กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1111.6 นับแต่นี้ไปภูเขาลูกนี้แซ่เฉิน
ดูท่าข่าวลือบางอย่างบนยอดเขาน่าจะเป็ นความจริง อิ่นกวาน หนุ่มบัญชาการณ์ คฤหาสน์หลบร ้อนมานานหลายปี สะสมกระบี่บิน ไว้หนึ่งกระบุง บรรจุคาเหน็บแนมประชดประชันไว้จนเต็ม
เฉินผิงอันตามองตรงไม่ล่อกแล่ก แสร ้งท าเป็ นไม่ได้ยินเสียง หัวเราะ
เยว่ติ่งเอ่ยอย่างอ่อนใจ “อย่าเสียมารยาท”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ฝึกตนอยู่ในภูเขาจาเป็ นต้องมีนิสัยที่ แท้จริง ดีกว่าการดีดลูกคิดอยู่ในท้องมากนัก เหนือมารยาทคาสั่ง สอนประจ าตระกูลสามารถปลดปล่อยนิสัยตามธรรมชาติได้ตาม สบาย นี่ก็คือตัวอ่อนของการฝึกตน”
เยว่ติ่งยิ้มบางๆ
สตรีผู้นั้นทอดถอนใจ อันที่จริงนางอายุมากกว่านะ
เยว่ติ่งพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ติดขัดที่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาและ การเรียนรู ้ด้วยตัวเองในภายหลังซึ่งต่างก็ไม่ถือว่าโดดเด่น ทาให้ข้า หยุดอยู่ที่ขอบเขตหยกดิบมานานหลายปี แต่ก็พอจะแตะคอขวดของ ขอบเขตหยกดิบได้แล้ว ทว่าไม่ใช่เพราะการสั่งสมพลังตบะของตัวข้า เอง แต่ต้องขอบคุณวสัตฤดูของปีหนึ่งที่จากไปอย่างเชื่องช ้า อาศัย
วาสนานี้ทาให้ความเร็วในการหลอมกระบี่บินไม่ใช่แค่เหนื่อยเพียง ครึ่งได้ผลสาเร็จเป็ นเท่าตัวเท่านั้น หลายปีมานี้ยังได้ใช ้แท่นสังหาร มังกรชิ้นหนึ่งซึ่งตัดออกมาจากภูเขาหลงจี๋มาทาการขัดเกลาคม กระบี่ทั้งวันทั้งคืนไม่มีหยุดพัก ในที่สุดก็มีลางของการปิดด่านได้แล้ว เป็ นเหตุให้ก่อนปิดด่าน หากเจ้าขุนเขาเฉินไม่มาเป็ นแขกที่ภูเขาเจิน อู่ ข้าก็จะต้องไปเยือนภูเขาลั่วพั่วอยู่ดี เป็ นฝ่ายไปพูดคุยเรื่องนี้กับเจ้า ขุนเขาเฉินด้วยตัวเองเพื่อแสดงถึงความขอบคุณ”
สีหน้าของเฉินผิงอันคลายลง เงียบไปพักหนึ่งก็พยักหน้าเอ่ยว่า “ที่แท้ก็เป็ นอย่างนี้นี่เอง เซียนกระบี่เยว่มีใจแล้ว”
เยว่ติ่งเจ้าขุนเขาคนปัจจุบันของภูเขาเจินอู่มีฉายาว่า เซวี่ย หยวน” เป็ นทั้งผู้ฝึกตนสานักการทหาร แล้วก็เป็ นทั้งผู้ฝึกกระบี่คน หนึ่ง เล่าลือกันว่ากระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของเขามีชื่อว่า “ฮวาซิ่น เฟิง” (ลมที่พัดมาพาให้ดอกไม้บาน)
บนโลกมีวิธีแบ่งช่วงเวลาของดอกไม้บานอยู่สองชนิด นั่นคือสิบ สองลมดอกไม้บานหรือไม่ก็ยี่สิบสี่ช่วงเวลา
ฝ่ ายแรกมีจานวนน้อย แต่กลับมีความหมายยิ่งใหญ่กว่า ฝ่ าย หลังมองดูเหมือนมีจานวนมากกว่า แต่อันที่จริงเมื่อเทียบกันแล้ว เส้นทางกลับแคบกว่า
ตามการอนุมานของเยว่ติ่ง วิชาอภินิหารกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต “ฮวาซิ่นเฟิง” ของเขาเล่มนั้นถือว่าเกี่ยวพันกับอย่างหลัง
เยว่ติ่งกล่าวต่ออีกว่า “ภูเขาเจินอู่ของพวกเรายินดีเอาหินลับ กระบี่ครึ่งหนึ่งของภูเขาหลงจี๋มาทาการค้ากับภูเขาลั่วพั่ว บอกตาม ตรง ส่วนของภูเขาหลงจี๋ต้าหลีที่เป็ นของภูเขาเจินอู่พวกเรา มีการ แบ่งเป็ นสิบส่วน สองส่วนในนั้นได้ส่งมอบไปให้ศาลบรรพจารย์ที่ แผ่นดินกลาง อีกหกคนซึ่งมีข้ากับบรรพจารย์หวนเป็ นหนึ่งในนั้น บ้างก็เอาไว้ใช ้ซ่อมแซมต าหนักบรรพจารย์ หรือไม่ก็เอาไว้หลอม กระบี่ของพวกเราเอง หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องชดใช ้น้าใจบางอย่างบน ภูเขา มีการแบ่งออกไปอีกเป็ นสองส่วน ซึ่งสองส่วนของในนั้นได้ผ่าน มติการประชุมของศาลบรรพจารย์แล้วเตรียมเก็บไว้ในคลังสมบัติของ ภูเขาเจินอู่ ตอนนี้ยังไม่ไปแตะต้องมัน เป็ นเหตุให้ตอนนี้บนภูเขาหลง จี๋ยังเหลือหินลับกระบี่อีกสี่ส่วนที่ยังไม่ผ่านการขุดเจาะ”
เฉินผิงอันรีบยื่นมือมาจับแขนของเจ้าขุนเขาเยว่ทันใด “ขึ้นไป พูดคุยกันบนภูเขา ค่อยๆ พูดคุยกัน เรื่องการกลับไปรับรองแขกที่ ภูเขาสามารถชะลอไว้ก่อนได้”
สองฝ่ายสบตากัน ล้วนไม่จาเป็ นต้องเอื้อนเอ่ย
อันที่จริงทั้งสองฝ่ายต่างก็โล่งใจด้วยกันทั้งคู่
คนหนึ่งรู ้สึกยินดีอย่างไม่คาดฝัน คิดไม่ถึงว่าจะสามารถพูดคุย ในเรื่องนี้ได้
ส่วนอีกคนก็ยิ่งสบายใจ เจ้าขุนเขาเฉินไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าไม่จา คนเพราะเพิ่งจะได้เป็ นราชครูของต้าหลี หาไม่แล้วราชครูเฉินไม่
จาเป็ นต้องออกหน้าด้วยตัวเองด้วยซ้า แค่ให้ราชส านักต้าหลีส่งคน มาสอบถามภูเขาเจินอู่คาเดียวว่าหินลับกระบี่ของสานักท่านยังมี เหลืออีกหรือไม่ เท่านี้ก็จบเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ?
การประชุมในศาลบรรพจารย์ก่อนหน้านี้ใช่ว่าจะไม่มีคนเสนอ ขึ้นอย่างลังเลใจ บอกว่าไม่สู้รีบขุดเจาะภูเขาหลงจี๋ ให้ของเข้ามาอยู่ ในกระเป๋ าให้สบายใจก่อน แล้วค่อยปรึกษากับศาลบรรพจารย์ที่ แผ่นดินกลางให้ช่วยเก็บรักษาแทนให้ ดีหรือไม่? เมื่อเป็ นเช่นนี้ต่อให้ เฉินผิงอันเป็ นราชครูก็ไม่สะดวกจะฉีกสัญญาที่ชุยฉานลงนามไว้ด้วย ตัวเอง สั่งปิดภูเขาหลงจี๋ก่อนทันทีแล้วค่อยเรียกร ้องเอาจากภูเขาเจิน อู่ ปล้นชิงเอาหินลับกระบี่ทั้งหมดที่ยังไม่ทันขุดค้นไป?
พอได้ยินข้อเสนอที่ฟังดูแล้วสวยหรู แต่แท้จริงกลับเป็ นข้ออ้างที่ ไม่ได้เรื่องสุดๆ นี้ เยว่ติ่งก็รู ้สึกจนใจเป็ นทบทวี ภูเขาลั่วพั่วอยู่ห่างจาก ภูเขาหลงจี๋แค่กี่ก้าวเอง? ไป “ลอบ” ขุดหินใต้เปลือกตาของเฉินผิง อัน ต่อให้เขาจะแสร ้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แต่ฮ่องเต้ของราช ส านักต้าหลีจะนิ่งดูดายปล่อยให้พวกเขาทาได้จริงๆ หรือ? ในใจจะไม่ ตาหนิว่า “กว่าข้าจะเชื้อเชิญให้เฉินผิงอันมารับหน้าที่เป็ นราชครูได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ภูเขาเจินอู่ของพวกเจ้าก็ร่วมแสดงความยินดีกับสกุล ซ่งต้าหลีของพวกเราเช่นนี้” จริงๆ หรือ?
แล้วนับประสาอะไรกับที่ตัวของเยว่ติ่งเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล ส่วนตัวหรือส่วนรวมตามเหตุหรือตามผล เขาก็ล้วนยินดีที่จะทา
การค้าในระยะยาวที่ร่วมมือกันแล้วทั้งสองฝ่ ายย่อมได้รับประโยชน์กับ ภูเขาลั่วพั่ว
กอดคอพูดคุยกับเจ้าขุนเขาเยว่เดินขึ้นบันไดไปด้วยกัน เฉินผิง อันเอ่ยชื่นชมว่า “สีส่วนที่เหลืออยู่บนภูเขาหลงจี๋ล้วนยกให้ภูเขาลั่ว พั่วทั้งหมด ความใจกว้างของสหายเยว่เป็ นเซียนเหรินได้แล้ว”
เยว่ติ่งมีท่าทางมึนงงไปอย่างเห็นได้ชัด ข้าบอกหรือว่าจะยกหิน ลับกระบี่ให้เจ้าขุนเขาเฉินทั้งหมด? ผลลัพธ ์ในการประชุมของศาล บรรพจารย์ก่อนหน้านี้คือให้ภูเขาลั่วพั่วสองส่วนหากว่าราชครูคน ใหม่ยังคงไม่พอใจ อย่างมากสุดก็ให้เพิ่มอีกแค่ส่วนเดียวเท่านั้น!
ให้ทั้งหมด? เจ้าขุนเขาเยว่เจ้าก็สามารถออกจากต าแหน่งเจ้า
ขุนเขาได้แล้ว
ตามความคิดของเฉินผิงอัน สามารถซื้อหินลับกระบี่สองส่วน จากภูเขาเจินอู่ได้ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวที่เดินทางมาในครั้งนี้แล้ว
อย่าว่าแต่แค่ขึ้นเขามาเป็ นแขกรอบหนึ่งเลย ให้ข้าไปเป็ นพ่อครัว ผูกผ้ากันเปื้อนไว้ที่เอวท ากับแกล้มให้เจ้าขุนเขาเยว่กับมือตัวเองสอง สามจานก็ยังไม่เป็ นปัญหา!
เยว่ติ่งหรือจะรู ้ว่าเจ้าขุนเขาเฉินคือคนเก่งเข้าสังคมที่เป็ นร ้านผ้า ห่อบุญและเถ้าแก่รองมาจนเคยชินแล้ว เขาเพียงแค่หันไปมองผู้ฝึก ตนหญิงที่อยู่ข้างกาย คิดไม่ถึงว่านางจะพยักหน้า “ท่านพ่อ เมื่อครู่นี้ ท่านเพิ่งพูดเองนะว่ายกให้ทั้งหมด”
เยว่ติ่งได้ยินประโยคนี้ก็ไม่มีความรู ้สึกเสียใจที่ลูกสาวพอเติบ ใหญ่ก็ไม่อาจเก็บไว้ข้างกายได้อีก ยิ่งไม่รู ้สึกว่านางเข้าข้างคนนอก มากกว่า กลับกันยังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เฉินผิงอันรู ้สึกประหลาดใจอยู่บ้างจึงหันไปมองนาง ไม่ได้ใช ้แช่ ตามบิดาของนาง ดูเหมือนจะชื่อซ่งจิงอะไรสักอย่าง เนื่องจากไม่ได้ลง จากภูเขาไปฝึ กประสบการณ์และเดินทางไปร่วมสนามรบ จึงไม่มี บันทึกอะไรในเอกสารคดีของกรมอาญาต้าหลี
มีการคาดเดาว่าด้วยรากฐานก าลังทรัพย์ภายนอกของภูเขาเจิน อู่ บวกกับเอกสารลับของราชส านักต้าหลี การขุดเจาะภูเขาหลงจี๋ไม่ มีทางรวดเร็วได้ขนาดนี้ ทุกวันนี้เหลือหินลับกระบี่อยู่แค่สี่ส่วนก็แสดง ว่าต้องมียอดฝีมือคอยให้การช่วยเหลือ ช่วยตัดแบ่งแท่นสังหารมังกร ให้พวกเขาแน่นอน
นางคลี่ยิ้มกว้าง “เฉินอิ่นกวาน ข้าเองก็เป็ นผู้ฝึกกระบี่เหมือนกัน เคยแอบไปเยือนกาแพงเมืองปราณกระบี่ เพียงแต่ว่าก่อนจะไป ข้า เคยให้ค าสาบานกับศาลบรรพจารย์ว่าจะไม่ออกกระบี่ ดังนั้นจึงถือว่า ไปเยือนมาเสียเที่ยว”
เฉินผิงอันพยักหน้า ยิ้มถาม “ขอละลาบละล้วงถามสักคา กระบี่ บินอักษรเดียวหรือ?”
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตกตะลึง “เรื่องนี้ก็เดาได้ด้วย หรือ เฉินอิ่นกวานสมกับเป็ นเทพในร่างมนุษย์จริงๆ!”
กระบี่บินอักษรตัวเดียวทุกเล่มในกาแพงเมืองปราณกระบี่ ผู้ที่ได้ ครอบครองกระบี่บินประเภทนี้ ขอแค่มีปรากฎคนหนึ่งก็จะถือเป็ น บุคคลส าคัญในส าคัญของเอกสารคฤหาสน์หลบร ้อน ก าแพงเมือง ปราณกระบี่จะต้องจัดหาผู้ปกป้ องมรรคาให้สองคนหรืออาจมากกว่า นั้น
ก็เหมือนอย่าง “ฮวาซิ่นเฟิง” กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของเยว่ติ่งที่ หากไม่ใช่ยี่สิบสี่ช่วงเวลา แต่เป็ นสิบสองลมดอกไม้บาน ถ้าอย่างนั้น ผลสาเร็จบนวิถีกระบี่ของเยว่ติ่งก็จะสูงได้ยิ่งกว่านี้
หลักการเดียวกัน หากกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของเยว่ติ่งคือกระบี่ บินอักษรเดียวในต านาน ยกตัวอย่างเช่น “ฮวา” (ดอกไม้)?! มหา มรรคาจะกว้างใหญ่แค่ไหน แค่คิดก็พอจะรู ้ได้
ทว่ากระบี่บินอักษรเดียวประเภทนี้ จานวนครั้งที่เคยปรากฏใน ประวัติศาสตร ์ก็มีน้อยมาก ต่อให้เป็ นที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ ส่วน ที่ถูกบันทึกไว้ หมื่นปีที่ผ่านมาก็มีไม่เกินสิบสี่เล่ม
จานวนตัวอักษรของ “ชื่อจริง” กระบี่บินมีมาก ไม่แน่เสมอไปว่า ระดับขั้นจะต้องต่า ยกตัวอย่างเช่นนกในกรงกับจันทร ์ใต้บ่อของเฉิน ผิงอันในปีนั้น และยังมี “กุยจวี้” ชื่อกระบี่บินที่กาหนดไว้ชั่วคราวของ หลิวจึงหลง ล้วนมีระดับขั้นที่สูงมาก
แต่ขอแค่เป็ นกระบี่บินอักษรเดียว ระดับขั้นจะต้องสูงมากอย่าง แน่นอน
เพราะนี่ทาให้ผู้ฝึ กกระบี่ไม่ต้องหลอมลมปราณฝึ กตนอย่าง ยากล าบากใดๆ ไม่ต้องข้ามผ่านด่านใดๆ ไม่ต้องถามใจฝึกมรรคา ก็ เหมือนอริยะปราชญ์ของลัทธิขงจื๊อที่ได้ครองชื่อแห่งชะตาชีวิตตัว หนึ่ง
เยว่ติ่งยิ้มถาม “ชื่อของนางเป็ นบรรพจารย์เจียงที่ช่วยตั้งให้”
ความภาคภูมิใจของคนเป็ นบิดาเอ่อล้นออกมาเหนือค าพูด ท่าทาง
ซ่งจิงถาม “เดาออกหรือไม่ว่าเป็ นอักษรตัวใด?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างเฉยเมย “เรื่องนี้จะเดาได้อย่างไร”
ซ่งจิงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
เฉินผิงอันหันไปคุยธุระกับบิดาของนางต่ออีกครั้งแล้ว
จิง คือชื่อของดวงดาวโบราณ ในเมื่อเป็ นชื่อที่เจียงไท่กงแห่ง ศาลบู๊ประทานให้ด้วยตัวเอง แน่นอนว่าต้องมีความหมายลึกล้า นับ แต่โบราณมาส านักการทหารก็ให้ความส าคัญกับการเปลี่ยนแปลง ของดวงดาวบนท้องฟ้ าอย่างมาก บทเยว่หลิ่งของตาราหลี่ซูบอกไว้ว่า ดวงจันทร ์ในฤดูใบไม้ผลิ ยามพลบค่าดวงอาทิตย์อยู่ในกลุ่มดาวขุย ในต าราดาราศาสตร์เทียนกวานมีบอกไว้ว่า กลุ่มดาวหูเก้าดวงอยู่ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกลุ่มดาวหมาป่ า คือคันศรแห่งฟ้ า หมายถึงการปราบกบฏและการพิชิตแดนไกล บวกกับที่การอธิบาย ตัวอักษรของอริยะปราชญ์ก็มีบอกไว้ว่า ดาวหูก็คือธงชัยที่สะบัดโบก
อยู่บนท้องฟ้ า ถ้าอย่างนั้นชื่อกระบี่บินของซ่งจิงยังจะต้องคาดเดา อะไรอีก?
ก็แค่อักษรคาว่า “หู” เท่านั้น
นางใช ้กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตตัดแบ่งแท่นสังหารมังกร ทั้ง สามารถช่วยให้ภูเขาเจินอู่ขุดหินได้เร็วยิ่งกว่าเดิม แล้วก็เป็ นการ หลอมกระบี่ที่ได้ผลดีที่สุดอย่างหนึ่ง ก็ไม่แปลกที่นางจะกล้าเสนอ ความเห็นในเรื่องใหญ่ของสานักประเภทนี้ และเยว่ติ่งเองก็ไม่รู ้สึกว่า นางก าลังทาเรื่องเหลวไหล
เดินขึ้นที่สูงไปบนเส้นทางเทพของภูเขาเจินอู่ช ้าๆ เยว่ติ่งเสนอ เงื่อนไขสามข้อ ข้อแรกจะต้องเลือกวันฤกษ์งามยามดี ภูเขาเจินอู่จะ ลงนามเป็ นพันธมิตรกับภูเขาลั่วพั่วและส านักกระบี่ชิงผิงอย่างเป็ น ทางการ สอง ผู้ฝึกกระบี่และผู้ฝึกยุทธของภูเขาเจินอู่สามารถไปฝึก ประสบการณ์ในสานักทั้งสองแห่ง และสานักสองแห่งก็ทาได้ เช่นเดียวกัน ส่วนจ านวนคนหากวันนี้ยังปรึกษากันไม่ได้ก็ค่อยพูดคุย กันอย่างละเอียดในวันหน้า สาม รอให้ใต้หล้าห้าสีเปิดประตูอีกครั้ง ภู เขาเจินอู่ก็เตรียมจะคัดเลือกคนตั้งแต่หกถึงเก้าคนมาไว้ ในอนาคต เมื่อพวกเขาเดินทางไปเยือนใต้หล้าห้าสีก็หวังว่าจะได้พักอาศัยอยู่ใน นครบินทะยานช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วค่อยออกเดินทางต่อ
ในเมื่อภูเขาหลงจี๋ส่วนที่เป็ นของสานักกระบี่หลงเฉวียนและศาล ลมหิมะได้ถูก “ขุดค้นจนเกลี้ยง” ไปนานแล้ว พวกผู้ฝึกลมปราณที่ หลายปีมานี้สร ้างกระท่อมฝึกตนอยู่ในภูเขาแห่งนั้น อันที่จริงก็แค่อยู่
ให้พอเป็ นพิธีเท่านั้น ตามสัญญาที่สี่ฝ่ ายลงนามร่วมกัน ไม่ว่ากอง ก าลังฝ่ ายใดที่ทาการขุดเจาะเสร็จสิ้นก่อนก็จะต้องถอยออกไปจาก อาณาเขตของภูเขาหลงจี๋ระยะเวลาที่ถือครองโฉนดที่ดินก็ให้เอาสิ่งนี้ เป็ นเกณฑ์ เพียงแต่ว่าหร่วนฉงกับศาลลมหิมะต่างก็มีความรู ้ใจกัน อย่างดีเยี่ยม ต่างฝ่ ายต่างก็มีความกังวลและสิ่งที่ต้องพิจารณา สรุปก็ คือทั้งสองฝ่ ายต่างก็ไม่ได้รายงานราชสานักต้าหลีไปตามจริง ต่อให้ ภูเขาเจินอู่จะรับรู ้ก็ไม่มีความจาเป็ นที่จะต้องเอาอกเอาใจสกุลซ่งต้า หลีในเรื่องนี้แล้วทาให้ความสัมพันธ ์กับสานักกระบี่หลงเฉวียนและ ศาลลมหิมะเลวร ้ายลง ดังนั้นหากวันนี้ภูเขาเจินอู่เจรจากับภูเขาลั่ว พั่วได้ส าเร็จ ภูเขาลั่วพั่วก็จะเก็บภูเขาหลงจี๋ทั้งลูกไว้ในกระเป๋ าของ ตัวเองได้แล้ว วกวนอ้อมค้อมไปมา สิ่งที่ในอดีตได้แต่ไขว่คว้าแต่ไม่ อาจได้มาครอบครอง ในที่สุดภูเขาลูกนี้ก็จะกลายมาเป็ นของเฉินผิง อันแล้ว
สาหรับเงื่อนไขสองข้อแรกที่ไม่ถือว่าเป็ นเงื่อนไขอะไร เฉินผิงอัน ย่อมตอบตกลงอย่างไม่มีความลังเลใจ แต่ข้อที่สาม เฉินผิงอันบอกว่า ต้องปรึกษากับนครบินทะยานก่อน
มองอิ่นกวานหนุ่มที่เริ่มพูดจาเหลวไหลด้วยท่าทางจริงจังอีกครั้ง ซ่งจิงก็ต้องอดทนอย่างยากลาบากถึงจะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ได้
ใครบ้างที่ไม่รู ้ว่าคฤหาสน์หลบร ้อนของนครบินทะยานในทุกวันนี้ หนิงเหยาก็แค่รับหน้าที่อิ่นกวานแทนใครบางคนเท่านั้น?
ถ้าอย่างนั้นเจ้าเฉินผิงอันยังต้องปรึกษากับใครอีก จะไปปรึกษา กับภรรยาของเจ้าทีไหน?
แต่บอกตามตรง ต่อให้ “บ้านเดิม” ของเฉินผิงอันจะอยู่ที่แจกัน สมบัติทวีป แต่ยามทีพูดถึงคนรักของเขา ผู้คนก็มักจะพูดกันว่าเขา อาจเอื้อมหนิงเหยา หากผูกสมัครเป็ นคู่บ าเพ็ญเพียรกันจริงๆ ก็เป็ น
นางที่แต่งให้คนต่ากว่า
แต่ซ่งจิงกลับไม่ได้รู ้สึกเช่นนี้ ไม่มีการอาจเอื้อมการแต่งให้คนต่า กว่าอะไรเลย พวกเขาสองคนคือคู่สร ้างคู่สมดั่งสวรรค์สรรสร ้างโดย แท้!
เปิดร ้านอยู่ที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ เฉินผิงอันก็แค่ดื่มเหล้า เล็กน้อย กลับบ้านดึกหน่อยเท่านั้น หนิงเหยาก็ตัดใจปิดประตูไม่ให้ เขาเข้าบ้านได้ลงคอ? พูดเหลวไหลกันทั้งนั้น
ไม่รู ้ว่าคิดไปเองหรือไม่ ซ่งจิงสังเกตเห็นว่าเฉินผิงอันหันมา เหลือบมองนางอีกแวบหนึ่ง รอยยิ้มของเขาเป็ นมิตร มีสายตาเหมือน ผู้ใหญ่ที่มองคนรุ่นหลาน เป็ นสายตาที่…ปลาบปลื้มและมีเมตตา?
เยว่ติ่งเพิ่มความเร็วฝีเท้าคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา เดินมาบัง อยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสองได้พอดี เจ้าขุนเขาเฉิน พวกเราคุย เรื่องการค้าก็ส่วนเรื่องการค้า เจ้าห้ามทาตัวเป็ นพระเอกในบันทึก ขุนเขาสายน้าบางเล่มเด็ดขาดเชียว!
ในเมื่อเจรจากันได้คร่าวๆ แล้ว เฉินผิงอันก็จะกลับเนินฝูเหยา เยว่ติ่งเองก็ไม่คิดจะเหนี่ยวรั้งเอาไว้ ประหลาดนัก เขาทาท่าเหมือน ป้ องกันโจรอย่างไรอย่างนั้น ทาเอาเฉินผิงอันมึนงงไปอย่างสิ้นเชิง
ดวงจิตเมล็ดงาจ าแลงร่างกลายเป็ นกายธรรม ทะยานลมเหยียบ อากาศกลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยา
เฉินผิงอันเปิดประตูห้องแล้วเดินออกมา คงเป็ นเพราะอารมณ์ไม่ เลว ชายแขนเสื้อสองข้างถึงได้โบกสะบัด
แล้วก็ถามแสกหน้านักพรตติงไปประโยคหนึ่ง ทาเอานักพรตติง เกือบจะต้องท ามุทราสร ้างความมั่นคงให้กับจิตแห่งมรรคา
“สหาย ข้าเพิ่งจะบรรลุวิชาบินทะยานที่หากพูดให้ฟังดูยิ่งใหญ่ก็ เรียกได้ว่าเป็ นการรวบรวมความสุดยอดเอาไว้ อยากเรียนหรือไม่ กล้าเรียนหรือไม่?”
พอคาถามนี้เอ่ยออกไป รอบด้านก็เงียบสงัดไร ้เสียง
บรรยากาศกระอักกระอ่วนถึงเพียงนี้
เซียนกระบี่เฉินมีท่าทางฮึกเหิม แต่นักพรตติงกลับปากอ้าตาค้าง ไปแล้ว
เซี่ยโก่วเป็ นคนทาลายความเงียบขึ้นมาก่อน นางถามเสียงเบาว่า “เจ้าขุนเขา ดื่มมาหรือ?”
ขุนนางผู้เรียบเรียงตาราที่ทางานอย่างระมัดระวังรอบคอบและ ขยันขันแข็งไม่รู ้ว่ากระโดดโผล่ออกมาจากมุมไหน มานั่งยองอยู่ตรง นั้น กางสมุดว่างเปล่าเล่มหนึ่งออก เตรียมจะจรดพู่กันบันทึกเรื่องนี้
มีชื่อบทและตอนแล้ว
เฉินจวินเพิ่งจะเลื่อนเป็ นขอบเขตเซียนเหริน แต่กลับบอกว่า สามารถถ่ายทอดวิชาบินทะยานได้แล้ว