กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1098.3 พร่างพราว
นาทีถัดมา ร่างของหม่าขู่เสวียนก็พลันขยายใหญ่อย่างหาที่ สิ้นสุดไม่ได้ กาดวงดาวบรรพกาลดวงหนึ่งไว้ในกามือแล้วขว้างใส่ เฉินผิงอันเต็มแรง
เฉินผิงอันทดลองดู แม้จะเป็ นวิชาอภินิหารที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่แค่โบกชายแขนเสื้อง่ายๆ หนึ่งทีก็ชัดให้ธารดวงดาวพร่างพราวทั้ง เส้นกระแทกเข้าใส่กายธรรมของหม่าขู่เสวียนได้แล้ว
ในดินแดนสองชั้นที่เป็ นทั้งนกในกรงกระบี่บินของเฉินผิงอัน แล้ว ก็เป็ นทั้งดินแดนที่หม่าขู่เสวียนนิมิตขึ้นมา ทั้งสองฝ่ ายต่างก็ร่ายวิชา อภินิหาร พลานุภาพของทุกวิธีการล้วนอยู่ในขอบเขตที่น่าเหลือเชื่อ
สนามรบจานวนนับไม่ถ้วนที่เดิมทีมีดวงดาวหนาแน่นล้วนถูก สองฝ่ายที่ต่อสู้กันชัดให้กลายเป็ นซากปรักว่างเปล่าวงใหญ่
โชคดีที่ต่างก็เป็ นภาพมายา หาไม่แล้วผู้ฝึกตนใหญ่สานักหยินห ยางและส านักห้าธาตุบวกกับผู้ฝึกลมปราณกองโหราศาสตร ์ในโลก มนุษย์ก็คงใกล้บ้าคลั่งกันเต็มที
ทว่าส าหรับโลกภายนอกอาจเป็ นของปลอม แต่ส าหรับสองฝ่ าย ที่อยู่บนสนามรบกลับจริงจนจริงไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ไม่อาจ ประมาทได้เลย เพราะหากไม่ระวังก็จะท าร ้ายไปถึงร่างกายและจิตแห่ง มรรคา
กาลเวลาไหลผันผ่านไปช ้าๆ ไม่รู ้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว
หม่าขู่เสวียนพลันเชิญเทวรูปของเฉินชิงตูออกมา
เฉินผิงอันก็ปล่อยกระบี่อย่างเต็มกาลังไปตามจิตใต้สานึกแทบจะ ทันที
ฟันให้ทั้งหม่าขู่เสวียนและภาพลวงตานั้นกลายเป็ นความว่าง เปล่าไปพร ้อมๆ กัน
เรือนกายของหม่าขู่เสวียนที่นั่งอยู่กลางไท่ซวีกลายเป็ นแสงสี ทองจานวนนับไม่ถ้วน ตรงม่านฟ้ ามีจุดแสงจุดหนึ่งโผล่ขึ้นมารองรับ วิญญาณที่เป็ นแสงสีทองกลุ่มนั้น เดิมทีสามารถไล่ตามจุดแสงนี้ ออกไปจากกรงขังแห่งนี้ได้ คิดไม่ถึงว่าแสงสีทองกลับหยุดชะงักไป เล็กน้อย คล้ายจะหันกลับไปมองเฉินผิงอันที่เป็ นศัตรูกันมานาน หลายปี หลังจากนั้นแสงสีทองกลุ่มนั้นก็กระเทือนแตกไปด้วยตัวเอง จิตวิญญาณแหลกสลายไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ยินดีจะให้มีชาติหน้าอะไร อีก ไม่มีทางยอมรับความหวังดีที่เฉินผิงอันทาให้เขาลอกคราบ “สละ ร่าง’ จากไปประเภทนี้ ในนกในกรงแห่งนี้จึงมีฝนกระหน่าสีทองตกลง มา
เขาถึงขั้นที่ว่าจงใจไม่หันไปมองศาลบรรพชนสกุลหม่าที่ทุกคน ล้วนตื่นขึ้นมาจากฝันราวกับเขาเชื่อใจในตัวเฉินผิงอันที่ตกปาก รับค าเขาปากเปล่า
คู่สามีภรรยาคู่นั้น “ฝันดี” ไปได้แค่ครึ่งทาง อันดับแรกลูกชาย หม่าขู่เสวียนก็ได้ลงมือขัดขวางเฉินผิงอันเอาไว้ พวกเขาได้กลายไป เป็ นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าที่ได้รับการปกป้ องจากนครเฟิงตู อย่างราบรื่น ทางตระกูลได้แตกกิ่งก้านสาขาต่อไปนับแต่นี้…ทว่าครึ่ง หลังกลับเป็ นฝันร ้ายอย่างแท้จริง ในขณะที่พวกเขากาลังรู ้สึกลาพอง ใจนั้นเอง จู่ๆ ก็ถูกคุมตัวไปสอบสวนที่ศาลเทพอภิบาลเมือง คาตัดสิน โหดร ้ายอย่างยิ่ง การกลับชาติไปเกิดยี่สิบกว่าครั้งล้วนไม่ได้กลับไป เกิดเป็ นคนอีก สุดท้ายได้กลับมาเป็ นมนุษย์อีกครั้ง เป็ นสามีภรรยา กันอีกครั้ง ทว่าชาตินั้นกลับมีชีวิตที่ทุกข์ทรมานขมขื่น ตายไปอย่าง ไม่เป็ นธรรม
คนอื่นๆ ของสกุลหม่าต่างก็คืนสติ หลังจากที่หันไปสบตากันแล้ว ก็มองกันและกันเป็ นศัตรู
ตระกูลใหญ่ที่หยั่งรากลึกลงในแคว้นอวี้เซวียน จิตใจคนกลับ แหลกสลายไปนับแต่นี้ไม่ใช่ว่าคนเบื้องล่างละเมิดเบื้องส่วน แต่พากัน แก่งแย่งชิงดีที่จะแยกบ้าน
เฉินผิงอันยืนอยู่นอกประตูใหญ่ของตระกูลสกุลหม่า ยังคงเป็ น เทศกาลชิงหมิง เพียงแต่ว่าฝนหยุดตกแล้ว
คนหนุ่มสวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียวเหน็บร่มไว้ใต้รักแร ้ ก้าวเดินไป ยังจุดอื่นอย่างเนิบช ้า
……
อาเภอฉางหนิงของเมืองหลวง อู๋ตีนักพรตที่เป็ นหมอดูทิ้งข้าว ของเครื่องใช ้ไว้ยังเรือนที่มาเช่าในภายหลัง เฉินผิงอันเพิ่งจะเดินผ่านศาลหยาเสินก็ได้ยินน้าเสียงที่คุ้นหู พริบตานั้นเขาก็มาอยู่บนหัวกาแพงเมืองของกาแพงเมืองปราณกระบี่ บนหัวกาแพงมีหลี่เซิ่งยืนอยู่ สถานที่แห่งนี้ในเวลานี้ทั้งเหมือนของจริงและเหมือนของปลอม เฉินผิงอันเก็บร่มที่อยู่ใต้รักแร ้ประสานมือคารวะ หลี่เซิ่งผงกศีรษะรับ เอ่ยว่า “โจวมี่ที่หม่าขู่เสวียนนิมิต่ออกมาคือ ตัวปลอม เจ้าไม่ต้องเป็ นกังวล แต่โจวมี่จะอาศัยเรื่องนี้มามอง สถานการณ์ ขอบเขตและสภาพจิตใจของเจ้าในเวลานี้หรือไม่ ข้าไม่ กล้ารับประกัน”
เฉินผิงอันโล่งอก ตาเห็นเป็ นของปลอม หูได้ยินจึงจะเป็ นของจริง หลี่เซิ่งกล่าว “บาดเจ็บไม่เบา”
เฉินผิงอันตอบ “เมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ตอนแรกก็ถือว่า ดีกว่ามากแล้ว”
จาเป็ นต้องหลอมกระบี่เย่โหยวขึ้นมาใหม่ ซ่อมแซมชุดคลุม อาคมคราบร่างเซียน แม้จะปวดหัวก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็ดีกว่า ขอบเขตถดถอย
ก่อหนน้านี้ได้เห็น “โจวมี่” ที่อยู่ด้านหลังหม่าขู่เสวียน รู ้ว่าเรื่องนี้ เขาต้องระมัดระวังรอบคอบ หากโจวมี่ทิ้งเงื่อนปมไว้ในโลกมนุษย์ ผลลัพธ ์ที่ตามมาจะเลวร ้ายเกินกว่าจะคาดคิด จาเป็ นต้องให้ทางฝั่ง ของศาลบุ๋นรู ้เรื่องนี้ทันที ขณะเดียวกันก็พยายามไม่ให้เหล่าอริยะ ปราชญ์ของศาลบุ๋นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแก้แค้นของตนครั้งนี้ จะ บอกว่าง่ายก็ไม่ง่ายเลย แต่จะบอกว่ายากก็ไม่ได้ยากมากขนาดนั้น มี เรื่องอะไรก็ให้ไปหาหลี่เซิ่ง!
ทว่าเฉินผิงอันรู ้แต่วิชาอภินิหารหดย่อพื้นที่ ไม่รู ้ว่าควรทา อย่างไรถึงจะเดินก้าวเดียวข้ามทวีปได้อย่างฮว่อหลงเจินเหริน ถูก ลิขิตมาแล้วว่าจะไม่อาจแบ่งร่างแยกไปรายงานเรื่องนี้ให้ศาลบุ๋น แผ่นดินกลางทราบได้ ส่งกระบี่บินไปแจ้งข่าวก็ยิ่งไม่ทันกาล ช่วย ไม่ได้ จึงได้แต่ใช ้วิธีการที่ตรงไปตรงมามากที่สุด ตะโกนเรียกชื่อจริง ของ…หลี่เซิ่งอยู่ในใจไปหลายรอบ
ตอนนั้นหลี่เซิ่งแค่ตอบกลับมาว่ารู ้แล้ว แล้วก็ไม่มีประโยคถัดมา อีก
ทว่าต่อให้เป็ นเช่นนี้ เฉินผิงอันก็เหมือนได้กินยาสงบใจเข้าไป เดินออกมาจากศาลบรรพชนสกุลหม่าแล้วก็สามารถปลดปล่อย ฝีไม้ลายมือในการจับขู่เข่นฆ่ากับหม่าขู่เสวียนได้เต็มที่
หลี่เซิ่งถาม “อดทนข่มกลั้นมานานหลายปี แค้นใหญ่ได้ชาระ รู ้สึกเป็ นเช่นไร?”
เฉินผิงอันมีท่าทางเหนื่อยล้า เขานั่งยองลงบนหัวกาแพงเมือง ทอดสายตามองไปยังทิศไกล ในฟ้ าดินแห่งนี้นอกจากกาแพงเมือง ปราณกระบี่จะสอดคล้องกับความเป็ นจริงแล้วทัศนียภาพของใต้หล้า เปลี่ยวร ้างกลับแตกต่างจากความเป็ นจริงมาก ภูเขาใหญ่แสนดี้ ภูเขาทัวเยว่ ลาคลองเย่ลั่ว ขอแค่เป็ นสถานที่ที่เฉินผิงอันเคยไปเยือน เคยเห็นกับตาตัวเองมาก่อนล้วนถูกย้ายมากระจุกรวมกัน คล้ายกับ เป็ นคลังที่เอาไว้เก็บข้าวของแห่งหนึ่ง เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่ง ก่อน จะเอ่ยอย่างเฉยชาว่า “ทาเรื่องที่จาเป็ นต้องทา ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มี ความรู ้สึกยินดีสักเท่าไร”
เพียงแค่รู ้สึกว่าสมเหตุสมผลดีแล้ว
หลี่เซิ่งยิ้มเอ่ย “อยากดื่มเหล้าก็ตามสบาย”
เฉินผิงอันจึงหยิบน้าเต้าเลี้ยงกระบี่ออกมาดื่มเหล้า
อยู่ดีๆ หลี่เซิ่งก็ถามว่า “หากเจ้ามาอยู่ในตาแหน่งของข้า จะทา เรื่องอะไร? เจ้าไม่ต้องพูดเยอะ แค่ใช ้ประโยคเดียวอธิบายคร่าวๆ ก็ พอ”
เฉินผิงอันบื้อใบ้ คาถามใหญ่เทียมฟ้ าประเภทนี้ เขาไม่แม้แต่จะ เคยคิดถึงมาก่อน จะให้ข้าตอบค าถามอย่างไร?
ในยุคโบราณ หลี่เซิ่งเคยร่วมมือกับอาจารย์ซานซานจิ๋วโหวทา การปฏิวัติที่สร ้างผลกระทบลึกล้ายาวไกลครั้งหนึ่ง
สาหรับคนรุ่นหลังที่พอจะเข้าใจปฏิทินเหลืองเล่มนี้มักจะคิดว่า เป็ นความพลาดพลั้งเพราะใจดีเกินไป เป็ นความพ่ายแพ้เพราะ กวดขันเข้มงวดเกินไป
ทว่าความจริงกลับตรงกันข้ามพอดี เพราะกฎระเบียบที่หลี่เซิ่ง กาหนดขึ้นมาใหม่นั้นยิบย่อยและรอบคอบละเอียดถี่ถ้วนมากเกินไป
เฉินผิงอันครุ่นคิดอย่างตั้งใจอยู่พักหนึ่งก็ถามหยั่งเชิงว่า “ต้องการหาตัวหารร่วมที่ใหญ่ที่สุดให้กับสรรพชีวิตในใต้หล้าไพศาล หรือ?”
หลี่เซิ่งพยักหน้ายิ้มกล่าว “คาตอบนี้ไม่เลว ไม่เสียแรงที่เป็ น ราชครู”
เฉินผิงอันไม่ได้พูดอะไร ไม่เลว ก็คือไม่ถือว่าดีน่ะสิ ค าพูดแบบ ข้าราชการทานองนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สาหรับข้าสักหน่อย
เฉินผิงอันลังเลอยู่เล็กน้อย กอบเอาหิมะสะสมที่อยู่ข้างเท้ามาปั้น เป็ นลูกหิมะ ปลุกความกล้าเอ่ยว่า “หลี่เซิ่ง อย่าให้ข้าไปทางานใน ศาลบุ๋นนะ?”
สมมติว่าหลี่เซิ่งเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบห้า ก็เท่ากับว่าทางฝั่งของ ศาลบุ๋นมีต าแหน่งว่างที่สาคัญอย่างถึงที่สุดตาแหน่งหนึ่งที่ต้องมีคน เข้ามาแทนที่ รับผิดชอบคอยจัดการกับกิจธุระยิบย่อยในจุดที่สูงที่สุด และต่าที่สุดของโลกมนุษย์ แน่นอนว่าเฉินผิงอันไม่ได้บอกว่าตัวเองจะ ได้เข้าไปแทนที่ตาแหน่งของหลี่เซิ่งที่ว่างลง ต่อให้เขาใจกล้าแค่ไหน
ก็ไม่กล้าคิดเช่นนี้ แต่อาจมีหน้าที่คล้ายคลึงกับเจ้ากรมและรอง เจ้ากรมในที่ว่าการหกกรมของราชสานักโลกมนุษย์ สองฝ่ ายนี้มี ระดับขั้นขุนนางต่างกันหลายขั้น แต่ฝ่ายหลังกลับมีงานไม่น้อยเลย
หลี่เซิ่งมองเฉินผิงอัน กึ่งยิ้มกิ่งบึง
เฉินผิงอันรู ้ทันทีว่าตัวเองคิดมากเกินไปแล้ว
หลี่เซิ่งเอ่ยหยอกล้ออย่างที่หาได้ยาก “ช่างกล้าคิดกล้าทาจริงๆ ท าไมไม่พูดตรงๆ ว่าจะมาเสริมต าแหน่งของข้าในศาลบุ๋นเสียเลย ล่ะ?”
หากพูดคุยกันเช่นนี้ก็ไม่ต้องมีภาระทางใจอะไรอีกแล้ว และเฉิน ผิงอันก็ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใดๆ หากจะพูดถึงการพูดคุยอย่าง เปิดเผยตรงไปตรงมาไร้ข้อห้าม ขนบธรรมเนียมของคฤหาสน์หลบ ร ้อน ใครเป็ นคนที่นาพามาเล่า?
เนื่องจากต้องนั่งบัญชาการณ์อยู่นอกฟ้ า คอยจับตามองวิถีการ โคจรของชิงเต้าเส้นนั้นอยู่ตลอดเวลา หลังจากที่อวี๋เสวียนหวน กลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมธารดวงดาวของตัวเองแล้วก็เคยพูด เรื่องวิธีการฝ่ าทะลุขอบเขตของเฉินผิงอันให้หลี่เซิ่งฟังคร่าวๆ ค าพูด ของเขาแฝงไว้ด้วยความชื่นชม ถึงกับเรียกเฉินผิงอันว่าสหายเฉิน แล้ว
เฉินผิงอันถาม “หลายปีที่ผ่านมานี้ มีช่วงเวลาที่หลี่เซิ่งต้องอด กลั้นไม่ลงมือบ้างหรือไม่?”
หลี่เชิงยิ้มบางๆ “อายุไม่น้อยแล้ว รบราฆ่าฟัน เข้าท่าเสียที่ไหน”
เฉินผิงอันไม่แน่ใจในประโยคนี้ของหลี่เซิ่งว่าเป็ นคาพูดที่เกิด จากความรู ้สึก หรือเป็ นประโยคสองความหมาย สรุปก็คือประโยคนี้ หากดูจากความหมายตามตัวอักษร ถ้าเสี้ยวโม่และเซี่ยโก่วอยู่ที่นี่ ด้วยคงไม่ชอบฟังนัก
เคยได้ยินเซี่ยโก่วเล่าเรื่องน่าอายของเสี่ยวโม่ของนาง ข้างกาย บัณฑิตโง่เง่าคนหนึ่งมีบัณฑิตที่ต่อสู้เก่งอย่างมากติดตามมา เวลาที่ ต้องต่อสู้กับใครก็ไม่เคยแพ้มาก่อน เสียวโม่ไม่ยอมแพ้ บอกว่าต่อให้ เขาจะอามหิตเก่งกาจแค่ไหนก็เป็ นแค่คนคนหนึ่ง จะต้องกลัวเขา ท าไม
ผลคือรอให้การถามกระบี่ครั้งนั้นจบลง เสี่ยวโม่ก็พูดกับเจ้าแห่ง ถ้านี้เชียวชายหาดลั่วเป่ าว่าความสามารถของจอมปราชญ์น้อยไม่ อ่อนด้อยเลย
เฉินผิงอันไม่เชื่อเซี่ยโก่ว เพราะถึงอย่างไรนางก็ชอบพูดจา ใหญ่โตเกินจริงเสมอ จึงไปขอพิสูจน์ความจริงกับคนในเหตุการณ์ ตอนนั้น เสี่ยวโม่ที่ได้ยินก็ขุ่นเคือง ทั้งไม่ได้โต้เถียงนั่นก็แสดงว่าต้อง เป็ นความจริงแล้ว
หลี่เซิ่งถาม “สนามรบของเปลี่ยวร ้าง ทางฝั่งศาลบุ๋นนับว่าจัดการ ได้เหมาะสม มีเพียงขาดตาแหน่งที่คล้ายคลึงกับสิงกวานของกาแพง
เมืองปราณกระบี่พวกเจ้าไป เจ้ามีความคิดอะไรหรือไม่? วางใจเถอะ ต้องมีค่าตอบแทนแน่”
เฉินผิงอันไม่ลังเลแม้แต่น้อย เอ่ยอย่างหนักแน่นเด็ดเดี่ยวว่า “ไม่ มี!”
หลี่เซิ่งพยักหน้า ไม่ได้ทาให้เฉินผิงอันลาบากใจ “ถ้าอย่างนั้นก็ ไปหาคนอื่น”
เฉินผิงอันรู ้ว่านี่ก็คือนิสัยการกระทาของหลี่เซิ่ง ทาอะไรว่องไว รวดเร็ว พูดหนึ่งไม่มีสอง
ไม่จ าเป็ นต้องพูดจาวกวนไปมากับผู้เยาว์อย่างตน
หากจะพูดถึงต าแหน่ง ‘สิงกวานนี้” ไม่ว่าใครไปนั่งก็เหมือนนั่งอยู่ บนพรมเข็มจริงๆ
คนที่ขอบเขตต่าไม่อาจชนะใจผู้คนได้
คนที่ขอบเขตสูงมากพอ มีคุณธรรมชื่อเสียงสูงส่งอย่างพวกจ้าว เทียนไล่เทียนซือแห่งภูเขามังกรพยัคฆ์ หรือฮว่อหลงเจินเหริน ก็ ไม่ใช่เรื่องที่จะโน้มน้าวใจผู้คนได้หรือไม่ได้แล้ว แต่เป็ นการทาให้ พวกเขาทั้งหลายลาบากใจ
เป็ นสิงกวานจะต้องล่วงเกินคนอื่นอย่างแน่นอน การสอบสวนเผ่า ปีศาจไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่หากจะบอกว่าการให้รางวัลตามคุณ
ความชอบและการลงโทษตามความผิดภายในของใต้หล้าไพศาลเอง ก็คือการที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเปลืองแรงโดยที่ไม่ได้อะไรดีๆ กลับคืนมา
หลี่เซิ่งยิ้มเอ่ย “ปฏิเสธเรื่องนี้แล้วก็ไม่ต้องรู ้สึกมีภาระทางใจอะไร”
เฉินผิงอันพยักหน้า ดื่มเหล้าต่ออีกครั้ง
คนที่เข้าใจใต้หล้าเปลี่ยวร ้างดีที่สุดมีเพียงกาแพงเมืองปราณ กระบี่ ไม่มีหนึ่งใน
คนที่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้างรู ้จักดีที่สุด คือเฉินผิงอัน ก็ยังคงไม่มีหนึ่ง ใน
อันที่จริงเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาวคือตัวเลือกที่ดีที่สุด แล้ว ก็เป็ นตัวเลือกอันดับหนึ่งของศาลบุ๋นจริงๆ
เดิมทีเจิ้งจวีจงก็เชี่ยวชาญทุกเรื่องอยู่แล้ว แล้วนับประสาอะไรกับ ที่ทุกวันนี้หนึ่งร่างของเขายังมีสามขอบเขตสิบสี่
น่าเสียดายที่เจิ้งจวีจงปฏิเสธ
ไม่เพียงเท่านี้ เจิ้งจวีจงยังถึงขั้นเรียกร ้องว่าตัวเองจะถอยออกมา จากใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง เหตุผลก็คือเขาต้องปิ ดด่านอยู่ในนคร จักรพรรดิขาว
อันที่จริงหลี่เซิ่งรู ้ดีว่าเจิ้งจวีจงคิดอยากจะพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้น เตรียมจะก่อตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็ นบรรพจารย์อย่างเป็ นทางการแล้ว
หลี่เซิ่งพลันถามว่า “เคยไปเยือนภูเขาใหญ่แสนลี้ของสหายจื อสือหรือไม่?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “แค่เคยเห็นไกลๆ ไม่เคยมีโอกาสได้ไป เยือน”
หลี่เซิ่งกล่าว “ภูเขาใหญ่แสนลี้ทางทิศใต้ ซากปรักเมืองมายา ทางทิศเหนือ หากวันนี้อยากไปก็ไปได้ ไปสักครึ่งชั่วยามก็ย้อนกลับ มาที่หัวกาแพงเมืองแห่งนี้ให้ตรงเวลา จาไว้ว่าอย่าล่าช้า หาไม่แล้ว เจ้าก็ได้แต่วิ่งกลับไปที่แจกันสมบัติทวีปด้วยตัวเองแล้ว”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน กาลังจะพูด ร่างของหลี่เซิ่งกลับหายวับไป แล้ว