กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1097.1 จินตนาการ
เฉินผิงอันที่เปลี่ยนมาสวมชุดคลุม
ฟ้ าดินกว้างใหญ่ไพศาลหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ชุดคลุมอาคมเป็ นสี แดงสด
ต้นไม้สูงท่ามกลางหิมะ สีแดงประหนึ่งเปลวเพลิง
ตรงจุดสูงของหัวก าแพง ไม่รู ้ว่าเหตุใดเรือนกายของโจวมี่ถึงหด เล็กลงเหลือสูงเท่าคนธรรมดา
กระทั่งนาทีนี้ หม่าขู่เสวียนถึงเพิ่งจะรู ้ว่าในที่สุดตัวเองก็ได้พบ ตัวการหลักแล้ว เขาตกใจไม่น้อย เจ้าเฉินผิงอันผู้นี้เข้าไปในศาล บรรพชนตั้งแต่เมื่อไหร่ ก่อนหน้านี้ตนก็นั่งอยู่หน้าประตู แต่ถึงกับ สัมผัสไม่ได้เลยแม้แต่น้อย? หม่าขู่เสวียนคิดว่าตัวเองไม่ได้ประเมิน ตบะของเฉินผิงอันต่าไป เขาถึงกับยอมเสี่ยงอันตราย ยอมผิดต่อ ความตั้งใจของตัวเองใช ้วิชาอภินิหารเวทอสนีที่แรกเริ่มเขาเกลียดชัง อย่างถึงที่สุด พอถึงท้ายที่สุดกลับกลายเป็ นว่าเฉินผิงอันเอาแค่ร่าง แยกมารับมือกับตนเท่านั้น?
เดิมทีนึกว่าเอาโจวมี่ที่วางแผนอย่างตั้งใจมานานผู้นี้ออกมาใช ้ งาน ต่อให้จะสังหารเฉินผิงอันไม่ได้ ก็ควรจะท าให้ตบะของเขาได้รับ ความเสียหาย เพิ่งจะเลื่อนเป็ นเซียนเหรินก็ต้องขอบเขตถดถอย กลับไปที่หยกดิบ
หม่าขู่เสวียนใช ้เสียงในใจถาม “เรื่องปล่อยจิตมารของเฉินผิงอัน ออกมาเกิดข้อผิดพลาดหรือ? ถูกเขามองออกแล้วอย่างไร เจ้าก็แค่ ต้องฉวยโอกาสตีเหล็กตอนที่ยังร ้อนเท่านั้น ไอ้หมอนี่ผ่าน ประสบการณ์การเข่นฆ่าสังหารมานาน กลอุบายมีมากมาย อย่าได้ หลงกลถูกเขาหลอกตบตาเอาได้”
นี่ก็คือเหตุผลที่ก่อนหน้านี้หม่าขู่เสวียนรู ้ตัวว่าตกอยู่ในค่ายกล ใหญ่แต่กลับไม่ยี่หระแม้แต่น้อย จะปล่อยให้เจ้าเฉินผิงอันได้เปรียบไป ก่อน แต่กลับไม่รู ้เลยว่าตั๊กแตนจับจักจั่นนกขมิ้นรออยู่เบื้องหลัง คิด อยากจะสลับตาแหน่งสาคัญกลับไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ตามหลักแล้ว จิตมารของผู้ฝึ กตนมีฤทธิ์รุนแรงที่สุดก็ตอนที่ถึงคอขวดขอบเขต ก่อกาเนิด ยามที่ปิดด่านต้องการจะฝ่ าทะลุขอบเขตสู่ห้าขอบเขตบน เพราะนี่ก็คือเส้นทางที่นักพรตยุคบรรพกาลจ าเป็ นต้องเดินผ่าน ไม่ ทาลายจิตมารข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปก็ไม่ถือว่าเป็ นเซียนดิน ขอแค่ อาศัยมือของโจวมี่ ใช ้วิชาอภินิหารบรรพกาลบางอย่างที่หาย สาบสูญไปนานแล้วเปิ ดกรงขังหัวใจ ปล่อยจิตมารของเฉินผิงอัน ออกมา ถ้าอย่างนั้นค่ายกลที่สกัดกั้นฟ้ าดินช่วยให้เฉินผิงอันได้ดิน อวยพรไปอยู่ในมือนี้ก็จะกลายมาเป็ นด่านยากที่ใหญ่ที่สุดยามที่เฉิน ผิงอันต้องเผชิญหน้ากับจิตมาร ยิ่งฟ้ าดินแห่งนี้ไม่แปดเปื้อนฝุ่ นใน โลกีย์มากเท่าไรก็ยิ่งเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ไร ้มลทินสาหรับจิต มารมากเท่านั้น จิตมารที่เฉินผิงอันต้องเผชิญหน้าก็จะยิ่งเหมือน
ตัวเฉินผิงอันเอง ถึงเวลานั้นก็จะเป็ นธรรมะสูงหนึ่งฉื่อ อธรรมสูงหนึ่ง จั้ง…
ถึงเวลานั้นคนที่เฉินผิงอันต้องเผชิญหน้าด้วย นอกจากหม่าขู่ เสวียนแล้วก็ยังมีโจวมี่ตัวปลอมที่เกิดจากการนิมิตภาพ บวกกับเฉิน ผิงอันที่เป็ นจิตมาร นั่นก็เป็ นเซียนเหรินถึงสามคนแล้ว
โจวมี่ยิ้มตอบ “ใช่ว่าจะปล่อยออกมาไม่ได้ แต่ไม่มีความจาเป็ น จิตมารของเฉินผิงอันประหลาดมาก ส าหรับพวกเราแล้วไม่มีพลัง พิฆาตใดๆ ให้เอ่ยถึง ไม่ได้มีความหมายใดๆ เลย จะให้ข้าสิ้นเปลือง ตบะปล่อยจิตมารที่ได้มาไม่ง่ายออกมา ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบมันกลับ ทาแค่นั่งชมงิ้วอยู่เฉยๆ ก็คงไม่ดีกระมัง”
หม่าขู่เสวียนอดไม่ไหวด่ามารดาไปคาหนึ่ง “ข้าก็บอกแล้วว่าไอ้ หมอนี่คือตัวประหลาด!”
โจวมี่กล่าว “การดารงอยู่ของข้าทาให้เขาหวาดเกรง นี่แสดงให้ เห็นว่าร่างจริงของข้าสร ้างความทรงจาที่ลึกล้าไม่ธรรมดาให้กับเขา”
หม่าขู่เสวียนพูดชวนคุย “จะมีสักกี่คนที่ควรค่าให้ชุยฉาน กับฉีจิ้งชุนร่วมมือกันต่อกร? หลังจากนั้นก็ยิ่งต้องเชิญให้บรรพจารย์ สามลัทธิร่วมแรงกันสยบก าราบ?”
หมื่นปีที่ผ่านมา มีแค่คนผู้นี้ผู้เดียว
หม่าขู่เสวียนกวักมือเรียก ท่วงทานองมรรคาที่หลงเหลืออยู่ของ ทัณฑ์สวรรค์ห้าอสนีที่กระจายไปตามฟ้ าดินประหนึ่งได้รับคาสั่งให้มา
รวมตัวกันที่หัวกาแพงเมือง กระตุกดึงให้เกิดเส้นด้ายห้าสีที่ตัดฟัน เกล็ดหิมะจ านวนนับไม่ถ้วนให้แหลกกระจุยกระจาย
เฉินผิงอันก็ไม่ขัดขวาง ปล่อยให้หม่าขู่เสวียนเก็บเอาไป
โจวมี่ส่ายหน้า “เส้นทางพังเละไปแล้ว ไม่จาเป็ นต้องเก็บกลับมา รอให้เจ้าเอาชนะเขาได้ก่อนค่อยว่ากัน ระวังว่าจะไปสัมผัสโดน ปณิธานกระบี่แล้วจะเป็ นการชักศึกเข้าบ้าน”
หม่าขู่เสวียนรับฟังเพียงครึ่งเดียว ยังคงไม่ได้ถอนคาสั่งนั้น แต่ กลับล้มเลิกความคิดที่จะเก็บมันมาไว้ในชายแขนเสื้อของตัวเอง เส้น แสงหลากสีหลายหมื่นเส้นมารวมตัวกันอยู่ข้างกายหม่าขู่เสวียนแล้ว ผสานรวมกันเป็ นลูกกลมขนาดใหญ่เท่าปมเชือก แสงศักดิ์สิทธิ์ส่อง ประกายเรืองรองพร่าตา เหมือนกับแหตกปลาเวทอสนีที่สามารถบด บังฟ้ าดินได้ และหม่าขู่เสวียนก็คือคนที่ถือแห
มนุษย์ธรรมดาไม่รู ้ถึงความต่างระหว่างคาถาเซียนกับวิชา อภินิหาร มองเป็ นวิธีการบนภูเขาเหมือนกันทั้งหมด นี่ก็เพราะไม่รู ้ ความต่างระหว่างเทพกับเซียน
สืบยอดไปถึงต้นก าเนิด พูดถึงแค่รากฐานมหามรรคา วิชาคาถา นับพันหมื่นและเคล็ดลับตระกูลเซียนในคามหมายที่เข้มงวดก็คือเส้น สายทั้งหลายที่ผู้ฝึกลมปราณยุคบรรพกาลสร ้างขึ้นมาเพื่อใช ้ในการ แสวงหามรรคา แต่โดยรวมแล้วไม่พ้นจุดสาคัญที่ว่าเก็บลมปราณ หล่อหลอมลมปราณแล้วจึงใช ้ปราณวิญญาณฟ้ าดิน จากนั้นจาแลง
มันออกมาด้านนอกทว่าวิชาอภินิหารกลับเป็ นจุดสาคัญที่ทาให้สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลมีอานาจมากมายในมือ นักพรตยุคบรรพกาล บ้างก็แกะสลักต าราม่วง บันทึก ‘เส้นทาง” พวกนั้นไว้ในตารา นี่ก็คือ ความเป็ นมาของตาราลับส่วนหนึ่งในโลกยุคหลัง และยิ่งมีผู้ที่เก็บ รวบรวมร่องรอยของวิชาอภินิหารมากมายที่ทิ้งไว้ในฟ้ าดิน ย้ายพวก มันมาสลักไว้ตามเส้นเอ็น กระดูก หน้าประตูใหญ่หรือไม่ก็ผนัง กาแพงของช่องโพรงลมปราณแห่งชะตาชีวิต ประหนึ่งแกะสลัก ตัวอักษรใหญ่ไว้บนหน้าผา และการสละร่างไปเกิดใหม่ของเซียนดิน ผู้บรรลุมรรคายุคบรรพกาลประเภทนี้ ชาติหน้ายามเกิดมาก็มักจะสืบ ทอดส่วนหนึ่งที่อดีตชาติทิ้งไว้ จึงกลายมาเป็ นพื้นฐานความส าเร็จบน มหามรรคา คือโชควาสนาในการขึ้นเขาของพวกเขา และนี่ก็คือ สาเหตุที่ว่าทาไมการขึ้นเขาฝึกบาเพ็ญตนกลายเป็ นเซียนในโลกยุค หลังถึงต้องพิถีพิถันในเรื่องที่ว่า คนคนหนึ่งมีรากแห่งเซียนรองรับ ฐานแห่งมรรคาได้หรือไม่
แล้วก็มีนักพรตยุคบรรพกาลที่พรสวรรค์โดดเด่นส่วนหนึ่งที่ สามารถหยิบพวกมันมาใช ้ได้โดยตรง ตบะค่อยๆ ลึกล้าแล้วก็เปลี่ยน มันให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ให้สอดคล้อง กับโลกมนุษย์ใหม่เอี่ยมได้ หากจะพูดถึงเรื่องที่ว่าควรจะร่ายใช ้ อย่างไร พูดถึงแค่วิชาอภินิหาร จุดสาคัญก็อยู่ที่คาว่า “ผ่าน” เทพ ผ่าน ผ่านเทพ เส้นทางเทพสายหนึ่งที่เชื่อมโยงฟ้ าดิน นี่ก็คือสาเหตุ หลักที่ลัทธิเต๋าในยุคหลังสร ้างแท่นประกอบพิธีกรรมขึ้นมา เพื่อที่จะ
เลียนแบบเส้นทางเทพ นักพรตรับธรรมโองการ ได้บันทึกชื่อลง ท าเนียบเซียนก็จะสามารถ “ยืมใช ้วิชาคาถา” จากบรรพจารย์ วิธีการ ประเภทนี้จาเป็ นต้องปูทางเส้นหนึ่งเอาไว้ หากคิดจะเดินผ่านทางเส้น นี้ก็ต้องมีเอกสารผ่านด่าน ในมือถือป้ ายคาสั่ง บนร่างพกคัมภีร ์ล้าค่า ถึงจะเดินผ่านไปได้อย่างราบรื่นไร ้อุปสรรค การที่นักพรตต้องรับ ธรรมโองการก็มีความหมายอยู่ตรงนี้ และพวกร่างจาแลงที่แตกกิ่ง ก้านขยายออกไป กายธรรมร่างทองที่ผสานกับกฎแห่งฟ้ าหลักแห่ง ดิน ก็ล้วนเป็ นวิธีการที่ผู้ฝึกลมปราณดึงมาจากฟ้ า เอามาใช ้กับดิน
นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทาไมโจวมี่ถึงได้บอกว่าเส้นทางพังเละแล้ว ด้วยขอบเขตเซียนเหรินของหม่าขู่เสวียนในทุกวันนี้ ระยะเวลาสั้นๆ ย่อมไม่อาจสร ้างสะพานแห่งที่สองขึ้นมาได้
แล้วนับประสาอะไรกับหม่าขู่เสวียนยืมบ่อสายฟ้ าทัณฑ์สวรรค์นี้ มาจากกรมสายฟ้ า เดิมทีก็ตกเป็ นที่ต้องสงสัยว่าเฝ้ าดูเองขโมยใช ้เอง อยู่แล้ว ถือเป็ นการกระทาที่ล้าเส้น คราวหน้าจะต้องถูกกล่าวโทษ อย่างแน่นอน ตอนนี้ที่เรื่องเละเทะนี้เกิดขึ้นก็คือราคาที่หม่าขู่เสวียน ต้องจ่ายจากการที่หม่าขู่เสวียนมองเฉินผิงอันเป็ นศัตรูในจินตนาการ ขอบเขตเซียนเหริน โชคดีที่แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็เป็ นคนประเภทที่ทา อะไรขึ้นอยู่กับอารมณ์ตัวเอง สนแต่หัวไม่สนบั้นท้ายอยู่แล้ว
หม่าขู่เสวียนใช ้เสียงในใจถาม “รื้อถอนค่ายกลเป็ นอย่างไรบ้าง แล้ว?”
โจวมี่เอ่ยอย่างไม่กระโตกกระตาก “ช ้ามาก ช ้ากว่าที่คาดการณ์ ไว้มาก ระดับขั้นของกระบี่บินเขาไม่ต่า แล้วนับประสาอะไรกับที่ยัง ต้องป้ องกันไม่ให้เป็ นการแหวกหญ้าให้งูตื่นด้วย”
หม่าขู่เสวียนเอ่ยอย่างจนใจ “ถูกไอ้หมอนี่พูดสั่งสอนซ้าๆ ว่าต่อสู้ ก็คือต่อสู้ ทางที่ดีที่สุดอย่าได้เอาแต่โต้เถียงกัน แน่นอนว่าเจ้าไม่ต้อง คิดอะไร แต่ต่อให้หนังหน้าข้าหนาแค่ไหนก็ยังรู ้สึกอัดอั้นอยู่ดี”
โจวมี่แสร ้งทาเป็ นไม่ได้ยิน มือหนึ่งไพล่หลัง อีกมือหนึ่งกาเป็ น หมัดหลวมๆ วางขวางไว้ตรงหน้าท้อง ในฝ่ ามือก าเม็ดหมากสองตัว ขยับพวกมันเบาๆ จนเกิดเสียง ไม่ได้จับตามองเฉินผิงอัน แต่กลับจับ จ้องไปที่…ผิวหนังนั้น ซึ่งทุกวันนี้ได้กลายมาเป็ นชุดคลุมอาคมคราบ ร่างเซียนที่ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่มีใครในอดีตทาได้มาก่อน และใน อนาคตก็จะไม่มีปรากฏอีก อาวุธเซียนชิ้นหนึ่งที่แบกรับชื่อจริงของ เผ่าปีศาจเอาไว้ช่างน่าสนใจมากจริงๆ ต่อให้เฉินผิงอันจะมอบให้กับ ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานคนหนึ่ง อีกฝ่ ายก็ไม่น่าจะกล้าเอามาสวม ไว้บนร่างกระมัง
โจวมี่คล้ายกาลังอธิบายความเป็ นมาของร่างจริงเฉินผิงอันให้ หม่าขู่เสวียนฟัง “วิธีการที่เก็บค่ายกลมาในเสี้ยววินาทีเช่นนี้สามารถ ปิดบังเจ้าได้ก็มีความเป็ นได้แค่สองอย่างเท่านั้น หนึ่งคือหลังจากเขา สังหารหยวนซง ท าลายภูเขาทัวเยว่ แกะสลักตัวอักษรลงบนหัว ก าแพงเมือง หวนกลับมาถึงไพศาลแล้ว อันที่จริงไม่ได้คืนตบะกลับไป ให้ลู่เฉิน แต่หยุดอยู่ที่ขอบเขตสิบสี่ปลอมอยู่ตลอด มีขอบเขตสูงกว่า
เจ้าสองขั้น สิ่งที่ยืมมาใช ้ยังมีมรรคกถาที่มีหลากหลายของลู่เฉิน เมื่อ เอามาใช ้จึงท าได้อย่างง่ายดายราวกวักมือเรียกหา ผีไม่รู ้เทพไม่เห็น สองคือวิชาอภินิหารของกระบี่บินที่ไม่เพียงแต่สามารถสกัดกั้นฟ้ าดิน ยังสามารถก่อเตาขึ้นมาอีกใบสร ้างโลกขึ้นมาได้อย่างสมใจปรารถนา เซียนกระบี่เฉิน มีตรงไหนที่พูดผิดไปหรือไม่?”
เฉินผิงอันยิ้มพลางผายมือข้างหนึ่งออกมา บอกเป็ นนัยว่าเชิญ ต่อได้เลย
รสชาติยามที่ผู้ฝึกบาเพ็ญตนถูกคนสะบั้นสามบุปผาในตาหนัก สวรรค์เหนือศีรษะ ทั้งยังใช้ก าลังภายนอกมาบังคับให้สลายบุญกุศล ไป ไม่ใช่รสชาติที่ดีนัก บีบให้เฉินผิงอันจาต้องใช้วิธีข้าสังหารข้า เพื่อให้หลุดพ้นจากสถานการณ์คับขัน ซึ่งก็ต้องใช ้เวลาในการพัก ฟื้นบารุงจิตใจครู่หนึ่งจริงๆ โชคดีที่สิ่งที่ถูกสังหารเป็ นน้าดีที่ไม่ไหล เข้านาคนอื่น ถึงอย่างไรก็ไหลรินอยู่ในนกในกรง ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้อง เก็บกลับมาได้
หากจะต้องให้คาวิจารณ์ที่ได้มาตรฐานจริงๆ ก็น่าจะเท่าเทียมกับ โดนหมัดครึ่งหมัดของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบเอ็ดคนหนึ่งกระมัง
หม่าขู่เสวียนอยากจะช่วยโจวมี่ถ่วงเวลา เพื่อที่จะได้ทาลาย ปราการฟ้ าดินนี้ทิ้งไป และเฉินผิงอันก็ต้องผลัดเปลี่ยนลมปราณ แท้จริงที่บริสุทธิ์ เปลี่ยนการจัดวางบางอย่างอย่างลับๆ ชั่วคราว ต่าง คนต่างได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
การเข่นฆ่าที่ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ยังไม่รู ้รากฐานของอีกฝ่ ายครั้งนี้ ทั้งสองต่างก็ไม่อาจเดินพลาดได้แม้แต่ก้าวเดียว
ไม่ว่าใครก็คิดอยากจะก าจัดอีกฝ่ าย หม่าขู่เสวียนไม่อยากจะเดิน ไปบนเส้นทางเทพเฉินผิงอันเองก็ไม่ยอมรับขอบเขตที่ถดถอย
แต่ทั้งสองฝ่ ายต่างก็มีลางสังหรณ์อย่างหนึ่งว่า ในนาทีใดนาที หนึ่ง เพียงแค่ชั่วขณะเดียวก็สามารถตัดสินเป็ นตายได้แล้ว
อาจจะเป็ นวิชาอภินิหารบางอย่างของหม่าขู่เสวียน หรือไม่ก็เป็ น บางหมัดหรือบางกระบี่ของเฉินผิงอัน
โจวมี่กล่าว “เมื่อเป็ นเช่นนี้ อย่างน้อยที่สุดเขาต้องมีกระบี่บินแห่ง ชะตาชีวิตสองเล่มหนึ่งสร ้างเค้าโครง กาหนดขอบเขตของฟ้ าดิน เชิญท่านลงโอ่ง เป็ นเจ้าบ้านที่จะเลี้ยงสุราลงทัณฑ์หรือสุราคารวะก็ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเขาเท่านั้น อีกหนึ่งสร ้างสรรพสิ่ง พึ่งพาแม่น้า ยาวแห่งกาลเวลาสายหนึ่งที่สร ้างขึ้นมาจากเงินเหรียญทองแดงแก่น ทอง ปล่อยให้เขาวางแผนจัดวางสิ่งต่างๆ ไว้บนชายฝั่งสองด้าน วิชา อภินิหารสองประเภทของกระบี่บินสองเล่มร่วมมือกันก็เรียกได้ว่าไร ้ ช่องโหว่ เท่ากับเป็ นอริยะสามลัทธิที่พกพาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ ตัวเองเป็ นผู้บัญชาการณ์ซึ่งเดิมที่มิอาจเคลื่อนย้ายไปไหนติดตัวมา เมื่อเปรียบเทียบสองอย่างนี้แล้ว ส่วนที่ด้อยกว่าหน่อยก็คือไม่อาจ ยกระดับให้สูงขึ้นอีกขอบเขตได้ ส่วนข้อดีก็คือนับแต่อดีตตราบจน ปัจจุบัน สี่ทิศบนล่างล้วนอยู่ในดินแดนแห่งนี้”
หม่าขู่เสวียนรู ้สึกว่ารับมือได้ยาก เขาขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ไม่อาจ เป็ นกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มเดียวที่ได้ครอบครองวิชาอภินิหาร หลายอย่างหรือ?”
โจวมี่ยิ้มอย่างเข้าใจ “ลืมสิบคนรุ่นเยาว์ของหลายใต้หล้าที่โจ วจื่อประเมินออกมาแล้วหรือไร? เจ้าไม่ประหลาดใจหรือว่าท าไมมี เพียงแค่ผู้ฝึกกระบี่หลิวไฉ ผู้ฝึกตนอิสระที่จู่ๆ ก็โผล่มาบนโลกคนนั้น ที่โจวจื่อจงใจเปิดเผยชื่อและรากฐานกระบี่บินสองเล่มของเขา? ถึง ขั้นที่ว่าแม้แต่เรื่องที่หลิวไฉได้ครอบครองน้าเต้าเลี้ยงกระบี่สองลูกก็ ยังถูกเปิดโปงมาพร ้อมกันด้วย? เห็นได้ชัดว่าโจวจื่อมีเป้ าหมาย ก็ เหมือนจดหมายฉบับหนึ่งที่ป่าวประกาศแก่ใต้หล้า ก็แค่ไม่จ าเป็ นต้อง ส่งมอบจดหมายไปให้ถึงมือของใคร หลิวไฉยังเป็ นผู้มีพรสวรรค์เพียง หนึ่งเดียวที่ติดอันดับด้วยขอบเขตโอสถทอง ย้อนกลับมามอง “เฉินสืออี” อิ่นกวานคนสุดท้ายที่อยู่ในตาแหน่งรั้งท้าย ตอนนั้นยัง ต้องอาศัยว่าเป็ นผู้ฝึ กกระบี่ขอบเขตก่อกาเนิดและเป็ นผู้ฝึ กยุทธ ขอบเขตทะยานลมถึงเลื่อนมาติดอันดับได้ หากข้าเดาไม่ผิด ใน น้าเต้าเลี้ยงกระบี่ “ซินซือ’ หล่อเลี้ยงกระบี่บิน ‘ปี้ลั่ว’ เอาไว้ กระบี่เล่ม นี้ปรากฏ พุ่งทะยานสู่ฟ้ าครามอันกว้างไกลคิดดูแล้วน่าจะพุ่งเป้ าไปที่ …”
โจวมี่ยกมือขึ้น ม้วนตวัดชายแขนเสื้อ “ฟ้ าดินอันกว้างใหญ่ ไพศาลแห่งนี้ของเซียนกระบี่เฉิน ต่อให้แผ่นฟ้ าของเจ้าจะสูง แผ่นดิน ของเจ้าจะกว้าง หยินหยางผสานเป็ นหนึ่งมหามรรคาโคจรอย่างมี
ระเบียบแค่ไหน แต่ผู้ฝึกกระบี่สามารถใช ้หนึ่งกระบี่ทาลายหมื่นอาคม หลิวไฉก็ยิ่งสามารถใช ้หนึ่งกระบี่ทาลายหมื่นกระบี่ ขึ้นสู่ฟ้ าครามลงสู่ น้าพุเหลืองกรงขังฉากกั้นขวางล้วนเป็ นเพียงความว่างเปล่า”
“มรรคาจารย์เต๋ายังมีน้าเต้าเลี้ยงกระบี่เล่มหนึ่งชื่อว่า “ลี่จี๋” หลิวไฉอาศัยสิ่งนี้มาหลอมกระบี่ “ป๋ ายจวี” บังเอิญกับที่สามารถสยบ การาบแม่น้าแห่งกาลเวลาในฟ้ าดินแห่งนี้ได้พอดี สรุปคือก็กระบี่บิน สองเล่มที่ข่มกระบี่บินสองเล่ม บังเอิญเป็ นคู่ปรับที่น่ากลัวอย่างถึง ที่สุด”
เฉินผิงอันปรบมือยิ้มเอ่ย “ร ้ายกาจ ร ้ายกาจ แม้ว่าจะเป็ นแค่ของ ปลอม ห่างจากผลงานจริงระดับรองในอีกระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ถือว่า ย่าแย่แล้ว”
หม่าขู่เสวียนกล่าว “อย่าลืมว่าเจ้าคือคนที่อยู่อันดับท้ายสุด ยังจะ มีความสุขขนาดนี้ได้อีก”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ข้าคืออันดับสุดท้ายในบรรดาคนสิบคนของ หลายใต้หล้า ถ้าอย่างนั้นเจ้าที่เป็ นอันดับหนึ่งของคนรุ่นเยาว์สิบคน ในแจกันสมบัติทวีป มีความสุขหรือไม่ล่ะ?”
หม่าขู่เสวียนกระตุกมุมปาก
เฉินผิงอันกล่าว “หรือว่าตอนที่โจวจื่อจัดอันดับรายชื่อได้บอก กล่าวกับเจ้าเป็ นการส่วนตัวไว้ก่อน เจ้าเลยคิดว่ายอมเป็ นหัวไก่แต่ไม่ ยอมเป็ นหางหงส์ ก็เลยยกตาแหน่งรั้งท้ายมาให้ข้าแทน?”
หม่าขู่เสวียนยื่นมือมานวดคลึงใบหน้า ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “เดี๋ยวเจ้า ได้ร ้องไห้แน่”
เฉินผิงอันหัวเราะร่า “หม่าขู่เสวียน เจ้ามีนิสัยเสียๆ ที่ติดตัวมา จากท้องแม่อยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องอะไร ก็อยากอยู่เหนือคนอื่น อีกอย่างก็คือเจ้าจะทาแค่เรื่องที่เจ้ารู ้สึกว่า สามารถทาได้ดี ขู่เสวียนอ่า แบบนี้ไม่ดีนะ ต้องเปลี่ยนแล้ว แน่นอนว่า เงื่อนไขก็คือเจ้ายังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็ นคนใหม่”
หม่าขู่เสวียนถูกค าเรียกขานว่า “ขู่เสวียนอ่า” ท าให้ สะอิดสะเอียนไม่น้อย
โจวมี่กลับจ้องแต่สีแดงสดที่อยู่ในกองหิมะ
หม่าขู่เสวียนเอ่ยเย้ยหยัน “คู่แค้นคู่อาฆาตของซิ่วไฉเฒ่าเคยพูด ว่านิสัยชอบสั่งสอนผู้อื่นคือภัยใหญ่หลวงของมนุษย์ ข้าได้ยินมาว่า เจ้ายังใช ้หลักการเหตุผลไม่สาแก่ใจก็เลยวิ่งไปเป็ นอาจารย์สอน หนังสืออยู่ในหมู่บ้านชนบทหรือ?”
เฉินผิงอันกล่าว “ข้ากลับรู้สึกว่าภัยใหญ่หลวงของมนุษย์มีอยู่ สองอย่าง ตัดคาสั่งสอนของอริยะที่บอกว่าเป็ นครูสั่งสอนผู้อื่นแล้วยัง มีภัยอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คืออับอายที่จะต้องเป็ นลูกศิษย์ของผู้อื่น”
หม่าขู่เสวียนสะอึกอึ้งไปทันที