กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1120.3 ชื่อบนกระดานทองคา
การลงมืดของเฉินผิงอันเปลี่ยนมาเป็ นจังหวะรุนแรงขึ้น เริ่มมีเค้า โครงของตราประทับเปล่าแล้ว หยุดพักผ่อนครู่หนึ่ง นวดข้อมือ ถาม ว่า “วิธีการพวกนี้ของข้าจะสามารถขัดขวางการลอบโจมตีของอู๋โจว ได้หรือไม่?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าไม่ได้รีบร้อนให้ค าตอบ เขาหยิบกระดาษแผ่น หนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะก่อน “เศษสวะที่เอาแต่ละโมบอยากเรียนรู ้ทุกอย่าง แต่ไม่ว่าอะไรก็ล้วนไม่เชี่ยวชาญอย่างชิงถง มีเพียงคุณสมบัติด้าน การเรียนยันต์เท่านั้นที่ถือว่าพอถูไถ สามารถเรียนรู ้’ยันต์ฉับพลัน” มาจากลู่เหล่าซานได้ คาดว่าต้องใช้เวลาสองสามร้อยปีกว่าจะท าให้ “เหมือนโดยจิตวิญญาณ” ได้อย่างถูไถ เพียงแต่ลู่เหล่าซานก็เรียนรู้ “สะพานหมื่นปี ” มาจากอาจารย์ของเขาเหมือนกันท าให้มัน กลายเป็ นผลงานจริงระดับรองไปแล้ว ชิงถงมาเรียนรู้ไปอีกก็สูญเสีย ความเป็ นจริงไปอีกขั้น พอมาถึงเจ้า ก็ผ่านมาอีกมือหนึ่งแล้ว หึ”
เจ้าอารามผู้เฒ่าหยิบ “ยันต์ความจริง” ที่สกุลลู่สานักหยินหยาง แผ่นดินกลางเป็ นผู้สร ้างขึ้นคนแรกขึ้นมาอีก พยักหน้าเอ่ยว่า “ต่อให้ อู่โจวจะมาเยือนไพศาลด้วยตัวเอง เจ้าอาศัยวิธีการหลากหลายพวก นั้น บวกกับยันต์ฟันศพที่พอจะมีความหมายอยู่บ้างของเจ้าแผ่นนี้ หลังจากเรียกออกมาก็ไม่ต่างอะไรจากร่างจริง สามารถตายแทนได้
้
ใช ้ติด่อกันสามแผ่น ยันต์ฟันศพใช ้ร่วมกับยันต์ฉับพลัน ขอบเขต ถดถอยหนึ่งขั้น มากพอจะประคับประคองตัวให้คนอื่นมาช่วยเจ้าได้ ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่เงื่อนไขก็คืออู่โจวแค่ช่วงชิงสมบัติ ไม่คิดจะ ฆ่าคน ขณะเดียวกันก็ไม่อยากถูกจอมปราชญ์น้อยจับตัวไปกินข้าว คุกอยู่ที่สวนกงเต๋อของศาลบุ๋นด้วย”
เฉินผิงอันถาม “มีความเป็ นไปได้หรือไม่ที่จะถูกอู๋โจวทาลาย ยันต์ติดต่อกันได้ถึงหกแผ่น?”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ? อู๋โจว มีอารมณ์สุนทรีพอจะที่จะเล่นซ่อนหาเป็ นเพื่อนเจ้าขนาดนั้นเลย หรือ?”
เฉินผิงอันง่วนท างานของตัวเองต่อไป
เจ้าอารามผู้เฒ่าหยิบยันต์ใหญ่สามแผ่นที่วางเรียงกันบนโต๊ะ ขึ้นมาอีก “ยันต์มุ่งสู่ดวงจันทร์ของลู่เหล่าซาน ยันต์ขวานหยกของอู๋ ซวงเจี้ยง บวกกับยันต์บินทะยานยามทิวาแผ่นนี้จุ๊ๆ จากลากันสามวัน ก็ต้องหันมามองกันเสียใหม่ เด็กหนุ่มขาเปื้อนโคลนในอดีต ทุกวันนี้ สามารถช่วยถ่ายทอดมรรคาปกป้ องมรรคาให้คนอื่นได้แล้ว ทุ่ม เงินทุนมากขนาดนี้ ถึงกับใช ้ยันต์เขียวอัญเชิญร่างจริง คิดอยากจะ ใช ้สามยันต์ร่วมกัน ซ ้อนค่ายกลให้เป็ นหนึ่งเดียว เพื่อที่จะช่วย นักพรตน้อยคนนั้นพิสูจน์มรรคาบินทะยานหลังจากที่บุญกุศลคุณ ความชอบสมบูรณ์พร้อมแล้วหรือ?”
้
เฉินผิงอันไม่แม้แต่จะเงยหน้า ยิ้มเอ่ยว่า “ได้รับการไหว้วานจาก คนอื่น คือเรื่องราวของผู้จงรักภักดี” ล่ะ?” เจ้าอารามผู้เฒ่าถาม “ท าไมถึงไม่เรียนรู ้ยันต์อักษรเฉวียน ของอาจารย์ซานซานจิ๋วโหว เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เรียนไม่เป็ น” เจ้าอารามผู้เฒ่าส่ายหน้า
เห็นได้ชัดว่ามีความเห็นที่แตกต่าง
เฉินผิงอันรู ้ใจได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย ถามทันทีว่า “ปี นั้นผู้ อาวุโสหลี่เอ้อสอนหมัดให้ก็เคยเอ่ยคาพูดที่แปลกใหม่อย่างมาก เขา บอกว่ากล้ามเนื้อของร่างมนุษย์มีหกร ้อยสามสิบเก้าก้อน ก็คือขุนเขา คือเส้นทางมังกรในฟ้ าดิน ยิ่งผู้ฝึกยุทธเต็มตัวเปิดภูเขามากเท่าไร…”
เจ้าอารามผู้เฒ่าตัดบทค าพูดของเฉินผิงอัน “ไม่ต้องพล่ามพูด ความรู ้ของการเรียนวรยุทธพวกนี้กับผินเต้า ไปคิดเอาเอง ไม่ต้องคิด จะหาค าตอบอะไรจากผินเต้าอีก”
หลังจากนั้นเฉินผิงอันก็แกะสลักหินไปเงียบๆ ตราประทับเปล่า ทรงยาวสองชิ้น ในที่สุดก็ส าเร็จเป็ นรูปร่าง วัสดุริมขอบก็มีเหลือไม่ น้อยจริงๆ
เจ้าอารามผู้เฒ่าพยักหน้า “สามารถแกะสลักตัวอักษรได้แล้ว”
้
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบไปตามตรงว่า “สามพัน อักษรจ าเป็ นต้องเขียนให้เสร็จในทีเดียว ต้องใช ้พลังใจต่อเนื่องกัน ข้าแกะสลักไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่มีความมั่นใจ”
เจ้าอารามผู้เฒ่าจุ๊ปาก “ผินเต้าไม่ก้มหัวให้ เจ้าก็ไม่แกะสลัก ตัวอักษรหรือ? เจ้าขุนเขาเฉินไม่ปล่อยความแค้นไว้ข้ามคืนจริงๆ เลย นะ”
เฉินผิงอันทาอะไรไม่ได้ ก่อนหน้านี้ตนหรือจะคิดได้ว่าวัสดุหิน หยกชิ้นนี้จะแข็งขนาดนี้ตอนนี้เหงื่อเปียกเต็มแผ่นหลังเขาแล้ว ไม่ใช่ การเสแสร ้งแกล้งท าด้วย
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ตราประทับชิ้นนี้เจ้าสามารถเก็บไว้ก่อน ได้ คราวหน้าที่ไปใต้หล้ามืดสลัวก็เอาไปมอบให้ฟู่ เสวียนเจี้ยที่ราช ส านักชิงชานด้วยตัวเอง”
เฉินผิงอันเหมือนยกภูเขาออกจากอก สามพันอักษรเขาไม่กล้า แกะสลักส่งเดช ส่วนกลอนต่าโหยวริมขอบของตราประทับเปล่าอีก ชิ้นหนึ่ง ยังจะต้องเครียดอะไร หากแกะสลักพลาดไปสักหน่อยก็ยัง เรียกว่าเป็ นการถ่ายทอดอารมณ์ได้!
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว “จ านวนตัวอักษรริมขอบ เจ้าตัดสินใจเอา เอง จะไม่แกะสลักก็ยังได้ แต่ตัวอักษรที่ลงตราประทับ ฟู่ เสวียนเจี้ย กลับมีข้อเรียกร ้อง อีกทั้งวันนี้ผินเต้าต้องเอาไปพร ้อมกันด้วย”
้
เฉินผิงอันจนค าพูดไปทันที เขาเงียบไปพักใหญ่ ก่อนถามว่า “เนื้อหาเป็ นคาว่าอะไร”
เจ้าอารามผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้ม “ง่ายมาก แค่ประโยคเดียว”
เฉินผิงอันรีบพูด “ข้าสามารถซื้อตราประทับชิ้นนี้จากผู้อาวุโสได้ หรือไม่?”
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว “เจ้ามั่นใจหรือว่าตัวเองจะจ่ายไหว?”
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา “เชื่อไว้ก่อนได้ไหม?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าย้อนถาม “เจ้าคิดว่าไงล่ะ?”
เฉินผิงอันอยากเอ่ยประโยคหนึ่งมากว่า ข้าคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร เลย
เจ้าอารามผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้มตาหยี
เฉินผิงอันรู้สึกอ่อนใจเป็ นทบทวี “ประโยคไหนล่ะ?”
ยิ่งคิดถึงเสี่ยวโม่แล้ว หากเสี่ยวโม่อยู่ด้วยก็ดีน่ะสิ
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ยเนิบช้า “ฟู่ เสวียนเจี้ยแห่งใต้หล้ามืดสลัว กับเฉินผิงอันแห่งใต้หล้าไพศาลเกิดวันเดียวเดือนเดียวปีเดียวกัน”
เฉินผิงอันชาไปทั้งหนังหัว ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผากเงียบๆ เหนื่อยใจยิ่งนัก
้
ไม่ต้องถามกะผายลมอะไรทั้งนั้น ฟู่ เสวียนเจี้ยต้องเป็ นสตรี แน่นอน
ก่อนหน้านี้ได้ยินเกาจวินกับจงเชี่ยนพูดว่าเจ้าขุนเขาเฉินเคย เสียเปรียบมาก่อน
เฉินผิงอันถามหยั่งเชิง “เปลี่ยนคาพูดใหม่ได้หรือไม่ ตัวอักษร ด้านล่างตราประทับให้น้อยลงหน่อย ยกตัวอย่างเช่น “เป็ นผู้ฝึกกระบี่ เหมือนกัน?”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มถาม “ไม่สู้ให้ผินเต้าอยู่ที่นี่ต่ออีกหลายวัน เจ้าขุนเขาเฉินช่วยปกป้ องมรรคาให้คนอื่น ผินเต้าช่วยปกป้ อง มรรคาให้เจ้า? จะไม่ใช่เรื่องเล่าอันงดงามบนภูเขาหรอกหรือ?”
เฉินผิงอันหน้าด าทะมึน
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มบางๆ “ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนคาพูดใหม่”
เฉินผิงอันเหมือนได้รับอภัยโทษ
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว “เปลี่ยนเป็ นว่า “ฟู่ เสวียนเจี้ยแห่งใต้หล้า มืดสลัวกับเฉินผิงอันแห่งใต้หล้าไพศาลเกิดวันเดียวเดือนเดียวปี เดียวกันเป็ นผู้ฝึกกระบี่เหมือนกัน”
เฉินผิงอันทิ้งตัวนอนหงายไปกับพื้น สองเท้าวางพาดไว้บนโต๊ะ
อยากจะท าอะไรก็ท าไปเถอะ ข้าผู้อาวุโสไม่ปรนนิบัติรับใช ้เจ้า แล้ว
้
……
ก่อนหน้านี้เจอกับอวี๋เสวียนในดวงจันทร ์เหนือทะเล เฉินผิงอัน ขอยันต์ที่สามารถอ าพรางร่องรอยและแบ่งดวงจิตไปพักพิงได้สาม แผ่นจากเจินเหรินผู้เฒ่า
นี่ก็คือการถามมรรคาต่อผู้ที่อยู่ในมรรคาเส้นนั้นโดยตรงแล้ว อวี๋ เสวียนจึงวาดยันต์ขนาดจิ๋วสามแผ่นและยันต์วิเศษ ‘เรือราตรี” อีก สามแผ่น สามารถเอามาใช ้ด้วยกันได้ทั้งหมดล้วนมอบให้สหายเฉิน
เพียงแต่ว่าอวี๋เสวียนไม่ลืมเตือนเฉินผิงอันว่ายันต์ที่สามารถให้ ดวงจิตพักพิงได้สามแผ่นนี้ การอาพรางร่องรอยก็มีความสอดคล้อง ต้องกันกับตบะ ทุกวันนี้เฉินผิงอันเป็ นขอบเขตเซียนเหริน แบ่งดวง จิตออกมาก็เท่ากับว่ามีเซียนดินคนหนึ่งพิทักษ์พื้นที่ประกอบ พิธีกรรมบนภูเขา แล้วก็ได้แต่หลอกขอบเขตหยกดิบเท่านั้น
อันที่จริงยันต์ประเภทนี้ อวี๋เสวียนมีการเตรียมการไว้ก่อน ล่วงหน้า จ านวนยังไม่น้อย เพียงแต่ว่าอยู่กับสหายเฉิน เจินเหรินผู้ เฒ่าก็ไม่ควรร่ายฝีมือในการวาดยันต์ให้ดูหน่อยหรอกหรือ?
ตอนนั้นอวี๋เสวียนก็ไม่ได้ถามว่าเฉินผิงอันจะเอาดวงจิตสามดวง นั้นไปที่ไหน
และนี่ก็เป็ นสาเหตุที่ตอนเจ้าอารามผู้เฒ่าอยู่บนภูเขาลั่วพั่วได้ พูดเย้ยหยันว่าเจ้าขุนเขาเฉินตั้งใจปิดด่านถึงเพียงนี้
้
คนจิ๋วชุดเขียว “ตัวเล็กจ้อย” สามคนนั่งโดยสาร “เรือราตรี” ขนาดใหญ่เท่าเมล็ดงาสามลา แยกย้ายกันไปที่สานักอวี่หลงทะเลใต้ ลาน้าใหญ่แผ่นดินกลางของใบถงทวีป และสานักฉงหลินของอุตรกุรุ ทวีป
ไปถึงอาณาเขตของสานักอวี่หลงก็ไม่ได้บังคับเรือต่อ แค่ขึ้นฝั่ง แล้วลอยอยู่กลางอากาศ เฉินผิงอันมีความอดทนดีเยี่ยม เขามองเห็น ว่าบริเวณใกล้เคียงกับเกาะที่เป็ นภูเขาบรรพบุรุษมีเส้นเอ็นตกปลาที่ หนาเท่าปากบ่ออยู่หลายเส้น ที่แท้ก็มีผู้ฝึกลมปราณห้าขอบเขตล่าง หลายคนมาตกปลาอยู่ที่นี่ ส่วนฝีมือในการตกปลาน่ะหรือ เหมือน พวกที่ตั้งแผงลอยบนพื้น มาตรฐานพอๆ กับหลิวเซียงแห่งต้าหรางสุ่ย นั่นแหละ รออยู่นานพักใหญ่กว่าจะตกปลาทะเล “ตัวใหญ่มโหฬาร” ตัวหนึ่งมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ปลางับเบ็ดแล้ว แต่ก่อนที่ผู้ฝึกตนจะยก คันเบ็ดขึ้น “เรือราตรี” ลาหนึ่งกลับพุ่งไปทางปากของปลาด้วย ความเร็วราวสายฟ้ าแลบ พริบตาเดียวก็พุ่งทะลุไปถึงท้องปลา
ท่านปู่เจ้าเถอะ
ที่แท้ปลาทะเลได้งับเบ็ดแล้วก็หลุดออกจากเบ็ดหนีไปได้แล้ว แต่ ก็ยังไม่เห็นว่าที่ชายฝั่งจะมีความเคลื่อนไหวอะไร
คนจิ๋วชุดเขียวก่นด่าเสียงดังขรม ได้แต่กลับออกมาอีกครั้ง บังคับเรือบินวนเวียนอยู่ในน้า รอให้ปลาทะเลตัวนี้งับเบ็ด แล้วให้ไอ้ หมอนั่นที่อยู่ริมฝั่งอาศัยดวงตกไปได้
้
พี่ชายยอดฝี มือบนชายฝั่งที่คลาดกันไปกับปลาเพิ่งจะรู ้สึกตัว อย่างเชื่องช ้า มองดูเหมือนยกเบ็ดขึ้นอย่างสง่างาม แต่ถึงแม้ตรง ตะขอจะว่างเปล่าแล้ว กระนั้นเขาก็ยังฮึกเหิมสุดขีด ทั้งยังผิดหวัง เหลือคณา ถึงกับยังมีหน้าหันไปบ่นกับคนข้างกายว่าต้องเป็ นปลา ใหญ่หนักอย่างน้อยร ้อยกว่าจินแน่นอน!
ฟังบทสนทนาบนชายฝั่ง เฉินผิงอันจาชื่อไอ้หมอนั่นไว้ได้แล้ว ชื่อว่าเฮ้อปู้ รั่ว
การรอคอยที่ยากลาบากครั้งนี้ ขนาดเป็ นคนที่ความอดทนดี เยี่ยมอย่างเฉินผิงอันก็เกือบจะทนไม่ไหวบังคับเรือขึ้นฝั่งไปโดยตรง แล้ว
เมื่อก่อนรู ้สึกว่าผู้ฝึกบาเพ็ญตนหรือไม่ก็ผู้ฝึกยุทธเต็มตัว เวลา ตกปลาไม่ต้องใช ้วิชาอภินิหารหรือลมปราณที่แท้จริงอะไร นั่น ต่างหากถึงจะถือว่าเป็ นคนบนเส้นทางเดียวกัน ถึงจะมีรสชาติ…
ในที่สุดก็คว้าโอกาสได้แล้ว ไปซ่อนตัวอยู่ในท้องปลาโง่ตัวหนึ่ง จากนั้นถูกพี่ยอดฝีมือคนนั้นยกคันเบ็ดคว้าจับไว้ได้ ผลคือไอ้หมอนี่ รังเกียจว่าปลาตัวเล็กเกินไปจึงโยนกลับไปในทะเลอีกครั้ง…
ปากของไอ้หมอนั่นพร่าบ่นว่าให้ไปเรียกญาติที่เป็ นผู้ใหญ่ใน ตระกูลของเจ้ามา
ปรมาจารย์เฮ้อ เจ้าหยอกข้าเล่นหรือไร?
้
เจ้าไม่ใช่ขอบเขตเส้นเอ็นหลิว แต่เป็ นขอบเขตเซียนเหรินแล้ว กระมัง?
โชคดีที่ผู้ฝึกลมปราณซึ่งอยู่ข้างกายปรมาจารย์เฮ้อตกปลาตัว หนึ่งได้แล้วโยนใส่ไปไว้ในข้องจับปลา
ส่วนตัวของปรมาจารย์เฮ้อเอง สุดท้ายก็ขอปลาสองสามตัวมา จากสหายแล้วใส่ไว้ในข้องจับปลาของตัวเอง
ร่างกระเด้งกระดอนไปตามข้องใส่ปลาตลอดทาง ก่อนจะถูกจับ โยนใส่อ่างน้าใบหนึ่งได้ยินว่าจะทาอาหารมื้อดึก เรียกสหายให้มาจิบ สุราเล็กๆ น้อยๆ กัน
พวกเขาทุกคนล้วนขอบเขตต่า เป็ นผู้ฝึกตนฝ่ ายนอกของสานัก อวี่หลง เพียงแต่ว่าเนื่องจากจานวนคนของสานักในทุกวันนี้มีน้อย เป็ นเหตุให้ที่พักเหมือนของลูกศิษย์ผู้สืบทอดของส านักในอดีต
หลังจากขึ้นฝั่งมาแล้วเฉินผิงอันก็สัมผัสได้ว่ามีริ้วคลื่นกระเพื่อม ของค่ายกลอยู่สองครั้ง ดูท่าหลังจากที่สานักอวี่หลงสร ้างขึ้นใหม่ก็ได้ จ่ายเงินไปไม่น้อย อิงตามภาพแบบสร ้างค่ายกลใหญ่พิทักษ์ภูเขา ขึ้นมาได้ใหม่แล้ว
สานักใหม่แห่งหนึ่ง การต้อนรับขับสู้ผู้คนคือเรื่องปกติ ผู้ฝึกตน ห้าขอบเขตบนทั่วไปต่างก็มองเป็ นงานยากล าบาก แต่น่าหลันไฉ่ฮ่วน กลับมีความสุขที่ได้ทา
้
แรกเริ่มผู้คุมกฏอวิ๋นเซียนยังกังวลว่าน่าหลันไฉ่ฮ่วนจะร าคาญ ยิ่งกังวลว่าพอไม่ราบรื่นได้ดั่งใจก็จะสลับเปลี่ยนตาแหน่งเจ้าสานักกับ ผู้คุมกฏกัน
อวิ๋นเซียนที่แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ชอบงานเลี้ยงรับรองผู้คนถึงขั้น เตรียมการไว้เรียบร ้อยแล้วว่า นางจะช่วยขวางแขกเหล่านั้นให้เอง ให้
เจ้าสานักน่าหลันได้ตั้งใจฝึกกระบี่
น่าหลันไฉ่ฮ่วนกลับบอกให้อวิ๋นเซียนไปอยู่ห่างๆ ผู้คุมกฏอย่าง เจ้าได้เจอกับแขกผู้สูงศักดิ์ คุยกันแค่คาสองคาก็หมดเรื่องคุย นั่งลง แล้วก็ได้แต่มองหน้ากันไปมาตาปริบๆ สรุปแล้วใครเป็ นเจ้าบ้าน ใคร ต้องรับรองแขกกันแน่เล่า เดือดร ้อนให้แขกพวกนั้นต้องระดม ความคิดพยายามหาหัวข้อที่จะชวนเจ้าพูดคุย ถึงจะทาให้บรรยากาศ ไม่น่าอึดอัด อีกอย่างคนที่มาเยือนถึงสานักล้วนเป็ นแค่แขกเท่านั้น หรือ? ล้วนเป็ นเงินต่างหากเล่า!
ชายงามของกาแพงเมืองปราณกระบี่มีอยู่ไม่น้อย สาวงามก็ยิ่ง มากมายดุจก้อนเมฆน่าหลันไฉ่ฮ่วนก็คือผู้ที่โดดเด่นในกลุ่มคน เดิม ทีรูปโฉมของนางก็เป็ นเลิศ บวกกับการแต่งกายอย่างประณีติก็ยิ่ง เพิ่มท่วงทานองอันเป็ นเอกลักษณ์
ชุดกระโปรง เครื่องประดับ เครื่องประทินโฉมที่อวิ่นเชียนเคยใช ้ มาชั่วชีวิตนี้ จานวนรวมกันแล้วบางทีอาจไม่มากเท่าที่น่าหลันไฉ่ฮ่ วนใช ้ในแต่ละเดือนเลยด้วยซ้า
้
การประชุมในศาลบรรพจารย์ของวันนี้ หลักๆ แล้วพูดถึงเรื่อง การเปิดตลาดทะเลว่า สรุปแล้วควรจะเลือกเป็ นที่ตั้งเก่าของเกาะป้ อวี้ ดีหรือไม่ นอกจากนี้ก็คือเกาะตระกูลเซียนและพรรคเล็กทั้งหลายที่อยู่ ห่างจากสานักอวี่หลงค่อนข้างไกลต่างก็พากันยื่นคาร ้องขอเป็ นผู้อยู่ ใต้อาณัติของสานักอวี่หลง ควรจะคัดเลือกคุณสมบัติอย่างไร ควรจะ เลือกคนที่โดดเด่นแบบใด
น่าหลันไฉ่ฮ่วนแต่งกายชุดชาววังในยุคที่รุ่งเรืองของราชสานัก แห่งหนึ่งในแผ่นดินกลาง บนศีรษะปักปิ่นหยกเขียว ปลายปิ่นหยก แกะสลักเป็ นแมลงปอสีแดงสดงามประณีติ
ศาลบรรพจารย์ในทุกวันนี้มีการแบ่งเป็ นฝ่ ายเก่าฝ่ ายใหม่ แบ่งเป็ นภูเขาสองลูก
น่าหลันไฉ่ฮ่วนใช ้สถานะของ ‘คนต่างแซ่” เข้ามาอยู่ในส านัก อวี่หลง นางเอา “สินเดิมมาด้วยก้อนใหญ่ มีผู้ฝึกลมปราณเซียนดิน หกคน ผู้ฝึกกระบี่สามคน ผีสามตน
อันที่จริงน่าหลันไฉ่ฮ่วนที่เป็ นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบแล้วได้ ป่ าวประกาศแก่ภายนอกว่าตัวเองเป็ นแค่คอขวดก่อกาเนิดเท่านั้น คนที่รู ้เรื่องนี้ตอนนี้ยังมีแค่ผู้คุมกฏอวิ๋นเซียน
หากไม่เป็ นเพราะน่าหลันไฉ่ฮ่วนพา “คนบ้านเดิม” ที่สนิทและรู ้ ใจกันกลุ่มนี้มาด้วย สานักอวี่หลงที่สร ้างขึ้นใหม่ด้วยมือของอวิ๋น เซียนจะต้องมีสภาพน่าเวทนาอย่างมาก ต่อให้บวกกับพรรคใต้
้
อาณัติและผู้ฝึกตนทาเนียบที่มีการบันทึกชื่อลงเอกสารแล้ว จานวน รวมก็ยังไม่ถึงร ้อยคน แรกเริ่มในศาลบรรพจารย์ คนที่พอจะเอาออก หน้าออกตาได้ก็มีแค่หนึ่งก่อกาเนิดสี่โอสถทองเท่านั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถวายงานก่อกาเนิดเฒ่าที่มาจากเกาะปี้อวี้ เก่า ทุกวันนี้ได้ย้ายไปยึดครองเกาะอวี่ฮว่าแล้ว เจ้าคนที่ชื่อว่าเถียนซู่ ผู้นี้ ตอนนั้นที่อวิ๋นเซียนไปหาเขา เขาถึงกับบอกว่าจะผูกสมัครเป็ นคู่ บ าเพ็ญเพียรกับนาง ไม่ต้องแยกบ้านกันแล้ว สามีภรรยามาช่วยกัน สร ้างสานักอวี่หลงให้แข็งแกร่ง หากนางรู ้สึกว่าเสียหน้า เล่าลือ ออกไปจะไม่น่าฟัง ทั้งสองฝ่ ายก็เคลื่อนเมฆโปรยฝน ใช ้ค่าคืนว สันตฤดูร่วมกันสักสี่ห้าคืนก็พอ แล้วก็เพราะเป็ นอวิ๋นเซียนที่นิสัย นุ่มนวล อีกทั้งยังอยู่ในสภาวะอับจน พูดคุยได้ง่าย ไม่อย่างนั้นหาก เปลี่ยนเป็ นบุคคลอันดับหนึ่งของสานักอักษรจงแห่งใดก็ตามที่เป็ น ขอบเขตหยกดิบแล้ว เจอกับขอบเขตก่อกาเนิดที่กล้าพูดจาไม่กลัว ตายเช่นนี้ ไม่พูดว่าจะสังหารอีกฝ่ ายให้ตายคาที่ แต่ก็น่าจะขับไล่อีก ฝ่ายออกจากพื้นที่แล้ว
ดังนั้นภายหลังน่ าหลันไฉ่ฮ่วนถึงได้บอกว่านางมีตบะเป็ น แผ่นกระดาษ มีขอบเขตเป็ นแผ่นไม้ไผ่บางๆ ตามแบบฉบับที่แท้จริง