กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1112.1 เหล่าผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ
น่าประหลาดนัก เฉินผิงอันที่พูดจายิ่งใหญ่ไม่ละอายไปแล้ว หลังจากนั้นก็แค่ถามความรู ้ทั่วไปที่เป็ นพื้นฐานจากนักพรตติง เท่านั้น
สหายเลี่ยงการกินธัญพืชเมื่อไหร่ ก่อนหน้านั้นกินอาหารสามมื้อ เป็ นประจ าหรือไม่ บนเส้นทางการฝึ กตน เลื่อนเป็ นขอบเขตใดใน ตอนไหน ยังจ าวันเดือนปี อย่างละเอียดได้หรือไม่รวมไปถึงข้อมูล อย่างละเอียดถึงวิธีการหายใจและการโคจรลมปราณแบบมหา จักรวาลและจุลจักรวาลในขอบเขตที่แตกต่างกัน…
อย่าว่าแต่นักพรตติงที่มึนงงเหมือนตกอยู่ในดงเมฆหมอกเลย แม้กระทั่งเซี่ยโก่วก็ยัง คร ้านที่จะแสร ้งทาเป็ นเข้าใจแล้ว นางไม่เข้าใจ จริงๆ ว่าเจ้าขุนเขาคิดอะไรอยู่กันแน่
หากคิดอยากจะถ่ายทอดมรรคาชี้แนะให้ผู้อื่น สอนวิชาบิน ทะยานอย่างที่บอกไว้จริงต่อให้เจ้าเฉินผิงอันจะบุกเบิกเส้นทางได้ใหม่ แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นธรรมดาสามัญขนาดนี้กระมัง?
ขุนนางผู้เรียบเรียงตาราจดบันทึกไปทีละเรื่อง ต่อให้เด็กชายผม ขาวจะเลื่อมใสในตัวบรรพบุรุษอื่นกวานมากแค่ไหนก็ยังอดนินทาใน ใจไม่ไหวอยู่ดี ชื่อบทนี้นางตั้งได้ดีมาก แต่เนื้อหาออกจะจืดจาง เหมือนน้าเปล่าเกินไปไหมนะ?
เฉินผิงอันถามรายละเอียดปลีกย่อยที่ตื้นเขินจนแทบจะทนฟัง ไม่ได้ไปแล้ว สุดท้ายก็ถามว่า “สหายติง คิดดีแล้วหรือยัง?”
นักพรตติงเองก็เป็ นคนตรงไปตรงมา ย้อนถามว่า “มีวิชาบิน ทะยานนี้แล้ว ทาไมอาจารย์เฉินถึงไม่ฝึกวิชานี้เอง?”
เด็กชายผมขาวที่นั่งยองอยู่ข้างทางพยักหน้ารัวๆ เป็ นไก่จิก
เมล็ดข้าวเปลือก เป็ นคาถามที่ดี
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ข้าต้องการพิศมรรคาและปกป้ องมรรคาอยู่ ด้านข้าง”
เซี่ยโก่วยกนิ้วให้เจ้าขุนเขา “คาพูดและการกระทาผสานเป็ น หนึ่ง ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ!”
นักพรตติงกล่าว “คิดดีแล้ว ลองเดิมพันดูสักตั้ง!”
เฉินผิงอันยิ้มตาหยี “เจ้าลองฝึกตนเหมือนที่เคยทามาอยู่ที่นี่สัก สองสามวันก่อน ไม่ต้องตื่นเต้น แค่ทาทุกอย่างให้เหมือนเดิม ควรทา อย่างไรก็ทาอย่างนั้น หลังจากนี้ข้าจะร่วมมือกับสหายมานั่งเป็ น เจ้ามือร่วมกันดู”
นักพรตติงสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วก็ได้ยินเซี่ยโก่วร้องเฮ้อ เอ่ย เตือนว่า “นักพรตน้อยเจ้านี่อย่างไรกันนะ เพิ่งพูดกันก็ลืมไปแล้ว ความเพียรพยายามแย่ไปสักหน่อย”
เฉินผิงอันเดินไปที่หอบูชากระบี่ แกะสลักตราประทับชิ้นหนึ่ง ให้ป๋ ายเสวียนด้วยตัวเอง ถือเป็ นการแสดงความยินดีที่เขาฝ่ าทะลุ ขอบเขตได้ส าเร็จ
ตัวอักษรของตราประทับคือค าว่า “เมฆลอยคล้อยพาขุนเขาท่อง ไปยังฟ้ าคราม” กระบี่บินของเจ้าเด็กนั่นมีชื่อว่า ‘อวิ๋นโหยว” (เมฆ
ลอยท่องเที่ยว)
เฉินผิงอันกล่าว “ตอนอยู่ที่ภูเขาเจินอู่ ข้าได้เจอกับผู้ฝึกกระบี่ คนหนึ่งที่ได้ครอบครองกระบี่บินอักษรตัวเดียว”
เฒ่าหูหนวกยิ้มเอ่ย “หาได้ยาก หาได้ยากจริงๆ”
ป๋ ายเสวียนถามอย่างประหลาดใจ “อาจารย์เฉา กระบี่บินอักษร เดียว? หมายความว่าอย่างไร?”
เฒ่าหูหนวกอธิบาย “ให้ยกตัวอย่างก็เหมือนการแต่งตั้งยศศักดิ์ ที่มีการแบ่งแยกระดับขั้น ส่วนใหญ่มักจะมีตาแหน่งสองตัวอักษร เหมือนอย่างซึ่งมู่ถั่วอ๋องแห่งเมืองหลวงสารองต้าหลีที่ครองตาแหน่ง อ๋องพร ้อมกับตัวอักษรตัวเดียวอย่างที่กล่าวถึงในนิยาย ซึ่งนี่จะมีค่า มากกว่าอ๋องสองตัวอักษร”
ป๋ ายเสวียนถามอย่างสงสัย “จงหยวนก็มีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิต เล่มหนึ่งที่มีชื่อสี่อักษร แต่กระบี่บินของเขาก็แข็งแกร่งจนไร ้เหตุผล ไม่ใช่หรือไร?”
เฒ่าหูหนวกหัวเราะร่า “จะพูดเรื่องอะไรต้องพูดถึงหลักการทั่วไป ก่อน แล้วค่อยพูดถึงกรณีพิเศษ”
ยกตัวอย่างเช่นตัวของเฒ่าหูหนวกเองก็เคยเห็นกระบี่บินอักษร เดียวเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “หราง (การทาพิธีขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร ้าย)
เฒ่าหูหนวกลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถามว่า “ใต้เท้าอื่นกวาน
คฤหาสน์หลบร ้อนมีสถิติอยู่กระมัง?”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ “ส่วนที่ถูกบันทึกลงในเอกสารมีแค่สิบสี่ เล่มเท่านั้น”
เฒ่าหูหนวกกล่าว “น่าเสียดายนัก”
มีความหมายสองชั้น หนึ่งคือเสียดายที่เจ้าของกระบี่บินแห่ง ชะตาชีวิตพวกนี้ ดูเหมือนว่าคนที่ขอบเขตสูงที่สุดก็เป็ นแค่เซียน กระบี่เท่านั้น ไม่มีใครเลื่อนเป็ นขอบเขตบินทะยานได้อย่างราบรื่น ความหมายชั้นที่สองก็คือกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตบางส่วนที่ได้ ครอบครองคุณสมบัติในการเป็ นกระบี่บินอักษรเดียว เจ้าของของ พวกมันรบตายกันเร็วเกินไป ตกต่ากันเร็วเกินไป บ้างก็ไม่ทันได้ ยกระดับขั้น บ้างก็ไม่ทันทาลายตราผนึกบางอย่างได้ มิอาจถึงขั้นที่ วิชาอภินิหารทะลุราบรื่นได้อย่างไร ้อุปสรรค เลื่อนเป็ นกระบี่บินอักษร เดียวได้ส าเร็จ
เฒ่าหูหนวกถาม “คงไม่ใช่ว่า?”
เฉินผิงอันกล่าว “จานวนเหมือนกับผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ ผู้ฝึก กระบี่ที่ได้ครอบครองกระบี่บินอักษรตัวเดียวก็น่าจะยิ่งนานยิ่งมี จานวนมากขึ้น”
เฒ่าหูหนวกขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “วันเดือน ล่วงเลย กาลเวลาไม่เคยรอคอยผู้ใด”
เฉินผิงอันเงียบไม่เอ่ยอะไร
นับตั้งแต่ปีก่อนจนถึงตอนนี้ เฉินผิงอันก็คอยเป็ นห่วงฝูเหยาทวีป อยู่ตลอดเวลา
หลังจากกลับมายังใต้หล้าไพศาล ในกลุ่มผู้ฝึกกระบี่ต่างถิ่นของ คฤหาสน์หลบร ้อนเขาก็ได้เจอแค่หลินจวินปี้กับเติ้งเหลียงเท่านั้น
ข้างกายมีเสี่ยวโม่เพิ่มมา รอกระทั่งวางใจในตัวเสี่ยวโม่ได้อย่าง เต็มที่แล้วก็มีเซี่ยโก่วโผล่มาอีก รอกระทั่งวางใจในตัวเซี่ยโก่วได้ เช่นเดียวกัน เสี่ยวโม่ก็ไปเยือนใต้หล้ามืดสลัว ตนต้องปิดด่าน ต้อง ให้เซี่ยโก่วช่วยคุ้มกัน
ดูเหมือนเซี่ยโก่วจะมองความกังวลของเจ้าขุนเขาออกจึงยิ้มเอ่ย ว่า “ทางฝั่งฝูเหยาทวีป ก่อนหน้านี้ข้าแอบแวะไปรอบหนึ่ง ไม่มีเรื่อง ใหญ่ที่น่าห่วงอะไร แต่หากไม่วางใจจริงๆก็ให้ผู้ถวายงานกานถังไป จับตามองอยู่ที่นั่นก็ได้ ถึงอย่างไรเขาก็อยู่ว่างอยู่แล้ว”
อะไรนะ?
หัวใจของเฒ่าหูหนวกบีบรัดตัว ต้องท างานอีกแล้วหรือ?!
ดวงตาแก่ๆ คู่หนึ่งที่ได้เห็นขุนเขาสายน้าเก่ามาก่อน มองความ น่าตะลึงพรึงเพริดอะไรของภูเขาสายน้าใหม่ไม่ออก ไม่ได้ยินถ้อยค า ที่บรรยายถึงฤดูใบไม้ผลิในเมืองอันรุ่งเรืองก็ง่ายที่จะทาให้พวกคน
เฒ่าคนแก่เสียใจ
ใต้หล้าไพศาล สงครามครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้น สถานที่ที่การสู้รบ ดุเดือดรุนแรงที่สุด อันที่จริงคือฝูเหยาทวีป ไม่มีหนึ่งใน
ทางฝั่งของแจกันสมบัติทวีปนี้ แน่นอนว่าก็ต้องโหดร ้ายมาก เหมือนกัน ทว่าอย่างน้อยที่สุดสกุลซ่งต้าหลีก็สามารถรักษาภูเขา สายน้าของครึ่งทวีปเอาไว้ได้?
ใบถงทวีป? นอกจากสานักบนภูเขาไม่กี่แห่งที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ แล้ว ล่างภูเขามีสงครามเกิดขึ้นแค่กี่ครั้งกันเชียว?
นี่เป็ นเหตุให้บนดินแดนของฝูเหยาทวีป แต่ละพื้นที่ล้วนพากัน กอบกู้แคว้น ต่างก็มีการตั้งปีรัชศกใหม่เอี่ยม
ราชสานักจินผูเพิ่งจะกอบกู้ชะตาแคว้นได้สามปี เมื่อฤดูหนาว ของปีก่อนได้สร ้างท่าเรือจินเซี่ยไว้บนหาดหลวนเจีย ท่ามกลางม่าน ราตรีของคืนนี้ พริบตานั้นแสงกระบี่ก็สาดส่องไปทั่วโรงเตี๊ยมตระกูล เซียนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนท่าเรือ ทิศทางที่แสงกระบี่มุ่งหน้าไปคือภูเขา เฉวียนเจียว
แสงกระบี่ที่พร่างพราวเส้นแล้วเส้นเล่าแหวกผ่าอากาศยามราตรี ลากล าแสงเป็ นเส้นๆ ทิ้งไว้กลางอากาศว่างเปล่า ดึงดูดสายตาผู้คน ไปตลอดทาง
ล าพังแค่เซียนกระบี่ที่มีชื่อเสียงซึ่งแค่มองก็จาได้ว่าเป็ นใครก็มี เซี่ยซงฮวาแห่งธวัลทวีปซ่งพิ่นแห่งเกราะทองทวีป อวี๋เยว่ ผูเหอและซือ
ถูจีอวี้แห่งหลิวเสียทวีป
นอกจากนี้ยังมีเซียนกระบี่อาวุโสขอบเขตก่อกาเนิดที่ชื่อเสียง เลื่องลืออีกหลายคน เมื่ออยู่ในสามทวีปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของไพศาลที่ผู้ฝึกตนใหญ่ตายดับไปมากมาย ทุกวันนี้ก็ถือว่าเป็ น บุคคลยิ่งใหญ่ได้อย่างสมชื่อแล้ว
และข้างกายเซียนกระบี่เหล่านี้ยังมีคนรุ่นเยาว์ที่ขี่กระบี่ได้อย่าง คล่องแคล่ว พวกเขาอายุน้อยจนสะดุดตา
นอกจากผู้ฝึ กกระบี่แล้ว เกรงว่าบนโลกใบนี้ก็คงไม่มีผู้ฝึ ก ลมปราณประเภทที่สองที่สามารถทาให้คนนอกที่มองมารู ้สึกว่าคาว่า “อ่อนเยาว์” มีน้าหนักได้ถึงขนาดนี้อีกแล้ว
การมาพบเจอกันครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อหาเงิน แล้วก็ไม่ใช่การลุยน้าขุ่น เพียงแค่เพื่อป้ องกันไม่ให้มีใครใช ้เวทลับท าลายเส้นแร่ธาตุ กระทบ ลามเดือดร ้อนเส้นสายใต้ดินของฝูเหยาทวีปทั้งแห่ง เป็ นเหตุให้หลาย สิบแคว้นใกล้เคียง…แผ่นดินจมดิ่ง” ไปในเสี้ยววินาที!
ซือกูจือวี้ถาม “สายแร่ธาตุที่ตอนนี้ยังไม่รู ้ว่าเป็ นธาตุอะไรสายนั้น จะสามารถกลายมาเป็ นเงินเทพเซียนชนิดใหม่ได้จริงๆ หรือ?”
นอกจากเงินเทพเซียนบนภูเขาสามชนิดอย่างเกล็ดหิมะ ร้อน น้อยและฝนธัญพืชแล้วในประวัติศาสตร์ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีเหมืองแร่ หินหยกที่ซุกซ่อนปราณวิญญาณไว้ตามธรรมชาติปรากฏขึ้นมา ก่อน แต่ว่าสุดท้ายเรื่องจริงก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเนื่องจากหินหยกพวก นั้นไม่บริสุทธิ์มากพอ การกระจายตัวของปราณวิญญาณไม่สมดุล มากพอ จึงไม่อาจเอามาใช้ได้ไม่ได้ระดับของการหล่อเงินที่ได้ มาตรฐาน เพราะถึงอย่างไรเหรียญเงินทุกเหรียญก็ไม่อาจมีราคา เท่ากันทั้งหมด แล้วจะหมุนเวียนได้อย่างไร อีกอย่างก็คือปริมาณ ส ารองสูงสุดของหินหยกเหล่านั้นก็คือปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งเช่นกัน นี่ จึงเป็ นให้สายแร่ทั้งหลาย อย่างมากสุดก็ได้แค่ถูกสานักหนึ่งแห่งหรือ หลายแห่งร่วมมือกันครอบครอง ขุดเจาะและหล่อหลอม กลายมาเป็ น วัตถุดิบพื้นฐานในการสร ้างอาวุธวิเศษต่างๆ บนภูเขา หรือไม่ก็เอามา สร้างเป็ นทรัพยากรในการลงทุน ส านักบางแห่งถึงได้ครอบครอง สานักเบื้องล่างเพราะสาเหตุนี้ และหน้าที่ของฝ่ ายหลังก็คือการ “เฝ้ า ภูเขา”
อันที่จริงซือกูจีอวี้ที่เป็ นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบได้ฝึกตนมา ตั้งแต่เด็กแล้ว แล้วก็ไม่เคยต้องกลัดกลุ้มกับเรื่องการกินการอยู่ เขา ไม่สนใจในเรื่องของการหาเงิน แค่รู ้สึกว่าขี่กระบี่เงียบๆ เช่นนี้
บรรยากาศอึดอัดเกินไป น่าเบื่อเกินไป ก็เลยหาเรื่องมาชวนคุยไป อย่างนั้นเอง
ผลคือไม่มีใครคุยกับเขา จึงกลายเป็ นว่าซือถูจือวี้หาเรื่องน่าเบื่อ ใส่ตัว
อยู่ในสถานที่แห่งอื่น เซียนกระบี่ขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งเป็ น ฝ่ ายชวนคุย หากไม่มีพวกคนประจบสอพลอเอ่ยคล้อยตามมาสอง สามประโยคก็ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
ทุกวันนี้ปมในใจที่ใหญ่ที่สุดของซือถูจือวี้ก็คือตอนนั้นไม่ได้พา เด็กคนสองคนมาจากกาแพงเมืองปราณกระบี่ รับตัวไว้เป็ นลูกศิษย์ ของตัวเอง
ดังนั้นยามที่มองไปยังกลุ่มเด็กรุ่นเยาว์ ไม่ว่าจะมองใครซือถูจือวี้ ก็รู ้สึกสบายหูสบาย ตา แต่พอหันไปมองเจ้าพวกคนแก่ๆ ซือถูจีอวี้ เห็นใครก็ขวางหูขวางตาไปหมด
โทษไปโทษมาก็ต้องโทษอิ่นกวานหนุ่มนั่นแหละที่ไม่ได้เห็นตน เป็ นสหายรักที่สนิทสนมกันที่สุด เหล้าที่ดื่มไปล้วนเสียเปล่าแท้ๆ
เซี่ยซงฮวาเซียนกระบี่หญิงแห่งธวัลทวีปเคยร่วมมือกับอิ่นกวาน หนุ่ มสังหารเผ่าปี ศาจขอบเขตหยกดิบตนหนึ่ง เนื่องจากสัตว์ เดรัจฉานตัวนั้นคือผู้ฝึ กกระบี่ ดังนั้นจึงค่อนข้างจะมีค่า คุณ ความชอบทางการสู้รบจึงไม่ธรรมดา
จานวนครั้งที่นางปล่อยกระบี่ตอนอยู่กาแพงเมืองปราณกระบี่ไม่ มาก แต่คุณูปการด้านการสู้รบกลับยิ่งใหญ่มาก ตามกฎของกาแพง เมืองปราณกระบี่แล้วก็เท่ากับว่าได้สังหารปีศาจใหญ่เซียนเหรินตน หนึ่ง
เนื่องจากไม่เชี่ยวชาญการหาเงิน อีกทั้งผู้ฝึกกระบี่ยังกินเงินเก่ง ที่สุด อยู่เดียวดายเพียงล าพังก็ต้องมีช่องทางในการหาเงินบ้าง และ ในเมื่อรับลูกศิษย์มาสองคนแล้ว เซี่ยซงฮวาจึงมารับหน้าที่เป็ นผู้ถวาย งานให้กับสกุลหลิวธวัลทวีป
จะโทษก็ต้องโทษที่เงินที่เทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวมอบให้นั้น เยอะมากจริงๆ
ซือถูจีอวี้อัดอั้นอยู่นาน ในที่สุดก็ทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นมาอีกว่า “เซี่ย ซงฮวา ท าไมถึงได้ยินดีเป็ นผู้ถวายงานให้คนอื่นล่ะ? เอาอย่างใครก็ ไม่ควรเอาอย่างอวี๋เยว่นะ”
อวี๋เยว่ผู้นั้นมียศผู้ถวายงานและเค่อชิงอยู่มากมาย นอนรับเงินอยู่ ทุกปี ไม่ท าอะไรเป็ นการเป็ นงานเช่นนี้ก็ไม่แปลกที่เวทกระบี่จะไม่ได้ เรื่อง
เซี่ยซงฮวาเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เหล่าเหนียงไม่ได้ถามเทพ เจ้าแห่งโชคลาภหลิวว่าอยากรับอนุภรรยาหรือไม่ก็ถือว่ามีศักดิ์ศรี มากพอแล้ว”
อวี๋เยว่เอ่ยอย่างจนใจ “ดึงข้าไปเกี่ยวด้วยทาไม”
ซือถูจีอวี้หัวเราะหยัน “หากอิงตามความสูงต่าของคุณูปการด้าน การต่อสู้ เจ้าต้องขี่กระบี่อยู่ใต้ฝ่าเท้าข้านะ”
อวี๋เยว่หัวเราะร่วน
ผูเหอร ้องเฟ้ ย “ลูกเจี๊ยบสองตัวจิกกันเอง”
เซี่ยซงฮวาหัวเราะฮ่าๆ “ลูกเจี๊ยบสามตัวในกรงเดียวกัน”
ผูเหอบ่นพึมพ า ไม่กล้าออกเสียง
เขากับซือถูจือวี้นั้นเรียกได้ว่ามีประสบการณ์เหมือนกันอย่างไม่ มีผิดเพี้ยน คือคู่พี่น้องร่วมทุกข์ร่วมยาก คนหนึ่งคือผู้ฝึกตนทาเนียบ ที่ทาตัวป่าเถื่อนยิ่งกว่าผู้ฝึกตนอิสระ อีกคนหนึ่งก็เคยเป็ นบรรพจารย์ ผู้คุมกฏของจวนเขียนอักษรจงแห่งหนึ่งในทวีปแดนเทพแผ่นดิน กลาง เนื่องจากเหตุไม่คาดฝันครั้งหนึ่งทาให้สูญเสียสถานะบน ท าเนียบไป กลายมาเป็ นผู้ฝึกตนอิสระ ต่างก็รู ้สึกว่าต้องไปสัมผัสกับ เวทกระบี่สูงต่าของที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ดูสักหน่อย จากนั้นต่าง ก็ “อาศัยความสามารถ อยู่ต่อที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ พวกเขา สังหารปี ศาจสร ้างคุณความชอบอยู่ที่ต่างบ้านต่างเมือง ต่างก็มี “ความสัมพันธ ์เกี่ยวดอง” กับคฤหาสน์หลบร ้อน ถือว่าเคยช่วยออก แรงให้กับผู้ฝึ กกระบี่สายอื่นกวาน ทุกวันนี้หวนกลับมายังใต้หล้า ไพศาลต่างก็ชอบพูดเหน็บแนมใส่อวี๋เยว่ รู ้สึกว่าอวี๋เยว่ไม่คู่ควรจะ เป็ นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อของภูเขาลั่วพั่ว…
ซ่งพิ่นที่ไม่ชอบพูดคุยขี่กระบี่อยู่ท่ามกลางเมฆหมอก ลมบนฟ้ า พัดให้เส้นผมสีด าตรงจอนหูปลิวไสว ขับเน้นให้นางปานประหนึ่ง เทพธิดาองค์หนึ่ง
ซ่งพิ่นเซียนกระบี่หญิงจากเกราะทองทวีปกับผูเหอจากหลิวเสีย ทวีป เซียนกระบี่ “เพื่อนบ้าน” สองคนนี้ ปีนั้นต่างก็เคยปรากฏตัวที่
เรือนชุนฟานภูเขาห้อยหัวกันมาก่อน
ก่อนหน้านั้น อันที่จริงพวกเขาไม่เคยคบค้าสมาคมกับอิ่นกวาน หนุ่มมาก่อน
และผู้ฝึกกระบี่หญิงจากต่างถิ่นที่ปรากฏตัวในกาแพงเมืองปราณ กระบี่ มาดยามที่ออกกระบี่ก็ราวกับแกะสลักออกมาจากพิมพ์ เดียวกัน เซี่ยซงฮวาก็ดี ซ่งพิ่นก็ช่าง และยังมีลี่ไฉ่ ยามที่อยู่บนสนาม รบพวกนางต่างก็ลงมืออย่างเฉียบขาดและอ ามหิตดุดัน
ก่อนจะไปเยือนกาแพงเมืองปราณกระบี่ ซือถูจีอวี้ที่เป็ นผู้ฝึกตน อิสระร่อนเร่ไปมาระหว่างเกราะทองทวีปกับหลิวเสียทวีป เขากลับเป็ น เพียงคนเดียวในกลุ่มของเซียนกระบี่แห่งไพศาลที่เป็ นลูกค้าเก่าของ ร ้านเหล้าบางแห่งในกาแพงเมืองปราณกระบี่ ชอบไปนั่งยองดื่มเหล้า กินบะหมี่หยางชุนอยู่ข้างทาง
หากจะพูดถึงคุณความชอบด้านการสู้รบที่สะสมมาจริงๆ อันที่ จริงซือถูจือวี้ก็ด้อยกว่าซ่งพิ่นแค่เล็กน้อย ไม่ด้อยไปกว่าผูเหอเลย แต่ กลับพ่ายแพ้ให้กับผูเหอที่ขอบเขตถดถอย เป็ นเหตุให้ถูกตาเฒ่าผู
ด่าว่าเป็ นพวก “จับปลา” (เป็ นคาเปรียบเปรยว่าแอบอู้ คนขี้เกียจ) ซือ ถูจือวี้ไม่รู ้ว่าควรจะเถียงกลับไปอย่างไรด้วยซ้า มารดามันเถอะ แล้วก็ เพราะอิ่นกวานไม่อยู่ด้วยไม่อย่างนั้นด้วยมิตรภาพส่วนตัวระหว่างตน กับอิ่นกวานหนุ่มก็ไม่มีเหตุผลที่เฉินผิงอันจะไม่เข้าข้างตน แม้จะบอก ว่าทุกคนต่างก็เป็ นหน้าม้าร ้านเหล้า ทว่าหน้าม้าก็ต้องมีแบ่งระดับขั้น
เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
ซือถูจือวี้กับหลงหรานเซียนจวิน ซือถูเมิ่งจิงจากต้าหลงชิวสานัก ในแผ่นดินกลางที่วิ่งไปเป็ นเจ้าขุนเขาให้กับเสี่ยวหลงชิวในใบถงทวีป อะไรนั่น ทั้งสองฝ่ายถือเป็ นญาติห่างๆ กัน
ก่อนหน้านี้ไม่นานได้รับจดหมายลับฉบับหนึ่ง ซือถูเมิ่งจิงอธิบาย เหตุผลิกผันที่เกิดขึ้นในเสี่ยวหลงชิวมาคร่าวๆ พูดถึงอิ่นกวานหนุ่ม คนนั้น ซือถูเมิ่งจิงก็ให้คาวิจารณ์ที่ไม่ต่าว่า “ภายใต้ชื่อเสียงที่เลื่อง ลือ ไม่มีคาใดที่กล่าวเกินจริง
สายแร่ธาตุที่บอกว่าสามารถเอามาสร ้างเป็ นเงินเทพเซียนชนิดที่ สี่ของบนภูเขาจึงชักน าให้กองก าลังของฝ่ ายต่างๆ จ้องมองมาด้วย ความอยากได้เส้นนี้ ตาแหน่งอยู่ในจุดที่ลึกมากใต้ดิน เหมือนเขา วงกตแห่งหนึ่ง ทางเข้าเคยเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของจวนเซียน ภูเขาเล็กแห่งหนึ่ง พรรคเล็กๆ แห่งนี้ได้ดับสูญไปท่ามกลางสงคราม นานแล้ว มีผู้ฝึกตนทาเนียบอยู่หลายคนที่บอกว่าตัวเองคือลูกศิษย์ผู้ สืบทอดของศาลบรรพจารย์ สองปีมานี้คอยฟ้ องร ้องเรื่องนี้ไปทางราช สานักจินผู้มาโดยตลอด ทว่ากรมอาญาของทางนั้นได้ร่วมมือกับ
สานักศึกษาตรวจสอบอย่างละเอียดไปแล้วรอบหนึ่งก็พบว่าคนพวกนี้ คือพวกฉ้อฉลหลอกลวง จึงจับตัวให้ไปกินข้าวแดงกันอยู่ในคุก
ครั้งแรกสุดที่ค้นพบสายแร่เส้นนี้ มีสาเหตุมาจากสภาพอากาศ ผิดปกติหลายครั้งหลายคราของใต้หล้าไพศาล มีผู้ฝึ กตนที่พอจะ เข้าใจศาสตร ์การมองลมปราณคนหนึ่งจับผลัดจับผลูเดินทางผ่าน ภูเขาเฉวียนเจียวที่เดิมทีไร ้ชื่อเสียงแห่งนี้ เห็นว่าตรงหน้าปากถ้ามี แสงสีม่วงและสีเขียวลอยล้อมวนประหนึ่งเห็ดหลิงจือใหญ่ยักษ์ดอก หนึ่ง รู ้สึกว่าไม่แน่อาจจะเป็ นสมบัติวิเศษมูลค่าควรเมืองที่กาลังจะโผล่ ขึ้นมาบนโลก จึงปลุกความกล้าเข้าไปสารวจในถ้า ผลคือยิ่งเดินก็ยิ่ง เข้าไปลึกมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายภาพที่เขาเห็นสุดปลายทางก็ท าให้ผู้ ฝึกลมปราณขอบเขตชมมหาสมุทรผู้นี้ปากอ้าตาค้างไปทันที มองไป เห็นว่าในถ้าขนาดใหญ่ที่กว้างใหญ่ไร ้ที่สิ้นสุดมีสายแร่สีดาทมิฬที่ มองไม่ออกว่าเป็ นหยกหรือเป็ นหินอยู่เส้นหนึ่ง ประหนึ่งมังกรสีดาที่ นอนหมอบอยู่บนพื้น อีกทั้ง ‘เรือนกาย” ยังเชื่อมโยงอยู่กับผนังหิน ของถ้า เหมือนกับว่าถูกภูเขากักขังเอาไว้ เป็ นเหตุให้ไม่อาจ จินตนาการได้เลยว่าเทือกเขาเส้นนี้ยาวแค่ไหนกันแน่
ผู้ฝึกตนเฒ่าใช ้ทุกวิธีการที่ตัวเองมีก็ยังไม่อาจฟัน ทุบตีหรือขัด กลึง “เรือนกายมังกรดา” ตัวนั้นได้ สิ้นเปลืองปราณวิญญาณและ ยันต์อย่างเสียเปล่าไปไม่น้อย เขาร ้อนใจจนกระทืบเท้า จะต้องมีจุด จบที่ได้เจอภูเขาสมบัติแต่ต้องกลับไปมือเปล่าจริงหรือ? ผู้ฝึกตนเฒ่า คิดไปคิดมาก็ไม่กล้า และยิ่งไม่ยินดีจะแพร่งพรายข่าวนี้ออกไป เขา
ได้แต่ถอยออกไป ไปหาสหายรักบนภูเขาที่เชื่อใจได้แล้วพากันจับ กลุ่มมาเก็บสมบัติที่นี่ คิดไม่ถึงว่าผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตประตูมังกรคน หนึ่งเรียกกระบี่บินออกมา ออกแรงเต็มที่ถึงปาดเอา “หยกดา” ขนาด เท่าฝ่ ามือออกมาได้ก้อนหนึ่ง แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจทดแทนต้นทุนใน การซ่อมแซมกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตได้ พวกพันธมิตรทั้งหลายที่ เดินทางมาพร ้อมความฮึกเหิมยินดี แต่ละคนล้วนจนปัญญา ได้แต่ มองหน้ากันตาปริบๆ ไม่ว่าใครก็ไม่ยอมตัดใจ แต่ก็ไม่มีใครที่คิดหา วิธีทีรัดกุมไร ้ข้อบกพร่องได้