กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1096.5 อิงภูเขา
ต่อให้จะเป็ นเนื้อหาที่แต่งออกมาอย่างส่งเดช แต่แต่งทีเดียวได้ มากขนาดนี้โดยที่พูดไม่หอบสักคา นั่นก็ถือว่ามีสติปัญญาสาหรับ แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าแล้วกระมัง?
เพียงแต่ว่าเมื่อเฉินหลิงจวินได้ยินประโยคสุดท้ายก็รีบแอบยกเท้า เตะเจิ้งต้าเฟิงทันทีเจ้าพูดจาระวังปากหน่อย อย่าไม่รู ้จักเด็กไม่รู ้จัก ผู้ใหญ่เช่นนี้
ชิงเจียหยุดเดิน ผินตัวเบี่ยงข้างก้มหัวคารวะชายฉกรรจ์ เอ่ย อย่างจริงจังว่า “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยสั่งสอน ประหนึ่งก้อน เมฆเคลื่อนออกมองเห็นแสงตะวันดุจปัญญาที่สว่างวาบขึ้นใน ฉับพลัน”
เจิ้งต้าเฟิ งรีบเบี่ยงตัวหลบ ยิ้มเอ่ยว่า “ก็แค่คุยเล่นกันไม่กี่คา เท่านั้น มิอาจรับพิธีการใหญ่เช่นนี้จากสหายยวนหูได้”
ชิงเจียมีสีหน้าสดใสทาให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกหลายส่วน ความ งามก็ยิ่งถูกขับให้โดดเด่น ชวนให้คนมองจิตใจสะท้านไหวอย่าง แท้จริง “หลังจากนี้จะไปรบกวนที่เรือนของท่านอาจารย์บ้างได้ หรือไม่?”
เจิ้งต้าเฟิงส่ายหน้า ยิ้มพลางตบหน้าท้องของตัวเอง “วิชาความรู ้ ตื้นเขิน ไม่เหลืออะไรแล้ว หากยังคุยกันอีกจะต้องปล่อยไก่แน่แล้ว”
ไม่ยอมให้อีกฝ่ายพูดอะไรอีก เจิ้งต้าเฟิงก็ทะยานลมจากไปทันที
ชิงเจียยังอยากรั้งตัวเขาไว้ นางยื่นมือออกไป เพียงแต่ลังเลอยู่ ชั่วขณะ สุดท้ายก็ปล่อยมือลง
ยอดฝีมือนอกโลกีย์ล้วนเป็ นเช่นนี้กันทั้งนั้น
ส่วนบุรุษที่จากไปไกลอย่างสง่างามกลับยังแอบลอบยินดีอยู่กับ ตัวเอง “การแสร ้งปล่อยเพื่อจับในครั้งนี้ ชานาญเข้าขั้น ฝีมือสุดยอด จริงๆ!”
เขาหรือจะรู ้ว่าจิตใจในการถามหามรรคาของพี่หญิงคนนั้นจะไม่ หนักแน่นมากพอนางที่ยืนอยู่ที่เดิมทาเพียงแค่ถอนหายใจยาวเหยียด แล้วก็ตัดใจไปทั้งอย่างนี้
เจิ้งต้าเฟิงไปถึงที่หน้าประตูภูเขาก็ไม่มีเวลามาพูดคุยกับเซียนเว่ ยอีก วิ่งตุปัดตุเป๋ ไปพับผ้าห่ม ลองเขย่าขาเตียงดู มั่นคงอย่างมาก ต้องไม่ส่งเสียงดังออดแอดแน่นอน
เซียนเว่ยรู ้สึกประหลาดใจอยู่บ้างจึงเดินตามไปที่เรือน เห็นเจิ้งต้า เฟิงเช็ดปาก แต่ฝีเท้ากลับก้าวรวดเร็วราวกับบิน โหวกเหวกว่า “ข้า จะช่วยเฝ้ าประตูให้เอง เจ้าไปพักผ่อนได้เลย”
เซียนเว่ยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็ยินดีที่จะมีเวลาได้แอบ อู้ จึงไปที่ห้องของตัวเอง กรอบป้ ายห้องหนังสือแผ่นนั้น เขาขอให้ เจิ้งต้าเฟิงจับพู่กันเขียนด้วยตัวเอง พ่อครัวเฒ่าช่วยท ากรอบให้ เป็ น
ค าว่า “ซวีเสวียน” สองคาใหญ่ที่เขียนด้วยแบบอักษรโบราณทาสี ทอง
หรูหรา
เป็ นการทาทองอย่างแท้จริงเลยนะ
อันที่จริงเซียนเว่ยยังเตรียมชื่อห้องหนังสือไว้อีกหลายชื่อ ยกตัวอย่างเช่นเรือนต าราทีไม่เคยอ่าน หรือไม่ก็เรือนตาราอ่านซ้า ผ่านตา
ก็ชีวิตคนนี่นะ ต้องการความสบายกายสบายใจ ต้องได้เสพสุข ก็หนีไม่พ้นว่าได้อ่านตาราเล่มใหม่ที่ไม่เคยอ่านมาก่อนและการได้พบ เจอกับคนรู ้จักเก่าที่สนิทสนมกันอีกครั้ง
เพียงแต่ว่าคิดไปคิดมาเซียนเว่ยก็ยังรู ้สึกว่าเป็ นคนไม่ควรลืม กาพืดตัวเอง ฉายานี้อยู่เป็ นเพื่อนตนมานานหลายปีแล้ว แขวนไว้ตรง นั้นก็ถือเป็ นการเตือนอย่างหนึ่งว่าตนเคยล าบากมาก่อน
เซียนเว่ยเข้ามาในห้องหนังสือ หยิบต าราเป็ นการเป็ นงานสอง เล่มออกมาจากชายแขนเสื้อ ข้าวของทุกชิ้นที่อยู่บนโต๊ะล้วนเป็ นของ ที่หน่วนซู่นามามอบให้แทบทั้งหมด ทุกครั้งที่ถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ก็ จะต้องเพิ่มของให้ใหม่หนึ่งชิ้น จึงสะสมจากน้อยมาเป็ นมาก
นั่งลงบนเก้าอี้หมวกขุนนางตัวหนึ่ง ดึงตาราเต๋าเล่มหนึ่งออกมา จากกองภูเขาตาราเล็กๆ บนโต๊ะ ชื่อของตาราเล่มนี้ค่อนข้างยาว นั่น
คือ “ต ารับปรุงยาอายุวัฒนะอันเป็ นคัมภีร ์ลับล้าค่าดุจหีบทองแห่ง สวรรค์
เซียนเว่ยมีความเคยชินอย่างหนึ่งเวลาอ่านหนังสือ คือจะต้อง อ่านบทน าและบันทึกท้ายเล่มก่อน
มาอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว ตาราวิชาลับทั้งหลายที่เมื่อก่อนแม้แต่ฝันก็ ยังไม่กล้าคิดถึงล้วนได้มาอยู่ในมือหมดแล้ว ทว่าความเคยชินนี้ก็ยัง ไม่เปลี่ยนไป เหตุผลก็เรียบง่ายมาก ตัดหัวกับท้ายออก ส่วนที่อยู่ตรง กลาง อ่านไม่รู ้เรื่อง
ตัวอักษรแน่นอนว่าต้องอ่านออก แต่พอเอามาร ้อยเรียงเข้า ด้วยกัน เซียนเว่ยกลับรู ้สึกเหมือนตกอยู่ในดงเมฆหมอก มึนงงสับสน มักจะอ่านไม่รู ้เรื่อง ไม่ได้มีประโยชน์ใดๆ ไม่พูดถึงว่าตาราเต๋ที่ ค่อนข้างมุ่งเน้นไปในทางนามธรรมเล่มนี้ก็คือตาราลับในการฝึกตน ตระกูลเซียนที่อธิบายถึงขั้นตอน ระบุพิกัดของแต่ละด่านและวิธีการ ฝึกตนไว้อย่างละเอียด เซียนเว่ยอ่านแล้วก็เหมือนกับไม่ได้อ่าน ไม่ได้ มีความเข้าใจใดๆ กลับกันยังรู ้สึกง่วง อยากจะงีบหลับ…
สาหรับเรื่องนี้เขาไม่ได้หงุดหงิด เขารู ้มาโดยตลอดว่าตัวเอง ไม่ใช่เมล็ดพันธ ์เทพเซียนที่แท้จริงอะไร ไม่มีรากฐานในการฝึกตน สามารถจับผลัดจับผลูมาฝึ กวิชาคาถา กลายเป็ นผู้ฝึ กลมปราณ ขอบเขตสองได้ก็ถือเป็ นความบังเอิญโชคดีล้วนๆ
เรื่องของการเฝ้ าประตู อันที่จริงก็แค่ขานชื่อแล้วนั่งลงเท่านั้น ยามอยู่ว่าง เซียนเว่ยก็จะมาจิบเหล้าเก่าพร ้อมกับแกล้มอีกสองจาน อยู่ในห้องหนังสือแห่งนี้พลางอ่านตารา เล่นหมากล้อมไปด้วย
อย่าเห็นว่านักพรตเซียนเว่ยต้องเฝ้ าประตูทุกวัน เป็ นงานที่ต้อง ทาตลอดทุกเช ้าค่า แต่เขากลับไม่เคยละทิ้งหน้าที่ ไม่กล้าเกียจคร ้าน กังวลว่าจะเสียชามข้าวไปแล้วต้องกลับไปเร่ร่อนอยู่ในยุทธภพอีกครั้ง เพียงแต่เซียนเว่ยคิดว่าตัวเองนั้นติดขัดอยู่ที่คุณสมบัติ การพัฒนาจึง เชื่องช ้าเท่านั้น เมื่อก่อนไม่เคยร ้อนใจเพราะรู ้ว่าภูเขาลั่วพั่วไม่เคยให้ ความส าคัญกับขอบเขตสูงต่า แค่พอให้ผ่านไปได้ก็ได้แล้ว ทว่าทุก วันนี้เขารับลูกศิษย์แล้ว แล้วยังเป็ นลูกศิษย์เข้าห้องอย่างเป็ นทางการ บวกกับที่ทุกวันนี้ขอบเขตของหลินเฟยจิงก็ไม่ต่า ตามคากล่าวของ เว่ยซานจวินก็คือเด็กคนนี้มีรากฐานมรรคาลึกล้าแน่นหนา กระดูก เขียนก็ไม่เบากราบเซียนเว่ยเป็ นอาจารย์ได้ก็ถือว่าเป็ นความโชคดี อันใหญ่หลวงแล้ว กุญแจส าคัญก็คือขอบเขตของลูกศิษย์ยังสูงกว่า อาจารย์ นี่ก็ไม่เข้าท่าแล้ว นักพรตเซียนเว่ยของพวกเราจึงเริ่มไม่รู ้จะ เอาหน้าไปไว้ที่ไหน
อันที่จริงคากล่าวนี้ของเว่ยป้ อคือหนึ่งประโยคสองความหมาย มองดูเหมือนก าลังแสดงความยินดีกับนักพรตเซียนเว่ย แต่แท้จริง แล้วกลับชมว่าหลินเฟยจิงมีโชควาสนาลึกล้า ไม่ธรรมดา สามารถก ราบเขาเป็ นอาจารย์ กลายเป็ นลูกศิษย์ใหญ่ในนามของ “นักพรต” เซียนเว่ยได้
ทว่าเซียนเว่ยหรือจะรู ้ความวกวนอ้อมค้อมของเรื่องนี้ ดังนั้นใน ที่สุดจึงเริ่มมีใจคิดอยากเอาชนะจากเดิมที่หมดอาลัยตายอยากกับ เรื่องของการฝึกตน
นับตั้งแต่ที่จาความได้ นักพรตที่จะต้องฝันแทบทุกวันถึงกับไม่ได้ ฝันมาติดต่อกันเก้าวันแล้ว
เซียนเว่ยไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เท่าใดนัก
เก็บตัวเงียบอยู่ในภูเขา ปิดประตูไม่ออกจากบ้าน จุดธูปกลางดึก ปัดเป่ าความง่วงให้ออกห่าง ใช ้ชีวิตอย่างสงบสุขเรียบง่าย เพิ่มพูน ความรื่นรมย์ด้วยการอ่านตารา ก็ยิ่งเป็ นกลยุทธยอดเยี่ยมอันดับหนึ่ง สาหรับผู้ใฝ่ศึกษาที่ต้องการความสงบทางจิตวิญญาณอย่างเราๆ
อ่านต าร าเต๋ าอ ยู่พักห นึ่ ง ก็อ้า ปา กห าว ต้อ งทาตัว ใ ห้ กระปรี้กระเปร่าสักหน่อย เซียนเว่ยจึงเปลี่ยนมาเป็ นตาราเล่มหนึ่งที่ สามารถอ่านข้ามโดยเลือกจากหน้าที่พับเอาไว้แล้วได้ ทันใดนั้นก็ เหมือนมีเทพคอยช่วยเหลือ ขับไล่แมลงง่วงนอนนับล้านตัวให้ถอยร่น ไปได้ทันที
อ่านตาราเหมือนกัน เว่ยป้ อที่หลบมาหาความสงบในสถานที่ อ่านต าราบนขุนเขาเหนือบ้านตน ก่อนหน้านี้จัดงานเลี้ยงท่องราตรี ยุ่งวุ่นวายมาก ต้องพักสักหน่อย
เมื่อก่อนเป็ นเพราะเจอคนไม่ดีจึงต้องพยายามคิดหาสารพัดวิธี ในการจัดงานเลี้ยงท่องราตรี ขอแค่หาข้ออ้างเหมาะๆ ได้ก็จะต้องจัด
ทันที ตอนนี้ได้ครอบครองฉายาเทพแล้วก็น่าจะถึงคราวยุติได้แล้ว กระมัง
แต่ตอนนี้กลับมีเรื่องหนึ่งที่เขาต้องปรึกษากับเฉินผิงอัน ที่แท้ทาง ฝั่งของราชสานักต้าหลีก็กาลังจะส่งตัวอ่อนด้านการฝึ กตนที่มี พื้นฐานของตระกูลเซียนและหยกงามวัตถุดิบยอดเยี่ยมสาหรับฝึกวร ยุทธตั้งแต่เด็กกลุ่มหนึ่งมาให้อย่างลับๆ มีจานวนรวมทั้งสิ้นสิบหกคน
ครึ่งหนึ่งในนั้นถือเป็ นคนที่มีสายสัมพันธ ์ ล้วนเป็ นลูกหลาน ตระกูลชนชั้นสูงของต้าหลีบ้างก็เป็ นต้นกล้าดีที่ทางตระกูลหาตัวเจอ แล้วน ามาอบรมปลูกฝัง
จานวนอีกครึ่งหนึ่งคือผู้มีพรสวรรค์บนวิถีกระบี่และคนมี ความสามารถด้านการเรียนวรยุทธที่จานกานหลางของต้าหลี คัดเลือกจากแคว้นต่างๆ ทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีปมาอย่าง ตั้งใจ
อีกทั้งยังบอกอีกว่าผ่านไปอีกปี สองปี จะยังส่งกลุ่มที่สองมาให้ ด้วย พยายามจะให้เป็ นผู้ฝึกกระบี่กันทุกคน
ถูกเฉินหลิงจวินรบกวนไปรอบหนึ่ง เว่ยป้ อจึงวางหนังสือในมือลง เดินเท้าเปล่าออกไปนอกห้อง ไปยืนอยู่ใต้ชายคา ยื่นมือมาขยับต่าง หูสีทองด้วยความเคยชิน
ครุ่นคิดถึงกระจกใจกลางมนุษย์ เปิ ดม่านเมฆมองเห็นความ งดงามยิ่งกว่าเก่า
แต่ไหนแต่ไรมาจิ้นชิงแห่งขุนเขากลางก็เป็ นคนพูดจาโผงผาง เขาบอกว่าการที่ควันธูปในภูเขาพีอวิ๋นของเขาเว่ยป้ อโชติช่วง สามารถเป็ นอันดับหนึ่งในบรรดาห้ามหาบรรพตได้ก็เพราะอาศัย หน้าตา
เว่ยป้ อคร ้านจะโต้ตอบ เพียงแค่ยิ้มรับเอาไว้
ดูจากการจัดการประจาวันที่กระบี่บินส่งข่าวแจ้งมาก่อนหน้านี้ อีกประมาณสองวันเด็กหนุ่มเด็กสาวพวกนั้นก็จะนั่งเรือของกองทัพ ลาหนึ่งมายังท่าเรือหนิวเจี่ยว ช่วงนี้เฉินผิงอันไม่ได้อยู่ในภูเขา บางที อาจจะก าลังยุ่ง หรือบางทีอาจมีการจัดการของตัวเขาเอง สรุปแล้วก็ คือไม่ได้ตอบจดหมายกลับไปที่กรมอาญาทันที ทางฝั่งของราช สานักต้าหลือดเป็ นกังวลไม่ได้ว่าจะต้องกินน้าแกงประตูปิดหรือไม่ ขออย่าให้กลายเป็ นว่าส่งคนมาถึงแล้วก็ต้องกลับในวันนั้นเลย แม้กระทั่งฮ่องเต้ก็ยังรู ้เรื่องนี้ จึงให้ที่ว่าการของกรมพิธีการส่ง จดหมายลับอีกฉบับมาที่ภูเขาพีอวิ๋น เว่ยป้ อจึงได้แต่ไปเยือนที่ว่าการ กรมอาญาด้วยตัวเองมารอบหนึ่งยิ้มถามประโยคหนึ่งว่ามีกลุ่มที่สาม หรือไม่? อีกฝ่ ายสะอึกอึ้งพูดไม่ออกไปทันใด ในอาณาเขตของทวีป แห่งหนึ่ง ภูเขาลูกอื่น ต่อให้เจ้าจะเป็ นสานักโองการเทพหรือสกุล เจียงอวิ๋นหลินที่มีรากฐานลึกล้าก็ยังอยากจะให้มีคนช่วยนาตัวผู้มี พรสวรรค์อายุน้อยเหล่านี้ส่งไปให้ที่บ้านตัวเองใจจะขาด มีเพียงภูเขา ลั่วพั่วเท่านั้นที่มีความมั่นใจมากพอจะบอกว่าตัวเองไม่ต้องการสิ่งนี้ แล้วนับประสาอะไรกับที่ทุกวันนี้ข่าวที่บอกว่าเฉินผิงอันเป็ นราชครู
คนใหม่โลกภายนอกยังไม่มีใครรับรู ้ ทว่าคนระดับสูงของต้าหลีกลับรู ้ กันหมดแล้ว
ภูเขาลั่วพั่วป่ าวประกาศแก่ภายนอกว่าจะปิดภูเขายี่สิบปี ก็จริง แต่แว่ยป้ อไม่คิดว่าเฉินผิงอันจะปฏิเสธเด็กพวกนี้ สาเหตุหลัก ค่อนข้างน่าสนใจ เฉินผิงอันที่เป็ นอาจารย์และเป็ นเจ้าส านักของ สานักเบื้องบนผู้นี้ เห็นได้ชัดว่าสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่สานักกระบี่ชิง ผิงมอบให้แล้ว ในเวลาถึงยี่สิบปีเต็มๆ นี้คงไม่อาจมองดูสานักเบื้อง ล่างเจริญรุ่งเรืองในทุกๆ วันโดยที่ปล่อยให้ทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่วปิด ภูเขาแล้วมีสภาพวังเวงไปจริงๆ
เฉินผิงอันถึงขั้นเริ่มลงมือเตรียมการเรื่องสาคัญเรื่องหนึ่งแล้ว นั่นคือกาหนดระบบสายสืบทอดที่ละเอียดมากให้กับภูเขาลั่วพั่ว รวม ไปถึงเรียบเรียงและตรวจสอบต าราในการหลอมลมปราณและต ารา ลับสาหรับการเรียนวรยุทธขึ้นมาด้วยตัวเอง ดังนั้นปัญหาเพียงข้อเดียวที่จาเป็ นต้องพิจารณาก็น่าจะเป็ นว่า ควรจะพาเด็กๆ กลุ่มนั้นไปอยู่ที่ภูเขาลูกใด ต้องไม่เหมือนเฉาอินเฉา ยางที่ได้อยู่ในภูเขาลั่วพั่วแน่นอน ข้อนี้ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัย ก่อน หน้านี้ไม่นานชุยตงซานกับเผยเฉียนเพิ่งจะซื้อภูเขาเที่ยวอวี๋และ เนินฝูเหยาที่อยู่ใกล้เคียงมา ล้วนอยู่ใกล้ภูเขาลั่วพั่วมาก นอกจากนี้ก็ มีภูเขาฮุยเหมิงที่ถือเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของอวิ๋นจื่อ ทั้งสาม สถานที่นี้อยู่ใกล้กับภูเขาหลักมาก แล้วก็ถือว่าค่อนข้างจะเหมาะสม หากจงใจเอาผู้ฝึกลมปราณและผู้ฝึกยุทธพวกนี้แยกให้ไปอยู่ที่ภูเขา
เที่ยวอวี๋และเนินฝูเหยาก็จะยิ่งเหมาะสมมากกว่าเดิม…จู่ๆ เว่ยป้ อก็ สบถด่า มารดามันเถอะ นี่มันเรื่องในบ้านของภูเขาลั่วพั่ว ข้าจะมา วุ่นวายใจท าไม
บ่นก็ส่วนบ่น แต่ธุระก็ยังต้องท า ยกตัวอย่างเช่นลู่ยงจากต าหนัก พยัคฆ์เขียวที่เดินทางมาไกล ในเมื่อเฉินผิงอันไม่อยู่ในภูเขา ตนก็ ต้องไปเยือนภูเขาลั่วพั่วสักรอบแล้ว
เพราะลู่ยงไม่ใช่แขกทั่วไป เฉินผิงอันเห็นแก่ความสัมพันธ ์เก่า ก่อนอย่างมาก เว่ยป้ อจึงสวมรองเท้าให้เรียบร ้อยก่อนแล้วจึงเดินก้าว ออกไปหนึ่งก้าว มาถึงนอกประตูเรือนหลังหนึ่งแล้วก็เคาะห่วงเคาะ ประตู
ลู่ยงเปิดประตูออก พอเห็นว่าเป็ นเว่ยป้ อที่มาเยือนด้วยตัวเองก็รีบ คารวะเอ่ยแสดงความยินดี เว่ยป้ อรู ้ถึงเป้ าหมายในการมาเยือนครั้งนี้ ของลู่ยงแล้วก็ไม่มัวอ้อมค้อม ยิ้มเอ่ยว่า “ว่ากันตามเหตุผล ลู่เจินเห รินไม่ต้องมาเยือนด้วยตัวเองเลยจริงๆ ด้วยความสัมพันธ์ของพวกเจ้า สองครอบครัวที่ไม่ใช่ความสัมพันธ ์อันตื้นเขิน หากเป็ นล่างภูเขาก็ถือ ว่ามีมิตรภาพที่แนบแน่น”
“แต่หากว่ากันด้วยความรู้สึก ลู่เจินเหรินก็ควรต้องมาเยือนภูเขา ลั่วพั่ว เมื่อก่อนเป็ นเพราะไปมาหาสู่กันน้อยครั้ง อีกทั้งล้วนเป็ นเจ้า ขุนเขาเฉินที่ไปรบกวนตาหนักพยัคฆ์เขียว ก็ควรต้องมาที่นี่เพื่อให้ ภูเขาลั่วพั่วแสดงน้าใจของคนเป็ นเจ้าบ้านบ้าง”
“ส่วนเรื่องที่จ้าวรู ้จะมารับตาแหน่งเป็ นเค่อชิงของภูเขาลั่วพั่ว ให้ เขามีเก้าอี้อยู่ในศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้เซ่อ ลู่เจินเหรินท าใจให้ สบายได้เลย เป็ นเรื่องที่แน่นอนแล้ว”
ลู่ยงฟังมาถึงตรงนี้ ความรู ้สึกนับร ้อยก็ประดังประเดเข้าใส่
ด้านหนึ่งเป็ นเพราะคิดไม่ถึงว่าเว่ยเสินจวินที่ไม่เคยพูดคุยกันจะ ยินดีให้ความส าคัญต่อตนและตาหนักพยัคฆ์เขียวถึงเพียงนี้ และยิ่ง คิดไม่ถึงว่าเว่ยเสินจวินที่ถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็ นคนนอกของภูเขาลั่ว พั่ว หรือไม่ก็น่าจะพูดว่าเป็ นคนนอกครึ่งตัว กลับกล้ารับรองขนาดนี้นี่ แสดงว่าเวลาปกติเจ้าขุนเขาเฉินต้องพูดถึงต าหนักพยัคฆ์เขียวให้เว่ย เสินจวินฟังบ่อยๆ แน่นอน
เว่ยป้ อยิ้มถาม “เฉินหลิงจวินได้เล่าให้ฟังหรือไม่ว่าเรือนหลังนี้ เป็ นเจ้าขุนเขาเฉินที่เตรียมไว้ล่วงหน้าให้ลู่เจินเหรินโดยเฉพาะ?”
เฉินหลิงจวินไม่ได้บอก แต่เจินเหรินผู้เฒ่ากลับลูบหนวดยิ้มเอ่ย “สหายจิ่งชิงบอกแล้วหากปฏิเสธจะเป็ นการเสียมารยาท รับไว้ก็รู ้สึก ละอายใจยิ่งนัก”
เว่ยป้ อชี้ไปที่กลอนคู่ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เฉินผิงอันเป็ นคนเขียน เอง มีแค่ที่นี่ที่เดียว”
เจินเหรินผู้เฒ่ามองไปทางนั้นแล้วก็ต้องตกตะลึง เงียบไปพัก ใหญ่ ก่อนจะพึมพ ากับตัวเองว่า “รับไม่ไหว รับไว้ยิ่งรู ้สึกละอายใจ มากกว่าเดิม”
ใจกว้างและยืนหยัดในความถูกต้อง ไม่จุกจิกกับเรื่องเล็กน้อย เงินทองที่เสียไปย่อมหามาใหม่ได้
คบหาสหายกว้างขวาง ปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ ยิ่งนานวัน คนดีคนเก่งยิ่งรายล้อม
เว่ยป้ อยิ้มเอ่ย “ข้ากลับภูเขาพีอวิ๋นก่อน ยินดีต้อนรับสู่ลู่เจินเห รินให้ไปเป็ นแขกที่บ้านข้าได้ทุกเมื่อ”
ลู่ยงถึงเพิ่งนึกเรื่องหนึ่งได้จึงเตรียมจะหยิบของขวัญร่วมแสดง ความยินดีที่เตรียมมาไว้นานแล้วออกมาจากชายแขนเสื้อ
“เจินเหรินมาเยือนก็ถือเป็ นของขวัญชิ้นใหญ่แล้ว”
เว่ยป้ อกลับยื่นมือมากดแขนของเจินเหรินผู้เฒ่าเอาไว้ ยิ้มพลาง ส่ายหน้า “หากมากกว่านี้ก็จะไร ้เหตุผลแล้ว ทาไม เห็นแค่เฉินผิงอัน เป็ นสหาย ไม่เห็นข้าเป็ นสหายหรือ?”
ลู่ยงพลันพูดไม่ออก ได้แต่กุมหมัดให้
กาลังจะไปถึงศาลาริมหน้าผาแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับศาลบรรพ จารย์ยอดเขาจี้เซ่อ ชิงเจียที่ไม่จาเป็ นต้องหยุดพักกลับเรียกร ้องว่า อยากจะหยุดพักอยู่ตรงนี้
ตะวันจันทราดุจแสงหิ่งห้อยเคียงคู่ จักรวาลดั่งรังนกกางเขนรัง หนึ่ง
ช่างเป็ นศาลาที่สง่างามจริงๆ
เซียนเว่ยวางตาราลง ขยี้ตา หันหน้าไปมองกรอบป้ ายของห้อง หนังสือ
แม้อ่านตาราลัทธิเต๋าสามหมื่นม้วน ก็ใช่ว่าจะเข้าใจแจ่มแจ้ง
แม้ช่วงชิงเกียรติยศมาหกพันปี สุดท้ายก็ต้องถามว่า รู ้จักพอแล้ว หรือยัง
เซียนเว่ยเป็ นกังวลอยู่ในใจ เขาเคยถามเจ้าขุนเขาว่า “เจ้า ขุนเขามอบกลอนคู่ที่มีเนื้อหาทรงพลังขนาดนี้ให้ ผินเต้าขอบเขตต่า ต้อย กลัวว่าจะรับไว้ไม่ไหว จะเหมาะสมจริงๆ หรือ?”
ตอนนั้นเฉินผิงอันกลับทาเพียงแค่คลี่ยิ้มไม่ได้พูดอะไร
เซียนเว่ยจึงไม่ยอมรับเอาไว้ บอกว่าต้องเอาไปไว้ในห้องหนังสือ ของเจ้าขุนเขาถึงจะเหมาะสม
เฉินผิงอันกลับบอกว่าเอาไว้ที่ห้องหนังสือของเจ้าเหมาะกว่า จากนั้นยังก้มหัวคารวะเขาตามขนบลัทธิเต๋า
เซียนเว่ยพลันทาตัวไม่ถูก คิดไปคิดมาก็ประสานมือคารวะซึ่ง เป็ นพิธีการของบัณฑิตกลับคืนไป
แต่เฉินผิงอันกลับเดินออกไปจากห้องหนังสือ ข้ามประตูใหญ่ ของเรือนพัก เดินสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อขึ้นเขาไปแล้ว
เจ้าเรียนรู ้อะไร ฝึกวิชาอะไร ต้องกราบอาจารย์คนไหนเรียนวิชา อะไรอีกเล่า?
เจ้าก็คือผู้ถ่ายทอดมรรคาคนแรกของโลกมนุษย์นะ!
เฉินผิงอันคิดว่าตัวเองเป็ นคนใจกล้ามากพอแล้ว ตอนที่อยู่ใน โรงเตี๊ยมของเมืองหลวงต้าหลี เขาก็ยังได้แต่กล้าแข็งใจบากหน้าเอ่ย ว่าจะพาเจ้ากลับภูเขาไปร่วมเรียนรู ้ฝึกบ าเพ็ญตนด้วยกัน
สักวันหนึ่ง เมื่อหวนนึกถึงอดีตชาติ ความคิดของเจ้าบังเกิด ก็ คือการขึ้นเขาฝึกตน
ภูเขาเขียวในโลกมนุษย์มีมากมายเหลือคณานับ ใครเล่าจะกล้า ไม่ตามเจ้า