กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1098.4 พร่างพราว
ภูเขาใหญ่แสนลี้ บนยอดเขาที่สูงที่สุดซึ่งตั้งอยู่ใจกลาง เฉินผิง อันเพิ่งจะพลิ้วกายลงพื้นก็มองเห็นผู้เฒ่าหลังค่อมที่เดินเอาสองมือ ไพล่หลัง ผอมแห้งราวกับท่อนฟืน แก้มสองข้างเว้าตอบ เหลือแต่หนัง หุ้มกระดูก ทว่าบุคคลที่แก่ชราเหมือนไม้ใกล้ฝั่งผู้นี้ แม้กระทั่งพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมก็ยังหยั่งรากอยู่ที่นี่มานหมื่นปี กลับสามารถทาให้ บรรพบุรุษใหญ่ของภูเขาทัวเยว่จนปัญญา มิอาจข้ามออกไปเพื่อ เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบห้าได้แม้แต่ครึ่งก้าว จาได้ว่าป้ ายจึงเคยให้คา วิจารณ์เรื่องนี้ บอกว่าหากเปลี่ยนนางไปเป็ นผู้ครองเปลี่ยวร ้าง ป่านนี้ ก็คงยกภูเขาทัวเยว่ทั้งลูกมาทุ่มใส่ภูเขาใหญ่แสนลี้ไปนานแล้ว
เฉินผิงอันกุมหมัดเอ่ย “ผู้เยาว์เฉินผิงอันคารวะผู้อาวุโสจือสือ”
เฒ่าตาบอดเอ่ย “แม่หนูหนิงเพิ่งจากไปไม่นาน น่าเสียดายที่ ขอบเขตของเจ้าต่า เพิ่งจะเป็ นแค่เซียนเหริน ต่อให้ออกเดินทาง ตอนนี้ก็คงไล่ตามนางไปไม่ทัน แม่หนูหนิงใกล้จะไปถึงฝูเหยาทวีป แล้ว”
เฉินผิงอันพูดเข้าประเด็นว่า “มีเรื่องหนึ่งอยากจะขอถามผู้ อาวุโส”
เฒ่าตาบอดกล่าว “อยากจะเค้นถามข้าว่าทาไมปีนั้นถึงเอาแต่ มองดูแม่หนูหนิงได้รับบาดเจ็บอยู่ในถ้าสวรรค์หลีจูหรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ไม่ได้เค้นถาม แค่อยากจะขอค าอธิบาย”
เฒ่าตาบอดลูบคลึงปลายคาง “จากนิสัยของข้าแล้วต้องลงมือ อย่างแน่นอน ก าแพงเมืองปราณกระบี่แห่งหนึ่ง ในเวลาหมื่นปี ผู้ฝึก กระบี่ที่ข้าถูกชะตาด้วยมีน้อยจนนับนิ้วได้ นับตั้งแต่หลงจวินมาจนถึง จงหยวนที่ไม่ว่าอะไรก็ดีไปหมด เพียงแค่ว่าขาดความโชคดีไปสัก หน่อย ยังมีต่งซานเกิงที่เดินทางผ่านที่แห่งนี้แล้วโดนหมากัด แล้วจึง เป็ นหนิงเหยา มีอยู่แค่ไม่กี่คนนี้เท่านั้น นับรวมๆ กันแล้วก็ไม่เกินหนึ่ง มือนับ แต่ดูเหมือนเฉินชิงตูจะกินยาผิดขนานตอนนั้นกลับขัดขวาง ข้าไว้ บอกว่าไม่จ าเป็ นต้องลงมือ เจ้าว่าประหลาดหรือไม่ล่ะ?”
เฉินผิงอันถาม “เป็ นเพราะก่อนที่จี้กวานคนสุดท้ายจะออก เดินทางได้แพร่งพรายความลับสวรรค์อะไรให้เซียนกระบี่ใหญ่ผู้ อาวุโสรู้หรือ?”
เฒ่าตาบอดตอบรับอย่างขอไปที “เฉินชิงตูตายไปแล้ว ทว่า แยนกั๋วผู้นั้นกลับยังไม่ตาย เมื่อไหร่ที่เจ้าขอบเขตสูงแล้ว มีความกล้า มากพอแล้ว ในที่สุดก็ไม่ต้องเป็ นเต่าหดหัวที่ได้แต่อดทนข่มกลั้นรับ ความอัปยศแบกภาระยิ่งใหญ่อีกต่อไป กล้าไปเดินเตร็ดเตร่อยู่ในใต้ หล้ามืดสลัว ใต้เท้าอิ่นกวานก็สามารถไปถามแยนกั๋วด้วยตัวเองได้”
เฉินผิงอันรู ้ว่าคงถามถึงความลับที่ถูกปกปิ ดไว้ไปมากกว่านี้ ไม่ได้ จึงกุมหมัดเอ่ยขอตัวลา คิดจะไปดูซากปรักของเมืองมายาใน ทะเลสักหน่อย
ผลคือดันชนกาแพง ต้องย้อนกลับมาที่เดิม
เฒ่าตาบอดยิ้มตาหยี “อยากมาก็มา อยากไปก็ไป ใต้เท้าอิ่นก วานคิดว่าที่นี่คือห้องส้วมหรือ?”
มองสีหน้าใดๆ จากบนใบหน้าของเฉินผิงอันไม่ออก แล้วก็ไม่มี เสียงในใจแม้แต่ค าเดียว จิตแห่งมรรคาประหนึ่งบ่อน้าโบราณที่ไร ้ริ้ว คลื่น
เฒ่าตาบอดที่ดวงตากลวงโบ๋เงยหน้าขึ้น มองประเมินผู้ฝึกกระบี่ ที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้เซียนกระบี่อายุไม่ถึงห้าสิบปี ในประวัติศาสตร ์ของ กาแพงเมืองปราณกระบี่ก็ถือว่าโดดเด่นมากพอแล้ว เขาจุ๊ปากพูด ออกเสียงว่า “ต้องฆ่าเฉินผิงอันไปมากน้อยแค่ไหนถึงกลายมาเป็ น เฉินผิงอันคนนี้ได้? เคยลองค านวณคร่าวๆ บ้างไหม?”
เฉินผิงอันกล่าว “จ านวนมีมากเกินไป นับไม่ไหว”
เฒ่าตาบอดหัวเราะ “ข้าคนนี้ปากเหม็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เวลาพูดคุยกับคนอื่นก็เหมือนพ่นอาจมออกจากปาก เหมือนคนที่ เพิ่งกินอาจมอุ่นๆ มา เจ้าอย่าถือสา”
เฉินผิงอันรู้สึกรับมือไม่ทันอยู่บ้าง
หากต้องสู้กันต้องสู้ไม่ไหวแน่นอน อีกทั้งยามที่ทะเลาะกับคนอื่น ก็กลัวว่าจะต้องเจอกับคนที่ใช ้วิธีการเช่นนี้
เฒ่าตาบอดใช ้เล็บจิกเนื้อหนังส่วนหนึ่งขึ้นมา เอ่ยอย่างปลง อนิจจังว่า “หากเจอกับคนที่ไม่ถูกชะตา ต่อให้จอมปราชญ์น้อย ปล่อยให้เจ้าเข้ามาก็ยังต้องถูกข้าใช ้ฝ่ ามือตบกลับออกไป เจอกับ พวกคนที่เกลียดขี้หน้าเล็กน้อย ข้าก็คร ้านก็พูดจาไร ้สาระให้มาก ความ ดังนั้นอย่าได้รู ้สึกว่าเจ้าสังหารหม่าขู่เสวียนแห่งตรอกซิ่งฮวาที่ เป็ นเจ้าของดวงตาข้างนั้นของข้าครึ่งตัว ได้ แล้วข้าจะต้องรังเกียจ ชิงชังเจ้า อยู่ไกลเกินกว่าจะเป็ นเช่นนี้ ปีนั้นเลือกเขาก็เพราะกลิ่นอาย มนุษย์บนร่างของเจ้าเด็กหม่าขู่เสวียนนั่นอ่อนจางมากที่สุด”
เฉินผิงอันไม่ให้คาวิจารณ์ต่อเรื่องนี้ เพียงแค่ถามว่า “เซี่ยโก่วก็ กลับไปแล้วหรือ?”
เฒ่าตาบอดผงกปลายคาง เอ่ยว่า “ป๋ ายจิ่งตามหาภูเขาในการ บุกเบิกถ้าสถิต ปากบอกว่าจะปิดด่านสองสามวัน แต่อันที่จริงคือหลบ ไปเที่ยวเล่นที่นั่น เพราะอยู่ที่นี่ข้าต้องคอยเร่งให้นางฝ่ าทะลุขอบเขต”
เฉินผิงอันถาม “นางมีแววว่าจะฝ่ าทะลุขอบเขตหรือ?”
เฒ่าตาบอดกล่าว “เปล่าหรอก หากนางหาเส้นทางบางเส้นนั้น เจอจริงๆ มีโอกาสในการฝ่ าทะลุขอบเขต ข้าเร่งรัดนางทุกๆ สามวัน ห้าวัน แบบนั้นจะเหลือความสนุกอะไรล่ะ”
เฉินผิงอันจนค าพูด
อยู่ว่างไม่มีอะไรทาก็เลยคอยหยอกเย้าผู้ฝึ กกระบี่ขอบเขตบิน ทะยานขั้นสมบูรณ์แบบเล่นอย่างนั้นหรือ?
ขอบเขตสิบสี่ร ้ายกาจมากจริงๆ
เฒ่าตาบอดหัวเราะร่วน “ต่อให้คุณสมบัติในการฝึกตนจะแย่แค่ ไหน ขอแค่มีชีวิตอยู่ได้นานหมื่นปี ก็ถือว่ามีความสามารถแล้ว กระมัง?”
เฉินผิงอันกล่าว “ความสามารถสูงส่งทะลุฟ้ าที่ใฝ่ หาแม้ในยาม หลับฝัน”
เฒ่าตาบอดถาม “เจ้ารู ้หรือไม่ว่าก่อนที่ช่างหร่วนของศาลลม หิมะจะไปถ้าสวรรค์หลีจูปีนั้นเขามีลูกศิษย์ผู้เป็ นที่ภาคภูมิใจอยู่คน หนึ่ง ทว่าสองฝ่ ายกลับไม่ได้พบเจอกันด้วยดีแล้ว จากลากันได้ด้วยดี ความสัมพันธ ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์ต้องขาดสะบั้นลง?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ก่อนหน้านี้ตอนอยู่เมืองหลวงต้าหลีเคย ตรวจสอบเอกสารคดีของกรมอาญา เขาชื่อว่าหลิ่วจิ่งจวง ชอบการ ทานาย เลื่อมใสหลิ่วชี ว่ากันว่าเนื่องจากคุณสมบัติในการฝึ กตน ธรรมดาจึงเกิดจิตมารขึ้นมา เป็ นฝ่ ายออกไปจากศาลลมหิมะด้วย ตัวเอง และหากดูจากทาเนียบของศาลลมหิมะที่มีบันทึกไว้อย่างลับๆ อันที่จริงหลิ่วจิ่งจวงมีชาติกาเนิดมาจากเชื้อพระวงศ์สกุลหลิ่วของ แคว้นเสินสุ่ยเก่า สถานะนี้ของเขาก็ไม่ต่างจากหยางฮวาเทพวารีที่รับ หน้าที่เป็ นฉางชุนโหวของลาน้าใหญ่ในทุกวันนี้สักเท่าไร”
เฒ่าตาบอดหลุดหัวเราะพรืด “ถ้าอย่างนั้นเจ้ารู ้หรือไม่ว่าแจกัน สมบัติทวีปของพวกเจ้า สกุลเฉิ นลาคลองหลงเหว่ยที่แตก
กิ่งก้านสาขาออกไปจากถ้าสวรรค์หลีจู เฉินซงเฟิงที่เป็ นทายาทคน โตของเจ้าประมุขคนปัจจุบัน หนึ่งในอาจารย์สอนหนังสือของเขามี ชื่อว่าอะไร?”
เฉินผิงอันกล่าว “ดูจากบันทึกแล้ว อาจารย์หลิ่วชุนมีชาติกาเนิด ขาวสะอาด ภูมิหลังของบรรพบุรุษ ภูมิลาเนาประวัติชีวิต ขั้นตอนการ ตระเวนไปรับต าแหน่งขุนนางล้วนมีหลักฐานให้สืบเสาะ สกุลเฉินล า คลองหลงเหว่ยได้ทาการคัดเลือกมาก่อนแล้วรอบหนึ่ง แล้วจึงผ่าน การคัดเลือกของกรมอาญาต้าหลีอีกที ข้าก็เลยไม่ได้คิดมาก”
ปีนั้นเฉินผิงอันมีความทรงจาที่ลึกล้าต่อบัณฑิตสุภาพอ่อนน้อม อย่างเฉินซงเฟิงผู้นี้อย่างมาก อ่อนโยนสุภาพมีมารยาท ในบรรดาคน ต่างถิ่น เฉินซงเฟิงที่เป็ นลูกหลานตระกูลใหญ่กลับได้รับค าประเมิน ในใจเฉินผิงอันว่า….ต้องเป็ นคนดีที่อ่านตารามามากอย่างแน่นอน ปี นั้นเฉินซงเฟิงติดตามเขาและหนิงเหยา และยังมีหลิวป้ าเฉียวขึ้นเขา ไปหาต้นข่ายด้วยกันเนื่องจากเฉินซงเฟิ งไม่เคยฝึ กวรยุทธมาก่อน ฝีเท้าจึงอ่อนแอ กลายเป็ นตัวถ่วง ถูกเฉินตุ้ยที่เป็ นลูกหลานของสกุล เฉินผู้รอบรู ้โมโหใส่ไม่น้อย ทว่าเฉินซงเฟิงกลับไม่มีคาบ่นใดๆ สิ่งที่ หาได้ยากก็คือเขาไม่มีความพอใจในใจเลยสักนิด ตอนนั้นแม้จะบอก ว่าเฉินผิงอันคือกบใต้บ่อที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างอะไร แต่อาศัยลาง สังหรณ์และการสังเกตรายละเอียดอย่างค าพูดสีหน้าการกระท าของ คนคนหนึ่ง แววตาในการมองคนของเขาจึงพอยังมีอยู่บ้าง
เฒ่าตาบอดเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “เป็ นแค่ซีสี (ค าเรียกของ อาจารย์ที่ถูกตระกูลใหญ่เชิญมาสอนลูกหลานในตระกูล) ที่ตระกูล ชั้นสูงแห่งหนึ่งเชิญมา กลับกล้าพูดประโยคทานองว่าการนั่งลืมตน บนแท่นดอกบัวของมรรคาจารย์เต๋าไม่ถือเป็ นอะไรได้ ไปเป็ นเจ๋อ เซียนที่ละทิ้งอดีตชาติในพื้นที่มงคล ฯลฯ กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เห็น ได้ชัดว่าไม่มีคุณสมบัติในการฝึกตนเชียวหรือ?”
เฉินผิงอันเงยหน้ามองม่านฟ้ า
เฒ่าตาบอดเห็นว่าเฉินผิงอันเข้าใจแล้วถึงได้พึมพ ากับตัวเองว่า “ไม่รู ้ว่าทัศนียภาพของวิถีทางโลกในอีกหนึ่งพันปีหลายพันปีให้หลัง จะเป็ นอย่างไร”
เฉินผิงอันกล่าว “ใจคนก็น่าจะยังคงเป็ นใจคนอยู่เหมือนเดิม กระมัง”
อยู่ดีๆ เฒ่าตาบอดก็โยนคาถามข้อหนึ่งมาให้ “ไม่เคยคิดเลย หรือว่า นอกจากเทวบุตรมารนอกโลกที่ถูกมรรคาจารย์เต๋าบังคับ สยบการาบเอาไว้แล้ว คนกระเบื้องที่ศิษย์พี่ชุยฉานของเจ้าเป็ นฝ่ าย ละทิ้งไม่เอามาใช ้ยังมีความเป็ นไปได้อย่างอื่นอีกหรือไม่ อย่างเช่นว่า เมื่อหมื่นปีก่อนก็เป็ นเหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน จากนั้นก็ทาให้ โลกมนุษย์เกิดฟ้ าพลิกแผ่นดินคว่า เปลี่ยนเจ้าของใหม่ไปอีกครั้ง?”
เฉินผิงอันลังเลอยู่เล็กน้อย ครั้นจึงใช ้เสียงในใจตอบว่า “ไม่เคย คิด แต่ข้าก็ไม่หวังให้มีวันนั้น หากมีวันนั้นจริงๆ ข้าหวัง ก็แค่หวังนะ จะพยายามทิ้งทางถอยเส้นหนึ่งเอาไว้ให้ได้”
เฒ่าตาบอดตบไหล่ของเซียนกระบี่หนุ่ม “ต่อให้เฉินชิงตูจะ หน้าตาอัปลักษณ์แค่ไหนแต่สายตาก็นับว่าไม่เลว”
เฉินผิงอันได้แต่ยิ้มเจื่อน พูดอะไรไม่ออก
เฒ่าตาบอดนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงยื่นนิ้วชี้ไปทางเหนือ “กานถัง พาลูกศิษย์ของเขาบังเอิญผ่านมาทางนี้ ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่เมือง มายาบนทะเล ก่อนหน้านี้ไม่นานแม่หนูหนิงยังพูดโน้มน้าวเฒ่าหู หนวกผู้นี้ให้ไปเป็ นผู้ถวายงานที่ภูเขาลั่วพั่วของพวกเจ้า พอกานถัง ได้ยินก็เกิดความกระตือรือร ้น ตกปากรับค าอย่างกระดี๊กระด๊าทันที ตัดสินใจแล้วว่าวันหน้าจะต้องขอข้าวจากเจ้ากิน”
เฉินผิงอันรู ้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ด้วยนิสัยของเฒ่าหู หนวก หากเจอเรื่องที่หลบเลี่ยงได้ต้องหลบเลี่ยงอย่างแน่นอน เขาไม่ น่าจะอยากไปอยู่แจกันสมบัติทวีปถึงจะถูก ในเมื่อบังเอิญโชคดีได้ เจอกับหนิงเหยาแล้ว อยากจะไปอยู่ใต้หล้าห้าสีกับนางก็น่าจะ สมเหตุสมผลมากกว่า ถอยไปพูดหนึ่งก้าว หากเฒ่าหูหนวกจะพึ่งพา ตนจริงๆ คาดว่าโอกาสที่จะไปเยือนสานักกระบี่ชิงผิงน่าจะมีมากยิ่ง กว่า
อยู่ดีๆ เฒ่าตาบอดก็เอ่ยอย่างสะท้อนใจว่า “สุขใดเล่าจะยั่งยืน ความทุกข์ย่อมตามมาติดๆ”
เฉินผิงอันครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วก็เอ่ยเนิบช ้าว่า “ในทาง กลับกันก็เป็ นเช่นเดียวกัน”
เฒ่าตาบอดหัวเราะร่า “เคยมีคนบอกว่าอิ่นกวานคนสุดท้ายของ ก าแพงเมืองปราณกระบี่ อายุน้อยมากความสามารถ มีทั้งความ รับผิดชอบ แล้วก็มีแผนการ ครบถ้วนทั้งบุ๋นและบู๊ อนาคตยาวไกลไร ้ ที่สิ้นสุด”
เฉินผิงอันรู ้ว่าท่าไม่ดีแน่แล้ว ตัดสินใจว่าจะไม่ต่อปากต่อค า เด็ดขาด
เฒ่าตาบอดพูดต่ออีกว่า “คือคนคนหนึ่งที่ตอนมีชีวิตอยู่ก็ สามารถเป็ นเทวรูปที่ถูกตั้งบูชาในศาลบู๊ได้”
เฉินผิงอันได้ยินก็รู้สึกหัวโตเท่ากระดังทันใด
เฒ่าตาบอดกล่าว “หากเขายังสามารถเข้าไปกินหัวหมูใน ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางพร้อมกันได้ด้วยเล่า? จะไม่ใช่ว่าคนเดียวกันแต่ เข้าไปอยู่ได้ทั้งศาลปุ่นศาลบู๊เลยหรือ?”
เฉินผิงอันที่เดิมทีจิตใจและร่างกายก็อ่อนล้าอยู่แล้ว พอได้ยิน ประโยคนี้จิตแห่งมรรคาก็เกือบจะไม่มั่นคง จาเป็ นต้องสูดลมหายใจ เข้าลึกถึงจะสงบสติอารมณ์ได้
เจ้าขุนเขาเฉินที่เคยชินกับขนบธรรมเนียมบางอย่างของภูเขา ถั่วทั่วแล้วก็ยังมิอาจรับคาประจบสอพลอประเภทนี้ได้ แล้วนับประสา อะไรกับที่นี่ยังเป็ นคายกย่องอย่างมีเจตนาแอบแฝงด้วย
ราชส านักใหญ่แห่งต่างๆ ของใต้หล้าไพศาล ไม่เคยไร ้บุคคล ประเภทนี้ใน ประวัติศาสตร ์แคว้นเล็กที่พอจะมีประวัติศาสตร ์อยู่บ้างก็ เคยมีคนที่สามารถเข้าไปอยู่ทั้งในศาลบุ๋นและศาลบู๊ได้ ทว่าต่อให้เป็ น เช่นนี้ก็ยังมีน้อยจนนับนิ้วได้อยู่ดี
คนที่ได้เข้าไปอยู่ในศาลบุ๋นทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางและศาลบู๊ ศาลบรรพชนของส านักการทหาร? ไม่ว่าจะเป็ นใครก็อย่าแม้แต่จะ คิด!
เฉินผิงอันถามด้วยน้าเสียงจริงจัง “ขอถามผู้อาวุโส เป็ นเจ้า ตะพาบคนใดที่พูดจาระยาเช่นนี้?”
ข้าแม่งจะบิดเอาหัวเขาลงมาเอง
เฒ่าตาบอดยิ้มเอ่ย “คาพูดตามมารยาท ได้ยินแล้วก็ปล่อยผ่าน ไป ไฉนต้องถามโน่นถามนี่ด้วย”
ใบหน้าของเฉินผิงอันประดับรอยยิ้มน้อยๆ “ต้องไปพบเขาสัก หน่อย พูดคุยกันต่อหน้าเพื่อแสดงการขอบคุณ”
เฒ่าตาบอดเงียบคิดไปพักหนึ่ง ก่อนจะให้คาตอบว่า “ข้าเอง”