กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1111.1 นับแต่นี้ไปภูเขาลูกนี้แซ่เฉิน
เรือข้ามทวีปยังไม่ได้มีแค่ลาเดียวแล้ว ถ้าอย่างนั้นหินสังหาร มังกรก็น่าจะเริ่มมีเค้าได้บ้างแล้วไม่ใช่หรือ?
ขึ้นไปบนหลงเสอจง ขึ้นที่สูงมองไปยังทิศไกล เจ้าขุนเขาเฉินไม่ ทันระวังก็มองไปเห็นภูเขาหลงจี๋ลูกนั้น
ความคิดบางอย่างของเซียนกระบี่หมี่ไม่ควรจะเสนอออกมาตอน มีคนอยู่เยอะ
เป็ นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของสานักเบื้องล่าง ยังน้อยใจอีกหรือ?
หลีมู่โจว เจ้าอารามจิงเหว่ยคนปัจจุบัน
ตอนที่มานักพรตเป็ นขอบเขตก่อกาเนิด ยังไม่ทันไปถึงคอขวด ทว่าตอนที่กลับไปกลับเป็ นหยกดิบแล้ว
ก่อนหน้านี้อยู่ในห้องหนังสือของเซียนเว่ยนักพรตคนเฝ้ าประตู ของภูเขาลั่วพั่ว หลี่มู่โจวคล้ายกับได้ยินความลับสวรรค์ สภาพจิตใจ เปิดออกประหนึ่งฝนใหญ่ได้ตกชาระล้างฝุ่ นผง แล้วก็เหมือนเมฆที่ คล้อยออกมองเห็นแสงตะวัน บุกรุดหน้าประหนึ่งผ่าลาไม้ไผ่ ด่าน ภูเขาหลายชั้นของการฝึกตนเหมือนกระบอกไม้ไผ่ที่ถูกผ่าแตกไปที ละปล้อง
รอกระทั่งหลี่มู่โจวเดินออกมาจากเรือนแห่งใจ คืนสติกลับมา ก็ ฝ่ าทะลุขอบเขตแล้ว…อีกทั้งยังไม่มีการติดขัดชะงักค้าง นักพรตที่ จิตใจปลอดโปร่งโล่งสบายยังคงตรวจสอบจิตวิญญาณของตัวเอง อย่างละเอียดอีกรอบหนึ่ง ไม่มีปัญหาใดๆ จริงด้วย
หลี่มู่โจวรีบลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ทันใด ในใจมีถ้อยคาพันหมื่น อยากจะเอ่ย แต่ทุกค าเหมือนกลายมาเป็ นภาระ ได้แต่ก้มหัวกราบ ตามขนบลัทธิเต๋าอย่างจริงจังตั้งใจถึงที่สุดประหนึ่งนักพรตที่กราบ ไหว้ต่อ…ภูเขาแห่งเต๋าที่ตั้งตระหง่านอยู่ในฟ้ าดินอย่างศรัทธาจริงใจ
คราวนี้ทาเอานักพรตเซียนเว่ยอึ้งตะลึงไปทันที
นักพรตหลี่ต่อให้เจ้าไม่รู ้คาตอบของคาถามที่พับหน้ากระดาษ เอาไว้ แม้จะตอบไม่ได้แต่ก็ไม่น่าจะต้องละอายใจขนาดนี้สิ
ประเด็นส าคัญคือท าไมเจ้ายังตาแดงก าด้วยเล่า
คิดไปคิดมา เซียนเว่ยก็ได้แค่คาตอบที่พอจะโน้มน้าวตัวเองให้ เชื่อได้อย่างถูไถ ไม่เสียแรงที่เป็ นนักพรตรับธรรมโองการที่เดิน ออกมาจากพรรคใหญ่มีชื่อเสียง! มีมารยาทอย่างมาก! แค่ขออภัยก็ ยังต้องมีมารยาทจริงจังขนาดนี้
เซียนเว่ยอยากจะคารวะกลับคืนหลี่มู่โจว เพราะถึงอย่างไรตนก็ เป็ นคนเฝ้ าประตูของภูเขาลั่วพั่ว ยิ่งเป็ นเจ้าขุนเขาคนใหม่ของภูเขา เชียงฮว่อ แล้วยังรับลูกศิษย์มาด้วยอีกคน บนบ่าแบกภาระหนักอึ้ง พอมีสถานะเพิ่มมากขึ้นก็ยิ่งไม่ควรขาดมารยาท
คิดไม่ถึงว่าเจ้าขุนเขาจะเผยกายในห้องหนังสือ ใช ้มือข้างหนึ่ง จับแขนของเซียนเว่ยเอาไว้ ความหมายนั้นชัดเจนอย่างยิ่งแล้ว ก็คือ ไม่ให้เซียนเว่ยคารวะกลับคืน
หากไม่ได้เป็ นเจ้าอารามของอารามจิงเหว่ย มีกิจธุระรัดตัว บาง ทีหลี่มู่โจวก็น่าจะเป็ นนักพรตคนที่อยากจะอยู่ต่อมากที่สุด
ภูเขาลั่วพั่วแห่งนี้แปลกประหลาดแต่ก็ไม่แปลกแยก ทาให้หลี่มู่ โจวรู ้สึกใกล้ชิดสนิทสนมได้อย่างเป็ นธรรมชาติ
ตอนนั้นเฉินผิงอันเดินออกมาจากเรือนเป็ นเพื่อนหลี่มู่โจว ฝน ด้านนอกหยุดตกแล้วหลี่มู่โจวถึงขั้นลืมหยิบร่มกระดาษน้ามันคันนั้น มาด้วย ยังคงเป็ นเซียนเว่ยที่นึกขึ้นได้ หยิบร่ม
คิดไม่ถึงว่าเจ้าขุนเขาจะเผยกายในห้องหนังสือ ใช ้มือข้างหนึ่ง จับแขนของเซียนเว่ยเอาไว้ ความหมายนั้นชัดเจนอย่างยิ่งแล้ว ก็คือ ไม่ให้เซียนเว่ยคารวะกลับคืน
หากไม่ได้เป็ นเจ้าอารามของอารามจิงเหว่ย มีกิจธุระรัดตัว บาง ทีหลี่มู่โจวก็น่าจะเป็ นนักพรตคนที่อยากจะอยู่ต่อมากที่สุด
ภูเขาลั่วพั่วแห่งนี้แปลกประหลาดแต่ก็ไม่แปลกแยก ทาให้หลี่มู่ โจวรู ้สึกใกล้ชิดสนิทสนมได้อย่างเป็ นธรรมชาติ
ตอนนั้นเฉินผิงอันเดินออกมาจากเรือนเป็ นเพื่อนหลี่มู่โจว ฝน ด้านนอกหยุดตกแล้วหลี่มู่โจวถึงขั้นลืมหยิบร่มกระดาษน้ามันคันนั้น มาด้วย ยังคงเป็ นเซียนเว่ยที่นึกขึ้นได้ หยิบร่มแล้ววิ่งออกมาที่หน้า
ประตู ตะโกนเรียกนักพรตหลี่ แต่เฉินผิงอันกลับหันหน้ามายิ้มเอ่ยว่า “ถือเป็ นการแสดงความขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ ของนักพรตหลี่ เก็บ เอาไว้เถอะ”
เซียนเว่ยจึงได้แต่เก็บไว้ หลี่มู่โจวเขินอายเล็กน้อย อธิบายให้เจ้าขุนเขาเฉินฟังด้วยเสียง
แผ่วเบา “ร่มคันนั้นเป็ นแค่ของธรรมดาทั่วไป”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เป็ นแบบนี้ถึงจะดี ของขวัญเบาน้าใจหนัก ทุก วันนี้เซียนเว่ยมีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ถือว่าใกล้นัก ค่อนข้างเปลืองแรงเท้า วันที่ฝนตกอากาศอึมครึมก็สามารถเอาไปใช ้ ระหว่างเดินทางได้พอดี”
หลี่มู่โจวท าท่าจะพูดไม่พูด เพียงแค่เพราะการฝ่ าทะลุขอบเขต ของตนลี้ลับมหัศจรรย์เกินไป
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ถือว่าช่วยให้คาอธิบาย ที่หากจะบอกว่าแค่กล้อมแกล้มก็กล้อมแกล้มอยู่จริง แต่หากจะบอก ว่ามีเหตุผลก็มีเหตุผลอย่างถึงที่สุด “ผู้ฝึกบ าเพ็ญตน สะสมพลังตบะ ถือเป็ นเรื่องปกติ จุดตะเกียงอ่านตารายามค่าไก่ขันตอนเช ้า ก็ไม่ รู ้สึกตัวเลยว่าฟ้ าสว่างแล้ว“
หลี่มู่โจวพยักหน้า ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ไม่ว่าจะอย่างไร ภูเขาลั่วพั่ว ของอาจารย์เฉินก็คือพื้นที่มงคลของผินเต้าจริงๆ วันหน้าขอแค่มี
โอกาสจะแวะมาเยือนบ่อยๆ เมื่อจานวนครั้งมากเข้าก็หวังเพียงว่า อาจารย์เฉินจะไม่ร าคาญ”
เฉินผิงอันกล่าว “ในเมื่อสามารถเป็ นพื้นที่มงคลสาหรับการฝึก ตนของนักพรตหลี่ได้แน่นอนว่าก็ต้องเพราะพืชหญ้าของที่แห่งนี้มี ความใกล้ชิดกับท่านนักพรต ขนาดพืชหญ้ายังเป็ นเช่นนี้ นับประสา
| อะไรกับคน” หลี่มู่โจวถาม “ที่ห้องแห่งนั้น?” |
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “นักพรตหลี่สามารถไปปรากฏตัวได้แล้ว”
หลี่มู่โจวเดินออกจากเรือน ก้มหัวคารวะเฉินผิงอัน ก่อนจะเดิน ขึ้นเขาไปเพียงลาพัง
เฉินผิงอันเดินไปทางโต๊ะตัวนั้น ที่แท้ปรมาจารย์เวินก็ไม่ได้เจอ เผยเฉียน แต่ดันมาเจอกับป๋ ายเสวียนที่เฝ้ าตอรอกระต่ายแทน กาลัง ยุยงให้เวินจื่อซี่ลงนามในสมุดบางเล่ม
เจ้าอยากถามหมัดกับเผยเฉียนมากไม่ใช่หรือ? ก็ไปพร ้อมพวก เราเลยสิ คนเยอะก็กาลังเยอะ สองหมัดยากจะต้านทานสี่มือของศัตรู มีพี่เวินเป็ นกองหนุนที่สาคัญ ในอนาคตจัดการกับเผยเฉียนคนเดียว จะไปยากอะไร
เวินจื่อซี่มึนงงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เข้าใจสักนิดว่าเด็กน้อยที่หิ้ว กาน้าชาดื่มชาโกวฉี่ แค่เจอหน้าก็เชื้อเชิญให้เขามาเข้าพวกด้วยผู้นี้ ในสมองบรรจุอะไรอยู่กันแน่
เห็นบุรุษวัยกลางคนสวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียว เวินจื่อซี่ก็ลุกขึ้น ยืน สีหน้าเหยเก ร่างขึงเกร็ง กุมหมัดเอ่ยว่า “เวินจื่อซี่แห่งตาหนักห ลิงเฟยคารวะเซียนกระบี่เฉิน ครั้งนั้นที่อยู่บนภูเขาเหอฮวานเป็ น ผู้เยาว์ที่หุนหันพลันแล่นเบาปัญญา ล่วงเกินแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ไม่มีอะไรล่วงเกินไม่ล่วงเกินหรอก ถอยไป พูดหนึ่งก้าว ต่อให้ล่วงเกินข้าก็ไม่เป็ นไร ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่คน ครอบครัวเดียวกัน อย่างมากก็แค่เป็ นน้าบ่อที่ไม่ยุ่งกับน้าคลอง อยู่ นอกภูเขาลั่วพั่วกับต าหนักหลิงเฟย เจ้าและข้าคิดอยากจะพบเจอ หน้ากันอีกครั้งก็ยากยิ่งกว่าเดินขึ้นสวรรค์เสียอีก แต่ว่าจนถึงตอนนี้ เจ้าก็ยังเดาไม่ออกอีกหรือว่าคนผู้นั้นคือใคร?”
เวินจื่อซี่ถามอย่างสงสัย “หมายถึงคนที่ดื่มเหล้าร่วมโต๊ะกับเซียน กระบี่เฉินน่ะหรือ?”
เฉินผิงอันตอบ “ไม่อย่างนั้น?”
ทุกวันนี้ในหัวของเวินจื่อซี่เต็มไปด้วยปรมาจารย์เผยเฉียนจน ใกล้จะเกิดเป็ นจิตมารอยู่แล้ว ไหนเลยจะมีเวลามาสนใจเจ้าตะพาบ ปากเสียผู้นั้น หากเป็ นไปได้ล่ะก็ เขาอยากจะตบปากอีกฝ่ ายแรงๆ ด้วยซ้า
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “เวินจื่อซี่ ลองคิดดูให้ดีๆ ประโยคที่ว่า “หาก ผินเต้าคือบรรพจารย์ของอาจารย์เจ้า ข้าก็คืออาจารย์ของบรรพ จารย์เจ้า” ใครกันที่จะพูดได้?”
เวินจื่อซี่เหมือนถูกห้าอสนีผ่าลงหัวทันใด ปากอ้าตาค้าง คือ ภาพเหมือนของบรรพจารย์ที่แขวนไว้ในจุดที่สูงที่สุดของศาลบรรพ จารย์ในต าหนักเต๋า คือเจ้าลัทธิลู่แห่งป๋ ายอวี้จิงที่สวมกวานดอกบัว บนศีรษะผู้นั้นจริงๆ หรือ?!
เวินจื่อซี่น้าตานองเต็มใบหน้า หันหน้าไปทางภูเขาเหอฮวานแล้ว คุกเข่าคารวะด้วยพิธีการใหญ่สามกราบเก้าคานับ ร ้องสะอึกสะอื้นไม่ เป็ นเสียง พูดเสียงสั่นว่า “เวินจื่อซี่แห่งต าหนักหลิงเฟยคารวะบรรพ จารย์ไท่ซ่าง คารวะเจ้าลัทธิลู่!”
สายของลู่เฉินให้ความเคารพครูบาอาจารย์อย่างที่ไม่มีอะไรให้ ต้องพูดถึงจริงๆ
นับตั้งแต่เซียนฉาที่ด่าฟ้ าด่าดิน ไม่ว่าใครก็กล้าด่า มีเพียงไม่ด่า อาจารย์ของตัวเองจนมาถึงเทียนจวินเฉาหรงที่ถูกอาจารย์ของตัวเอง หลอกเรื่องการบินทะยานท่ามกลางแสงเรื่องรองทาให้เข้าใจผิดมา นาน แต่กลับไม่เคยมีคาบ่นคาตาหนิ กระทั่งมาถึงศิษย์หลานเซียง จวิน รวมไปถึงจ้าวฝูหยางที่ต่อให้จะถูกขับไล่ออกจากสานัก แต่กลับ ยังคงเห็นลู่เฉินเป็ นบรรพจารย์ เพียงแค่เพราะจ้าวฝูหยางแต่งกายเกิน ฐานะ เฉิงเฉียนเจินเหรินถึงคิดจะเล่นงานเขาให้ตาย….แน่นอนว่ายังมี เวินจื่อซี่ผู้หยิ่งยโสตรงหน้าคนนี้ด้วย
ป๋ ายเสวียนใช ้เสียงในใจถาม “อาจารย์เฉา คนผู้นี้นี่อย่างไรกัน? บอกไว้ก่อนนะว่าข้าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น ฟ้ าดินเป็ นพยาน ข้าก็แค่ เชื้อเชิญให้เขาได้มีพื้นที่บนตาราวีรบุรุษเท่านั้นเอง”
เฉินผิงอันอธิบาย “ไม่เกี่ยวกับเจ้า เขาอยากเจอคนผู้หนึ่งมาโดย ตลอด ผลคือได้เจอแล้วแต่กลับจาอีกฝ่ ายไม่ได้ คลาดกันไป ชีวิตนี้ ยังจะมีโอกาสได้เจออีกหรือไม่ก็ยังบอกได้ยาก”
ป๋ ายเสวียนพยักหน้า “ก็ถือว่าเป็ นคนที่จริงใจเปิ ดเผยคนหนึ่ง ลูกผู้ชายเช่นนี้ เขาควรจะได้เข้ามาอยู่ในต าราวีรบุรษ”
เฉินผิงอันยื่นมือออกมา “เอาสมุดเล่มนั้นมาดูหน่อยสิ”
ป๋ ายเสวียนสีหน้าตกตะลึง เอ่ยอย่างลิงโลดว่า “อาจารย์เฉาก็จะ บันทึกชื่อลงไปด้วยหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็มั่นคงแล้วน่ะสิ!”
เฉินผิงอันเขกมะเหงกจนป๋ ายเสวียนต้องยกสองมือกุมหัว เอ่ย อย่างขันๆ ปนฉุนว่า “รู ้หรือไม่ว่าตอนที่เผยเฉียนอายุเท่าเจ้า ข้าพูด กับนางหนึ่งประโยค อธิบายหลักการเหตุผลหนึ่งข้อต้องผ่านหัวสมอง มากี่รอบ”
ป๋ ายเสวียนไม่เสียแรงที่เป็ นป๋ ายเสวียน ถามหยั่งเชิงว่า “อาจารย์ เฉา จะเป็ นไปได้หรือไม่ว่าพอขอบเขตวิชาหมัดของเผยเฉียนสูงขึ้นก็ จะไม่ค่อยยินดีใช ้สมองแล้ว?”
เฉินผิงอันนวดคลึงหว่างคิ้ว ยื่นมือไปกดหัวป๋ ายเสวียน ยิ้มเอ่ยว่า “ความกล้าหาญน่าชื่นชม”
เวินจื่อซี่ยืดตัวขึ้นแล้ว สีหน้าก็กลับคืนมาเป็ นปกติแล้ว
เฉินผิงอันกล่าว “หากเวินเซียนซือไม่รีบร ้อนออกเดินทางก็ไปรอ ที่ภูเขาเที่ยวอวี๋เถอะ ช่วงนี้เผยเฉียนจะไปปรากฏตัวประลองฝีมือกับ เจ้าอยู่ที่นั่น”
เวินจื่อซี่เหมือนเป็ นคนละคน เอ่ยว่า “ไม่กล้าพูดว่าเป็ นการ ประลองฝีมือ แค่อยากจะขอให้ปรมาจารย์เผยชี้แนะสักหน่อย”
เฉินผิงอันกล่าว “แน่นอนว่าเจ้าคือผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกวร ยุทธ แต่กลับไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธเต็มตัว”
เวินจือซี่เงียบงัน
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “หากอยากจะขอเรียนวิชาหมัดจริงๆ ถ้า อย่างนั้นขึ้นเขาก็ง่าย แต่ลงเขากลับไม่แน่เสมอไปว่าจะง่ายแล้ว”
เวินจื่อซี่กล่าว “ผู้เยาว์เตรียมใจมาก่อนแล้ว”
เฉินผิงอันชี้ไปยังทิศทางของภูเขาเที่ยวอวี๋ “เผยเฉียนไปรอเจ้า อยู่ที่ตื่นเขาแล้ว”
เวินจื่อซี่กุมหมัดขอตัวลาแล้ววิ่งตะบึงจากไป พลังอานาจนั้นไม่ เบา ทาให้เกิดเสียงเหมือนฟ้ าผ่าบนพื้นดินไปตลอดทาง
ป๋ ายเสวียนเอ่ยชื่นชม “ถึงกับกล้าท้าสู้กับเผยเฉียนตัวต่อตัว น่า เคารพน่าเลื่อมใสคู่ควรให้ข้ายอมแหกกฎ จะบันทึกชื่อเขาลงไปก่อน ก็แล้วกัน”
เผยเฉียนเดินทางท่องยุทธภพร่วมกับอาจารย์พ่อไปไกลขนาด นั้น ระหว่างอาจารย์และศิษย์จึงมีความรู ้ใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยมา นานแล้ว ยกตัวอย่างเช่นก่อนหน้านี้โจวไห่จิ้งอยากถามหมัด เฉินผิง อันเอ่ยประโยคว่า “อย่าให้มีใจอยากเอาชนะมากเกินไป แล้วก็อย่าได้ ไม่เห็นเป็ นส าคัญมากเกินไป” ความหมายก็คือต้องการให้เผยเฉีย นให้ความส าคัญ แต่อย่าให้ทาลายความปรองดองเด็ดขาด วันนี้คา กล่าวที่เฉินผิงอันเอ่ยกับเผยเฉียน ประโยคหน้าหลังสลับต าแหน่งกัน พอดี ความหมายก็เข้าใจได้ไม่ยาก อันที่จริงก็แค่เรื่องเล็กน้อย นั่น คืออย่าให้มีคนตาย
เวินจื่อซี่ไปถึงตีนเขาของภูเขาเที่ยวอวี๋ เพิ่งจะกุมหมัด กาลังจะ เปิดปาก
เผยเฉียนเอ่ยแค่ประโยคเดียวว่า “ขอบเขตเดียวกัน”
หมัดพุ่งมาถึงในชั่วพริบตา
เวินจื่อซี่ไม่ทันได้ตั้งกระบวนท่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเอาคืน หมัด ของเผยเฉียนก็ต่อยเข้ามาที่คอแล้ว หมัดเดียวก็ล้มคว่า ดวงตาของ เวินจื่อซี่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยในทันที เลือดลมในร่างปั่นป่ วน เหมือนน้าท่วมทานบ
เผยเฉียนกระทืบเท้าเบาๆ อีกทีเวินจื่อซี่ที่นอนเลือดไหลออกจาก ทวารทั้งเจ็ดอยู่บนพื้นก็ร่างดีดเด้งขึ้น เผยเฉียนมาหยุดอยู่ข้างกาย
เขา นางตวัดปลายเท้าขึ้นก็เตะให้เวินจื่อซี่ลอยลิ่วไปอยู่บนลาน ประลองยุทธบนภูเขา
ขึ้นภูเขาง่ายอย่างแท้จริง
อยู่ดีๆ ก็มีคนหล่นลงมาจากบนฟ้ า
ทาเอาคนแปดคนที่กาลังฝึกวรยุทธอยู่ตกใจสะดุ้งโหยง
เวินจื่อซี่นอนอยู่บนลานดินของลานประลองยุทธ พยายามดิ้นรน จะลุกขึ้นมาหลายครั้งก็ยังท าไม่ได้ กระอักเลือดออกมาค าใหญ่ แต่ กลับกลายเป็ นว่าเลือดลมไหลเวียนสะดวกขึ้นหลายส่วน เงยหน้าเห็น ฟ้ าครามหมื่นลี้ สบายนัก!
หากมิอาจต้านรับสองหมัดในขอบเขตเดียวกันของเผยเฉียนก็จะ ไม่ลงจากภูเขาแล้ว!
เฉินยวนจีแค่กวาดตามองทีเดียวก็ตวาดว่า “ฝึกเดินนิ่งกันต่อ!”
ชายฉกรรจ์ที่นั่งแคะเล็บเท้าอยู่บนม้านั่งรีบตะโกนอย่างลนลาน ว่า “พี่น้องที่หล่นลงมาจากฟ้ าท่านนี้ ห้ามมาหลอกขอค่ายาจากพวก เราเชียวนะ”
นับแต่วันนี้เป็ นต้นไป ภูเขาเที่ยวอวี๋ก็มีปรมาจารย์ด้านวรยุทธที่ ทุกวันจะต้องโดนหมัดของเผยเฉียนหนึ่งหมัดเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
แล้วจากนั้นก็ต้องเจรจาเรื่องราคาค่าแช่ตัวในถังยากับอาจารย์ เจิ้ง หนึ่งวันหนึ่งราคา ราคาตลาดไม่เคยเหมือนกัน แต่เวินจื่อซี่ก็ คร ้านจะถือสาเรื่องนี้ เพียงบอกให้อาจารย์เจิ้งจดลงบัญชีไปทั้งหมด
คนแปดคนที่เดิมทีรู ้สึกว่าเรียนหมัดอยู่บนภูเขาเที่ยวอวี๋ค่อนข้าง จะยากล าบาก พอทุกวันได้เห็นภาพที่ปรมาจารย์ขอบเขตเดิน ทางไกลคนหนึ่งล้มไปกองอยู่กับพื้นลุกไม่ขึ้น นอนหลับอย่างสงบไป พักหนึ่ง ก่อนจะโงนเงนลุกขึ้นมา เลือดสดเปียกซึมเสื้อผ้า ทุกก้าวที่ เดินจะต้องมีรอยเท้าสีแดงสดทิ้งไว้บนพื้น….เมื่อเห็นเช่นนี้ การเรียน หมัดก็ไม่ได้ยากล าบากอีกแล้ว การป้ อนหมัดของเผยเฉียนไม่ได้ กาหนดเวลา หากสอนหมัดตอนเช ้า เวินจื่อซี่จะค่อนข้างชอบ โดนไป หนึ่งหมัด รู ้สึกว่ากระดูกทั่วร่างแทบจะแยกตัวออกจากกัน ก็แค่ไปแช่ ถังยาที่ไอน้าร ้อนๆ ลอยระอุ จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าสะอาด สะอ้าน นั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กอย่างสดชื่นปลอดโปร่ง พูดคุยอยู่กับ อาจารย์เจิ้ง มองดูเด็กหนุ่มเด็กสาวพวกนั้นฝึกหมัด ดีมากแล้ว หนึ่ง วันก็ได้รับการเติมเต็มแล้ว
แต่หากเผยเฉียนมาป้ อนหมัดตอนกลางคืน เวินจื่อซี่ก็จะต้องอก สั่นขวัญผวาไปเกินครึ่งวัน นั่ งอยู่บนเก้าอี้อย่างเซื่องซึม ไม่ กระปรี้กระเปร่า เขาไม่กล้าพูดเรียกร ้องเอาจากเผยเฉียน ยังคงเป็ น อาจารย์เจิ้งที่มีน้าใจ ช่วยปรึกษากับเผยเฉียนให้ บอกว่าการประลอง ในทุกวันให้กาหนดเวลาไว้เป็ นยามชื่อ (เก้าโมงถึงสิบเอ็ดโมงเช ้า) เพื่อเป็ นค่าตอบแทน เวินจื่อซี่ก็ต้องเป็ นผู้ช่วยอาจารย์เจิ้งและอาจารย์
เฉิน คอยสอนท่าเดินและท่าหมัดให้กับเด็กทั้งแปดคนนั้น ไปๆ มาๆ จึงถูกเรียกขานว่าอาจารย์เวินอีกคน ดังนั้นจึงมีคนผู้หนึ่งที่ “จะดูคน แค่จากหน้าตาภายนอกไม่ได้” นั่งคุยสัพเพเหระอยู่กับอาจารย์เจิ้ง เวินจื่อซี่ก็ไม่รู ้สึกว่าชีวิตการฝึกหมัดสอนหมัดที่เป็ นเช่นนี้น่าเบื่อไร ้ รสชาติอะไร
คนสองคนของภูเขาลั่วพั่วที่รู ้จักเสวยสุขอย่างมากนอนอยู่บน เก้าอี้หวาย เซียนกระบี่แทะเมล็ดแตง ปรมาจารย์กินล าไย
“น้องจง เจ้าอยู่ว่างแบบนี้ทุกวัน ดูเหมือนว่าจะไม่เข้าท่าเท่าใด นัก ได้ยินมาว่ามือกระบี่เฉานี่เป็ นผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองแล้ว และ ยังมีเฮ้อซินโจวก็ฝีมือไม่ได้อ่อนด้อย ไม่ต้องการชื่อเสียงของบุคคล อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าแล้วหรือ?”
“พี่หมี่ วันพรุ่งนี้วันมะรืนข้าจะแวะไปดูที่ภูเขาเที่ยวอวี๋สักหน่อย ได้ยินหมี่ลี่น้อยเล่าว่าที่นั่นมีผู้ฝึ กยุทธขอบเขตเดินทางไกลชื่อว่า เวินจื่อซี่คนหนึ่งเพิ่มมา ข้าจะลองไปพบหน้าสักหน่อย”
“น้องจง หากจาไม่ผิด เมื่อวันก่อนเจ้าก็พูดแบบนี้นะ บอกว่าจะ ไปพบเจิ้งต้าเฟิ งเพื่อชั่งน้าหนักของอดีตคนเฝ้ าประตูผู้นี้สักหน่อย ไม่ใช่หรือ”