิงเฮาลูบหนวดยิ้มเอ่ย “ตอนนี้ข้
ริ่มเข้าใจแล้วว่าทําไมพรรคตา
นอวี้ถึงมีคนมีความสามารถ สิ่งที่อยู่บนหน้ากระดาษไม่อาจเห็นความ
จริงได้ดังคาด”
สามารถสอนคนอย่างเหอโยวออกมาได้ นี่ก็อธิบายได้แล้ว
จิงเฮาเอ่ย “เจ้าประมุขฟ่าน ในพรรคตานอวี้มีคนมีแววที่สามารถ ขัดเกลาได้บ้างหรือไม่? สามารถส่งให้ไปฝึกตนที่ภูเขาชิงกงของข้า หกสิบปี ข้าจะให้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนหนึ่งช่วยถ่ายทอดวิชาไขข้อ ข้องใจให้เขาด้วยตัวเอง ส่วนฐานะก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงใดๆ เขา
ยังคงอยู่ในทําเนียบพรรคตานอวี้ของพวกเจ้า รอให้เขากลับมาถึงที่นี่ หากไม่ใช่โอสถทองก็ถือว่าข้าจิงเฮาคือเศษสวะ ผิดต่อระบบสืบทอด
ของภูเขาชิงกง”
https://novel-Ik.com/
ฟ่านฝูกวงใช้เสียงในใจเอ่ย “รีบส่งกระบี่บินไปขอความช่วยเหลือ จากผูซานทันที บอกไปว่าพรรคตานอวี้มีคนจากต่างทวีปชื่อจิงเฮา
มาเยือน…”
จิงเฮาประกบสองนิ้วโบกเบาๆ “เสียงในใจ” ประโยคนี้ของฟ่า นฝูกวงก็จําแลงออกมาเป็นตัวอักษรสีทองแถวหนึ่งโดยตรง ถูกจิงเฮา บังคับยัดเข้าไปในทะเลสาบหัวใจของผู้ฝึกตนโอสถทองคนหนึ่ง
“ตัวอักษร” เหล่านี้แนบติดอยู่บนพื้นผิวทะเลสาบ กลายเป็นริ้วน้ํา
กระเพื่อมไหว คือตัวอักษรน้ําของจริง แสงสีทองวูบไหว เปล่งประกายระยิบระยับ ลําพังแค่ภาพเหตุการณ์นี้ก็ไม่ใช่การถ่ายทอดมรรคาที่สร้างขึ้น
เพื่อเขาฟ่านฝูกวงโดยเฉพาะเลยหรอกหรือ?! ฟ่านฝูกวงอึ้งค้างไปพักหนึ่ง ก่อนจะประสานมือคารวะ ฟานฝูกวง แห่งพรรคตานอวี้คารวะผู้อาวุโสแห่งภูเขาชิงกง!”
จิงเฮาเอ่ย “เรื่องที่จะตรวจสอบตัวตนของข้า อีกเดี๋ยวเจ้าก็ไป ถามภูเขาผูซานได้เลยบังเอิญพอดีที่เมื่อวานข้าเพิ่งเจอกับฟูเต๋อชง
เพิ่งได้คุยธุระกัน”
ฟ่านฝูกวงคืนสติ ก่อนจะบอกชื่อออกไปหลายชื่อ มีทั้งศิษย์ลูก ศิษย์หลานสายของเขาแล้วก็มีทั้งคนรุ่นเยาว์ของยอดเขาสายอื่น
จิงเฮาสะบัดชายแขนเสื้อ ยกมือขึ้นทํามุทราไม่หยุด แสงห้าสีล้อ
มวนอยู่รอบนิ้ว ส่ายหน้า “ไม่เหมาะ ยังคงไม่เหมาะ เปลี่ยน เปลี่ยนชื่อ
ใหม่”
ฟานฝูกวงร่ายยาวออกมาทีเดียวอีกหลายสิบชื่อ แล้วก็พลัน ตระหนักได้ว่า คงไม่ใช่….ตัวข้าเองหรอกนะ? รู้สึกว่าพอจะเป็นไปได้
อยู่นะ
บรรพจารย์ผู้เฒ่าออกจากด่านจะได้ตามมาด่าตนไม่ได้ จิงเฮาหัวเราะร่วน “เจ้าไม่ได้ บรรพจารย์ที่ปิดด่านของเจ้าก็ไม่ได้
เหมือนกัน”
ฟ่านฝูกวงร่ายรายชื่อออกไปอีกเป็นพรวน เทพเซียนผู้เฒ่าที่มี วิชาอภินิหารยิ่งใหญ่ผู้นั้นยังคงส่ายหน้า ยังดีที่เทพเซียนผู้เฒ่าช่วย เตือนว่ามีคนรุ่นเยาว์ที่ออกไปหาประสบการณ์นอกภูเขาหรือไม่
รอกระทั่งฟ่านฝูกวงเอ่ยชื่อ “เหอโยว” ออกไป ในที่สุดเทพเซียน ผู้เฒ่าก็หยุดนิ้ว พยักหน้า “เป็นเขา”
ฟ่านฝูกวงทั้งรู้สึกดีใจแทนเจ้าเด็กนั่น แต่ก็อดเป็นกังวลไม่ได้ จึง ต้องบากหน้าเอ่ยว่า “เทพเซียนผู้เฒ่า นิสัยใจคอของเหอโยวย่อมดี
เพียงแต่…เพียงแต่ว่าค่อนข้าง…”
จิงเฮาเอ่ย “ชอบอวดรวยส่งเดช?”
ฟ่านฝูกวงคลางแคลงยิ่งนัก เวลาปกติเจ้าเด็กนั่นขี้เหนียวจะตาย
ไป ไฉนถึงบอกว่าเขาอวดรวยได้ล่ะ?
จิงเฮาลุกขึ้นยืน เอ่ยว่า “บอกให้เขาไปที่ภูเขาชิงกงหลิวเสียทวีป ด้วยตัวเอง หากตอนนั้นข้าไม่อยู่บนภูเขาก็บอกให้เขาปลุกความกล้า เอ่ยประโยคหนึ่งไปว่า…เจ้าขุนเขาจึงเฮาให้เขาขึ้นเขาไปฝึกวิชาลับ
ของภูเขาชิงกง”
ฟ่านฝูกวงกําลังจะเอ่ยขอบคุณกลับมองไม่เห็นร่องรอยของเทพ เขียนผู้เฒ่าแล้ว เรือนกายของเขาเป็นแสงสีเขียวที่เปล่งวาบหายไป ไกล ประหนึ่งมังกรเทพที่จําแลงร่างอยู่ท่ามกลางทะเลเมฆ เนิ่นนานอารมณ์ของฟานฝูกวงก็ยังไม่อาจสงบลงได้ เขารีบร้อน เอ่ยว่า “เร็วเข้า รีบค้นหารายงานของทวีปอื่น ดูว่าหลิวเสียทวีปมี ภูเขาชิงกงหรือไม่ มีคนที่ฉายาว่าชิงกงไท่เป่าหรือไม่ แล้วส่งกระบี่บิน ไปยืนยันให้แน่ใจกับทางผูซาน ก่อนจะ….เรียกเจ้าเด็กเหอโยวนั่น
กลับมา!”
มีลูกศิษย์ใช้เสียงในใจถามว่า “อาจารย์ ต้องยืนยันกับภูเขาลั่ว คั่วด้วยหรือไม่? ทําเช่นนี้จะมั่นคงยิ่งกว่า….” ฟ่านฝูกวงกําลังจะพยักหน้า แต่จู่ๆ ก็เต้นผางก่นด่า “เจ้าโง่หรือ ไร จะให้ข้าไปหาราชครูเฉินเพื่อยืนยันเรื่องนี้ หรือว่าเจ้าจะไปเอง
ล่ะ?!”
สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง มือหนึ่งถือคทาหรูอี้ อีกมือหนึ่ง ทําท่ากดลมปราณลงสู่จุดตันเถียน เซียนดินอย่างพวกเราเวลาเจอ เรื่องอะไรต้องข่มใจให้สงบเยือกเย็น
จิงเฮาที่อยู่บนทะเลเมฆหันมามองขบวนเดินทางกลุ่มหนึ่งที่อยู่ บนพื้นดิน สหายจิ่งชิงไว้เจอกันใหม่ที่หลิวเสียทวีปนะ หม่าซู่อู่คือผี แม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าคิดว่าด้วยสถานะที่สกปรก
โสมมของตนจะสามารถไปกินข้าวหลวงอยู่ในที่ว่าการของภูเขา
ทายาทมหาบรรพตใหญ่ได้ อีกทั้งยังได้เป็นขุนนางใหญ่อีกด้วย เขา จึงไปที่กองเพิกถอนของภูเขาอวี่หลินตามลําดับขั้นตอน บันทึกชื่อ
ลงในทําเนียบหยกทองก่อน แล้วค่อยไปทําความเข้าใจกับ
ภาระหน้าที่ของ “เสมียนขุนนางเทพแห่งภูเขาสายน้ํา” ที่สํานักควัน ธูป ก่อนไปที่หน่วยอัญเชิญเทพ ตรวจสอบทําเนียบเรียบร้อยแล้วก็ จุดธูปเก้าดอก หลังจากคารวะเหล่าเทพทั้งหลายแห่งฟ้าดินก็ได้ เรียนรู้เวทลับวิชาอภินิหารหลายชนิดที่มหัศจรรย์จนเกินกว่าจะ
บรรยายในเวลาเพียงไม่นาน
เพียงแต่ว่ากองลาดตระเวนของภูเขาอวี่หลินได้ถูกจวนราชครู เพิกถอนไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นรองหัวหน้ากองลาดตระเวนที่มาแทนที่ ตําแหน่งว่างอย่างเขา สภาพการณ์จึงกระอักกระอ่วนอย่างมาก ที่ว่า
การขนาดใหญ่ว่างเปล่าไร้ผู้คน หม่าซู่อู่ไม่รู้ด้วยซ้ําว่าตัวเอง
สามารถทําอะไรได้ แต่เพียงไม่นานก็มีคนมาช่วยพาเขาออกไปจาก สถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้ ซานจวินหญิงว่านซู่กุ้ยมาหาเขาด้วย
ตัวเอง สั่งงานลับเรื่องหนึ่ง บอกให้เขาติดต่อไปหาศาลเทพอธิบาล
เมืองและศาลเทพเจ้าแห่งผืนดิน ให้ไปตามหาตัวเด็กน้อยในชนบทที่ มีชื่อว่า “เย่หลาง” ในแคว้นหวงเหลียง ต่อจากนั้นให้คุ้มกันเขาไปส่ง ถึงอาณาเขตของสํานักโองการเทพ ไปหาศาลเล็กแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า
อารามซิวกวาน
สวีหย่วนเสียออกมาจากภูเขาลั่วมั่ว ทิ้งจดหมา ายฉบับหนึ่งไว้ ให้กับเฉินผิงอัน หลังลงจากภูเขามาแล้ว เขาจะไปเขตแยนจือแคว้น ไช่อีก่อนรอบหนึ่งแล้วถึงจะกลับบ้านเกิด คนรู้จักเก่าดุจการเขียนพู่กันเฟยป้าย (หมายถึงลักษณะเส้น พู่กันที่เกิดจากการลากด้วยน้ําหมึกที่แห้งเกินไป หรือลากด้วย ความเร็วสูง ทําให้หมึกไม่ติดกระดาษเต็มพื้นที่ เผยให้เห็นเนื้อ กระดาษสีขาวแทรกอยู่ในเส้นหมึก ทําให้เส้นสายดูพริ้วไหว มีมิติและ
มีพลัง) ยามหวนรําลึกก็พลันมีชีวิตชีวางดงามในสายตา เรื่องราวในวันวานประหนึ่งหมึกเก่าค้างคืน แม้นนํามาฝนอีกครั้ง ก็ยังรังสรรค์ถ้อยคําดั่งดอกไม้ผลิบาน
การประชุมจวนราชครูที่กําหนดเวลาไว้ตอนต้นยามเซิน พวก เฉาเกิงซินส่วนใหญ่ล้วนมาถึงจวนราชครูก่อนเวลาประมาณหนึ่งเค่อ
รอให้ถูกเรียกเข้าพบอย่างอดทน
เฉาเกิงซินอ้าปากหาว เขย่าน้ําเต้าบรรจุเหล้าที่ว่างเปล่า บ่น
พึมพําเบาๆ ว่า “นี่คือต้องการทรมานกันชัดๆ ใต้เท้าราชครูใช้งานข้า
อย่างกับเป็นล่อเลย”
หลิวสวินเหม่ยหัวเราะชอบใจ ดูเหมือนว่าเฉาเกิงซินเพิ่งจะนั่งเรือ ข้ามฟากไปรับตําแหน่งที่เมืองหลวงสํารอง กําลังจะเข้าเขตเมืองลั่วจิ
งอยู่แล้วเซียว กลับกลายเป็นว่าได้รับคําสั่งเรียกตัวเป็นกระดาษแผ่น หนึ่ง บอกให้เขากลับเมืองหลวงมารอบหนึ่ง มาเข้าร่วมการประชุมที่ จวนราชครู เฉาเกิงซินย่อมไม่ยินดี ถามว่าขอลาได้หรือไม่ ทางจวน ราชครูตอบกลับมาว่าได้ แต่ไม่รอให้เฉาเกิงซินได้ดีอกดีใจ ทาง เมืองหลวงโดยด่วน
ตระกูลก็ส่งกระบี่บินแนบจดหมายมาบอกให้เขารีบไสหัวกลับมาที่
หลิวสวินเหม่ยค่อนข้ ฉาในความไม่สนโลกของผีขี้เหล้าเฉา ถึงกับกล้านินทาจวนราชครู
ชื่อ
สกุลหลิวแห่งถนนฉือเอ๋อร์คือตระกูลเมล็ดพันธ์แม่ทัพอย่างสม
เมืองหลวงมีพวกคนชอบสอดรู้สอดเห็นเคยรวบรวมสถิติเอาไว้
จํานวนสมาชิกในตระกูลที่รบตายบนสนามรบในระยะเวลาร้อยปี สกุล หลิวแห่งตรอกฉือเอ๋อร์ต้องติดอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน
ดังนั้นที่กล่าวถึงสกุลหลิวว่า “ทั้งตระกูลคือวีรชนผู้กล้าหาญ” ก็ ต้องไม่ใช่ถ้อยคํายกยอเกินจริงอะไร
แต่บนร่างของหลิวสวินเหม่ยกลับไม่มีกลิ่นอายความหม่นหมอง
เลยแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นเช่นนี้ พูดถึง ชื่อเสียงที่ผู้คนกล่าวขานถึง” กลับยังคงสู้ผีขี้เหล้าเฉาไม่ได้ เวลาเกือบร้อยปี ในประวัติศาสตร์วงการขุนนางของเมืองหลวง เคยมี วีรกรรม” ที่ขุนนางชั้นสูงก่อเหตุทะเลาะวิวาทกลางถนนอยู่สาม
ครั้ง ในสามครั้งนี้ ตระกูลหลิวเข้าร่วมไปแล้วสองครั้ง อย่างเช่นท่านปู่ของหลิวสวินเหม่ยก็มีฉายาว่า “หลิวหมัดเก่า”
หรือจะพูดให้ถูกก็คือสมญาในหมู่โจร ตะลุยไปที่กรมคลังเพียงลําพัง ต่อยตีตั้งแต่หน้าประตูที่ว่าการไปจนถึง ห้องโถงหลัก หมัดต่อยเท้าเตะ ชัดให้ขุนนางกรมคลังล้มคว่ําไปยี่สิบ
ท่านลุงใหญ่ของหลิวสวินเหม่ยก็ยิ่งเป็นศิษย์ที่เก่งกว่าครู เคยบุก
กว่าคน สร้างชื่อได้ในศึกเดียว
เล่าลือกันว่าเรื่องนี้ทางวังต้องห้ามรู้ข่าวอย่างรวดเร็ว อันดับแรก
ก็เป็นฮ่องเต้ที่กริ้วหนัก ราชครูชุยฉานเงียบงันพูดไม่ออกเป็นนาน ดังนั้น “ความรู้ประจําตระกูล” ของสกุลหลิวตรอกฉือเอ๋อร์จึงมี เฉพาะหนึ่งเดียวในต้าหลี อย่างเช่นการ “เริ่มต้นเล่าเรียนเปิดโลก
ความรู้” ที่ผู้ใหญ่จะนําพาพวกเด็กๆ เข้าไปในศาลบรรพชน ในนั้นมี
ภาพแผนที่ของต้าหลีแขวนไว้บนผนังแถบหนึ่งโดยเฉพาะ ในสถานที่
แห่งใด ใครสร้างผลงานการสู้รบอะไร แล้วใครตายที่ไหน รวมไปถึง
ทําไมถึงได้แพ้สงคราม…
เฉาเกิงซินตบไหล่หลิวสวินเหม่ย พูดอย่างอิจฉาว่า “รู้หรือไม่ว่า
ปีนั้นที่เจ้าเป็นฝ่ายมายอมรับผิดที่บ้านข้า ท่านอาของข้าก็ให้คํา ประเมินเจ้าไว้สูงมาก ดูเหมือนว่ายังเคยพูดคุยกับพ่อเจ้าหลาย ประโยค บอกว่าเจ้าเป็นคนมีความรับผิดชอบ มีความแข็งกร้าวใน ศักดิ์ศรี มีแววว่าจะขัดเกลาสั่งสอนได้ คือเมล็ดพันธ์แม่ทัพอย่าง แท้จริง เฮอะ คนเปรียบเทียบกับคนชวนให้คนโมโหตาย ท่านอาข้า ไม่เคยพูดถึงข้าดีๆ สักคํา ด่าว่าข้าเจ้าเล่ห์ชอบเอาเปรียบคนอื่น ไม่ อาจเอามาใช้ในงานใหญ่ได้ วันหน้าอย่าเป็นขุนนางเลย อาศัยป้าย ชื่อ “สกุลเฉา” นี้ออกไปหลอกคนข้างนอกก็ใช้ชีวิตอยู่รอความตาย
ไปวันๆ ได้เลย”
เล่า?”
หลิวสวินเหม่ยถามอย่างสงสัยว่า “แล้วทําไมข้าถึงยังโดนตีอีก
จําได้ว่าครั้งนั้นหลังจากโดนตีไปแล้ว วันต่อมาเด็กหนุ่มตัดสินใจ ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ จะอยู่กับเจ้าโจรเฉาต่อไป กลับต้องเจ็บปวดเสียใจเพราะความรัก เดินกะเผลกกลับบ้านด้วยใจ
ไม่ได้แล้วจริงๆ แต่อยู่ในบ้านก็รู้สึกอุดอู้จึงออกไปเดินเล่นข้างนอก ช้ําชอก กลับมาก็เห็นบิดานั่งกางขาน่าเกรงขามอยู่ในห้องโถง
ด้านข้างว่าแท่งเหล็กอันนั้นเอาไว้ สีหน้าเขียวคล้ํา กวักมือเรียกตน หลิวสวินเหม่ยไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย เห็นท่าไม่ดีก็หันกลับแล้ว เผ่นหนีทันที แต่น่าเสียดายที่หนีไม่พ้น
https://novel-Ik.com/
เฉาเกิงซินพูดอย่างมีเหตุผลชอบธรรมว่า “ใต้ไม้กระบองมักสอน ให้เกิดลูกกตัญญูเบื้องล่างแท่งเหล็กก็สอนให้มีแม่ทัพผู้กล้า ย่อมต้อง เป็นเพราะพ่อเจ้าคุยกับท่านอาข้าแล้วยิ่งฝากความหวังไว้ให้เจ้ามาก
ขึ้นน่ะสิ”
หลิวสวินเหม่ยกึ่งเชื่อกึ่งกังขา กวนอี้หรานทนฟังต่อไปไม่ไหวจริงๆ “ครั้งนั้นหลังเลิกประชุม ตอนที่ทูตผู้ตรวจการเฉาคุยกับบิดาของเจ้า ท่านปู่ของข้าก็อยู่ด้วย
พอดี ทูตผู้ตรวจการเฉาประเมินเจ้าไว้สูงมากจริงๆแต่ว่าตอนท้ายยัง
เอ่ยมาอีกประโยคว่า…”