กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1111.5 นับแต่นี้ไปภูเขาลูกนี้แซ่เฉิน
นักพรตติงถาม “ไม่ทราบว่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของผู้อาวุโส อยู่ที่ภูเขาลูกใด?”
ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ที่นี่ให้นานหน่อย นักพรตติงก็ อยากจะท าความเข้าใจผู้อาวุโสท่านนี้ให้มากขึ้น ต่อให้ไม่ได้ถาม เรื่องมรรคกถา แต่ถามเรื่องปฏิทินเหลืองเก่าแก่เมื่อหมื่นปีก่อนจาก นางได้ก็ยังดี
เซี่ยโก่วกลอกตามองบน “ไม่มีพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่จริงจัง อะไร ภูเขาลั่วพั่วของพวกเราไม่เคยจัดงานพิธีเปิดยอดเขาอย่างเป็ น ทางการเลยสักครั้ง ในเมื่อขนาดเสี่ยวโม่ก็ยังไม่มีภูเขาเป็ นของตัวเอง ข้าแต่งกับไก่ตามไก่ แต่งกับหมาตามหมา แน่นอนว่าต้องไม่มี เหมือนกัน บางทีคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้ก็น่าจะเป็ นนักพรตเซียนเว่ย ที่เฝ้ าประตูผู้นั้นแหละจากนั้นค่อยเป็ นก่อกาเนิดทั้งหลายที่มีโอกาสจะ จัดงานพิธีตามมา เจ้าขุนเขาของพวกเรามีใจแล้ว”
นักพรตติงไม่รู ้ว่าควรจะพูดต่อค าอย่างไรดี
เฒ่าหูหนวกแห่งกาแพงเมืองปราณกระบี่ ผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้าผู้ นี้ บวกกับคนรักของนาง
ภูเขาลั่วพั่วของอาจารย์เฉินที่เพิ่งจะได้ครอบครองชื่อสานัก อักษรจง ดูเหมือนว่าพวกผู้ฝึ กตนใหญ่ที่ยืนอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ ค่อนข้างจะ…เบียดเสียดกันอยู่บ้าง
ภูเขาเจินอู่
ฟ้ าดินที่เดิมทีแสงตะวันสาดส่องเจิดจ้ากลายมาเป็ นมืดสลัว ประหนึ่งถูกเมฆหมอกหนาชั้นแผ่ปกคลุมเหนือยอดเขา
นอกภูเขา กายธรรมใหญ่โตโอฬารของคนผู้หนึ่งที่สวมชุดเขียว สะพายกระบี่เหยียบย่างมากลางอากาศว่างเปล่า มุ่งหน้ามาทางภูเขา ลูกนี้
เดินมาถึงด้านนอกซุ้มป้ ายประตูภูเขาของภูเขาเจินอู่ ความสูง ของเซียนกระบี่ก็หดเล็กลงจนไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป
ประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ออกเดินทางท่องไปในโลกมนุษย์ยาม ราตรี หดย่อพื้นที่ หมื่นอาคมมิอาจกั้นขวาง กาลเวลาไร ้ขีดจากัด
ในภูเขามีบรรพจารย์รูปลักษณ์เป็ นวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมา จากต าหนักหลัก ลงจากภูเขามาต้อนรับแขกด้วยตัวเอง
การพบเจอกันอีกครั้งหลังผ่านเวลาไปนานหลายปี เหมือนเรื่องนี้ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานทุกอย่างยังแจ่มชัดอยู่ในสายตา
สองฝ่ ายเจอหน้ากันเหมือนการคลี่กางม้วนภาพที่น้าหมึกยังไม่ ทันแห้ง
บุรุษวัยกลางคนที่ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาหรือบุคลิกลักษณะก็ คล้ายว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยผู้นี้ แม้กระทั่งการแต่งกาย ก็ยังเหมือนในปีนั้น ด้านหลังสะพายกระบี่ตรงเอวห้อยยันต์
เขาก็คือผู้ฝึกตนสานักการทหารที่พาหม่าขู่เสวียนออกไปจาก ถ้าสวรรค์หลีจูในปีนั้นคือผู้ถ่ายทอดมรรคาในนามของหม่าขู่เสวียน คือผู้ปกป้ องมรรคาในทางลับ ทั้งสองฝ่ ายมีศักดิ์เป็ นอาจารย์และศิษย์ กัน
ประหนึ่งพาตัวเข้ามาอยู่ในภาพม้าวิ่งแห่งกาลเวลา ได้กลับมา เยือนที่เดิมที่เคยมาเยือนอีกครั้ง บุรุษกวาดตามองไปรอบด้าน ยิ้ม บางๆ เอ่ยว่า “มีชีวิตชีวาสมจริง แยกไม่ออกว่าจริงหรือลวง เด็กหนุ่ม รองเท้าสานที่ปีนั้นคิดจะเอาชีวิตรอดก็ยังยากลาบาก มีวิธีการที่ดี เช่นนี้ได้ เซียนกระบี่เฉินที่ทุกวันนี้ได้เข้าร่วมงานพิธีที่ภูเขาตะวัน เที่ยงเรียบร ้อยแล้ว สามารถพูดได้มากขึ้นหลายประโยคแล้ว”
ไม่มีวี่แววว่าจะทาเรื่องใหญ่ให้กลายเป็ นเรื่องเล็ก ทาเรื่องเล็กให้ กลายเป็ นไม่มีเรื่องกลับกันยังเป็ นฝ่ ายเปิ ด “ฉากเกริ่น” ของบท สนทนาในปีนั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้เฉินผิงอันเปิดปากเตือน เขาด้วยซ้า
ในม้วนภาพ สถานที่คือสุสานเทพเซียนนอกเมืองเล็ก บุรุษกาลัง เอ่ยหลักการเหตุผลของเขากับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
“เจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะต่อรอง หากตกลงก็พยักหน้า ไม่ตกลงก็ เงียบต่อไป หากรู ้สึกว่าไม่เป็ นธรรม ไม่ยินยอม และหากเจ้ายังโชคดี หนีรอดไปจากเงื้อมมือของวานรเฒ่าได้ ถ้าอย่างนั้นวันหน้าเมื่อ ออกไปจากเมืองเล็กก็สามารถไปหาข้าที่ภูเขาเจินอู่ ทวงคืนความ ยุติธรรมที่ควรเป็ นของเจ้า
บนใบหน้าของเด็กหนุ่มไม่มีความเดือดดาลใดๆ สายตาของเขา เป็ นประกายเจิดจ้าเพียงแค่ตอบกลับไปประโยคเดียวว่า ‘หากมี โอกาส ข้าท าแน่
“หม่าขู่เสวียน” ที่เป็ นคนนอกสถานการณ์ในเวลานั้นก็เห็นได้ ชัดว่าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกบุรุษใช ้ประโยคหนึ่งตอก กลับไป ‘คนตายไม่มีคุณสมบัติจะทิ้งถ้อยคาอาฆาตให้กับคนเป็ น
สายตาของเฉินผิงอันในเวลานี้อยู่บนร่างของหนิงเหยาและ ตัวเองที่เป็ นเด็กบ้านนอกขาเปื้อนโคลนถือมีดสั้นไว้ในมือมากกว่า ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็รู ้สึกว่าตนกับหนิงเหยาช่างเป็ นคู่สร ้างคู่สมกัน จริงๆ
ถอนสายตากลับมาช ้าๆ เฉินผิงอันให้บุคคลในม้วนภาพถอย ออกไปจากฉากนี้ชั่วคราว สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ ขยาย พื้นที่ของสุสานเทพเขียนที่ยังไม่ถูกราชสานักต้าหลีเปลี่ยนเป็ นศาล แห่งนี้ให้กว้างออกไป ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ปีนั้นคาพูดประโยคนี้ของผู้ อาวุโสอาศัยสัญชาตญาณก็ฟังออกว่าไม่มีเจตนาร ้ายใดๆ ต่อข้า แต่ บอกตามตรง ตอนแรกข้าไม่เข้าใจหลักการเหตุผลข้อนี้ ภายหลังเมื่อ
ต้องเดินทางไกลหลายต่อหลายครั้ง ข้าคิดทบทวนอยู่หลายหน ขบ คิดไปขบคิดมาก็ขบคิดจนได้ความนัยบางอย่าง”
บุรุษเดินอยู่ด้านข้าง เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “อย่างมากก็แค่ ไม่มีความเป็ นศัตรูต่อเจ้าเท่านั้น แต่หากจะบอกว่ามีความหวังดีอะไร ก็ไม่ถึงขนาดนั้นเหมือนกัน ปีนั้นกลัวแค่ว่าเจ้าอายุยังน้อย อีกทั้งยังมี สตรีที่รักยืนมองอยู่ด้านข้าง ง่ายที่เลือดร ้อนจะพุ่งขึ้นหัว ทาอะไรโดย ใช ้อารมณ์ ก่อนที่จะเติบโตอย่างแท้จริงก็ต้องสะดุดล้มหัวทิ่มหมด อนาคตไปก่อน เป็ นเหตุให้ปมแค้นระหว่างเจ้าและข้าลึกล้ามา กว่าเดิม บรรพจารย์บางท่านของภูเขาเจินอู่สร ้างความล าบากใจ ให้กับผู้เยาว์คนหนึ่งในถิ่นของตัวเอง เรื่องทานองนี้หากแพร่ออกไป ย่อมไม่น่าฟัง”
เขามองออกแต่แรกแล้วว่าบนร่างของเฉินผิงอันมีปณิธานหมัด อยู่
เฉินผิงอันยังคงพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูดต่อไป “ผู้อาวุโสคือ ยอดฝีมือสานักการทหารที่ครบถ้วนทั้งการฝึกกาลังและการฝึกจิตใจ เป็ นเหตุให้ตัวอยู่ในภูเขาแต่มองออกไปนอกภูเขา ใช ้ความเป็ นเทพ เขียนของห้าขอบเขตบนมองเฉินผิงอันที่เป็ นมนุษย์ธรรมดาโดยที่ไม่ มีเจตนาร ้ายใดๆ เว้นเสียจากว่าอยู่ในสนามรบถึงจะเกิดความเป็ น ศัตรูกับใคร สุสานเทพเซียนที่ข้ากับหม่าชูเสวียนประมือกันไม่ใช่ สนามรบของผู้อาวุโส จึงทาให้ท่านไม่มีปราณสังหาร ยิ่งไม่มีจิต สังหาร ข้าถึงขั้นแน่ใจเลยว่าหากไม่ใช่ข้าที่เอาชนะหม่าขู่เสวียนได้
แต่เป็ นหม่าขู่เสวียนที่เอาชนะข้าได้ แล้วเขาคิดจะสังหารข้าอย่าง อ ามหิต ผู้อาวุโสก็จะยังขัดขวางอยู่เหมือนเดิม”
บุรุษพยักหน้า “จะขัดขวางไม่ให้เจ้าฆ่าเขา แล้วก็จะขัดขวาง ไม่ให้เขาฆ่าเจ้าเช่นกัน มีความล าเอียงเข้าข้างหม่าขู่เสวียนก็เพราะ สถานะในสานักของเขา ขณะเดียวกันก็ไม่ถึงขั้นล าเอียงเข้าข้างเขา เกินไปเพราะนิสัยส่วนตัวของข้าเองที่ไม่อนุญาตให้ข้าทาเรื่องต่าช ้า”
กล่าวมาถึงตรงนี้ บุรุษก็มีสีหน้าประหลาด “บุกมาด้วยพลัง อานาจดุดัน ยกเรื่องเก่ามาพูด คงไม่ใช่ว่าไม่ได้จะมาซักไซ ้กล่าวโทษ ข้า แต่จะมาขอบคุณข้าแทนหรอกนะ?”
เฉินผิงอันยังคงพูดอยู่กับตัวเองต่อ “แต่ไม่รู ้ว่าผู้อาวุโสตระหนัก ถึงข้อหนึ่งหรือไม่ หวนซู่ยังคงซุกซ่อนเจตนาร ้ายอย่างที่มองไม่เห็น แต่กลับไม่รู ้ตัว”
เป็ นครั้งแรกที่ถูกเฉินผิงอันเรียกชื่อออกมาตรงๆ บุรุษเก็บรอยยิ้ม “ยินดีจะฟังอย่างละเอียด ช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าหน่อย”
ไม่รู ้รูปโฉมที่แท้จริงของฟ้ าดิน รู ้เพียงว่าไฉนถึงมาอยู่ท่ามกลาง ธุลีแดง
ดูจากท่าทางแล้ว เซียนกระบี่เฉินคงคิดจะใช ้มารยาทก่อนแล้ว ค่อยใช ้ก าลังทีหลัง?!
หวนซู่กลับสังเกตเห็นว่าเฉินผิงอันเพียงแค่มองสบตากับตนด้วย รอยยิ้ม บอกเป็ นนัยแก่ตนว่าในเมื่อปริศนาอยู่ที่ตัวเอง ผู้ที่จะไข ปริศนาได้ก็ย่อมต้องเป็ นตัวเขาเองเท่านั้น?
แต่อันที่จริงเฉินผิงอันกลับกาลังใช ้ความคิดอย่างว่องไว หวนซู่มี ลาดับอาวุโสไม่ต่าอยู่ ในภูเขาเจินอู่ ว่ากันว่าเขาคือศิษย์น้องของเยว่ ติ่งเจ้าขุนเขาคนปัจจุบัน แต่หากไม่นับประสบการณ์ชีวิตในภูเขาเจิน อู่ของหวนซู่ รากฐานความเป็ นมาของเขากลับเป็ นปริศนา แม้กระทั่ง รายงานข่าวของต้าหลีก็ยังไม่มีบันทึกใดๆ เอาไว้ มีค าอธิบายอย่าง กระชับเรียบง่ายแค่ประโยคเดียวว่าคนผู้นี้มาจากปฐมสานักของ ส านักการทหารแผ่นดินกลาง เนื่องจากว่าตัวเองมีศิษย์พี่ที่ดี บวกกับ ที่คราวก่อนได้เจอกับปฐมบรรพบุรุษของสานักการทหาร และภูเขา เจินอู่ก็มีอวี๋สืออ้อยู่ด้วย…ไม่ใช่ว่าใจลอยไปไกลหมื่นลี้ บวกกับที่เฉิน ผิงอันเลือกที่จะใช ้การ “หลงลืม” คาศัพท์ บุคคลและเรื่องราวที่เป็ น กุญแจสาคัญเพื่อใช ้กักขังความเป็ นเทพหลายครั้งที่ได้เห็นและได้ยิน คาศัพท์ที่สาคัญอะไรบางอย่างซึ่งสามารถเป็ นกุญแจในการเปิดประตู ได้ เขาถึงจะจาอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ชั่วคราว ดังนั้นสิ่งที่เขาคิดใน เวลานี้จึงมีอู๋ซวงเจี้ยงแห่งตาหนักสุ้ยฉู แล้วขยายความคิดออกไป ตลอดทาง และยังมีเหวยเซ่อแห่งธวัลทวีปที่ถูกอู๋ซ่วงเจี้ยงจัดการไป รอบหนึ่ง…ความคิดที่เหมือน “ปลาพวงหนึ่ง” ที่ถูกตกขึ้นมาพร ้อมกัน พวกนี้ เหมือนเถาไม้กิ่งไม้รกหนาแห้งติดไฟแล้วเกิดเป็ นไฟใหญ่ลาม
ทุ่ง…ล้วนเป็ นสิ่งที่มิอาจควบคุมได้ เฉินผิงอันก็ได้แต่คิดถึงแล้วปล่อย ผ่านไป อีกทั้งยังต้องทาการสะบั้นความคิดทีละอย่างของตัวเองด้วย
หวนซู่เอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “ใช่แล้ว ที่แท้ก็เป็ นอย่างนี้นี่เอง ค าพูดดีเลวของมนุษย์สามารถแบ่งออกได้สามประเภท ประเภทแรก ยกตัวอย่างเช่นการใช ้ถ้อยค าหยาบคายเลวร ้ายท าร ้ายกันในหมู่ ชาวบ้านที่ตื้นเขินมากที่สุด ประเภทที่สองมีความคลุมเครือมากยิ่ง กว่า ไม่ต้องออกแรงในเรื่องเนื้อหาที่สื่อด้วยคาพูดและการใช ้ถ้อยคา ที่เป็ นลายลักษณ์อักษร แต่เป็ นการใช ้การเหยียดหยามและดูแคลนที่ ชนชั้นหนึ่งมีต่อคนที่ชนชั้นต่ากว่า ค าประเมินของเจ้าขุนเขาเฉิน ก่อนหน้านี้ถือว่าพูดอย่างเกรงใจแล้ว ผู้ฝึกตนสานักการทหารภูเขา เจินอู่อย่างข้า พูดประโยคนั้นกับเฉินผิงอันแห่งตรอกหนีผิง ก็ถือว่า อยู่ในประเภทนี้ ประเภทสุดท้ายนั้นเก็บงาอาพราง ยากที่จะรู ้ตัวได้ อย่างแท้จริง! เพราะว่ามาจาก…โลกที่หวนซู่อยู่ มีเจตนาร ้ายอย่างที่ มองไม่เห็นต่อโลกใบที่เฉินผิงอันอยู่ ทั้งสองฝ่ ายที่มาอยู่ในขอบเขตนี้ เชื่อว่าก็ไม่มีคาพูดอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว ไม่ต้องให้ใครเปิ ดปาก พูดคุยก็มีความต่างราวฟ้ ากับเหว ความดีความเลวชัดเจน”
มาจากผู้ที่พูดคุย มาจากระดับชั้นของคนที่พูดคุย มาจากโลก ทั้งใบ
บุรุษพึมพากับตัวเองไม่หยุด จมสู่ขอบเขตอันลี้ลับมหัศจรรย์ของ การถามใจตัวเองอย่างหนึ่ง “เต๋าอยู่ที่ตัวข้าหรือ? เต๋อยู่ที่ตัวเจ้าหรือ? มหามรรคาอยู่ในฟ้ าครามไร ้มลทิน อยู่ในดินเหลืองสกปรก…”
โดยไม่ทันรู ้ตัว รอกระทั่งหวนซู่คืนสติ เฉินผิงอันก็ถอนค่ายกล ออก คนทั้งสองมายืนอยู่หน้าประตูภูเขาแล้ว
เฉินผิงอันรอให้หวนซู่หลุดพ้นออกมาจากดินแดนนั้นด้วยตัวเอง แล้วก็หมุนตัวเตรียมจะจากไป
ขนาดหม่าขู่เสวียนกับหม่าหลันฮวา เฉินผิงอันยังแบ่งแยกได้ อย่างชัดเจน แล้วท าไมจะแยกเขากับหม่าขู่เสวียนออกจากกันไม่ได้ หรือควรจะพูดว่าแยกหม่าขู่เสวียนกับภูเขาเจินอู่และหวนซู่ผู้ ถ่ายทอดมรรคาออกจากกันไม่ได้
แล้วนับประสาอะไรกับที่ก่อนที่หม่าขู่เสวียนจะลงไปจากภูเขาก็ เป็ นฝ่ ายออกจากท าเนียบของภูเขาเจินอู่ด้วยตัวเอง ขนาดคน ประหลาดที่ชอบอีแล้วไม่ยอมเช็ดกันอย่างหม่าขู่เสวียนก็ยังยอมทาสิ่ง ที่ผิดแผกไปจากปกติเช่นนี้ นี่แสดงให้เห็นว่าอันที่จริงหม่าขู่เสวียนมี ความผูกพัน มีความรู ้สึกต่อส านัก ต่อหวนซู่อาจารย์ของเขา
หวนซู่ถาม “อาจารย์เฉินอธิบายหลักการเหตุผลเสร็จแล้วหรือ? นี่คือจะกลับแล้ว?”
“ไม่อย่างนั้น? ปีนั้นหวนซู่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากมาย เอ่ยแค่ไม่กี่ ประโยคเท่านั้น รวมๆ แล้วแก็แค่แปดสิบสี่ตัวอักษร”
เฉินผิงอันย้อนถาม “ทุกวันนี้ขอบเขตของข้าสูงกว่าเจ้า หมัด แข็งกว่าเจ้า ก็เลยพูดเพิ่มมาหลายค าหน่อย ให้เจ้าจ าเป็ นต้องอดทน ฟังตัวอักษรสองร ้อยหกสิบสี่คาที่ข้าพูดนี้ให้จบ”
ถอยไปพูดหนึ่งก้าว ไม่คิดอย่างนี้แต่คิดอย่างอื่น ตั้งใจจะพลิก เปิดบัญชีเก่าอย่างไม่ยอมลดราวาศอก คิดจะทวงความยุติธรรมอะไร มาจากเจ้าจริงๆ หวนซู่แห่งภูเขาเจินอู่ในทุกวันนี้สามารถมอบความ เป็ นธรรมให้เฉินผิงอันได้จริงหรือ?
ในเมื่อเป็ นเช่นนี้ ราลึกความหลังกันเสร็จไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นมา ด้วยความพึงพอใจก็ควรต้องกลับไปพร ้อมความพึงพอใจเช่นกัน
คิดไม่ถึงว่าหวนซู่จะเอ่ยว่า “อย่าเพิ่งรีบร ้อนจากไป เจ้าขุนเขารอ ให้เจ้าขึ้นเขาไปเป็ นแขกไม่ใช่แค่วันสองวันแล้ว”
เฉินผิงอันพูดกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง “คงไม่คิดจะปิ ดประตูตีสุนัขหรอก กระมัง?”
หวนซู่หลุดหัวเราะพรืด ส่ายหน้า อธิบายโดยไม่มัวอมพะน าอีก “ศิษย์หลานเจ้าขุนเขาของข้าคนนั้นอยากจะพูดเรื่องสามัญ เหม็นสาบเหรียญทองแดงเรื่องหนึ่งกับเจ้าขุนเขาเฉิน”
คราวนี้ถึงคราวที่เฉินผิงอันต้องประหลาดใจบ้างแล้ว ลาดับ อาวุโสของเจ้าหวนซู่สูงขนาดนี้เลยหรือ?
คงไม่ใช่ว่าเป็ นบุคคลที่เทวรูปร่างจริงมีคุณสมบัติได้กินควันธูป อยู่ในห้องข้างสองฝั่งตะวันออกและตะวันตกของศาลบรรพชนส านัก การทหารในแผ่นดินกลางหรอกนะ?
มิน่าเล่าตอนนั้นคนที่ไปเอาของแทนตัวสานักการทหารซึ่งเป็ น หนึ่งในสามลัทธิหนึ่ง สานักมาจากถ้าสวรรค์หลีจูถึงเป็ นคนผู้นี้ ไม่ใช่ เจ้าขุนเขาคนปัจจุบันของภูเขาเจินอู่หรือศาลลมหิมะ
หวนซู่ยิ้มเอ่ย “หม่าขู่เสวียนมีนิสัยอย่างไร เจ้าเป็ นคนบ้าน เดียวกับเขา ยังไม่รู ้อีกหรือ? ล าดับอาวุโสของเขาในภูเขา หากสูง กว่านี้อีกนิดก็คงสร ้างความอลหม่านได้มากกว่านี้”
แม้ว่าแจกันสมบัติทวีปจะเล็กที่สุดในบรรดาเก้าทวีปของไพศาล แต่กลับเป็ น “ทวีปใหญ่” เพียงหนึ่งเดียวที่มีศาลบรรพจารย์ของสานัก การทหารสองแห่งตั้งอยู่ในเวลาเดียวกัน
เจ้าขุนเขาของศาลลมหิมะคือเซียนกระบี่ที่ชอบขี่กระบี่ รูปโฉม เป็ นเด็กน้อย ดวงตาล้าลึก กลิ่นอายมรรคาทั่วร่างแข็งแกร่งโชติช่วง อย่างถึงที่สุด
ส่วนเจ้าขุนเขาของภูเขาเจินอู่มีชื่อว่าเยว่ติ่ง เป็ นบุรุษที่มีความสูง กลางๆ รูปโฉมไม่โดดเด่น
เยว่ติ่งเผยกายที่ตีนเขา กุมหมัดคารวะพร ้อมรอยยิ้ม “คารวะเจ้า ขุนเขาเฉิน บรรพจารย์อาหวน”
เฉินผิงอันเหลือบมองหวนซู่
หวนซู่ถลึงตาใส่เยว่ติ่ง
เยวดิ่งถึงได้รู ้ว่าตัวเองพลาดเสียแล้ว เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ตน เห็นว่าบรรพจารย์อาพูดคุยกับเฉินผิงอันอย่างถูกคอก็เลยคิดว่าไม่ จาเป็ นต้องปิดบังลาดับอาวุโสที่แท้จริงของท่านผู้อาวุโสอีกต่อไป
หวนซู่กล่าว “ช่วยพาตัวคนมาให้แล้ว ข้าจะไปที่ตาหนักบรรพ จารย์ก่อน ช่วงนี้ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าไปรบกวนข้า”
เยว่ติ่งคารวะอีกครั้ง “น้อมรับคาสั่ง น้อมส่งบรรพจารย์อากลับ ตาหนักไปเติมน้ามันคุมตะเกียง”
ตรงซุ้มป้ ายประตูภูเขามีผู้ฝึ กตนหญิงอายุน้อยคนหนึ่งเดินมา หน้าตาและลักษณะของนางคล้ายคลึงกับเยว่ติ่งอยู่หลายส่วน
เฉินผิงอันไม่ได้ขยับเท้าเดินขึ้นเขา เพียงถามว่า “เจ้าขุนเขาเยว่ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรจะปรึกษาหรือ? ข้าต้องกลับไปรับรองแขกที่ ภูเขาทันที คงไม่อยู่นานแล้ว”
เยว่ติ่งกล่าว “เดิมเจ้าขุนเขาเฉินก็เป็ นเซียนกระบี่ อีกทั้งยังมี สานักเบื้องล่างที่เป็ นสานักวิถีกระบี่อยู่แห่งหนึ่ง”
เฉินผิงอันพยักหน้า “สหายเซวี่ยหยวนมีความรู ้กว้างขวาง”
เยว่ติ่งรับคาต่อไม่ถูกจริงๆ
สตรีที่อยู่ตรงหน้าประตูภูเขาหลุดหัวเราะอย่างอดไม่ได้
เจ้าขุนเขาเฉินมีอารมณ์ขันจริงๆ พูดจาเหลวไหลด้วยท่าทาง จริงจังได้ถึงขนาดนี้?
ทุกวันนี้อย่าว่าแต่แจกันสมบัติทวีปเลย ทั่วทั้งไพศาล ใครบ้างที่ ไม่รู ้ว่าอิ่นกวานหนุ่มหวนกลับบ้านเกิดมาได้ไม่นานก็สร ้างสานักเบื้อง บนและเบื้องล่างสองแห่งติดๆ กัน
หากแค่เรื่องนี้ก็ถือว่ามีความรู ้กว้างขวางแล้ว อีกเดี๋ยวถ้าได้ พูดคุยกันเพิ่มอีกสักสองสามประโยค ตนที่เข้าใจภูเขาลั่วพั่วและ กาแพงเมืองปราณกระบี่ดีเหมือนสมบัติในบ้านตัวเองจะไม่ถือว่าเป็ น ผู้ที่มีความรู ้สูงส่งเทียมฟ้ าเลยหรือ?