กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1101.6 หากไม่มีธุระอื่น
เฉินผิงอันเงียบไม่ตอบ
เปิดปากพูดค่อนข้างจะเปลืองแรง
หลิวเถาจือคล้ายจะรู ้สึกว่าตัวเองอยู่ในจุดสูงพูดคุยกับเจ้าขุนเขา เฉินท่านนี้ออกจะไม่เหมาะสม ไม่ถูกหลักมารยาท จึงพลิ้วกายลงมา จากก้อนหินยักษ์
คนล้างมลทินกับคนเชื่อดาบมีความลี้ลับอย่างมาก อีกทั้งเมื่อ เทียบกับฝ่ ายหลังแล้ว ผู้ล้างมลทินท าอะไรจะแปลกประหลาด ไม่มี ใครรับรู ้ก็เหมือนนักฆ่าที่ป๋ ายเหย่เคยเขียนกลอนชื่นชม สามารถทา ได้ถึงขั้นที่ว่าสิบก้าวฆ่าคนพันลี้ไม่ละเว้นคน เป็ นเหตุให้แม้กระทั่งผู้ ฝึกตนใหญ่บนยอดเขาอย่างเจินเหรินผู้เฒ่าเหลียงส่วงเทียนซือใหญ่ ต่างแช่ของภูเขามังกรพยัคฆ์ก็ยังต้องไปสอบถามจ้าวเทียนไล่ถึงจะ พอรู ้เรื่องวงในบางอย่างได้ ยกตัวอย่างเช่นสามสายของผู้ล้างมลทิน แบ่งออกเป็ นซีซานเจี้ยนอิ่นที่มีสถานะเป็ นมือกระบี่ และยังมีอิงเถาชิง อีที่เป็ นนักฆ่าหญิงแทบทั้งหมด รวมไปถึงกลุ่มสุดท้ายที่เป็ นแม่ทัพปู่ ซึ่งมีตาแหน่งสูงกุมอานาจส าคัญอยู่ในราชส านักของแคว้นต่างๆ ใน แปดทวีปของไพศาล สายนี้เรียกรวมกันว่า “คนเลื่อยชาม’ อีกชื่อคือ ช่างเย็บปะ
ที่บอกว่าอวี๋ซินไม่ธรรมดาก็ถูกต้องแล้วจริงๆ
ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันรู ้แค่แช่สกุลที่แท้จริงของ ‘อวี๋ซินแม่ครัว” แห่งจวนหม่าว่าคือกงซุน เคยเป็ นผู้ล้างมลทิน แต่กลับไม่ได้มาจาก สายของซีซานเจี้ยนอิ่น เนื่องจากทาผิดกฎนางจึงถูกตัดชื่อขับไล่ ออกจากส านัก สูญเสียสถานะผู้ล้างมลทินไป ถึงได้มีสัญญาหกสิบปี กับหม่าขู่เสวียน ถูกหลอกจนทุกวันนี้ต้องทางานหนักโดยไม่ได้ ค่าตอบแทนอยู่ในสถานที่แห่งนี้แล้วยังต้องถูกเซียวสิงที่เป็ นนักโทษ เหมือนกันก่อกวนอยู่เป็ นพักๆ ด้วย
นึกไม่ถึงว่านางยังเป็ นลูกศิษย์เอกของเซียวผู่ด้วย
ก่อนหน้านานยิ่งกว่านั้น ฉินปู้ อี๋เป็ นฝ่ ายมาหาเฉินผิงอันด้วย ตัวเอง บอกอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเองมาจากสายซีซานเจี้ยนอิ่นที่ ทั้งสถานะและการกระทาล้วนถูกปิดบังอาพรางไว้อย่างลึกล้า เคยคิด อยากจะเอาศูนย์ใหญ่มาตั้งไว้ที่แจกันสมบัติทวีป
ภายหลังหากอิงตามคากล่าวที่ช่วยอธิบายเสริมของชุยตงชาน ปี นั้นผู้ล้างมลทินของสายหลิวเถาจือ ภายนอกได้เกิดความขัดแย้งที่ไม่ ถึงขั้นมีคนตายกับผู้ถวายงานของกรมอาญาต้าหลี
ทั้งสองฝ่ ายต่างยืนกรานในความเห็นของตัวเอง ความหมายของ ทางฝั่งกรมอาญาต้าหลีนั้นเรียบง่ายมาก ควรจะฆ่าหรือไม่ จะฆ่า เมื่อไหร่ ต้องให้ราชสานักต้าหลีเป็ นผู้ตัดสินใจ
สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็ยังเป็ นเพราะแนวคิดในการปกครอง บ้านเมืองของหลิวเถาจีอกับชุยฉานไม่เหมือนกัน
ฉินปู้ อี๋อยู่ที่ใบถงทวีปเคยเป็ นฝ่ ายเชื้อเชิญให้เฉินผิงอันไป รับหน้าที่เป็ นเค่อชิงอันดับหนึ่งของสายซีซานเจี้ยนอิ่น ถึงขั้นที่ว่า ยินดีจะแนะนากับศิษย์พี่หลิวเถาจือให้เฉินผิงอันได้เป็ นไท่ช่างเค่อชิง ของ ‘ศูนย์ใหญ่” สายผู้ล้างมลทิน
และศิษย์น้องหญิงที่ฉินปู้ อี๋พูดถึงก็คือเชียวผู้ตรงหน้าผู้นี้ ศีรษะ ฮ่องเต้องค์ก่อนของราชวงศ์สกุลอวี๋ใบถงทวีปก็ถูกนางตัดเองกับมือ
อันที่จริงประโยคที่มีน้าหนักที่สุดของฉินปู้ อี๋ในปีนั้นก็คือ “ยังมี นักรบพลีชีพอยู่ในใต้หล้าแห่งอื่น
นี่หมายความว่าใต้หล้าทั้งหลายอย่างเปลี่ยวร ้าง มืดสลัวและห้าสี จะต้องยังมีหมากลับสามสายของผู้ล้างมลทินซ่อนตัวอยู่ เพียงแต่ว่า เบาะแสที่ถูกฝังไว้พวกนั้นมีสั้นมียาวต่างกันก็เท่านั้น
ทว่าต่อให้เป็ นเช่นนี้ เฉินผิงอันก็ยังแสร ้งทาเป็ นฟังความนัย นอกเหนือจากค าพูดของฉินปู้ อี๋ไม่ออก
ฉินปู้ อี๋เองก็เป็ นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา เห็นท่าทางแบบนั้นของ เขาก็ไม่พูดอะไรมากอีกแม้แต่ครึ่งคา
เซียวผู่ไม่มีอะไรจะพูด เฉินผิงอันเองก็ไม่อยากพูดอะไร
แต่หลิวเถาจือกลับมีสถานะที่พิเศษ เขาจาเป็ นต้องคิดใคร่ ครวญหาคาพูดที่เหมาะๆ ไม่อาจใช ้ถ้อยคาตามแต่ใจได้มากเกินไป นัก
บรรยากาศจึงค่อนข้างจะน่าอึดอัดอยู่บ้าง
ยังคงเป็ นเฉินผิงอันที่ทาลายความเงียบขึ้นมาก่อน “ในบรรดาข้า รับใช ้กระบี่หญิงที่หม่าเยว่เหมยแห่งจวนสกุลหม่าปลูกฝังมา มีคนผู้ หนึ่งชื่อว่าชุนเวิน ใช่คนที่ผู้อาวุโสเซียวหมายตาหรือไม่?”
เซียวผู่มีสีหน้าสดใส ไม่เสียแรงที่เป็ นอิ่นกวานหนุ่มที่เห็นเพียง เล็กน้อยก็อนุมานไปได้มากมาย นางพยักหน้าเอ่ยว่า “อาจารย์เฉิน คาดเดาได้ถูกต้องแล้ว นางคือหนึ่งในตัวสารองจริงๆ”
เฉินผิงอันถามต่ออีกว่า “ผู้ถวายงานอวี๋ซิน นางเคยเป็ นหนึ่งใน อิงเถาชิงอีใช่ไหม?”
เซียวผู่กล่าว “ชื่อจริงของนางคือกงซุนหลิงหลิง เคยถูกฝาก ความหวังไว้มาก แต่เพียงแค่เราะมีการประลองครั้งหนึ่ง นางไม่ แบ่งแยกเรื่องส่วนรวมกับส่วนตัว สังหารคนพร่าเพื่อระบายความ โกรธแค้น ทาให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องเดือดร ้อนไปด้วย ละเมิดข้อ ห้าม ถึงได้ถูกหอจู๋หลันขับไล่ออกไป”
ผู้ชาระมลทินแบ่งออกเป็ นสามสาย นอกจากเจ้าหอสามท่านที่ ต่างก็มีภาระหน้าที่ของตัวเองแล้ว ศูนย์ใหญ่ยังมีผู้นาสองคนที่ระดับ เท่าเทียมกัน สถานะและอานาจไม่มีแบ่งสูงต่าแบ่งออกเป็ นผู้ถือคัน ฉ่องและผู้ถือตะเกียง
อาจารย์ลุงเฉิงที่หลิวเถาจือกับเซียวผู่พูดถึงก็คืออย่างหลัง เคย เป็ น ก่อนที่ฮว่อหลงเจินเหรินจะลุกผงาดขึ้นมา บุคคลอันดับหนึ่งด้าน เวทอัคคีของใต้หล้าไพศาลก็คือคนผู้นี้
ที่แท้พวกเขามีข้อพิถีพิถันในการลอบฆ่าช่วงกลางวันกับ กลางคืน หนึ่งคือการฆ่าคนต่อหน้าผู้คนมากมายยามกลางวันแสกๆ ช่วยแก้แค้นให้กับผู้อ่อนแอ ช าระล้างมลทินได้อย่างสะอาดเอี่ยมอ่อง ได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้ง
อีกประเภทหนึ่งคือการลอบสังหารตอนกลางคืน ฆ่าคนอย่าง เงียบเชียบ ต่อให้ม่านกลางราตรีจะหนาหนัก แต่สัจธรรมแห่งฟ้ ากลับ สว่างกระจ่างแจ้ง
เฉินผิงอันมองไปทางหลิวเถาจือ ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ไม่แสวงหา ชื่อเสียง ไม่แสวงหาผลประโยชน์ วนเวียนอยู่ท่ามกลางธุลีแดง แสวงหาผู้คนเพื่อช่วยให้พ้นทุกข์ พยุงผู้ตกอยู่ในอันตรายช่วยเหลือ ผู้ที่ยากลาบาก ผดุงคุณธรรมแทนสวรรค์ น่าเคารพเลื่อมใสจริงๆ”
หลิวเถาจือคลี่ยิ้ม เอ่ยว่า “ภาระหน้าที่หนักหน่วงยาวไกล”
เซียวผู่กลับรู ้สึกว่าค าพูดของเฉินผิงอันมีความหมายบางอย่าง ซ่อนอยู่ ไม่เหมือนค าชมสักเท่าไร?
ในเรื่องแบบนี้ อิ่นกวานหนุ่มมีชื่อเสียงเลื่องลืออย่างมาก
เฉินผิงอันถาม “ว่ากันว่าสายซีซานเจี้ยนอิ่น ปีนั้นได้ถูกศิษย์พี่ ของข้าส่งออกไปนอกอาณาเขตหรือ?”
พูดประชด?
หากไม่ใช่ว่าข้าผู้อาวุโสยอมรับในการกระท าของพวกเจ้าจากใจ จริงจะยินดีมายืนคุยกับพวกเจ้าตั้งเยอะแยะแบบนี้หรือ?
หลิวเถาจือไม่ปิดบังเรื่องนี้แม้แต่น้อย ยอมรับความผิดพลาดของ ตัวเองโดยสมัครใจ“ข้ากับชุยฉานเคยมีการถกเถียงกันในเรื่อง เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง น่าเสียดายที่ปณิธานเหมือนแต่ เส้นทางแตกต่าง สุดท้ายเป็ นเพราะชุยฉานยังเห็นแก่มิตรภาพเก่าแก่ ระหว่างข้ากับคนบางคน ถึงได้ไม่ลงมือสังหารสายซีซานเจี้ยนอิ่นของ พวกเราจนหมดสิ้น และความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าชุยฉานคิด ถูก”
เฉินผิงอันลังเลอยู่เล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกไป
คนที่ถูกผู้อาวุโสชุยมองเป็ นสหายได้นั้น มีอยู่ไม่มาก
หลิวเถาจือกล่าว “เคยได้เจอบัณฑิตแซ่ชุยคนหนึ่งในทวีปแดน เทพแผ่นดินกลาง ไม่รู้ว่าเหตุใดเดี่ยวๆ เขาก็มีสติ เดี๋ยวๆ เขาก็เลอะ เลือน แต่พวกเรากลับพูดคุยกันถูกคอ นิสัยเข้ากันได้ดี เคยเดิน ทางผ่านภูเขาสายน้าร่วมกันระยะทางหนึ่ง จับคู่ออกเดินทางไป ด้วยกันอยู่หลายเดือน ระหว่างทางดื่มเหล้ากันไปไม่น้อย พวกเราต่าง ก็ไม่ได้ถามถึงสถานะของอีกฝ่ ายยิ่งไม่สืบเสาะอย่างอยากรู ้อย่างเห็น ยามที่จากลากันก็ยังรู ้แค่แซ่ของอีกฝ่ายเท่านั้น”
กล่าวมาถึงตรงนี้ หลิวเถาจือก็เผยสีหน้าเสียใจออกมา “ปีนั้นข้า แค่สงสัยในเรื่องหนึ่งในฐานะบัณฑิตที่มีความรู ้ยิ่งใหญ่ ไฉนวิชาหมัด ของอาจารย์ชุยถึงสูงยิ่งกว่า”
หวนนึกถึงอดีตอันห่างไกล หิมะเต็มฟ้ าดิน พกกระบี่ออกเดินทาง เพียงลาพัง พบเจอกันอย่างผิวเผิน แค่เจอหน้าก็เหมือนคนที่รู ้จักกัน มานาน อยากถามเรื่องในใจ พากันไปขึ้นเหลาสุรา
เฉินผิงอันช่วยแก้ไขให้ถูกต้อง “วิชาหมัดของผู้อาวุโสชุยสูงมาก แต่กลับไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าความรู ้ของเขา”
หลิวเถาจือพยักหน้า “การที่พูดเรื่องนี้กับอาจารย์เฉินไม่ได้มี ความหมายว่าใช ้หลักการเหตุผลไม่ได้ ก็เลยต้องใช ้ความรู ้สึกให้ คล้อยตามแทนอย่างแน่นอน”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ผู้อาวุโสคิดมากเกินไปแล้ว”
หลิวเถาจือถึงได้กล่าวต่ออีกว่า “แม้ว่าศิษย์น้องหญิงฉินจะไม่ สามารถโน้มน้าวอาจารย์เฉินได้ แต่ข้าก็ยังไม่ยอมถอดใจ บอกตาม ตรง ต่อให้วันนี้อาจารย์เฉินไม่มา อีกไม่นานข้าก็
จะต้องไปเยือนภูเขาลั่วพั่วอยู่ดี”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “น้าใจของผู้อาวุโสข้ารับไว้แล้ว แต่จะให้ข้า ไป “เป็ นขุนนาง” ก็อย่าเลยดีกว่า”
หลิวเถาจือท าท่าจะพูดแต่ไม่พูด
เฉินผิงอันกล่าว “หากแค่เอาเรื่องเก่ามาพูดใหม่ พูดคุยแค่เรื่อง
ในวันวาน ข้าก็ยินดีจะเชื้อเชิญให้ผู้อาวุโสไปดื่มเหล้าที่เรือนไม้ไผ่
ของภูเขาลั่วพั่วตั้งแต่อยู่ที่นี่เลย” หลิวเถาจือกลับส่ายหน้า “ไม่มีพื้นที่เหลือให้ปรึกษากันอีกแล้ว
จริงๆ หรือ?” เฉินผิงอันกล่าว “หากว่ามี เวลานี้พวกเราก็คงได้ดื่มเหล้ากันแล้ว
หั่นราคากับผู้อื่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าถนัด” เซียวผู่ยื่นนิ้วข้างหนึ่งออกมาปาดไปที่หัวคิ้ว เฉินผิงอันหันหน้าไปมองเด็กสาวคนนั้น จิ่งติ้งแสร ้งทาเป็ นเยือกเย็น ส่งยิ้มเหนียมอายมาให้ เฉินผิงอันเองก็แค่คลี่ยิ้ม ไม่ได้ถือสาอะไรนาง ดูเหมือนนางจะเหมือนเผยเฉียน มีความสามารถในการมองทะลุ
ไปเห็นภาพเหตุการณ์ในใจของคนอื่น หรือไม่ก็เกิดจากวิชา
อภินิหารของกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต? หากจะบอกว่าผู้ฝึกบ าเพ็ญตนบนยอดเขาต่างก็แย่งชิงกันข้าม
ฝั่ง ต่างก็มีวิธีการในการ “ถือถังรับน้า ถ้าอย่างนั้นสานักใหญ่ต่างๆ ในใต้หล้าทุกวันนี้ต่างก็กาลังแย่งชิง
คนกันทั้งในทางลับและทางแจ้ง
แย่งชิงคนที่มีชื่อเสียงและอยู่บนภูเขาแล้ว สามารถสร ้างความ ยิ่งใหญ่ให้กับสานักโดยเห็นผลทันตา แน่นอนว่าก็แย่งตัวอ่อนด้าน การฝึ กตนที่ยังไม่ขึ้นเขาด้วย เพื่อเพิ่มความลึกล้าของฐานก าลัง ทรัพย์ พยายามที่จะให้เห็นผลลัพธ ์ภายในเวลาร ้อยปีพันปี
ยกตัวอย่างเช่นสานักกระบี่หลงเซี่ยงของฉีถิงจี้ที่แย่งชิงเซียน กระบี่ซึ่งแฝงตัวอยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร ้างกับอิ่นกวานหนุ่ม แน่นอนว่านี่ คือการแย่งชิงของวิญญูชน อยู่ห่างไกลจากการโต้เถียงกันหน้าด า หน้าแดงมากนัก
ยังต้องแย่งชิง “เซียนกระบี่สวีจวิน” สวีเซี่ยแห่งหลิวเสียทวีปกับฟู่ จิ้นลูกศิษย์คนแรกของเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาว หวังว่าเขาจะ มารับหน้าที่เป็ นผู้คุมกฏของสานัก
ฟู่ จิ้นยังเคยไปหาเว่ยจิ้นด้วยตัวเอง เชื้อเชิญให้เขาเดินไป เส้นทางเดียวกัน เพียงแต่ว่าถูกเว่ยจิ้นปฏิเสธไป ทว่าอู๋ซูผู้ฝึ กยุทธ ขอบเขตปลายทางของใบถงทวีปได้ตอบตกลงกับฟู่ จิ้นว่าจะเป็ น เค่อชิงอันดับหนึ่งแล้ว
แล้วนับประสาอะไรกับที่ภูเขาลั่วพั่วก็เพิ่งจะแย่งเอาตัวเฒ่าหู หนวกที่เป็ น “ผู้ถวายงานทั่วไป คนใหม่มาไม่ใช่หรือ?
ทางฝั่งสานักกระบี่ชิงผิงก็แย่งตัว “กระบี่ส่วนตัว” สองคนของ กาแพงเมืองปราณกระบี่อย่างสิงอวิ๋นกับหลิ่วสุ่ยมาเช่นกัน
พูดตามตรง เจ้าขุนเขาเฉินและภูเขาลั่วพั่วนั้นเรียกได้ว่านั่งตก ปลาบนแท่นอย่างมั่นคง พวกเจ้าแน่จริงก็แย่งเสี่ยวโม่ แย่งเซี่ยโก่วไป จากข้าสิ?
อีกทั้งเฉินผิงอันยังมีลูกศิษย์ผู้เป็ นที่ภาคภูมิใจที่เพิ่งรับมาใหม่ อย่างหนิงจี๋ คือบุคคลที่อาจารย์เป็ นอะไร สอนอะไร ศิษย์ก็เรียนรู ้อย่าง
นั้น เป็ นอย่างนั้น
เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรเฉินผิงอันก็คิดไม่ถึงว่าแย่งคนจะแย่งมาถึง บนหัวข้าเลยหรือ?
หากจาไม่ผิดล่ะก็ คนก่อนที่มาดึงตนไปเป็ นพวก เหมือนจะเป็ น หันอวี้ซู่เจ้าส านักเซียนเหรินแห่งส านักว่านเหยา?
หากไม่ได้เป็ นราชครูต้าหลี คาดว่าพวกหลิวเถาจือก็คงไม่มีทาง มาพบตนหรอกกระมัง?
ความคิดจิตใจส่วนใหญ่ของเฉินผิงอันยังคงอยู่ที่ตัวของหนิงจิ๋ มากกว่า
ก็เหมือนอย่างที่เฉินผิงอันคาดเดา หนิงจี๋ที่ใช ้นามแฝงว่า “ป๋ า ยอวิ๋น” มีความเป็ นไปได้อย่างมากที่จะถูกสหายอย่างจงซานพามาอยู่ ในอารามเต๋าแห่งนี้ จากนั้นถูกเจ้าอารามเฉิงเฝิงเสวียนหมายตาใน คุณสมบัติ ถ่ายทอดวิชาให้เขาอย่างหมดหน้าตัก นับแต่นั้นมาเด็ก หนุ่มก็ได้เดินขึ้นเขา ฝ่าทะลุขอบเขตอย่างว่องไว ทิ้งนาไปไกลไม่เห็น ฝุ่น อยู่ห่างจากคนรุ่นเดียวกันไปไกล
เซียวผู่หัวเราะร่าเอ่ยว่า “เจ้าขุนเขาเฉิน ในเมื่อไม่รับหน้าที่เป็ น เค่อชิงอันดับหนึ่งของสายซีซานเจี้ยนอิ่นหรือสายอิงเถาชิงอี ถ้าอย่าง นั้นข้าก็ต้องอธิบายให้ท่านฟังอย่างชัดเจนว่าต าแหน่งไท่ซ่างเค่อชิง ของศูนย์ใหญ่ไม่ใช่ยศเลื่อนลอยอย่างที่ท่านคิด มีอานาจใหญ่มาก ในสานักมีแค่หนึ่งในสามคนเท่านั้นที่จะรู ้สถานะของทุกคนได้”
เฉินผิงอันร ้องอ้อ
เซียวผู่จนค าพูดไปทันใด เพิ่งจะเป็ นราชครูต้าหลีก็วางมาดใหญ่โตขนาดนี้เลยหรือ?
ต่อให้เจ้าไม่ยอมรับน้าใจ ทว่าแม้กระทั่งคาพูดปฏิเสธอย่างละมุน
ละม่อมตามมารยาทก็ยังคร ้านจะพูดด้วยหรือ? เฉินผิงอันกล่าว “ข้าเพิ่งจะปฏิเสธตาแหน่งสิงกวานที่ทางศาลบุ๋น
แผ่นดินกลางก่อตั้งใหม่ไป” เซียวผู่พลันอึ้งงันเป็ นไก่ไม้ นางพูดไม่ออกอีกแม้แต่ครึ่งคาแล้ว หลิวเถาจือยิ้มเอ่ย “ปีนั้นเซียวผู่แอบจับตามองอาจารย์เฉินอย่าง
ลับๆ หวังว่าอาจารย์เฉินจะไม่โกรธเคืองเพราะเรื่องนี้” เฉินผิงอันกล่าว “คนดีเดินอยู่บนถนนก็เหมือนคอยปกป้ อง
มรรคาให้คนอื่น คนนอกจะโกรธท าไม” เห็นได้ชัดว่าเซียวผู่ประหลาดใจในคาตอบนี้มาก
อยู่ดีๆ หลิวเถาจือก็โพล่งพูดค าพูดนอกประเด็นว่า “มีค าถามอยู่ ข้อหนึ่งอยากจะขอความรู ้จากสหาย”
เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช ้า “หากรู ้จะต้องตอบแน่นอน”
“อะไรคือการฝึกตน?”
“ทาเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
ได้ยินคาตอบนี้ ดวงตาหลิวเถาจือก็เป็ นประกายวาบ
เซียวผู่ขบคิดคาพูดง่ายๆ ประโยคนี้อย่างละเอียดก็รู ้สึกเพียงว่ามี นัยชวนให้ขบคิดอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้
เฉินผิงอันกุมหมัดกล่าว “ขอลาตรงนี้”
หลิวเถาจือกุมหมัดคารวะกลับคืน
เฉินผิงอันที่หมุนตัวจากไปแล้ว จู่ๆ ก็หันหน้ากลับมาเอ่ยว่า “ศิษย์พี่ไม่ได้บอกว่าพวกเจ้าสามารถกลับมาที่แจกันสมบัติทวีปได้”
หลิวเถาจือรับมือไม่ทันกับกระบวนท่าแว้งกลับมาสังหารนี้ จึงไม่รู ้ ว่าควรจะตอบโต้กลับไปอย่างไรดี
เซียวผู่จึงช่วยตอบกลับไปว่า “แต่ขุยฉานก็ไม่ได้บอกว่ากลับมา ที่แจกันสมบัติทวีปไม่ได้เสียหน่อย”
หลิวเถาจือรู ้ว่าท่าไม่ดีแล้ว
แล้วก็จริงดังคาด
“ศิษย์พี่ชุยไม่อยู่แล้ว”
เฉินผิงอันหยุดเดินแล้วหมุนตัวมา เงียบไปพักหนึ่งก็ยิ้มบางๆ เอ่ย ว่า “แจกันสมบัติทวีปไม่มีแบ่งเหนือใต้ หลายๆ เรื่องราว คาพูดของ ข้าคือสิทธิ์ขาด”