กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 60.2 ลุกขึ้นและนั่งลง
บทพิเศษ ตอนที่ 60.2 ลุกขึ้นและนั่งลง
แต่ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานหรงอวี้ได้มอบงานเพิ่มเติมให้กับเผยจิ่ง
ให้เฝ้งเอี๊ยซึ่งเป็นผู้นํา คนใหม่ของตําหนักฉางชุนปรึกษากับต่งหูแห่ง
กรมพิธีการปัญหาเรื่องการอยู่หรือไปของผู้ฝึกตนสํานักกสิกรรม ให้ เผยจิ่งรับผิดชอบประสานงานกับกรมพิธีการและตําหนักฉางชุน
เตรียมต้นฉบับหนึ่งเก็บไว้สําหรับรอตรวจสอบ เพราะทางจวนราชครู
จะเรียกดูได้ทุกเมื่อ
เผยจิ่งวางพู่กัน นวดคลึงข้อมือ มองสีท้องฟ้านอกหน้าต่าง เอ่ย เสียงเบาว่า “ดูเหมือนว่าฟ้าจะเปลี่ยนสีแล้ว”
หยวนเจิ้นพยักหน้า แล้วก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่เอ่ยอย่าง คลุมเครือมาประโยคหนึ่งว่า “บรรยากาศที่ลมฟ้าลมฝนกําลังจะมา ระมัดระวังขับเรือได้นานหมื่นปี”
ก่อนหน้านี้ยังมีพวกชอบสอดรู้สอดเห็นบางส่วนที่ข่าวสารว่องไว
ชอบวิพากษ์วิจารณ์เชิงตัดสินคุณค่าผู้คน วิจารณ์พวกเลขาธิการ
ฝ่ายบุ๋นของจวนราชครูรุ่นนี้โดยให้คําเรียกขานว่าสี่ผู้โดดเด่น หก อัจฉริยะ พวกเซียวสู่ เผยวิ่งต่างก็ติดอันดับ ผลคือเชื้อพระวงศ์แซ่อวี่ คน นั้น เวลานี้ยังกินข้าวแดงอยู่ในคุก ถึงขั้นที่ว่าเดือดร้อนให้สกุลอวี่ ซ่างจู้กั๋วทั้งตระกูลต้องถอยออกจากราชสํานัก เดินตามรอยเท้าของ
สกุลชิวฝูเฟิงไปติดๆ
ล่องลอยอยู่ในนาวาแห่งขุนนาง เต็มไปด้วยเรื่องประหลาด
พิสดาร ถ้าไม่ทันระวังก็จะกลายเป็นฟองน้ําที่อาจแตกสลายได้ทุก เมื่อ แม้กระทั่งมู่เหยียนแห่งกรมคลัง ผ่านไปสิบยี่สิบปีแล้วค่อยหวน กลับมามองอีกครั้งก็เป็นแค่ฟองคลื่นฟองหนึ่งเท่านั้น?
โต๊ะข้างๆ ก็คือเซียวสู่และหยวนหรง พวกเขาเองก็อายุน้อยมาก เหมือนกัน สองวันมานี้พวกเขาอ่านเอกสารสารพัดรูปแบบเกี่ยวกับ สกุลหลูเก่าเป็นจํานวนมาก เพราะทรงอวี่บอกให้พวกเขาใส่ใจผู้ฝึก
กระบี่ทําเนียบสองคนของสํานักกระบี่หลงเฉวียนอย่างหนูหลางหวน
และหลูซีถิงเป็นพิเศษ ต่อจากนี้พวกเขาสองคนจะเป็นผู้ฝึกตน
ติดตามกองทัพซึ่งแยกกันไปรับหน้าอยู่ข้างกายแม่ทัพและรองแม่ทัพ
ของเจียนโจว
ถูก “จวนราชครูแยกบันทึกเอกสารโดยเฉพาะ” หมายความว่า อะไร โลกภายนอกไม่รู้ถึงน้ําหนักของเรื่องนี้ ทว่าเลขาธิการจวน ราชครูอย่างพวกเขากลับรู้ถึงความร้ายแรงดีที่สุดพูดว่า “ได้รับความ ไว้วางใจจากจักรพรรดิ บางทีอาจล้ําเส้นเกินไป แต่หากจะบอกว่ามี เส้นทางในอนาคตที่ก้าวหน้ารุ่งโรจน์ ขอแค่ไม่มีข้อผิดพลาดใหญ่ เกิดขึ้น ทําลายอนาคตด้วยมือตัวเอง ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีโอกาสที่จะ ได้ดิบได้ดี ต่อให้โชคในวงการขุนนางธรรมดา ก็ยังคว้าขุนนางชั้นสี่ ที่รับรองผลตอบแทนในทุกสถานการณ์มาได้ หากโชคในการเป็น
ขุนนางดีอีกหน่อย ก็ถึงขั้นมีหวังจะได้เป็นข้าหลวงใหญ่ประจํา
ชายแดน
https://novel-Ik.com/
ส่วนตัวพวกเซียวสู่เอง แม้จะบอกว่า “ทัศนียภาพงดงามไม่ เหมือนสี่ฤดูกาล” แต่น่าเสียดายที่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ยุ่งวุ่นวายกันมา โดยตลอด สิ่งที่ทํา ดูเหมือนว่าจะมีแต่เรื่องที่ช่วยตัดชุดแต่งงานให้
ผู้อื่น
เงาร่างสูงเพรียวมาปรากฏตัวที่หน้าประตู ข้างกายของเขายังมี ขุนนางสองคนที่อายุต่างกันมาก ดูจากลายปักบนเสื้อแล้วก็ต่างกัน
จริงๆ
พวกเผยจิ้งหยุดงานในมือ เงยหน้ามองไปทางนั้น
ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นเงินจวินแห่งห้ามหาบรรพตของในทวีป แต่
ในห้องกลับไม่มีใครลุกขึ้นยืนต้อนรับ นี่ก็คือความมั่นใจของขุน
นางในจวนราชครู
คนบางส่วนจําได้ว่าคือจางตั้งแห่งกรมคลังที่เป็นจ้วงหยวน ส่วน
“ผู้เฒ่า” ที่อยู่ข้างกาย จางติ้งกลับไม่มีใครรู้จักแล้ว
ขุนนางชั้นเจ็ด อยู่ในเมืองหลวงต้าหลี ไม่สะดุดตาเท่าไรจริงๆ เว่ยป๋อยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ขอแนะนําหน่อย จางติ้งแห่งกรมคลัง เห ยียนอี้แห่งกรมอาญาวันหน้าก็คือเพื่อนร่วมงานของพวกเจ้าแล้ว
เซียวสู่และหยวนเจิ้นพวกเจ้าสองคนรับผิดชอบ ช่วยให้พวกเขา
คุ้นเคยกับขั้นตอนการทํางาน”
เขียวสู่และหยวนเจิ้นลุกขึ้นยืนทันใด กุมมือคารวะไปทางจางติ้ง และเหยียนอี้ ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ต่างคนต่างแนะนําชื่อและหน้าที่
ของตัวเอง
เว่ยป๋อเอ่ย “พวกเขาสองคนล้วนเป็นคนที่ราชครูเลือกมาด้วย
ตัวเอง”
อันที่จริงการแนะนําที่เพิ่มเติมมานี้ ไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบ
ของวงการขุนนางเท่าใดนัก
พริบตานั้นเลขาธิการฝ่ายบุ๋นสิบกว่าคนที่มีประสบการณ์ชําของ
ในห้องต่างก็จ้องมองคนใหม่สองคนเขม็ง
จางติ้งนั้นยังถือว่าสุขุมเยือกเย็น มองคล้ายสีหน้าไร้อารมณ์ ทว่า เหยียนอี้ “เสมียนเฒ่า” กลับเลือดร้อนพุ่งขึ้นหัว หน้าแดงก่ําในทันที เว่ยป๋อไม่ได้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป แต่ขยับเท้าเดินไปยังห้อง
ทํางานของอวี่สืออู้แทน
มาก
ห้องนี้มีสตรีเยอะ พลังหยินโชติช่วง พลังหยางเสื่อมถอยอย่าง
เว่ยป๋อเอ่ย “อวี่สืออู้ ราชครูให้เจ้าไปร่วมฟังประชุม รับผิดชอบ
คอยจดเนื้อหาที่พูดคุยกัน”
อวี่สืออู่ตกตะลึงอย่างหนัก “ข้าเองก็ต้องเข้าประชุมด้วยหรือ?”
ไม่ใช่ว่าหรงอวี่รับหน้าที่คอยจดบันทึกหรือไร?
https://novel-Ik.com/
เว่ยป้อยิ้มเอ่ย “มีคําถามอย่ามาถามข้า ข้าก็แค่ช่วยนําความมา
บอกต่อเท่านั้น เจ้าสามารถไปถามราชครูเองได้”
อวี่สืออู่ไม่กล้าถ่วงเวลาให้ล่าช้า อีกเดี๋ยวจะต้องเริ่มประชุมแล้ว
เขาจึงรีบลุกขึ้นยืน ไปหาราชครู
เว่ยป้อเอ่ย “สวี่เจียวเชี่ย โต้วโค่ว เซียนจ่าว ฟังคําสั่ง”
สังเกตเห็นว่ามีแค่สตรีที่รูปโฉมโดดเด่นแค่สองคนเท่านั้นที่ลุก
ขึ้นยืน
เว่ยป้อช่วยมาออกคําสั่งแทนหร
เจียวเซี่ยไม่ได้อยู่ในจวนราชครู
ถึงได้สังเกตเห็นว่าสวี่
เซียวสิงหัวเราะร่วน “เว่ยเงินจวิน นางแพศยาชั้นต่ํานั่น คุณสมบัติย่ําแย่ ไม่ได้รับการยอมรับจากราชครูมากที่สุด ใต้เท้าอิ่นก วานเห็นนางแล้วรําคาญ นางแพศยาจึงถูกขับไล่ออกจากจวนไป
แล้ว”
เว่ยป้อยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนสหายโยวเหรินเรียกนางมา
ที่นี่ ทันที”
ต่อให้เซียวสิงจะไม่ยินยอมพร้อมใจมากแค่ไหน ก็ยังได้แต่ใช้
เสียงในใจพูดคุยกับนางว่า “นางแพศยารีบไสหัวกลับมารับโทษที่ จวนราชครูเดี๋ยวนี้ ต่อให้จะทําให้สวี่เจียวเซี่ยรู้สึกสั่นขวัญผวาแค่ชั่ว ครู่ชั่วยามก็ได้กําไรแล้ว
สวี่เจียวเซี่ยที่กําลังฝึกประสบการณ์อยู่ในกองตรวจสอบของกรม
อาญารีบหดย่อพื้นที่มาที่ประตูข้างของจวนราชครูทันที หยิบเอาป้าย
หยกที่ทําพิเศษออกมา เข้ามาในจวนแล้วก็ไม่เห็นหรงอวี่ที่ได้รับ ความสําคัญจากราชครูที่สุด กลับกันคือเห็นเว่ยเงินจวิน สวี่เจียวเซี่ย
สังเกตเห็นว่าไม่มีร่องรอยของเพื่อนร่วมงานอีกสองคน
ทําไม พวกนางถูกใต้เท้าถิ่นกวานจัดการอย่างลับๆ ไปแล้วหรือ? เรื่องอย่างการทําลายศพไม่ให้เหลือร่องรอย ทําไมถึงไม่มอบให้ตน
จัดการล่ะ?
แต่แท้จริงแล้วผู้ฝึกกระบี่โต้วโค่วและเซียนจ่าว พวกนางได้ไปที่ ท่าเรือก่าวซู่ซึ่งตั้งอยู่ที่ชานเมืองแล้ว พวกนางต้องแยกย้ายกันไปอุตร
กุรุทวีปและเกราะทองทวีป ต่างคนต่างมีภารกิจลับติดตัว
สามารถออกไปทํางานข้างนอก ได้ทุ่มเทความสามารถอันน้อย
นิดที่มีช่วยเหลือนายท่านอิ่นกวาน แน่นอนว่าพวกนางกระเหี้ยน
กระหือรือ มั่นอกมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
ทุกวันนี้สวี่เจียวเชี่ยใช้นามแฝงว่าหลัวหวาน ก่อนหน้านี้รับคําสั่ง จากอิ่นกวานให้ร่วมมือกับเวินอวี้รองเจ้าขุนเขาสํานักศึกษาเทียนมู่
แห่งใบถงทวีปที่สวมรอยเป็นว่านอวี้ซูเจ้าสํานักว่านเหยา ช่วยกันร้อง
ช่วยกันรับ เป็นเหตุให้จนถึงทุกวันนี้สํานักว่านเหยายังเข้าใจผิดคิด
ว่าเจ้าสํานักบ้านตนก็แค่ถูกสถานการณ์บีบบังคับ ถูกศาลบุ๋นและ สํานักศึกษาจับตามองตอนนี้จึงไม่สะดวกจะกลับมายังพื้นที่มงคล
ใต้เท้าอิ่นกวานมอบหมายงานให้นางสองอย่าง ให้รีบออกจาก
เมืองหลวงไปบริเวณใกล้เคียงกับลําน้ําใหญ่ทันที ตามหาเด็กสาวบน
ทําเนียบของพรรคซิงเหมาที่มีชื่อว่าฟู่เจิงคุ้มกันนางไปส่งถึงอาณา เขตของจวี่โจว ห้ามติดต่อฟูเจิงเป็นการส่วนตัว หลังจากนั้นค่อยไป
ให้การคุ้มครองบัณฑิตหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่มีชื่อว่าซูเหวินจ้าวอย่าง
ลับๆ กระทั่งเขากลับไปถึงสํานักศึกษาในท้องถิ่น
เว่ยป้อกล่าว “หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น แม่นางสวี่ สามารถบอกสถานะของตัวเองให้เจ้าเมืองในท้องถิ่นและแม่ทัพประจํา
มณฑลทราบได้ทันที”
สวี่เจียวเซี่ยตกตะลึงอย่างหนัก ยิ่งสงสัยใคร่รู้ในสถานะของ “ฟู่
เจิง” และ “ซูเหวินจ้าวพวกเขาคู่ควรให้ใต้เท้าอิ่นกวานใส่ใจขนาดนี้
เลยหรือ?
ก่อนจะออกมาจากห้องทํางาน สวี่เจียวเชี่ยจงใจเหลือบมองเซียว
สิง เหล่าเหนียงได้รับงานสําคัญสองงาน เจ้าก็สิ้นเปลืองเงินเดือนขุน นางอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ มหามรรคาของใครจะเละเทะ แค่มองก็เห็นได้
ชัดเจนแล้ว
เซียวสิงอับอายจนพานเป็นโกรธ นางแพศยาชั้นต่ําที่พอมี
อํานาจก็เหิมเกริม!
https://novel-Ik.com/
เว่ยป้อเองก็รู้สึกว่าน่าขัน และยิ่งขนลุกหวาดผวา วิถีแห่งจิต
วิญญาณที่ลี้ลับมหัศจรรย์ เฉินผิงอันก็ฝึกปรือได้อย่างชํานาญถึงขั้น
นี้แล้วหรือ?
เซียวสิงถามหยั่งเชิง “เว่ยเงินจวิน ข้าล่ะ? ใต้เท้าอิ่นกวานไม่มี คําสั่งที่สําคัญอะไรบ้างเลยหรือ?”
เว่ยป้อยิ้มเอ่ย “มี” เซียวสิงยิ้มหน้าบานทันใด ข้าก็ว่าแล้วไง
Sconi
เว่ยป๋อเอ่ย “ราชครูบอกให้เจ้ารีบไปเยือนภูเขาสายน้ําของแคว้น
ทั้งหลายที่อยู่สองฝากฝั่งของลําน้ําใหญ่ในใบถงทีป แต่ห้ามเปิดเผย ตัวตน ทุกๆ เดือนจะต้องส่งกระบี่บินกลับมาที่จวนราชครู บันทึกถึงสิ่ง ที่ได้พบเห็นและได้ยินตลอดทางส่งมาเป็นจดหมายลับ” ดวงตาของเซียวสิงฉายประกายร้อนแรง ถามคําถามที่เฉียบคม
อย่างมาก “หากข้าคว้าจับจุดอ่อนของผู้ฝึกตนทําเนียบสํานักกระบี่ ชิงผิงได้ ก็ต้องรายงานจวนราชครูตามจริงด้วยหรือ?” เว่ยป้อพยักหน้า “แน่นอน”
เซียวสิงสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา ดีมาก นี่ก็น่าสนใจมากแล้ว
เว่ยป๋อเอ่ยสัพยอกว่า “ตัดใจทิ้งอวี่ชิ่งไว้ไม่สนใจได้จริงหรือ?” เซียวลิงยอบกายคารวะ ยิ้มหวานเอ่ยว่า “ก็ต้องรบกวนให้เว่ยเงิน
จวินเอาความไปบอกแก่อวี่ชิ่ง ถ้าหากคิดถึงข้า โหยหาจนเจ็บป่วย
ทางใจ ก็ขอลาหยุดกับใต้เท้าอิ่นกวาน ไปหาข้าที่ใบถงทวีป ไม่ว่าจะ
เป็นร่วมอภิรมย์แนบแน่นในกระโจมดอกพุดตานดุจปลาที่อยู่ในน้ํา
หรือจะไปแสวงหามุมสงบกลางป่าเขาร่วมเสพสมดั่งเมฆฝนโปรยพรม
ไปด้วยกัน”
เวยป้อรีบโบกมือตัดบทคําพูดหยาบโลนของอีกฝ่าย ส่ายหน้า
เอ่ยว่า “เอาไปบอกไม่ได้”
เซียวสิงเบ้ปาก ทํามุทราหดย่อพื้นที่ งดิ่งออกไปจากจวน
ราชครู
ถึงท้ายที่สุด ห้องทํางานที่เดิมทีครึกครื้น เวลานี้ก็เหลือแค่ส วินชวี่เท่านั้นแล้ว
เซียวลงออกจากเมืองหลวง เร้นกายขี่เมฆทะยานหมอก ก้มลง มองมาจากที่สูง ยิ่งรู้สึกว่าฟ้าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่ นางกลับโดดเดี่ยว
เพียงลําพัง อยู่ตัวคนเดียวไร้ที่พึ่ง ไม่ให้อวี่ชิง สวี่เจียวเซี่ยต้องรู้สึกทุกข์ใจ แต่ตัวนางเองกลับเป็น ทุกข์จนแทบหายใจไม่ออก ความกลัดกลุ้มนี้ไม่อาจบรรยายออกมา
ได้ ไม่อาจระบายกับใครได้
หวนกลับไปมองเมืองหลวงต้าหลีที่เหมือนสัตว์ตัวใหญ่ยักษ์ของ
ยุคบรรพกาลที่ขดตัวอยู่บนพื้น วงการขุนนางของโลกมนุษย์เหมือน
บ่อปลา เลี้ยงปลาหลีที่คิดอยากกระโดดข้ามประตูมังกรไว้กี่มากน้อย
ฟ้าดินเหมือนกรงนก แล้วก็มีนกในกรงทองอีกกี่มากน้อยที่ร้องจิ๊บๆ
อยู่ข้างโถใส่อาหาร
เซียวสิงถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที เทียบกับบนไม่พอ เทียบกับล่าง มากพอเหลือแหล่ ก็แค่พอใช้ได้กระมัง แม่ครัวอวี่ชิ่งที่เรือนกายอวบอิ่มเพราะดูแลตัวเองอย่างดี สามารถ ใช้ลูกเล่นได้กี่มากน้อยกันนะ? หึ อยากนอนกับนางจริงๆ
จินตนาการถึงภาพอ่อนหวานเย้ายวนบนเตียงและความสุข ละมุนละไมในห้องหอ…เซียวสิ่งที่คิดว่าตัวเองกําลังคลี่ยิ้มยกมือเช็ด ข้างแก้ม เงยหน้ามองฟ้า ฝนก็ไม่ได้ตกนี่นา
ชมการประลองหมากใต้ต้นสนไปแล้ว แล้วก็ช่วยนําความไปบอก
ต่อแล้ว เว่ยป้อเตรียมจะกลับจวนของตัวเอง
ได้ยินมาว่าหร่วนฉงลาออกจากตําแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง
ของต้าหลีอย่างเป็นทางการแล้ว คนที่มารับตําแหน่งต่อก็คือหลิว
เสี้ยนหยาง น้ําดีไม่ไหลเข้านาคนนอก
เจ้าสํานักก่อนหลังสองรุ่นของสํานักกระบี่หลงเฉวียน ผู้ถวาย งานอันดับหนึ่งก่อนหลังสองรุ่นของสกุลซ่งต้าหลี
อยู่ดีๆ เว่ยป้อก็นึกไปถึงประโยคสุภาพไพเราะที่บุรุษหยาบ กระด้างอย่างจิ้นชิงแห่งขุนเขากลางเอ่ยตอนที่อยู่เหลาสุราในตัว
อําเภอก่อนหน้านี้
“ภูเขาและสายน้ําใช้รูปร่างขับเน้นความงามแห่งมรรคา
อารมณ์ของเว่ยป้อซับซ้อน สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ําอย่าง
พวกเขา ในนามได้ดูแลพันภูเขาหมื่นสายน้ําของหนึ่งทวีป ถ้าอย่าง
นั้น “มรรคา” คืออะไร อยู่ที่ไหน?
ภูเขาลั่วมั่ว ตรงซุ้มหน้าประตูภูเขา
นักพรตเซียนเว่ยที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่พลันเงยหน้า ขึ้น โยนหนังสือไปเก็บไว้ในชายแขนเสื้ออย่างคล่องแคล่ว ขมวดคิ้ว น้อยๆ มองไปยังแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งที่เดินมาบนเส้นทางภูเขา
ห่างไปไกล
หรือ?
ภายใต้แสงตะวันสาดส่อง
กับมีผีมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่ด้วย
หากอีกฝ่ายเป็นพวกใจกล้าบ้าบิ่น ผินเต้าแขนขาเล็กบาง คง ไม่ใช่ว่าต้อง…..ใช้คุณธรรมทําให้คนสยบยอมหรอกนะ?
ลูกศิษย์หลินเฟยจิงกําลังจะไปปูถนนสร้างสะพานที่ภูเขา เชียงฮว่อ เพียงแต่ว่ามีคําถามด้านการฝึกตนที่คิดเป็นร้อยตลบก็ยัง ไม่เข้าใจอยู่หลายข้อ อยากจะมาขอคําชี้แนะจากอาจารย์ เมื่อ
อาจารย์ให้คําแนะนํา…คําถามในใจก็ยิ่งมีมากกว่าเดิม นี่ก็น่าจะเป็น
ดั่งคํากล่าวที่บอกว่าอาจารย์ผู้สอนตําราหาได้ง่าย แต่อาจารย์ผู้ชี้ทาง ให้เข้าใจแจ่มแจ้งและรู้แจ้งนั้นหาได้ยากยิ่ง หากจะเทียบกันแล้วนั่น ต้องสูงส่งกว่าการว่าไปตามเนื้อผ้าทั่วๆ ไป สามารถใช้คําถามตอบ
คําถาม ขอบเขตเช่นนี้ ใช่ว่าผู้ถ่ายทอดมรรคาจะทําได้ทุกคนไม่ใช่
หรือ?
หลินเฟยจิงเชี่ยวชาญการมองลมปราณ มองรากฐานคร่าวๆ ของผีตนนั้นออกจึงใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “อาจารย์
นะขอรับ?”
เซียนเว่ยโบกมือเอ่ย “ไม่ต้อง อยู่เฉยๆ รอดูก เปลี่ยนแปลงไป
ก่อนดีกว่า”
ครู่หนึ่งต่อมา หลินเฟยจิงหันหน้าไปมอง อาจารย์ผู้เฒ่าจูก็ลง
จากภูเขามาแล้ว
หลินเฟยจิงหันมามองอาจารย์อีกที ในใจยิ่งรู้สึกเลื่อมใส ไปถึงตีนเขา จูเหลี่ยนก็ยิ้มเอ่ยทักทายว่า “น้องเหนียนจิ่ง เสี่ยน หลินเซียนจ่าง” เข้ามาใกล้ประตูภูเขาในเวลาไล่เลี่ยกัน มีรูปโฉม
เป็นคนหนุ่ม แต่งกายเป็นนักพรต เห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในแวดวงเดียวกัน ประเด็นสําคัญคือเหมือนจะ เป็นนักพรตที่ได้รับธรรมโองการอย่างถูกต้องด้วย ในใจของเซียนเว่ย
ก็เหมือนรัวกลอง ขออย่าให้อีกฝ่ายมาที่นี่เพื่อประลองมรรคกถาอะไร เลย เพราะตนอาจจะกลบเกลื่อนผ่านไปไม่ได้ ถึงอย่างไรลูกศิษย์ที่
ความคิดจิตใจซื่อบริสุทธิ์อย่างหลินเฟยจิงก็หาได้ยากยิ่ง
จูเหลี่ยนเอาสองมือไพล่หลัง เรือนกายงองุ้ม เอ่ยว่า “เจ้าขุนเขา
ส่งกระบี่บินแจ้งข่าวมาแล้ว บอกว่าวันนี้จะมีนักพรตที่จิตใจดีงามเดิน
มาถึงตีนเขา”
เซียนเว่ยตกตะลึงไม่น้อย ถึงกับเป็นนักพรตที่ได้รับการยอมรับ
จากเจ้าขุนเขาเลยหรือนี่ คือโชควาสนาที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน ต้องเป็น
คนที่มีความสามารถโดดเด่นอย่างแน่นอน
จูเหลี่ยนยิ้มบางๆ “ความหมายของเจ้าขุนเขาคือต้องการให้
นักพรตผู้นี้เรียนรู้มรรคกถากับน้องเหนียนฉิ่ง ให้ทําเนียบอยู่บนภูเขา
เซียงฮว่อ”
เซียนเว่ยหลุดปากพูดไปว่า ‘คือลูกหลานคนรวยเหมือนกัน
หรือ?”
เหมือนกัน?
หลินเฟยจิงรู้สึกว่าคําพูดนี้ของอาจารย์มีความหมายลึกซึ้ง
“ลูกหลานคนรวย” ที่อาจารย์พูดถึงก็น่าจะเป็นคํา กล่าวที่ลี้ลับซึ่งตรงข้ามกับคําเรียกแทนตัวเองของนักพรตว่า ‘ผิน
เต้า’ กระมัง?
จูเหลี่ยนมองเซียนเว่ยที่สองตาเป็นประกายวาบ ก่อนจะหันไป
มองหลินเฟยจิงที่ทําท่าครุ่นคิด มิน่าเล่าพวกเจ้าสองคนถึงเป็น
อาจารย์และศิษย์กันได้
จูเหลี่ยนยิ้มเอ่ย “จะใช่คนที่ร่ํารวยมือเติบหรือไม่ ข้าไม่รู้ เจ้า ขุนเขาบอกว่าตอนนี้นักพรตผู้นั้นสติปัญญายังไม่เปิดออก ให้ ติดตามพวกเจ้าไปฝึกตนที่ภูเขาเชียงฮว่อ ในอนาคตรอให้วันใดเขา พอจะจําเรื่องบางอย่างได้บ้างแล้ว หรือคิดได้แล้วว่าจะตั้งฉายาให้
ตัวเอง ก็ให้บอกกับข้าก่อนสักคํา ข้าจะส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปยังจวน
ราชครู”
เซียนเว่ยคิดแล้วก็พยักหน้าเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นความต้องการ ของเจ้าขุนเขา ทางข้าก็ไม่มีปัญหา”
จําเป็นต้องทําแบบนั้น
อยู่ดีๆ ก็มีลูกศิษย์คนหนึ่งโผล่มา ก็แค่เรื่องเล็กน้อยที่ภูเขา เชียงฮว่อต้องเพิ่มชามและตะเกียบ เอ๊ะ อีกฝ่ายคือผี ดูเหมือนว่าไม่ หลินเฟยจิงมองไปยังนักพรตที่เป็นผีผู้นั้นอีกครั้ง สีหน้าและแวว ตาก็เป็นมิตรขึ้นหลายส่วน อาจารย์รับลูกศิษย์สืบทอดมาอีกคน ตน ก็มีศิษย์น้องเล็กเพิ่มมาอีกคน ควันธูปของสายสืบทอดบ้านตนก็จะ โชติช่วงขึ้นอีกส่วน แน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องดี ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุใด พอนักพรตหนุ่มได้เห็นนักพรตที่ปักปิ่นไม้ ไว้บนมวยผมก็คุกเข่าก้มลงกราบ ใบหน้านองไปด้วยน้ําตาอย่างที่ ยากจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
https://novel-Ik.com/
เขาคารวะด้วยการโขกหัวซึ่งเป็นพิธีการใหญ่อย่างไม่ให้อีกฝ่าย
ได้ปฏิเสธ เอ่ยเสียงสั่นว่า “ศิษย์ไร้แซ่ไร้นาม ขอกราบคารวะท่าน
อาจารย์จากใจจริง”
เซียนเว่ยอึ้งตะลึง เหมือนการกระทําของตนยามที่ท่องยุทธภพ เมื่อครั้งอดีตมากนะ
เซียนเว่ยรีบประคองเขาขึ้นมา นักพรตหนุ่มพู เดเสียงสะอื้นว่า “ขอท่านอาจารย์โปรดถ่ายทอดมรรคกถาให้กับข้า ให้ศิษย์ได้เห็น
โฉมหน้าที่แท้จริง”
เซียนเว่ยได้แต่รับปากติดๆ กัน “ได้ๆๆ ได้เลย ได้เลย” ขอแค่ไม่ได้ร้องขอให้ผินเต้ามอบสมบัติอาคมให้ตั้งแต่ประโยค
แรกที่เปิดปากพูด ก็ล้วนคุยกันได้ เห็นลูกศิษย์ที่ได้มาเปล่าๆ มีสีหน้าระทมทุกข์ ท่าทางน่าสงสาร เหมือนคนเสียสติทําอะไรไม่ถูก เซียนเว่ยก็พูดโน้มน้าวว่า “ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไป กลัวก็แต่คนที่ตั้งใจจริงเท่านั้น”
นักพรตระงับอารมณ์ได้แล้ว เพียงไม่นานก็คลี่ยิ้มสดใส เรียกซ้ํา ไปซ้ํามาว่าอาจารย์ อาจารย์ เซียนเว่ยโบกมือเป็นวงกว้าง “ไป ไปที่ภูเขาเซียงฮว่อกัน”
นักพรตหนุ่มเดินตามไปอย่างมึนๆ งงๆ
https://novel-Ik.com/
หลินเฟยจิงเอ่ยเสริมมาประโยคหนึ่งว่า “ศิษย์น้อง ภูเขาเซียงฮว่อ ที่อาจารย์ของพวกเราพูดถึงก็คือภูเขาของบ้านพวกเรา” เซียนเว่ยแอบพยักหน้าอยู่กับตัวเอง ลูกศิษย์ใหญ่อย่างหลินเฟ
ยจิงนี้ ต่อให้ถือโคมส่องหาก็ยังหาเจอได้ยาก