กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1111.3 นับแต่นี้ไปภูเขาลูกนี้แซ่เฉิน
“วางใจเถอะ ถึงเวลานั้นเขาจะต้องซาบซึ้งใจอย่างมากแน่นอน มารดามันเถอะ หากเปลี่ยนมาเป็ นข้าแล้วแค่ช่วยถ่ายทอดมรรคง่ายๆ ให้กับพวกเด็กๆ แค่ไม่กี่วัน พูดจาเหลวไหลไม่กี่กระบุงก็จะได้เรียน เวทกระบี่ชั้นสูงสองชนิด…ต่อให้จะเป็ นเวทกระบี่ที่สามารถทาให้ป๋ า ยจิ่งถูกใจได้แค่ชนิดเดียวก็ตาม นับตั้งแต่หอบูชากระบี่แห่งนี้ไปจนถึง ภูเขาเที่ยวอวี๋ ต่อให้ต้องคุกเข่าเดินไปหรือต่อให้ต้องคลานไป ข้าก็ยัง ยินดี เจ้าขุนเขาบอกตามตรง ปีนั้นจิตแห่งการแสวงหามรรคาของข้า หนักแน่นจริงจังอย่างยิ่ง ที่ใดที่ใจมุ่งไปก็ล้วนบุกรุดหน้าไปอย่างห้าว
หาญ…”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “คาพูดก่อนหน้านี้ข้าเชื่อว่าพูดจาก ใจจริง เพียงแต่ประโยคสุดท้ายนี่เจ้าก็อย่าได้วาดงูเติมขาเลย บางครั้ง เสียวโม่ก็พูดคุยเรื่องในอดีตกับข้า จิตในการแสวงหามรรคาที่เจ้าเอ่ย ถึง ก็ไม่ใช่การได้เป็ นบรรพบุรุษของพวกผู้ฝึกตนอิสระของทุกวันนี้ หรอกหรือ? ฟันคนตายสักสี่ห้าคน ได้ตาราลับมาสักสี่ห้าเล่ม พอ เรียนเป็ นแล้วก็ไปขวางทางกลุ่มถัดไป ถ้ามีฉายาที่ฟังแล้วรื่นหูก็ฮุบ เอามาพร้อมกันด้วย”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างเขินอาย “เสี่ยวโม่นี่ก็จริงๆเลย เรื่องแบบนี้ก็เล่า ด้วยหรือ”
เฉินผิงอันกล่าว “มิน่าล่ะอาจารย์เจิ้งถึงได้โปรดปรานเจ้าเป็ น พิเศษ ที่แท้เขาก็มองเจ้าเป็ นผู้อาวุโสบนเส้นทางนี่เอง”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เจ้านครเจิ้งก็ชอบปล้นสะดมคนอื่น ฆ่าคนชิงทรัพย์ท าลายศพลบร่องรอยเป็ นประจ าเหมือนกันหรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แค่ว่าเก็บซ่อนเอา พราง สอดคล้องกับกฎระเบียบมากกว่า เพราะถึงอย่างไรก็อยู่ในใต้ หล้าไพศาล แต่หากอยู่ที่เปลี่ยวร ้างก็ไม่แน่แล้ว”
ไม่มีทางแย่ไปกว่าโจวมี่?
เซี่ยโก่วเอ่ย “หากเจ้าขุนเขาไม่ได้เปิดปากช่วยพูดผ่อนหนักให้ เป็ นเบา ข้ากับเสี่ยวโม่ก็คงไม่มีทางถ่ายทอดเวทกระบี่ให้กับกานถัง”
เฉินผิงอันถามอย่างประหลาดใจ “ท าไมล่ะ?”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “เสี่ยวโม่ไม่ชอบคนขี้ขลาดอย่างเฒ่าหูหนวก”
เสี่ยวโม่ไม่ชอบ นางจึงไม่ชอบตามไปด้วย
เฉินผิงอันกล่าว “พวกเจ้าไม่รู ้อะไร จากบันทึกลับในคฤหาสน์ หลบร ้อน สหายหลงเซิงผู้นี้ ตอนที่เป็ นหนุ่มก็เคยสร ้างวีรกรรม ยิ่งใหญ่มาก่อน เฒ่าหูหนวกไม่ยินดีจะเปิดเหล้าเก่าแก่กานี้ เชื้อเชิญ ให้คนมาดื่มอย่างเต็มคราบ ข้าที่เป็ นคนนอกก็คงไม่ก้าวล่วงแล้ว”
“หลงเสอจง” เรือข้ามทวีปที่พอมาถึงท่าเรือหนิวเจี่ยวก็ไม่จากไป ให้ภูเขาลั่วพั่วเช่าเปล่าเป็ นเวลาหนึ่งปี เรียกได้ว่าเป็ นเรื่องดีดุจขนม เปี๊ยะหล่นลงมาจากฟ้ า แล้วยังยื่นส่งมาที่ปากโดยตรงด้วย
เจียงซ่างเจินได้ไปเดินส ารวจเรือข้ามฟากอย่างละเอียดมารอบ หนึ่งแล้วก็ส่ายหน้า คือความบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวในความ
สมบูรณ์แบบ
ต่อให้เจินเหรินผู้เฒ่าอวี๋มีความจริงใจมากกว่านี้ ยินดีเป็ นฝ่ าย มอบภาพหลักหลายสิบภาพและภาพประกอบอีกหลายร ้อยภาพมาให้ ภูเขาลั่วพั่วพร ้อมกัน พอมาอยู่ในมือของเฉินผิงอัน เกรงว่าก็น่าจะ เป็ นเพียงกระดาษไร ้ค่ากองหนึ่งอยู่เหมือนเดิม
เหตุผลก็เรียบง่ายอย่างยิ่ง เพราะยันต์เดี่ยวที่ต้องให้เฉินผิงอัน แยกออกมาทีละชิ้นลองคานวณดูคร่าวๆ แล้วก็น่าจะไม่ต่ากว่าสาม ร ้อยหกสิบกว่าแผ่น
เรือยันต์บนโลกใบนี้มีจานวนอยู่มากมาย
และเรือลานี้ก็เรียกได้ว่าเป็ นบรรพบุรุษของ “เรือยันต์” เลยทีเดียว
ตอนที่เจียงซ่างเจินอายุยังน้อยเคยได้ถามคาถามที่ไร ้เดียงสา อย่างมากจากตาเฒ่าสวิน ท าไมไม่เปิดเผยมรรคกถาวิชาลับไม่แพร่ง พรายของศาลบรรพจารย์ เพื่อที่จะได้ให้พวกผู้ฝึกตนทาเนียบที่อยู่ ในพรรคได้เรียนรู ้กันไปด้วย
ผู้เฒ่าเพียงแค่ตบหัวของเด็กหนุ่ม ใช ้ประโยคหนึ่งตอบกลับอย่าง คลุมเครือ รอวันใดเจ้าเป็ นผู้มีอ านาจตัดสินใจแล้วก็จะรู ้เองว่ายินดีกับ ไม่ยินดี และท าได้กับท าไม่ได้ คือคนละเรื่องกัน
ที่โรงเรียนมีอาจารย์เจียงที่บอกว่ามาสอนหนังสือแทนอาจารย์ เฉินช่วงระยะเวลาหนึ่งมาสอนแทน
ก็ไม่รู ้ว่าอาจารย์เจียงที่แวะไปเยือนถึงบ้านพูดคุยกับสตรีนิสัยเผ็ด ร ้อนบางคนอย่างไร วันที่สองถึงได้มีเด็กนักเรียนที่ออกจากโรงเรียน ไปเรียนที่อื่นวิ่งกลับมาเรียนที่โรงเรียนเหมือนเดิม ทุกวันไม่ต้องเดิน ไปเรียนและเดินกลับบ้านไกลเหมือนเดิม เด็กนักเรียนคนนี้จึงมี ความสุขมาก
โดยภาพรวมแล้วเด็กนักเรียนสิบกว่าคนมีคนที่ชอบอาจารย์เจียง มากกว่า แล้วก็มีคนที่ชอบอาจารย์เฉินมากกว่า
นักพรตติงกลับมาที่ภูเขาลั่วพั่วเพียงล าพัง สีหน้าซับซ ้อน
ได้ยินว่าอาจารย์เฉินปิดด่านอยู่ที่เนินฝูเหยา โชคดีที่ก่อนเจ้า ขุนเขาจะปิ ดด่านได้บอกกับหมี่ลี่น้อยเอาไว้ว่าตอนที่นักพรตติง กลับมาให้เขาแวะมาถกมรรคากับตนที่เนินฝูเหยาเฉินผิงอันปิดด่าน หลอมกระบี่อยู่จริงๆ
ผู้ที่ปกป้ องด่านให้กับเขายังคงเป็ นเซี่ยโก่ว
ดังนั้นตอนนี้เซี่ยโก่วจึงยิ่งไม่พอใจเฒ่าหูหนวกเข้าไปใหญ่ นั่ง ยองอยู่ในห้องส้วมแต่ไม่ยอมถ่ายหรือ หากยังมาท างานแต่ไม่ยอม
ออกแรงเช่นนี้ แม้แต่ยศผู้ถวายงานทั่วไปก็จะปลดไม่ให้เจ้าเป็ นแล้ว นะ
แต่ก่อนที่เจ้าขุนเขาจะปิดด่านครั้งนี้กลับพูดว่าย่อมมีคนที่ยินดี จะเป็ นอาจารย์ผู้ถ่ายทอดมรรคาที่ภูเขาเที่ยวอี๋แทนผู้ถวายงานกาน ถัง แล้วยังจะมีจ านวนมากถึงหกคนด้วย
ก็คือนักพรตที่อยู่ตรงหน้านี้น่ะหรือ?
เซี่ยโก่วถาม “ไปแล้วหวนกลับคืนมา ต้องการอะไร?” พูดจาสุภาพไพเราะ ใครบ้างท าไม่เป็ น
นักพรตติงใช ้เสียงในใจสอบถาม “บทสนทนาระหว่างเสี่ยวเต้า กับผู้อาวุโสจะไปรบกวนการปิดด่านของอาจารย์เฉินหรือไม่?”
เซี่ยโก่วยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่หรอก อยู่ใกล้ในระยะประชิด แต่ กลับไม่ต่างจากฟ้ าดินสองแห่ง ด้วยตบะน้อยนิดของเจ้า คิดอยากจะ เสียงดังก็ไม่มีทางเสียงดังหนวกหูการหลอมกระบี่ของเจ้าขุนเขาพวก เราได้หรอก”
นักพรตติงจึงถอดรองเท้านั่งลงในระเบียง ไหล่ห่อคอตก ท่าทาง เชื่องซึมไม่กระปรี้กระเปร่า เอ่ยอย่างจนใจว่า “ตอนนี้เสี่ยวเต้าแยก ค าศัพท์สองค าว่าหยกดิบกับเซียนเหรินไม่ออกแล้ว”
ระหว่างที่นั่งเรือยันต์ของเซวียเทียนจวินกลับไป ได้ร่วมทบทวน กระดานกับเหล่านักพรตทั้งหลาย นักพรตติงตกใจคืนสติในฉับพลัน
ว่าตนคือขอบเขตเซียนเหรินนี่นา! ใช่ขอบเขตหยกดิบที่ต้องระวังว่า จะถูกตะวันจันทราบั่นทอนอายุขัยเสียที่ไหน?
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “คิดดูแล้วเจ้าขุนเขาของพวกเรา คงจะค่อนข้างโปรดปรานเจ้า ถึงได้ยินดีจะขัดเกลานักพรตน้อยจมูก โคหน้าเหม็นอย่างเจ้า เห็นว่าเจ้าไม่รู ้กาลเทศะ สติปัญญายังไม่เปิด จึงได้แต่หาข้ออ้างให้เจ้าหวนกลับมาที่ภูเขา เป็ นเรื่องดี เลิกท าหน้า อมทุกข์ได้แล้ว”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ของเซี่ยโก่วนั้นเรียบง่ายมาก เจ้าอย่าได้ไม่รู ้คุณค่าไมตรีที่ผู้อื่นมอบให้ ไม่รู ้จักแบ่งแยกดีเลว ระวัง จะถูกฟัน
เจ้าขุนเขาที่อยู่ในห้อง เมื่อวันก่อนหลอมกระบี่ก็ถูกเล่นงานอีก เป็ นครั้งที่สอง
คราวก่อนลาคอถูกรัดจนเกิดรอยเลือดน่าตกตะลึงเส้นหนึ่ง บอก ว่าน่าตกใจ ไม่ใช่ว่าบาดแผลน้อยนิดแค่นี้จะเกินกว่าเหตุสักเท่าไร แต่เป็ นเพราะขอบเขตสิบสี่ที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังเงามืดหนาทึบผู้ นั้นสามารถมองข้ามค่ายกลพิทักษ์ภูเขาของภูเขาลั่วพั่วและตราผนึก หนาชั้นของเนินฝูเหยาแห่งนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เปิดเผยเบาะแสเลย แม้แต่น้อยกลับสามารถทาให้ผู้ฝึกยุทธชั้นคืนความจริงของขอบเขต ปลายทางได้รับบาดเจ็บถึงระดับนี้ได้ การลงมืออามหิตในครั้งที่สองก็ ยิ่งกรีดให้แผ่นหลังของเฉินผิงอันที่จิตใจจมจ่อมอยู่กับการหลอม กระบี่เกิดเป็ นบาดแผลลึกเห็นไปถึงกระดูก นี่ทาให้เซี่ยโก่วที่รับหน้าที่
เฝ้ าด่านโมโหจนกัดฟันกรอด โชคดีที่เฉินผิงอันละทิ้งการหลอม กระบี่อีกครั้ง แล้วก็ยังมีจิตใจที่หนักแน่ น ไม่มีความห่อเหี่ยว ทอดอาลัยแม้แต่น้อย เขาเปิดประตูห้องออกมานั่งตรงระเบียง พูดคุย กับเซี่ยโก่วอยู่พักหนึ่ง
โชคดีที่เฉินผิงอันมีนกในกรงอยู่เล่มหนึ่ง
ไม่อย่างนั้นผลลัพธ ์จากการที่ต้องละทิ้งไปกลางคันระหว่างปิ ด ด่านย่อมไม่เล็กเลย เบาหน่อยก็คือปราณวิญญาณในฟ้ าดินไหล ออกไปด้านนอก หนักหน่อยก็คือปราณแห่งมรรคาของทั้งร่างลดฮวบ หายไปหรือไม่ก็ตบะถูกหักลบไปหลายสิบปี
เพียงแต่ว่าเรื่องการไหลหายไปของปราณวิญญาณนั้น นับแต่ โบราณมาก็ง่ายที่จะปล่อยออกไป ยากที่จะเก็บกลับมา การร่ายวิชา อภินิหารทุกบทก็คือการทุ่มเงินออกไปนอกกระปุกเก็บเงินอย่าง แท้จริง
แบ่งลมปราณในฟ้ าดินออกเป็ นสองขุมคือขุ่นมัวกับใสสะอาด ต้องให้ผู้หลอมลมปราณค่อยๆ สาวเส้นไหมออกมาทีละน้อย ผู้ที่ ขอบเขตสูง แน่นอนว่าค่อนข้างจะผ่อนคลายแต่หากเป็ นผู้หลอม ลมปราณที่เป็ นห้าขอบเขตล่าง ลาพังแค่เรื่องนี้ก็ต้องสิ้นเปลืองเวลา ไปมากมาย หากไม่มีวิชาที่สืบทอดมาจากทางตระกูลหรือมีอาจารย์ คอยช่วยชี้แนะ ไม่มีสมบัติวิเศษที่สืบทอดมาจากสานัก ทั้งไม่มีดิน อวยพรจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตระกูลเซียน แล้วก็ไม่มีทั้งคน สามัคคี แน่นอนว่าต้องเจอกับอุปสรรคในทุกด้าน ฝึกตนไม่ราบรื่น
หนึ่งขอบเขตจะต้องมีด่านของหนึ่งขอบเขต ยิ่งกลัวว่าจะหลงเดินไป ทางผิด พูดถึงแค่เรื่องของการหลอมวัตถุแห่งชะตาชีวิต ผู้ฝึ กตน ทาเนียบต่างก็มีลาดับขั้นตอนการฝึกตนสาเร็จรูป แต่ผู้ฝึกตนอิสระจะ ไป ถามมรรคา’ จากที่ใด? มีอาจารย์ถ่ายทอดวิชาให้ก็เรียกว่า สายสืบทอดแท้ แต่หากไม่มีคนนาทางก็ประหนึ่งอุปสรรคขัดขวางพัน หมื่นจั้ง ถูกผีบังตาให้ต้องสิ้นเปลืองเวลานี่ยังไม่ใช่จุดที่น่ากลัวที่สุด กลัวก็แต่ว่าการฝึกตนจะหลงเดินทางผิด เดินไปบนเส้นทางที่มิอาจ หวนคืน เดินไปสู่เส้นทางหัวขาด หลอมวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่เป็ นตัว ช่วยเสริมอย่างเสียเปล่า บางทีผู้ฝึกตนท าเนียบอาจจะสามารถรับได้ เพราะยังคงมีของที่เข้ามาแทนที่กันได้ แต่สาหรับผู้ฝึกตนอิสระที่เป็ น ดั่ง “หมาเร่ร่อนต้องคุ้ยดินหาอาหารกิน” แล้ว บางทีอาจต้องมีจุดจบ อันน่าอเนจอนาถที่มหามรรคาต้องขาดสะบั้นลงนับแต่นี้
ดังนั้นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของสานักอักษรจง อย่างน้อยที่สุด จะต้องมีการจัดวางค่ายกลใหญ่พิทักษ์ภูเขาไว้หนึ่งชั้น สายสืบทอดที่ แตกต่างกันก็จะมีค่ายกลของแต่ละยอดเขา มีการปลุกเสกเป็ นชั้นๆ ก็ เพื่อเก็บซ่อนลมรวบรวมน้า รวบรวมปราณวิญญาณ กาจัดปราณขุ่น มัวระหว่างฟ้ าดินอย่างที่มองไม่เห็น ต้องรู ้ว่าการโคจรค่ายกลใหญ่ ทั้งหมดต้องกินเงินเทพเซียน ค่าใช ้จ่ายก้อนนี้เมื่อลองเอาไปคูณกับ จานวนปี จานวนตัวเลขนั้นจะเยอะมาก นี่ก็ทาให้เกิดปัญหาที่สาคัญ มากอีกอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับว่าค่ายกลใหญ่พิทักษ์ภูเขาจะสามารถ ดึงดูดปราณวิญญาณฟ้ าดินของรอบด้านมาได้หรือไม่ หากค าตอบ
คือดึงดูดมาได้ ถ้าอย่างนั้น “รอบด้าน” กว้างใหญ่แค่ไหน สานักแทบ ทั้งหมดในประวัติศาสตร ์ต่างก็มีการเลือกที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็ล้วนถูก ลิขิตมาแล้วว่าจะอ้อมผ่านปัญหาที่ไม่อาจบอกกล่าวแก่ใครข้อนี้ไป ไม่ได้
โดยทั่วไปแล้วระหว่างสองสานักห่างไกลกันแค่หมื่นลี้เสียที่ไหน นี่ก็เพราะกลัวว่าจะเกิดการ “ปะทะกัน” ประหนึ่งแม่น้าลาคลองที่ช่วง ชิงเส้นทางน้ากันเอง
การเลือกของภูเขาลั่วพั่วค่อนข้างจะรับประกันความเสี่ยง แค่ ผนึกปราณวิญญาณฟ้ าดินไม่ให้ไหลออกไปข้างนอกก็พอ ไม่ได้ใช ้ วิธีที่ค่ายกลใหญ่สามารถใช ้“ลมปราณฮุบกลืนภูเขาสายน้า” ได้
ปี นั้นสานักกระบี่หลงเฉวียนที่อยู่ในอาณาเขตของฉู่โจวเช่น เดียวกันก็ท าแบบเดียวกันนี้ ทว่าต่อให้เป็ นเช่นนี้ เนื่องจากที่ตั้งของ สองสานักอยู่ใกล้เคียงกัน ก็เหมือนภาษาชาวบ้านที่บอกว่าเสือสอง ตัวอยู่บนภูเขาลูกเดียวกันไม่ได้ สานักกระบี่หลงเฉวียนจึงยังคงถูก “บีบ” ให้ต้องย้ายออกไป สาหรับสายตาของโลกภายนอกที่มองมาก็ คือหร่วนฉงผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของเชื้อพระวงศ์ต้าหลีจาเป็ นต้อง เป็ นฝ่าย “หลีกทาง” ให้กับอื่นกวานหนุ่มแห่งกาแพงเมืองปราณกระบี่ จาต้องหลบเลี่ยงประกายเฉียบคมอย่างห้ามไม่ได้
ซานจวินเว่ยป้ อช่วยย้ายภูเขาด้วยตัวเอง สกุลซึ่งต้าหลีที่เป็ นคน กลางก็มีการชดเชยส่วนหนึ่งให้กับหร่วนฉง นั่นคือยกอาณาเขต
ขนาดใหญ่ในดินแดนของมหาบรรพตอุดรเก่าของต้าหลีให้กับส านัก กระบี่หลงเฉวียน
ผู้ฝึ กตนคนอื่นๆ ของแจกันสมบัติทวีปมองว่าทุกอย่างนี้ล้วน สมเหตุสมผลดีแล้ว
ถึงขั้นที่ว่ายังมีข่าวลือเล็กๆ แพร่กันไปอย่างน่าเชื่อถือ บอกว่า เจ้าขุนเขาเฉินที่ภายใต้โชควาสนาอานวย เมื่อเจอกับลมและเมฆก็ กลายเป็ นมังกรได้สาเร็จ อันที่จริงตอนอายุยังน้อยเคยพยายามไปขอ ที่ลงหลักปักฐานที่ร ้านตีเหล็ก ผลคือถูกหร่วนฉงที่ดวงตามองสูงไม่ เห็นหัวใครดูแคลน รู ้สึกว่าเด็กหนุ่มยากจนไม่มีคุณสมบัติในการฝึก ตน ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมรับเฉินผิงอันเป็ นลูกศิษย์เข้าห้อง ฝ่ าย หลังหมดอาลัยตายอยาก ได้ทางานระยะสั้นอยู่แค่ไม่กี่วัน หร่วนฉงก็ ไล่เขาออก
ไม่รู ้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แจกันสมบัติทวีปเริ่มมีคากล่าวหลายอย่าง แพร่ออกไปอย่างลับๆ ท านองว่า “รับลูกศิษย์จะเหมือนหร่วนฉง เกินไปไม่ได้” “หร่วนอันดับหนึ่งที่มองคนแม่นยา” “เซียนกระบี่หร่วน ที่พลาดครั้งใหญ่
คากล่าวตลกขบขันพวกนี้ล้วนเป็ นหลิวเสี้ยนหยางที่เล่าให้เฉิน ผิงอันฟังเอง
ตอนนั้นเฉินผิงอันอัดอั้นอยู่นาน ก่อนจะถามว่าช่างหร่วนได้ยิน คาพูดพวกนี้แล้วรู ้สึกอย่างไร
หลิวเสี้ยนหยางครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่ง บอกว่าช่างหร่วน สีหน้าไร ้อารมณ์ ใจก็น่าจะไร ้คลื่นกระเพื่อม…กระมัง
อธิบาย? เรื่องแบบนี้จะให้เฉินผิงอันอธิบายอย่างไร? อธิบายกับ ซ่างหร่วนหรือควรจะไปอธิบายกับเจ้าพวกตะพาบของแจกันสมบัติ ทวีปที่แพร่ข่าวลือส่งเดชพวกนั้น?
อย่าให้ข้าผู้อาวุโสเจอพวกปากมากอย่างพวกเจ้าต่อหน้าเชียว ล่ะ ระวังจะรักษาหัวสุนัขเอาไว้ไม่ได้!
นักพรตติงถามอย่างระมัดระวัง “ผู้อาวุโสมีอายุขัยในการฝึกตน ยาวนานมากหรือ?”
เซี่ยโก่วกระตุกมุมปาก “นอนหลับมายาวนานมากๆ พลาด เรื่องราวไปมากมาย ไม่อาจนับอายุขัยการฝึกตนที่แท้จริงได้ ทาไม หากอายุมาก ขอบเขตสูงกว่าเจ้า ในใจเจ้าก็จะรู ้สึกดีขึ้นมาหน่อย หรือ?”
นักพรตติงส่ายหน้า “เสี่ยวเต้าไม่มีทางคิดเช่นนี้ การฝึกตนคือ เรื่องในบ้านของตัวเอง”
เซี่ยโก่วจึงพูดคล้อยไปตามคากล่าวของนักพรตน้อยผู้นี้ “เป็ น นักพรตคนหนึ่ง สิ่งที่สายตามองเห็น จับจ้องอยู่กับเรื่องตรงหน้าและ เรื่องข้างมือมากเกินไป สิ่งที่ในใจมองเห็นอย่างมากสุดก็เห็นว่าใน อนาคตของตัวเองจะเป็ นอย่างไร ไม่ค่อยคิดถึงมหามรรคาแห่งฟ้ าดิน
นอกเหนือจากร่างกายมนุษย์สักเท่าไร อย่างน้อยในความเห็นของข้า ก็ยากที่จะเรียกขานว่าเป็ นนักพรตได้”
“ไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็ นคนดีมีเมตตาที่ต้องล้มลุถกคลุกคลาน อยู่ในธุลีแดงหมื่นจั้ง เดินผ่านโลกมนุษย์ครั้งแล้วครั้งเล่าอะไรเสมอไป เพียงแต่ว่าทุกวันนี้นักพรตของลัทธิเต๋าสืบทอดวิชาเต๋อย่างพวกเจ้า นับตั้งแต่มรรคาจารย์เต๋าเป็ นต้นมา กระทั่งมาถึงบรรพจารย์ของแต่ละ ฝ่ าย บวกกับตาราเต๋ทั้งหลายที่สามารถเปิดอ่านได้ทุกเมื่อพวกนั้น ล้วนเรียกร้องให้พวกศิษย์ลูกศิษย์หลานสะสมคุณูปการนอกกาย และ ยิ่งต้องให้นักพรตเต๋าเสนอการสร ้างบุญกุศลแปดร้อยสามพันประการ อะไรนั่น ระบบสืบทอดสายเต๋าแบ่งแยกออกไปได้นับร ้อยนับพันเส้น สิ่งหนึ่งเพิ่มอีกสิ่งหนึ่งลด เกียรติยศความรุ่งเรือง ความอัปยศความ เสื่อมถอยแต่ในเมื่อทุกคนต่างก็มองเรื่องเรื่องหนึ่งเช่นนี้ ยึดถือใน ความเห็นแบบเดียวกัน แน่นอนว่าก็เพราะเรื่องนี้มีผลประโยชน์ให้ฉก ฉวย ความหมายที่ข้าอยากพูดอย่างแท้จริง เจ้าฟังเข้าใจหรือไม่?”
นักพรตติงพยักหน้า “ความหมายของผู้อาวุโส ผู้เยาว์เข้าใจ”
เซียโก่วหลุดหัวเราะพรืด “ไม่เข้าใจก็อย่าได้แสร ้งท าเป็ นว่า เข้าใจ อย่ามาเสแสร ้งต่อหน้าข้า”
นักพรตติงกล่าว “มิกล้า”
เซี่ยโก่วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “การที่ยอมพูดคุยกับเจ้าหลาย ประโยคเพราะรู ้สึกว่าเจ้าค่อนข้างเหมือนกับพวกนักพรตในโลก มนุษย์สมัยก่อน แต่ก็แค่เป็ นการเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ เท่านั้น”
“ปีนั้นพวกเขามองเรื่องของการฝึกตนสาคัญยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก ยอมอดทนกับความอัปยศแบกภาระยิ่งใหญ่ ไม่เคยพร่าบ่นถึงความ ยากลาบาก รสชาตินี้ พวกเจ้ามิอาจจินตนาการได้เลย หากสามารถ ได้ยินได้ฟังมรรคกถาหรือการถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงจากผู้อาวุโส ด้านการฝึกตนบางท่าน บางคนก็ถึงกับหมอบกราบ ร่าไห้น้าตานอง หน้าอย่างไม่ปิดบัง ทั้งกราบไหว้เพราะซาบซึ้งในพระคุณที่ยอดฝีมือ ถ่ายทอดวิชาให้ แล้วก็กราบกรานต่อบุญคุณในการอบรมปลูกฝัง ของฟ้ าดิน ยิ่งกราบไหว้จิตแห่งมรรคาของตัวเอง ไม่เคยละอายใจต่อ เส้นทางเบื้องหลังที่ตัวเองเคยเดินผ่านมา”