กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1101.5 หากไม่มีธุระอื่น
ทั้งสองเพิ่งจะเรียนวรยุทธหลอมลมปราณได้ไม่ถึงหนึ่งปี วิชาตัว เบากลับฝึกฝนได้ถึงขั้นขานาญแล้ว กระโดดไต่ไปตามชายคาและ ผนังได้ว่องไวแผ่วเบาเหมือนวานร พุ่งทะยานไปในป่ าเขาได้รวดเร็ว ราวกับนกบิน
เพียงแต่ว่ายังไม่เคยเรียนเวทกระบี่ อาจารย์ไม่ยอมสอนพวกเขา เสียที พวกเขาก็ท าอะไรไม่ได้เหมือนกัน
ส่วนอาจารย์และศิษย์สามคนในอารามที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่รู ้ ถึงการด ารงอยู่ของพวกเขา ก็ถือว่าเป็ นเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง
เหมือนกัน
สตรีมีอายุสวมชุดกระโปรงสีเขียวคนหนึ่งโผล่มาจากความว่าง เปล่า เดินนวยนาดตรงมาหา
นางเดินเข้ามาในศาลาแล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า “พวกเจ้าก็คือลูก ศิษย์สองคนที่ศิษย์พี่หลิวเพิ่งรับตัวมาสินะ คนไหนคือเฟิงเฉิง คนไหน คือจิ่งติ้งล่ะ?”
มองเมินท่าทางที่เหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจของพวกเขา สตรีแนะน าตัวเองว่า “ข้าแซ่เซียว หากนับกันตามล าดับอาวุโสก็คือ อาจารย์อาของเจ้า ชื่อขอไม่บอกก่อน กฎระเบียบในสานักของพวก เราเข้มงวดมาก”
พวกเขาลุกขึ้นยืน คารวะอาจารย์อาเซียวที่ไม่รู ้ว่าโผล่มาจาก ไหนผู้นี้
“พวกเจ้าล้วนคือต้นกล้าแห่งเซียน ตามหลักแล้วควรจะทะนุ ถนอมเห็นค่าตัวเอง”
สตรีสวมชุดกระโปรงสีเขียวยื่นมือมากดลงบนความว่างเปล่าสอง ที บอกพวกเขาว่าไม่ต้องประหม่ากันมากนัก ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ตั้งใจ ฝึกตน มีความหวังบนมหามรรคา”
นางคุยเล่นกับเด็กทั้งสองพลางใช ้เสียงในใจพูดกับนักพรตร่าง กายาไปด้วย “ศิษย์พี่หลิว ไฉนจู่ๆ ถึงครึกครื้นแบบนี้ล่ะ? ภายในวัน เดียวก็มีแขกมาเยือนถึงสามกลุ่มเลยหรือ?”
นักพรตผู้นั้นตอบกลับอย่างลับๆ “ไม่มีวาสนาก็มิอาจมาพบเจอ กัน”
สตรีกระโปรงเขียวกล่าว “กู้ช่านแห่งนครจักรพรรดิขาว กู้หลิง เยี่ยนผู้เป็ นสาวใช ้ ราชครูหวงเลี่ย พวกเขามารวมตัวกันได้อย่างไร? ข้าเพิ่งจะได้รับรายงานข่าวจากศูนย์ใหญ่ นังจิ้งจอกที่ปลอมตัวเป็ น สาวใช ้ของกู้ช่านผู้นั้นถึงกับเป็ นผู้ฝึกตนหญิงของเปลี่ยวร ้าง ฉายา ว่าชุนเซียว ส่วนวิธีการฝึกตนของนาง ติดตามมาอยู่ข้างกายกู้ช่าน เดินทางจากใต้หล้าเปลี่ยวร ้างมาถึงใต้หล้าไพศาลได้อย่างไร แม้กระทั่งศูนย์ใหญ่ก็ยังไม่รู ้ ตรวจสอบไม่เจอก็ช่างเถิดแล้วยังบอก
ด้วยว่าไม่จาเป็ นต้องตรวจสอบอีก ศิษย์พี่หลิว ท่านว่าประหลาด หรือไม่?”
นักพรตร่างกายากล่าว “ข่าวที่สาคัญอย่างแท้จริงไม่ใช่กู้ช่านกับ ชุนเซียว แต่เป็ นนักพรตอู๋ตีที่เพิ่งออกไปจากสถานที่แห่งนี้”
สตรีกระโปรงเขียวดวงตาเป็ นประกาย “มีความเป็ นมาหรือ?”
ถึงกับสาคัญยิ่งกว่ากู้ช่านกับชุนเซียวอีกหรือ?
นักพรตแพร่งพรายความลับด้วยประโยคเดียว “สถานะที่แท้จริง ของคนผู้นี้ก็คือหนึ่งในยันต์ร่างแยกของเจ้าขุนเขาเฉินแห่งภูเขาลั่ว พั่ว”
สตรีกระโปรงเขียวถาม “เขาจะแก้แค้นสกุลหม่าหรือ?”
นักพรตร่างก าย าตอบ “แก้แค้นเสร็จแล้ว ภาพเหตุการณ์ ผิดปกติที่เกิดขึ้นที่ขอบฟ้ าก่อนหน้านี้ก็คือหลักฐานว่าหม่าขู่เสวียน กายดับมรรคาสลาย”
สตรีกระโปรงเขียวเอ่ยอย่างคลางแคลง “ท่านมองออกได้ อย่างไร?”
เกี่ยวกับเรื่องที่หม่าขู่เสวียนสิ้นชีพ นางไม่ได้รู ้สึกประหลาดใจ เท่าใดนัก ก่อนหน้านี้นางก็แค่รู ้สึกไม่กล้าเชื่อว่าหม่าขู่เสวียนจะตาย ไปทั้งอย่างนี้จริงๆ ข่าวนี้น่าเหลือเชื่อเกินไป
ต้องรู ้ว่าโลกภายนอกมีคนมากมายที่เห็นดีในตัวหม่าขู่เสวียน คิดว่าเขาต้องเลื่อนเป็ นขอบเขตบินทะยานได้ภายในเวลาร ้อยปี แต่ นางไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็วางตัวอยู่เหนือเรื่องราว จะต้องไปสนใจเรื่องคนอื่นมากมายขนาดนั้นทาไม
นักพรตกล่าว “เท้าหน้าของกู้ช่านเพิ่งจากไป เท้าหลังของอู่ตีก็
มาถึงทันที เดายากนักหรือ?”
สตรีกระโปรงเขียวมีสีหน้าปั้นยาก นางรู ้สึกเป็ นกังวลอยู่บ้าง “ข้า ก็ว่าแล้วว่าทาไมจู่ๆ กลิ่นอายของแม่หนูกงซุนถึงได้หายไป คงไม่ใช่ ว่าถูกเขา…?”
บันทึกขุนเขาสายน้าเล่มหนึ่งที่ขายดีมาก แต่ภายหลังกลับถูกสั่ง ห้ามขาย ไม่รู้ว่าหลอกคนอ่านไปมากน้อยเท่าไร เฉินผิงอันที่รักหยก ถนอมบุปผา เจ้าขุนเขาเฉินผู้นั้น นับแต่เด็กมาก็คือบุรุษใจเหี้ยมที่ลง มือท าลายหญิงงามได้อย่างไม่ไว้ไมตรี!
นักพรตกล่าว “ศิษย์ถูกทอดทิ้งที่ใจคอไม่หนักแน่นเช่นนี้ เจ้ายัง อยากจะช่วยนาพานางกลับมาที่สานักอีกหรือไร?”
สตรีกระโปรงเขียวถอนหายใจเบาๆ ไม่ยินดีจะถกเถียงกับศิษย์พี่ หลิวในเรื่องนี้ แม้ว่าพวกเขาจะเรียกกันเป็ นศิษย์พี่ศิษย์น้อง แต่ถึง อย่างไรก็เป็ นแค่คนร่วมส านักมิใช่คนร่วมสาย
นางนึกถึงเรื่องสาคัญขึ้นมาได้จึงใช ้เสียงในใจสอบถาม “อาจารย์ลุงเฉิงสติปัญญายังไม่เปิด ยังคงจดจ าอดีตชาติของตัวเอง
ไม่ได้อีกหรือ? ทางฝั่งศูนย์ใหญ่สอบถามเรื่องนี้แล้วนะ ข้าควรจะตอบ อย่างไร?”
นักพรตวัยกลางคนพยักหน้า “ชาติก่อนการฝึกตนของอาจารย์ ลุงเฉิงราบรื่นเกินไป มีโชควาสนาลึกล้า ชาตินี้กลับกลายมาเป็ น ภาระ สติปัญญาเปิดออกได้ยากกว่าเดิม เจ้าตอบทางศูนย์ใหญ่ไปว่า อย่างน้อยที่สุดในเวลาร ้อยปี ก็ไม่ต้องคาดหวังว่าอาจารย์ลุงเฉิงจะ กลับภูเขาได้”
นางถอนหายใจ นวดคลึงหว่างคิ้ว ชาติก่อนตอนที่อายุเท่านี้ อาจารย์ลุงเฉิงได้เป็ นบินทะยานแล้ว ทุกวันนี้เพิ่งจะเป็ นเซียนดินโอสถทอง แต่กลับมีความสุขดีอกดี
ใจได้ขนาดนี้
เคยมียอดฝีมือพูดเปรียบเปรยอย่างเห็นภาพ บอกว่าอาจารย์ลุง เฉิงก็คืออ่างรวมสมบัติที่เขาไม่ร ้องขอทรัพย์สมบัติก็มาหาด้วยตัวเอง เขาไม่แสวงหาโชคชะตาก็ไหลรื่นได้ด้วยตัวเอง
อวี๋เสวียนแห่งแผ่นดินกลาง เหวยเซ่อแห่งธวัลทวีป และยังมีเฮ้อ เสี่ยวเหลียงแห่งแจกันสมบัติทวีป หวงถิงแห่งใบถงทวีป ล้วนเป็ นคน ประเภทนี้
นางรู ้สึกเป็ นกังวลอยู่บ้าง “รากฐานของอาจารย์ลุงเฉิงคงไม่ได้ ถูกกู้ช่านผู้นั้นตรวจสอบจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ไปแล้วหรอกกระมัง?”
นางไม่อยากจะมีปัญหาพัวพันกับนครจักรพรรดิขาวหรอกนะ
อันที่จริงไม่ใช่นาง ต้องบอกว่าทุกคนนั่นแหละ
นักพรตร่างก าย าส่ายหน้า “ต่อให้กู้ช่านจะมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม แค่ไหน ตอนนี้ก็ยังไม่มีแววตาขนาดนี้”
นางซักไซ ้ “กู้ช่านมองไม่ออก แล้วคนผู้นั้นล่ะ? อาจารย์ลุงเฉิงก็ จริงๆ เลย ตั้งฉายาตัวเองว่า “หุยลู่” ย่อมท าให้คนเกิดความสงสัยได้ ง่ายอยู่แล้ว”
นักพรตครุ่นคิด “อาจารย์ลุงเฉิงมีวาสนาดี กลิ่นอายมรรคา เข้มข้น ต่อให้จะยังไม่ได้สติก็ยังสามารถสกัดกั้นเจตนารมณ์สวรรค์ ได้ด้วยตัวเอง ก็เหมือนปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่มีปณิธานหมัดให้การ ปกป้ อง มีเทพคอยช่วยเหลือ เจ้าขุนเขาเฉินเพิ่งจะฝึกศาสตร ์การมอง ลมปราณ น่าจะมองไม่ออก”
นางโล่งอก ก่อนจะถามหยั่งเชิงว่า “คุณสมบัติของแม่หนูเป่าซู่ผู้ นั้นดีจริงๆ ไม่สู้ศิษย์พี่ยกให้ศิษย์น้องดีกว่าไหม?”
เป๋ าซู่ก็คือชื่อเล่นของสตรีจากฮู้โจวผู้นั้น ชื่อเต็มของนางคือ หยวนเฉาเซียน ในบันทึกลับของศูนย์ใหญ่ให้ค าประเมินนางไว้ดี เยี่ยม
คือ “วัตถุดิบสวรรค์” ที่สามสายในสานักอยากแย่งชิงกัน
เห็นว่าศิษย์พี่ไม่อยากจะคุยด้วย สตรีกระโปรงเขียวก็โน้มน้าวต่อ ว่า “ท่านรับเฟิงเฉิงและจิ่งติ้งเป็ นลูกศิษย์แล้ว ก็น่าจะให้ศิษย์น้องได้ พึ่งใบบุญบ้างนะ หลายปีมานี้ข้าอยู่ที่อุตรกุรุทวีปยุ่งหัวไม่วางหางไม่ เว้น ไม่มีคุณความชอบก็มีคุณความเหนื่อยยาก ควรจะรับลูกศิษย์ดีๆ ที่มีอนาคตมาได้บ้างแล้ว”
“เสียสละให้ผู้อื่น คือสิ่งที่วิญญูชนพึงกระทา”
นักพรตร่างกายาเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “น่าเสียดายที่ข้าเป็ นคน หลอมกระบี่ฝึกบาเพ็ญตน”
สตรีชุดกระโปรงเขียวบื้อใบ้พูดไม่ออกทันที
เขาแนะนาว่า “เจ้าสามารถฉวยโอกาสตอนที่ความทรงจาใน ชาติก่อนของอาจารย์ลุงเฉิงยังไม่กลับคืนมา ไปขอร้องเขาดู ให้เขา ยกซ่งจวี่ชวนหรือไม่ก็จงซานคนใดคนหนึ่งให้มาเป็ นลูกศิษย์ของ เจ้า”
สตรีชุดกระโปรงเขียวได้ยินก็หัวเราะอย่างฉุนๆ “ขอถามศิษย์พี่ หลิวหน่อยเถิดว่า สายของพวกเราสามารถรับลูกศิษย์ชายได้ตั้งแต่ เมื่อไหร่กัน?”
ที่แท้สายของนางก็เคารพกฎของบรรพบุรุษอย่างเข้มงวดมาโดย ตลอด ถ่ายทอดวิชาให้แต่สตรีไม่ถ่ายทอดให้แก่บุรุษ หาไม่แล้วนางก็ ไม่ถือสาที่จะขอลูกศิษย์มาจาก “เฉิงเฝิงเสวียน จริงๆ
ต้องรู ้ว่าภูเขาจงซานในยุคโบราณมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ฉายาว่าจู๋อิน ไม่ได้อยู่ใต้การปกครองของศาลบุ๋น เล่าลือกันว่าพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมก่อตัวขึ้นเป็ นฟ้ าดินด้วยตัวเอง ท่านผู้นี้ลืมตามองก็คือยาม ทิวา เมื่อท่านผู้นี้หลับตาก็กลายเป็ นยามราตรี
ภายหลังถูกเซียนกระบี่สหายรักสังหาร ขอร ้องให้ได้สละร่างลอก
คราบ กลับมาเกิดเป็ นมนุษย์
ตอนนั้นผู้ที่ปล่อยกระบี่ช่วยให้เขาหลุดพ้นก็คือเผยหมินผู้ที่เวท กระบี่เป็ นหนึ่งในสามสุดยอดของไพศาล
นางพลันถามว่า “ทาไมอาจารย์ลุงเฉิงถึงต้องมาหลอมโอสถอยู่ที่ แจกันสมบัติทวีป?”
นักพรตตอบเหมือนไม่ใส่ใจ “ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็น ย่อมมีบัญชาจากสวรรค์”
เงียบกันไปพักหนึ่ง
สตรีชุดเขียวเอ่ยอย่างกลัดกลุ้มว่า “เขาคือคนเพียงผู้เดียวที่ข้า มองพลาดไป”
นางมีท่าทางหม่นเศร้าเล็กน้อย เดิมทีคิดว่ามองเขาสูงพอแล้ว คิดไม่ถึงว่าถึงท้ายที่สุดจะยังคงดูแคลนเขาอยู่ดี
“หากปีนั้นเจ้าไม่ได้มองเขาพลาด มีความสัมพันธ ์กับเขาที่อุตรกุ รุทวีป บางทีใต้หล้านี้ก็อาจจะไม่ใช่วิถีทางโลกอย่างในทุกวันนี้แล้วก็ ได้”
นักพรตคลี่ยิ้ม เอ่ยว่า “อีกอย่างคาว่ามองสูงของศิษย์น้องเซียวก็ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สูงไปยังไง ก็แค่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตเดินทางไกลคน หนึ่งไม่ใช่หรือ? อีกทั้งยังพูดกับคนอื่นอย่างหนักแน่น มั่นใจมากว่า ชั่วชีวิตนี้เขาจะได้ครอบครองกระบี่บินแค่สองเล่มอย่างชูอีสืออู่ เท่านั้น”
สตรีชุดกระโปรงเขียวพยายามพูดเปลี่ยนจากหนักกลายเป็ นเบา ด้วยสีหน้าจนใจ “ผู้ฝึ กยุทธขอบเขตแปดเป็ นผักกาดขาวหรือ อย่างไร?”
นักพรตถาม “ทางฝั่งศูนย์ใหญ่มีข่าวอย่างอื่นอีกไหม?”
สตรีชุดกระโปรงเขียวพยักหน้า “คนบางคนเดินทางกลับจากใต้ หล้าห้าสีมาถึงที่นี่ มีคนเคยเห็นว่าแสงกระบี่ของนางดุจสายรุ ้ง ข้าม มหาสมุทรเดินทางไกล ดูจากทิศทางที่นางไปน่าจะเป็ นฝูเหยาทวีป”
แม้จะพูดแค่ว่า “คนบางคน” แต่นักพรตกลับรู ้ดีว่าเป็ นใคร นักพรตทาท่ากระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที หันหน้ามามองนาง นางพยักหน้า
หนิงเหยาผู้นั้น เกินครึ่งน่าจะฝ่ าทะลุขอบเขต…อีกแล้วและอีก แล้ว
ต่อให้มีจิตแห่งมรรคาหนักแน่นอย่างนักพรตร่างกายา เมื่อเขารู ้ เรื่องนี้ก็ยังอดมีสีหน้าเลื่อนลอยไปครู่หนึ่งไม่ได้ เอ่ยเสียงเบาว่า “น่า กลัว”
นางพยักหน้า “ฝ่ าทะลุขอบเขตเช่นนี้ เดิมทีก็ไร ้เหตุผลอยู่แล้ว นางออกไปจากก าแพงเมืองปราณกระบี่ได้แค่กี่ปีเอง ก่อก าเนิดฝ่ า ทะลุขอบเขตเป็ นหยกดิบได้สังหารสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาล ตอน เป็ นเซียนเหรินก็มีการถามกระบี่ครั้งหนึ่ง เล่นงานเสียจนลูกศิษย์ปิด ส านักของมรรคาจารย์เต๋าไม่เหลือเรี่ยวแรงให้เอาคืน เป็ นบินทะยาน แล้วทุกวันนี้ยังเป็ น…..
ถอนหายใจหนักๆ หนึ่งที แล้วเอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “พูดต่อไม่ออก แล้วจริงๆ คนเปรียบเทียบกับคนชวนให้คนโมโหตาย ช่างท าให้คน หมดอาลัยตายอยากเหลือเกิน”
จากนั้นนางก็ยิ้มเอ่ยว่า “เป็ นบุคคลอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าแล้ว เดินทางข้ามใต้หล้าก็ยังคิดอยากจะมาก็มา คิดอยากจะไปก็มา มี อิสระเสียจริง”
นักพรตร่างกายาพลันลุกขึ้นยืน พอเขาลุกขึ้นยืนก็ยิ่งขับให้ตัว เขาสูงใหญ่มากกว่าเก่าเขาถึงกับยังสูงกว่าบุรุษทางเหนือของแจกัน
สมบัติทวีปถึงหนึ่งช่วงศีรษะ เขาเอ่ยเสียงจริงจังว่า “โปรดอภัยที่ไม่ได้ ไปต้อนรับแต่ไกล”
แขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนั้นยังคงไม่เผยกาย เพียงแค่ยิ้มเอ่ยมา ประโยคหนึ่ง อีกทั้งยังไม่ปกปิดน้าเสียงเหน็บแนมของตัวเองเลยแม้แต่ น้อย
“ผู้อาวุโสทั้งสองท่านขอบเขตสูงกันขนาดนี้แล้ว อีกทั้งสถานะ ต่างก็ไม่ธรรมดา แต่กลับชอบพูดคุยเรื่องในบ้านของข้าขนาดนี้เชียว หรือ?”
สตรีกระโปรงเขียวมองตามสายตาของศิษย์พี่หลิวไปยังมุมหนึ่ง เห็นริ้วคลื่นกระเพื่อมเป็ นระลอก ในที่สุดผู้ที่มาเยือนก็เผยกาย
บุรุษชุดเขียวสะพายกระบี่ เรือนกายสูงเพรียว เส้นผมสีขาวตรง จอนหูกลับคืนไปเป็ นสีดาอีกครั้งแล้ว น่าจะเป็ นเพราะเลื่อนเป็ น ขอบเขตเซียนเหรินแล้ว
ทว่าสีหน้ากลับดูอ่อนล้า คงเป็ นเพราะการต่อสู้กับหม่าขู่เสวียน คว้าชัยชนะมาได้อย่างไม่ง่ายนัก
นางอดไม่ไหวถามอย่างประหลาดใจว่า “เจ้าขุนเขาเฉินมาถึงที่นี่ ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เฉินผิงอันยิ้มย้อนถาม “ข้าเองก็สงสัยเหมือนกัน ผู้อาวุโสทั้งสอง ท่านมาถึงแจกันสมบัติทวีปตั้งแต่เมื่อไหร่?”
สตรีชุดเขียวขมวดคิ้วมุ่นไม่พูดไม่จา
นี่คือมาซักไซ ้เอาเรื่องหรือ?
ขอบเขตที่แท้จริงในเวลานี้ของคนผู้นี้คืออะไร? ราคาที่ต้องจ่าย จากการที่เขาขอยืมขอบเขตไปจากลู่เฉินชั่วคราวก็คือถอยจากหยก ดิบไปเป็ นก่อก าเนิดหรือ
นักพรตใช ้เสียงในใจอธิบายให้นางฟัง “ก่อนที่ “นักพรตอู๋ตี” จะ ไปจากอารามได้ตบไหล่จงซาน ตอนนั้นก็สัมผัสได้ถึงความไม่ปกติ ของฐานกระดูกจงซานแล้ว มองดูเหมือนเป็ นเรื่องบังเอิญ แต่ที่แท้ กลับมีเจตนา ส่วนเขาแฝงตัวเข้ามาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้าเองก็ไม่รู ้ เหมือนกัน”
สตรีชุดเขียวยิ่งคลางแคลง “ท่านเป็ นเซียนเหรินก็ยังไม่รู ้อีก หรือ?”
อาชีพอย่างพวกเขาหากไม่ฆ่าคนก็ต้องถูกคนฆ่า เชี่ยวชาญการ อ าพรางตัวและลอบโจมตีมากที่สุด ไฉนถึงได้ถูกเฉินผิงอันจับได้ว่า ซ่อนตัวอยู่ที่นี่?
นักพรตกล่าว “บางทีอาจเป็ นเพราะการมาเยือนของเจ้าได้ เปิดเผยร่องรอยออกไป”
สตรีกระโปรงเขียวทั้งฉุนทั้งขัน
นักพรตร่างกายาเปิดปากเอ่ยว่า “ข้าชื่อหลิวเถาจือ คือผู้นาของ สายซีซานเจี้ยนอิ่น”
“ที่ใบถงทวีป อาจารย์เฉินได้เจอกับฉินปู้ อี๋ไปแล้ว นางคือผู้น าคน ก่อนของสายชิงอีอิงเถา หลังจากนางปลดประจ าการ ต าแหน่งก็ว่าง ลงอยู่นาน”
“ผู้ที่อยู่ในศาลาคนนี้คือศิษย์น้องหญิงของฉินปู้ อี๋ ชื่อว่าเชียวคู่ ส านักพวกเราไม่มีการตั้งฉายา ต่อให้ไม่ใช่สายเดียวกัน แต่ก็เรียก กันตามลาดับอาวุโสที่เท่าเทียม”
รูปลักษณ์ของเซียวผู่คือหญิงวัยกลางคน ผิวออกเหลืองเล็กน้อย แต่กลับมีบุคลิกเคร่งขรึมเปี่ยมอานาจทาให้คนไม่กล้าล่วงเกิน
นางปักปิ่นไม้ สวมชุดผ้าฝ้ าย สวมรองเท้าผ้า คลี่ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “หากข้าจะอวดอ้างว่าตนคือผู้กล้าแห่งเวหา ก็ช่างน่าละอายยิ่งนักเมื่อ เทียบกับเซียนกระบี่ผู้ไร ้เทียมทาน”
เฉินผิงอันยังคงนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้าน
เด็กหนุ่มเด็กสาวที่อยู่ในศาลา แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนาของคน ทั้งสาม ทว่าต่างก็สงสัยใคร่รู้ในสถานะและความเป็ นมาของคนชุด เขียวอย่างมาก
เด็กหนุ่มเพิ่งเฉิงที่วางกระบี่พาดขวางไว้บนเข่ามองแขกไม่ได้รับ เชิญด้วยสายตาเย็นชา
เด็กสาวจิ่งติ้งกลับมองเขาตาไม่กะพริบ คล้ายกับว่าได้เห็นภาพ เหตุการณ์อะไรที่เกินจริง ใบหน้าจึงเต็มไปด้วยความอยากรู ้อยาก เห็นระคนไปด้วยความตื่นตะลึง
เซียวผู่กล่าว “เคยโชคดีได้เห็นมาดยามที่เจ้าขุนเขาเฉินเข่นฆ่า กองทัพทหารม้าแคว้นเป่ยเยี่ยนและนักฆ่าของภูเขาเกอลู่อยู่ไกลๆ ใน
อุตรกุรุทวีป”
เฉินผิงอันกล่าว “ก่อนหน้านี้ไม่นานผู้ฝึกตนแห่งเปลี่ยวร ้างที่อยู่ รอบนอกของภูเขาทัวเยวได้เห็นการเข่นฆ่าครั้งนั้นอยู่ไกลๆ คาดว่าก็ น่าจะรู ้สึกเช่นนี้เหมือนกัน”
ดูเหมือนเซียวผู้จะฟังการประชดประชันจากในค าพูดของเซียน กระบี่หนุ่มไม่ออก ยังคงพูดเรื่องของตัวเองต่อไปว่า “ปีนั้นเจ้าขุนเขา เฉินขอบเขตไม่สูง แต่ระดับความเฉียบไวของพลังจิตกลับไม่ธรรมดา เลย”
ตอนนั้นเฉินผิงอันเดินทางร่วมกับสุยจิ่งเฉิงอยู่บนหลังม้า เขา สัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดบางอย่างจริงๆ แต่ไม่มีเบาะแสใดๆ ให้สืบเสาะ เป็ นแค่สัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่มีต่ออันตรายเท่านั้น