กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1125.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (ห้า)
ผู้ฝึกบาเพ็ญตน ยิ่งขอบเขตสูง หากสิ้นเปลืองจิตใจมากเกินไปก็ ยิ่งยากที่จะชดเชยกลับมา การหล่อหลอมเรือนกาย หรือแม้กระทั่ง การบำรุงจิตวิญญาณ การสะสมคุณูปการนอกเหนือจากตบะล้วนมี วิธีการนับร ้อยนับพันที่บ้างก็สามารถเห็นผลทันตา บ้างก็ผลสาเร็จ ปรากฏอย่างช ้าๆ มีเพียงพลังจิตของผู้ฝึกตนเท่านั้นที่นับแต่โบราณ มาก็สลายได้ง่ายรวมกันได้ยาก
จันทร ์ปากบ่อที่ร่วมมือกับนกในกรงสามารถจาแลงออกมาเป็ น กระบี่บินได้นับล้านเล่มพลังพิฆาตก็ไม่อ่อนด้อย แต่ในความเห็นของ เฉินผิงอันกับเซี่ยโก่วแล้วก็ยังไม่ถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดอยู่ดี
การเข่นฆ่าของขอบเขตเดียวกันเท่ากับว่าได้ยึดครองฟ้ำอำนวย ดินอวยพร คนสามัคคีไปเพียงลำพัง โอกาสชนะสูงมาก แทบจะไม่มี เรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น
ขอบเขตสูงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ต่อให้เจอกับเซี่ยโก่วและเสี่ยวโม่ อย่างมากสุดพวกเขาก็แค่ใช ้หนึ่งกระบี่หรือหลายกระบี่ฟันเปิดตรา ผนึกฟ้ำดินของนกในกรง…จากนั้นคาดว่าก็น่าจะถูกเฉินผิงอันลาก กลับมาที่ฟ้ำดินเล็กอีกครั้ง
หากจะบอกว่ารับมือกับขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่ง เซียนเหรินที่ ตกอยู่ในวงล้อมผู้นั้นจะสามารถหลุดพ้นมาได้หรือไม่ ก็ต้องดูที่ว่า
เวลาปกติที่จุดธูปไหว้ในศาลบรรพจารย์มีความจริงใจมากพอหรือไม่ ดูว่าที่หลุมศพบรรพบุรุษมีควันเขียวผุดออกมาหรือไม่
แต่หากเปลี่ยนศัตรูในจินตนาการเป็ นขอบเขตสิบสี่จริงแท้ แน่นอนก็จะค่อนข้างกลายเป็ นซี่โครงไก่แล้ว
จะกักตัวไว้ได้หรือไม่ล้วนไร ้ความหมาย ถอยไปพูดหมื่นก้าว ไม่ ว่าผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานคนใดก็ตาม มีใครสามารถเล่นงานคน ที่ผสานมรรคาแล้วซึ่งแทบจะใกล้เคียงกับมหามรรคา มีอายุขัยเท่า เทียมกับฟ้ำดินได้ด้วยหรือ?
แน่ นอนว่าจะว่าไปแล้ว คนที่มีคุณสมบัติจะเป็ นศัตรูใน จินตนาการบนมหามรรคาของขอบเขตสิบสี่ได้อย่างแท้จริง ห้า ขอบเขตบนที่มองไปทั่วใต้หล้าทั้งหลายก็ดูเหมือนจะมีอยู่แค่ไม่กี่คน เท่านั้น
สำหรับการแสวงหาพลังพิฆาตของเวทคาถา แทบทุกคนล้วนมี ความยึดมั่นถือมั่น ก็เหมือนอย่างอู๋ซ่วงเจี้ยงตอนที่อยู่บนเรือราตรีที่ จาเป็ นต้องเลียนแบบสร ้างกระบี่เซียนสี่เล่มขึ้นมาอย่างตั้งใจ เพื่อ ชดเชยจุดเชื่อมต่อบางอย่างที่ขาดไป
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา “ก็ไม่มีทางลัดอะไรให้เดิน นอกจาก หลอมกระบี่แล้ว ก่อนจะเลื่อนเป็ นขั้นเทพมาเยือนบนวิถีวรยุทธก็ได้ แต่ใช ้ความคิดในเรื่องของยันต์และเวทอสนีให้มาก”
เซี่ยโก่วลังเลอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังเปิดปากเอ่ยว่า “ศึกษาเวทอัคคี บางทีอาจจะได้ผลลัพธ ์ดีกว่ายันต์และเวทอสนี กองงานทั้งหลายใน กรมสายฟ้ำสรวงสวรรค์บรรพกาล วิธีการส่วนใหญ่ข้ายังพอจะรู ้อยู่ บ้าง มีพลานุภาพแข็งแกร่งยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง หากค่ายกลทับซ ้อน กลายเป็ นฉากสายฟ้ำได้ การเข่นฆ่าและทำร ้ายให้บาดเจ็บในวงกว้าง ก็จะยิ่งสุดยอด แต่หากจะบอกว่ามองแค่จุดที่สูงที่สุดของระดับความ สูงอย่างเดียวเท่านั้นก็ดูเหมือนว่าจะยังเป็ นความบกพร่องในความ สมบูรณ์แบบ”
“ไม่ว่านักพรตบรรพกาลคนใดก็ตามที่พอจะเข้าใจการหลอมยา อยู่บ้าง ต่างก็รู ้เรื่องประหลาดเรื่องหนึ่งกันมานานแล้ว อุณหภูมิที่ต่า ที่สุดในโลกนั้นมีขีดจากัด แต่อุณหภูมิที่สูงที่สุดกลับสูงจนแทบจะไร ้
ที่สิ้นสุด”
“เป็ นเหตุให้เคยมีข้อสรุปบอกว่า นักพรตอาศัยแค่การฝึกวิชาน้า อย่างเดียว ผลสำเร็จที่สูงที่สุดเกรงว่าก็ยังคงมิอาจเลื่อนเป็ นขอบเขต สิบสี่ได้ แต่หากฝึกวิชาไฟ กลับกลายเป็ นว่าจะมีโอกาสอยู่เสี้ยวหนึ่ง ดังนั้นหากพูดกันถึงแค่ความสูงต่าของพลังพิฆาต ความเป็ นไปได้ใน การฝึกวิชาไฟจึงมีมากกว่า”
หากจะพูดถึงวิชาที่มีติดตัว เจ้าขุนเขาเฉินก็มีอยู่ไม่น้อยเลยจริงๆ
หากเอาการผสานมรรคาเป็ นขอบเขตสิบสี่มาเป็ นจุดสิ้นสุด ล้วน เป็ นมรรคกถาที่เชื่อมโยงแผ่นฟ้ำ มีมหามรรคาหลายเส้นที่สามารถ ก้าวเดินไปได้
พอโยนเข้าไปในหลุมไร ้กันอย่างขอบเขตสิบสี่นี้ ทุกอย่างล้วน เป็ นซี่โครงไก่ ทุกหนทุกแห่งก็มีแต่วิธีการครึ่งๆ กลางๆ
เฉินผิงอันเก็บกระบอกยาสูบลงไป คนบนภูเขาที่ชอบสิ่งนี้มีอยู่ หลายคนเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นถงซานจวิน และยังมีเจ้าสำนัก หญิงของสำนักซานไห่
เซี่ยโก่วถามอย่างประหลาดใจ “ก่อนหน้านี้คานวณเส้นทางหลัก สองเส้นของฟ่ำนถงกับเซี่ยซานเหนียงได้ว่าล้วนพุ่งตรงมาที่นี่ ดังนั้น เจ้าขุนเขาก็เลยมาเฝ้ำตอรอกระต่าย แต่เจ้าขุนเขาไม่ได้ถือโอกาส คานวณผลลัพธ ์คร่าวๆ จากการที่ตนมอบเงินเทพเซียนไปให้บ้าง หรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่ได้คานวณเรื่องนี้”
เซี่ยโก่วยื่นฝ่ำมือมาวางทาบเหนือคิ้ว ทาท่าทอดสายตามองไป ไกล เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าก็สามารถให้คายืนยันได้เลยว่าฟ่ำนถง กับเซี่ยซานเหนียงต้องไม่มีทางมาที่นี่แน่นอน ดูจากเส้นทาง พวกเขา เหมือนจะตรงไปที่ท่าเรือตระกูลเซียนแห่งหนึ่ง ในกระเป๋ำมีเงินฝน ธัญพืชสองเหรียญ ถือเป็ นเงินก้อนใหญ่เชียวนะ พวกเขาคงจะกลัว ว่านายท่านเทพภูเขาของที่นี่เห็นทรัพย์สินแล้วเกิดความละโมบ ขอ อย่าให้ไม่ทันระวัง ไม่ทันได้ชามข้าวเหล็กมาถือกลับต้องเสียหัวไป ก่อน เจ้าขุนเขาก็ไม่ต้องมาเสียเวลาอยู่ที่นี่แล้ว”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็นั่งรออีกสักเดี๋ยวแล้ว ค่อยออกเดินทางกันต่อ”
เซี่ยโก่วเห็นเจ้าขุนเขาหยิบสมุดเปล่าลักษณะคล้ายสมุดบัญชี เล่มหนึ่งออกมา จดบันทึกรายละเอียดทั้งหลายลงไปในสมุด ความจา ดีไม่สู้จดบันทึกเอาไว้ หลักการเหตุผลตื้นเขินข้อนี้ เซี่ยโก่วย่อม เข้าใจ นอกจากนี้เกี่ยวกับวิธีการจัดวางฟ้ำดินเล็กของนกในกรง เซี่ยโก่วที่ช่วยปกป้ องด่านให้ตอนอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝู เหยา ยามอยู่ว่างๆ ก็มักจะพูดคุยกับเฉินผิงอันที่เดินออกมาจากห้อง สองสามประโยค เพียงแต่นางไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรพวกผู้หลอม ลมปราณที่อยู่ภูเขาติดกันลูกนั้นก็ไม่ต่างจากต้นไม้ใบหญ้าที่ สามารถพบเจอได้ทุกหนทุกแห่ง มีค่าพอให้เขาต้องระดมกำลัง ใหญ่โตเช่นนี้หรือ? ดูจากเนื้อหาที่เขาบันทึกลงไป คล้ายจะมี หลักการอย่างหนึ่งที่สอดคล้องต่อเนื่องกัน นั่นก็คือต้องการหา “ความแตกต่าง” ของแต่ละคนออกมาให้ได้ ยกตัวอย่างเช่นตรงเอว ของตัวนอวี้สู่ห้อยถุงหอมเก่าแก่ใบหนึ่งเอาไว้ ยามพูดเหลียงเจิงติด สำเนียงบ้านเกิด
ดังนั้นเซี่ยโก่วจึงอดไม่ไหวถามว่า “เจ้าขุนเขาออกท่องเที่ยวหา ประสบการณ์อยู่หลายครั้ง ตามหลักแล้วน่าจะต้องจดจาบุคคลและ เรื่องราวได้เยอะถึงจะถูก ไฉนถึงต้องใส่ใจคนธรรมดาพวกนี้ด้วย”
เฉินผิงอันอธิบาย “ตอนนั้นไม่ได้ใส่ใจสักเท่าไร มองบุคคลและ เรื่องราวไม่รอบด้านมากพอ ภาพจาโดยรวมจึงค่อนข้างตื้นเขิน ล่องลอย ไม่อาจนับได้ ยากที่จะเอามาเป็ นต้นฉบับได้”
เซี่ยโก่วทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด คิดว่าข้าเป็ นคนโง่หรือไร
เฉินผิงอันเอ่ยเสริมมาว่า “คาว่าตื้นเขินล่องลอยหมายถึงตอนนั้น ข้าให้ความสนใจกับความดีความเลวของคนคนหนึ่งและความถูก ความผิดของเรื่องเรื่องหนึ่งมากเกินไป จึงง่ายที่จะตกหล่นไปหลาย เรื่อง ไม่เข้าใจถึงแก่นแท้”
เซี่ยโก่วขมวดคิ้ว “แก่นแท้?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ยกตัวอย่างเช่นเซียนกระบี่หญิงคนหนึ่งที่ เป็ นบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ อายุขัยยาวนานนับหมื่นปี ทาไม ตอนนี้เวลานี้ถึงถามถึง “แก่นแท้” จากคนอื่น เซี่ยโก่วก็ดี ป๋ำยจิ่งก็ ช่าง คาว่า “ทาไม” นี้ของนางก็คือหนึ่งในแก่นแท้ของบุคคล”
เซี่ยโก่วเปลี่ยนคาถามใหม่ “งานที่พวกอวี๋สืออู้ต้องทา ตอนนี้ดู เหมือนว่าจะยังต้องลงแรงกับวัตถุที่ไม่มีชีวิต ต่อให้จำนวนจะมากแค่ ไหนก็ไม่อาจมีชีวิตขึ้นมาได้ หากเกี่ยวพันไปถึงคน โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งเกี่ยวพันกับความเป็ นคนที่มีความซับซ ้อน พวกเขาก็ต้องเห็นภาพ เหตุการณ์แล้วเกิดเป็ นความรู ้สึก สัมผัสกับเรื่องราวแล้วเกิดความ เข้าใจ ต่างคนต่างก็มีความชอบความเกลียด ความสุขความทุกข์ ของตัวเอง อีกทั้งยังมีเหตุผลมีหลักฐานรองรับอย่างน้อยก็ภายนอก
ต้องทาให้คนอื่นรู ้สึกว่าร่าเริงมีชีวิตชีวา ไม่คร่าครึไม่แข็งทือ เมื่อเป็ น เช่นนี้เจ้าก็ต้องมีเส้นสายชุดหนึ่งที่เอามาใช ้ประคับประคองวิธีการ ก่อสร ้างตามแนวความคิดของพวกเขาไม่ใช่หรือ? วิธีในการก่อสร ้าง ขั้นพื้นฐาน ดูเหมือนจะเป็ นความสาคัญในสาคัญอีกที ไม่ใช่ว่าอยู่ต่า กว่าแก่นแท้อีกหรือ?”
เฉินผิงอันปรบมือเบาๆ “หากอิงตามการประมาณการณ์ข้างต้น ต้องเขย่าลูกเต๋าหกครั้ง”
เซี่ยโก่วถามอย่างสงสัย “ลูกเต๋า? ของเล่นที่ใช ้บนโต๊ะเดิมพันน่ะ หรือ?”
เฉินผิงอันบอกว่าไม่ได้เหมือนกันสักเท่าไร แล้วมือซ้ายก็หยิบ เงินร ้อนน้อยเหรียญหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ โยนไปไว้ที่มือขวา แล้วกำไว้ในฝ่ำมือ เขย่าเบาๆ “ก็แค่การยกตัวอย่างที่ไม่ค่อยจะเหมาะ นัก”
เซี่ยโก่วถาม “แบ่งคนดีกับคนเลวออกมาอย่างชัดเจนก่อนแล้ว ค่อยมาสรุปรวบรวมเรื่องดีเรื่องร ้ายหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “แรกเริ่มข้าคิดแบบนี้จริง ผลคือค้นพบว่าไม่ ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว”
เซี่ยโก่วรอฟังประโยคถัดไป
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ความลับสวรรค์มิอาจแพร่งพราย ข้ามขั้น ตอนนี้ไปก่อน”
เซี่ยโก่วยกมือขึ้น รวบรวมเอาลมปราณห้าธาตุที่มีสีสันแตกต่าง กันมาได้อย่างง่ายดาย ถอยไปพูดหนึ่งก้าว ต่อให้เป็ นการดูดซับเอา ปราณวิญญาณฟ้ำดินมา สามารถใช ้ความเร็วได้อย่างเซี่ยโก่วก็ถือ ว่ายากมากแล้ว ตอนนี้เฉินผิงอันต้องไม่มีทางทาได้แน่นอน แล้ว นับประสาอะไรกับที่สิ่งที่เซี่ยโก่วเก็บมายังไม่ใช่แค่การแบ่งความใส ความขุ่นของลมปราณในฟ้ำดินออกมาเท่านั้น สิ่งที่นางทานี้ถือว่า เป็ นการสาวเส้นไหมได้อย่างสมชื่อแล้ว นางนาลมปราณห้าธาตุที่ บริสุทธิ์พวกนี้มาสร ้างเป็ นสีสันที่แตกต่างกัน เป็ นทรงสี่หน้าที่มีสาม มุม ทรงลูกบาศก ์ซึ่งพบเห็นได้บ่อยที่สุด และทรงรูปดาวที่มีสิบสอง หน้า เป็ นต้น
เฉินผิงอันถามอย่างประหลาดใจ “เรียนรู ้ได้หรือ?”
เซี่ยโก่วมีสีหน้ากระอักกระอ่วน “เรียนน่ะเรียนได้ แต่ไม่อาจสอน ได้”
ปีนั้นนางมองดูการถ่ายทอดมรรคาของอาจารย์ซานซานจิ่วโหว อยู่ไกลๆ ถือเป็ นการเข้าใจสิ่งหนึ่งก็แตกแขนงไปเข้าใจสิ่งอื่น
ความนัยนอกเหนือคาพูดนี้ก็คือ เจ้าขุนเขาจะเรียนเป็ นหรือไม่ก็ ต้องอาศัยความสามารถในการทำความเข้าใจของตัวเอง นางไม่มี ทางสอน แล้วก็สอนไม่เป็ นด้วย
อีกอย่างการแอบเรียนวิชาจากคนอื่น เห็นของดีแล้วต้องเก็บ แต่ ไหนแต่ไรมาก็เป็ นความสามารถเฉพาะตัวของเจ้าขุนเขาบ้านตนอยู่ แล้ว
เซี่ยโก่วไม่คิดจะให้เจ้าขุนเขาอ้อมผ่านด่านนั้นไปได้จึงชักถาม ต่อว่า “ไม่จำเป็ นต้องเปิดเผยความลับสวรรค์ แค่อธิบายคร่าวๆ ก็ได้
นะ”
“ได้แต่พูดอย่างคลุมเครือเท่านั้นจริงๆ”
เฉินผิงอันหยิบเงินร ้อนน้อยเหรียญนั้นขึ้นมา ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก็หาคำกล่าวสองอย่างที่พอจะมาแทนกันได้แล้วเอ่ยเนิบช ้าว่า “ฟ้ำ คน หรือก็คือ “ข้า” ฟ้ำดินเล็ก หมื่นสรรพสิ่งนับแต่โบราณในฟ้ำดิน นอกเหนือจาก “ข้า” ฟ้ำดินใหญ่ แรงบันดาลใจของสองอย่างนี้ล้วน มาจากประโยค “หนทางแห่งฟ้ำย่อมถอนส่วนเกินเพื่อเกื้อหนุนผู้ที่ ขาดพร่อง แต่หนทางแห่งมนุษย์กลับถอนจากผู้ที่ขาดแคลนเพื่อบารุง ผู้ที่มั่งมีเกินพอ” ในสามพันอักษรของมรรคาจารย์เต๋า ดังนั้นจึง สามารถอนุมานออกมาเป็ นด้านตรงและด้านหลังได้เป็ นจำนวนมาก จะปล่อยออกไปข้างนอก เก็บกลับมาข้างใน เป็ นประโยชน์ต่อตัวเอง เป็ นประโยชน์ต่อผู้อื่น มุ่งเข้าหาความเป็ น แสวงหาความตาย…”
“เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน! ขอให้ข้าพักหายใจหายคอสักเดี๋ยว!”
เซี่ยโก่วรีบยื่นมือออกไป บอกเป็ นนัยแก่เจ้าขุนเขาว่าอย่าเพิ่งรีบ ร้อนพูดต่อ นางเบิกตากว้างถามว่า “อันดับแรก ข้าก็มีข้อสงสัยแล้ว
บนโลกมีสรรพชีวิตอยู่มากมาย ใจที่อยากมีชีวิตอยู่กับใจที่แสวงหา ความตาย แน่นอนว่าต้องตรงข้ามกัน แต่ต้องเป็ นอย่างไรถึงจะเป็ น…. เล็กใหญ่ หนักเบาแบบทั่วไป? ไม่ว่าจะเป็ นมนุษย์ธรรมดาในหมู่บ้าน ร ้านตลาด หรือจะเป็ นผู้ที่ขึ้นเขาฝึ กบาเพ็ญตน มีใครบ้างที่ไม่ อยากจะมีชีวิตอยู่ อยากอายุยืน อยากเป็ นอมตะ?”
เจ้าขุนเขาท่านอย่าได้พาข้าลงคลองเพียงเพราะต้องการโอ้อวด ความรู ้เด็ดขาดเชียวเรื่องอย่างการนั่งลงถูกมรรคานั้นยิ่งใหญ่กว่า แผ่นฟ้ำอีกนะ
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ถ้าอย่างนั้นก็วางความเห็นต่างไว้ก่อน ชั่วคราว ถือว่าข้าไม่ได้พูดเรื่องนี้”
เซี่ยโก่วจับประคองหมวกขนเตียว ใช ้ฝ่ำมือนวดคลึงปลายคาง ตามความเคยชิน “พอครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วก็เหมือนว่าจะ น่าสนใจอยู่บ้างนะ”
โคลงศีรษะไปมา เซี่ยโก่วก็พูดต่ออีกว่า “ขยับขึ้นหน้าไปอีกหนึ่ง ก้าวจนกระทั่งถึงข้อสรุปแรกเริ่มสุด ไม่ต้องสนเรื่องความต่างระหว่าง วิถีแห่งมนุษย์กับวิถีแห่งสวรรค์ที่มรรคาจารย์เต๋าแบ่งเอาไว้ ใช ้ตัวข้า เทียบกับฟ้ำดินนอกตัวข้า จะยังไม่สมดุลพอหรือไม่? ยกตัวอย่างเช่น ข้าเล็ก ฟ้ำใหญ่ ลูกเต๋าเม็ดแรกที่เป็ นจุดเริ่มต้นนี้ จะมีความหนักเบา ต่างกันเกินไปหรือไม่? ทฤษฎีความเป็ นความตายก่อนหน้านี้ ข้า สามารถกึ่งเชื่อกึ่งกังขาได้ แต่ในเรื่องนี้ข้าสามารถมั่นใจได้ถึงเจ็ด แปด….ในสิบส่วนเลย!”
ข้าอ่านหนังสือมาน้อยไปหน่อย แต่เจ้าขุนเขาเจ้าอย่าได้หลอก ข้าเชียวนะ ต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจสิ