กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1125.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (ห้า)
บนเส้นทางชีวิตคน ภูเขาสองลูกอยู่ติดกัน ค่าคืนที่มีดวงจันทร ์ เหมือนกัน
ในหมู่บ้านชนบทพูดคุยกันถึงเรื่องความรุ่งโรจน์ความเสื่อมโทรม ในใต้หล้า คนที่เฝ้ าเวรกะดึกของเรือนอัครเสนาบดีกินแป้ งทอดกรอบ หอมน้ามัน
ปัญญาชนชอบวาดภาพชาวประมงตกปลาในวันที่หิมะตก ไหน เลยจะสนใจว่าแท้จริงแล้วชาวประมงหนาวจนตัวสั่นเหมือนนกกระทา
อยู่ดีๆ เซี่ยโก่วก็เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “เจ้าขุนเขา บอกตาม ตรงนะ บางครั้งข้าก็อิจฉาคนที่เล่นหมัดอย่างพวกเจ้าจริงๆ”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หมายความว่าอย่างไร?”
เซี่ยโก่วยื่นนิ้วชี้ไปยังผู้ฝึกยุทธเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่บนยอดเขา ติดกัน ไม่เหมือนกับผู้ฝึกบาเพ็ญตนที่บ้างก็กาลังฝึกวิชาการหายใจ บ้างก็คุยเล่นกัน เขาก าลังงีบหลับ คอยลืมตาอยู่เป็ นระยะ เส้นสายตา กวาดมองรอบด้านอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าใช้วิธีการฝึกหมัดใน และหมัดนอกควบคู่กันไป ดวงตาสองข้างเป็ นประกายเจิดจ้า ซุกซ่อน แสงศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ หากอยู่ในยุทธภพทั่วไปก็ต้องถือว่าเป็ นมือดีได้ อย่างแน่นอน
ผู้ฝึ กยุทธเต็มตัว หลังจากที่ปณิธานหมัดมาอยู่บนร่างแล้ว ลมปราณที่แท้จริงแผ่อวลไปทั่วทุกช่องโพรงก็จะเหมือนมีเทพคอย ปกป้ อง นี่ก็คือจุดเดียวที่ทาให้เซี่ยโก่วอิจฉาผู้ฝึกยุทธ ทุกวันสามารถ นอนหลับอย่างเป็ นสุขได้!
ไม่เหมือนผู้หลอมลมปราณที่นอกจากคนประเภทที่สามารถ พกพาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมไปด้วยทุกหนทุกแห่งได้แล้ว ยาม ออกไปข้างนอก ไม่ว่าใครก็ต้องเป็ นกังวลว่าจะถูกศัตรูคู่อาฆาตนึกถึง และซุ่มกาลังคอยลอบโจมตี หรือไม่ก็อาจจะถูกจู่โจมได้ทุกที่ทุกเวลา
ขอแค่ทิ้งระยะห่างไปช่วงใหญ่ๆ แล้วค่อยมาพูดกันถึงระดับความ เฉียบไวของพลังจิตปรมาจารย์วิถีวรยุทธ ต่อให้เจ้าจะเป็ นขอบเขต ปลายทาง แต่จะสู้เซียนดินที่สามารถร่ายวิชามองขุนเขาสายน้าผ่าน ฝ่ามือได้อย่างไร?
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกกระบี่ที่เจอกับผู้ฝึกยุทธ ตามหลักแล้ว กระบี่บินพุ่งสวบไปทีเดียว หนึ่งไปหนึ่งกลับ ฝ่ ายหลังก็ได้แต่มีจุดจบ ด้วยการที่หัวหล่นกลิ้งไปบนพื้นแล้ว แต่ในความเป็ นจริงแล้วก็เพราะ ผู้ฝึกยุทธมีการคุ้มครองที่มองไม่เห็นของลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ เฮือกนี้อยู่จึงเป็ นข้อได้เปรียบที่มากพอจะต้านทานวิธีการมากมายที่ ไม่คุ้นเคยได้
พูดถึงแค่เฉินผิงอัน หากไม่เป็ นเพราะเป็ นผู้ฝึ กกระบี่ขอบเขต เซียนเหรินที่สามารถอาศัยกระบี่บินให้กลับมาหล่อเลี้ยงเรือนกายที่มี เลือดเนื้อได้ บวกกับเรือนกายของผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทาง หาก
เปลี่ยนขอบเขตสิบสี่ที่มาลงมืออย่างลับๆ ล่อๆ ผู้นั้นให้กลายมาเป็ น ขอบเขตบินทะยานทั่วไป เรือนกายและจิตวิญญาณอ่อนด้อยกว่าสัก หน่อย เป็ นการ “ลอบโจมตี” ครั้งสองครั้งเหมือนกัน รับรองว่าหากไม่ ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัส ตบะถูกท าลายไหนเลยจะสามารถมีชีวิต ออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ออกมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่ใบถง ทวีปนี้ได้
หากจะพูดถึงการลอบโจมตี เซี่ยโก่วต้องเป็ นมือดีคนหนึ่งได้ แน่นอน
อู๋หมิงซื่อแห่งเปลี่ยวร ้างที่ทั้งวิชาเซียนและวรยุทธล้วนเรียกได้ว่า เป็ นสองสุดยอด อันที่จริงเซี่ยโก่วเป็ นคนรู ้จักเก่ากับเขาแล้ว ถือว่า หากไม่ตีกันก็ไม่ได้รู ้จักกัน อู๋หมิงซื่อไม่มีแม้กระทั่งชื่อ แน่นอนว่าไม่มี ฉายาอะไรที่ทาให้เซี่ยโก่วน้าลายสออยากครอบครองด้วย ตอนนั้น นางก็อยากจะลองประเมินความสามารถในขั้นเทพมาเยือนของอีก ฝ่ ายสักหน่อย ผลคือหนึ่งโจมตีหนึ่งป้ องกัน ระหว่างกันและกันไม่เคย ได้เจอหน้า เสียเวลาไปเดือนกว่า เซี่ยโก่วก็ยังทาอะไรเขาไม่ได้ ไม่ เพียงแต่เขาจะหนังหนาเท่านั้น แม้จะบอกว่ามิอาจหลบเลี่ยงกระบี่บิน ได้ทุกครั้ง แต่กลับสามารถหลบพ้นบาดแผลที่เป็ นอันตรายถึงชีวิตได้ แน่นอน ถึงท้ายที่สุดเชี่ยโก่วก็รู ้สึกว่าน่าเบื่อจึงจากมา
เซี่ยโก่วเอ่ยเสียงเบา “ได้ยินว่าขั้นเทพมาเยือนก็มีระดับความสูง พอๆ กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้า ความต่างประมาณสิบส่วน”
“เรียกได้ว่าหนึ่งคือฟ้ าหนึ่งคือดิน มีความเป็ นไปได้ว่าจะมี ระยะห่างมากยิ่งกว่าขั้นปราณโชติช่วงกับคืนความจริง ส่วนทิวทัศน์ ที่เป็ นรูปธรรมจะเป็ นเช่นไร ยังต้องประสบพบเจอกับตัวเองถึงจะให้ ข้อสรุปได้”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ดังนั้นข้ากับเฉาสือ โอกาสชนะเพียงหนึ่ง เดียวก็คือสองฝ่ ายต่างก็ประลองฝีมือกันในขั้นคืนความจริง ข้ามิอาจ คว้าโอกาสนี้ไว้ได้ แน่นอนว่าเฉาสือก็ไม่มีทางมอบโอกาสนี้ให้ข้า”
เซี่ยโก่วถาม “ทาไมไม่ใช่ว่าขอบเขตเจ้าสูงกว่าเขาหนึ่งขั้นถึงจะ มีความมั่นใจมากกว่า?”
เฉินผิงอันย้อนถาม “ท าไมถึงไม่พูดไปเลยว่าขอบเขตสูงกว่า เฉาสือสองขั้นแล้วค่อยมาถามหมัดกัน แบบนั้นข้าจะไม่คว้าชัยชนะ ไว้ได้มั่นคงยิ่งกว่าหรือ?”
สามารถถามคาถามที่ผิดต่อมโนธรรมในใจเช่นนี้ได้ ก็สมควร แล้วที่เจ้าถูกใครบางคนยุยงให้เรียกตัวเองว่า “โก่วจื่อ
เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง
อยู่ดีๆ เซี่ยโก่วก็โพล่งถามขึ้นมาว่า “สมมติว่ามีวันหนึ่งเจ้า ขุนเขาเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่แล้ว ก็จะยังขาดอะไรบางอย่างอยู่อีกใช่ หรือไม่?”
เฉินผิงอันตอบตามตรง “ไม่ใช่ว่าขาดอะไรบางอย่าง แต่เป็ นขาด อยู่เยอะมาก นี่เกิดจากการประสบพบเจอในชีวิตส่วนตัว ขาดพลัง
พิฆาตที่สูงมากพอ กลายมาเป็ นว่าทุกอย่างล้วนเป็ นเพียงความเพ้อ ฝัน นี่เป็ นเรื่องที่จนใจมากจริงๆ”
เซี่ยโก่วร ้องเอ๊ะ พูดกับคนอื่นว่าตัวเองจนใจ นี่ไม่เหมือนนิสัยของ เจ้าขุนเขาที่พร่าท่องค าว่า “สงบเยือกเย็น” อยู่ตลอดเวลาเลยนะ
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ในตาราบอกว่าไม่โทษคนบ่นฟ้ า แล้วก็ไม่ให้ พวกเราละทิ้งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาไปอย่างสิ้นเชิงด้วย บางครั้ง บ่นออกมาบ้างก็มีประโยชน์ต่อกายและใจอีกทั้งเรื่องราวในใจและ อารมณ์ที่มองดูคล้ายว่าไม่กระตือรือร ้นก้าวหน้ามากพอประเภทนี้ข้า สามารถพูดคุยกับเจ้าเซี่ยโก่วได้สองสามประโยค แล้วก็สามารถ พูดคุยกับหมี่ลี่น้อยได้ด้วย แต่กับเฉินหลิงจวิน กับหมี่อวี้ กลับไม่ เหมาะจะให้พูดคุย”
เซี่ยโก่วถาม “ทาไมล่ะ เพราะว่าหมี่ลี่น้อยใจกว้าง ส่วนข้า ค่อนข้างประมาทเลินเล่อหรือ?”
เฉินผิงอันหยิบกระบอกยาสูบออกมา พ่นควันโขมงอย่างคุ้นเคย ใบยาสูบที่ใช ้คือใบยาสูบของที่บ้านเกิด เขาพูดกลั้วหัวเราะว่า “หมื่อ กี้มีความในใจมากมาย เขาให้ความสาคัญกับเรื่องที่คนอื่นพูด เขา ไม่เพียงแต่ฟังเข้าหู ยังเก็บไปใส่ใจมากเป็ นพิเศษ จึงกลายเป็ นว่าจะ เพิ่มเรื่องในใจให้เขามากกว่าเดิม ดังนั้นในสถานการณ์ทั่วไป ข้าจึง ไม่ค่อยพูดความในใจกับเขาเท่าใดนัก พูดถึงแค่เรื่องราวเหตุการณ์ ต่างๆ ถือเป็ นการเปิดใจในเรื่องงาน เฉินหลิงจวินมีกลิ่นอายของยุทธ ภพเข้มข้น เคยชินกับการทาเรื่องเสียสละตัวเองเพื่อสหาย ชอบหา
เรื่องใส่ตัว บางทีคาพูดที่ไร ้เจตนาของข้าแค่ไม่กี่คาก็อาจทาให้เขา ยึดติดไปแล้ว จะทาให้คนที่เวลาปกติไม่ชอบใช ้สมอง อยู่ดีๆ กลายมา เป็ นคนที่มีความในใจหนักอึ้ง ส่วนเจ้ากับหมี่ลี่น้อยสืบสาวราวเรื่อง กันแล้วยังมีนิสัยบางอย่างที่แตกต่างกับพวกเขามาก เจ้าอย่าเห็นว่า เฉินหลิงจวินและหมี่อวี้มองดูเหมือนคนที่ไม่ใส่ใจอะไร วันๆ ใช ้ชีวิต อย่างเกียจคร ้าน อันที่จริงในใจของพวกเขาบรรจุความ “ทนมอง ไม่ได้” เอาไว้เยอะมาก แต่เจ้ากับหมี่ลี่น้อยกลับไม่เหมือนกัน ในใจ ของพวกเจ้าบรรจุเรื่องราวได้ เพราะ “ทนมองได้” กับเรื่องหลายอย่าง ในโลกใบนี้”
เซี่ยโก่วรู ้สึกขัดเขินอยู่บ้าง นางยกนิ้วโป้ งเอ่ยว่า “เจ้าขุนเขา ถึงกับเอานิสัยที่หยาบกระด้างมาพูดให้ไพเราะขนาดนี้ได้ ร ้ายกาจ
ร ้ายกาจ”
นางถึงเพิ่งรู ้ว่านอกจากเวทกระบี่แล้ว ที่แท้ตนก็แข็งแกร่งถึงเพียง นี้! เจตจานงในการอยู่ร่วมกับผู้คนในสังคมพลันถูกเจ้าขุนเขายกให้ สูงขึ้นถึงเจ็ดแปดขั้นเชียวนะ
เสี่ยวโม่รู ้เรื่องพวกนี้หรือไม่?
ไม่กลัวหรอก ในเมื่อเจ้าขุนเขาพูดขนาดนี้แล้ว ไม่ช ้าก็เร็วเสี่ยว โม่ก็ต้องรู ้ วิญญูชนย่อมต้องส่งเสริมให้ผู้อื่นประสบความสาเร็จนี่นะ เจ้าขุนเขาของพวกเราคือคนที่มียศเป็ นวิญญูชนของศาลบุ๋นเชียว นะ!
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ตอนอยู่ที่โต๊ะเหล้าเคยได้ยินเทพเซียนผู้เฒ่า เจี่ยเอ่ยถ้อยคาหยกทองที่ชวนให้คนครุ่นคิดมิรู ้จบ เขาบอกว่าขอแค่ พวกเรามีใจรู ้ผิดถูกก็จะไม่มีทางเป็ นคนที่ทาเรื่องผิด เทพเซียนผู้เฒ่า บอกว่าคนบางคนก็เหมือนผีพรายที่จมน้าตายซึ่งชอบลากคนลงน้า เมื่ออยู่กับคนประเภทนี้นานวันเข้าย่อมทาให้ฟ้ าดินมืดสลัว บรรยากาศขุ่นมัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยมีดีอยู่อย่าง หนึ่ง ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่มี เมื่อโยนคาถามออกไปก็มักจะมี วิธีแก้ไขปัญหามาให้เสมอ วิธีการของเขาก็คือหลักการเหตุผลของ อริยะปราชญ์ที่บอกว่า “ข้าซ้าของในการบ่มเพาะพลังแห่งความ ยิ่งใหญ่ไพศาล” อาศัยสิ่งนี้ก็สามารถยืนอยู่บนฝั่ง หยัดเท้ายืนได้ อย่างมั่นคง ไม่ลงน้า ลากกลับมา ไม่แน่ว่าอาจจะยังสามารถกระชาก เพื่อนข้างกายที่เป็ นเหมือนพีผรายตนนั้นกลับมาด้วยกันได้ด้วย ตอน นั้นเฉินหลิงจวินได้ยินแล้วก็กุมท้องหัวเราะก๊าก ข้ากลับรู ้สึกว่าค า สอนของหย่าเซิ่งประโยคนี้มีน้าหนักจริงๆ แต่ละตระกูลมี ขนบธรรมเนียมเป็ นของตัวเอง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมอย่างวัดวา อารามก็มีกลิ่นอายแห่งมรรคาของตัวเอง ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ฝึ กตน บาเพ็ญตนที่มีกลิ่นอายของมรรคาเท่านั้น บนร่างมนุษย์ธรรมดาคน ใดบ้างที่ไม่มีกลิ่นอายแห่งมรรคาเลย”
“คนที่ในใจหนักแน่น ส่วนใหญ่มักจะไม่สั่นไหวเหมือนภูผา แต่ ทัศนียภาพในภูเขาทุกลูกเป็ นอย่างไร จะเป็ นเหมือนวัดร ้างแห่งนั้นที่ แตกหักพังทลาย หรือสี่ฤดูเหมือนวสันตกาลดอกไม้พืชพรรณเจริญ
งอกงามเขียวชอุ่ม ล้วนอยู่ที่การฝึกบาเพ็ญตนและตบะของพวกเรา ทุกคนแล้ว”
“ความจริงใจของทุกคนล้วนมีเหลี่ยมมุมและความเฉียบคม บาง ทีแรกเริ่มอาจทาให้คนรู ้สึกปรับตัวไม่ทัน แต่กลับง่ายที่จะทาให้คนซึ่ง อยู่ด้วยกันนานวันเข้าไม่รู้สึกรังเกียจ”
“ทว่าความจริงใจนี้คือดาบสองคม หากจริงใจที่ยึดมั่นกับตัวตน มากเกินไปย่อมทาร ้ายคนอื่นและทาร ้ายตัวเองด้วย ความจริงใจ ประเภทนี้เหมือนการเป็ นเพื่อนบ้านกับคนเห็นแก่ตัว ความจริงใจที่ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความใจกว้าง นามาใช ้ อย่างมีหลักการ ปฏิบัติอย่างมีแนวทาง ก็คือความมีคุณธรรม”
“ในสายตาของข้า ไม่ว่าจะเป็ นเซี่ยโก่วหรือป๋ ายจิ่ง ไม่ว่าจะเป็ น ตัวเองที่รู ้สึกว่าอยู่บนภูเขาลั่วพั่วก็ไม่เลว หรือเป็ นรักคนก็รักอีกาใน เรือนเขาด้วย เพื่อเสี่ยวโม่แล้วถึงได้อดทนยอมรับกับเรื่องบางอย่าง”
เซี่ยโก่วถามเสียงเบา “ถ้อยคายืดยาวพวกนี้ ในที่สุดเจ้าขุนเขาก็ หาโอกาสที่ได้อยู่ด้วยกันเพียงล าพัง สอนข้าว่าควรวางตัวอย่างไร ควรท าอย่างไรหรือ? กลัวว่าวันหน้าข้าจะท าผิดแล้วต้องให้ภูเขาลั่ว พั่วมาช่วยเก็บกวาดเรื่องเละเทะให้หรือไร?”
เฉินผิงอันครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้ามองเห็น ความเป็ นไปได้อย่างไร ้ที่สิ้นสุดจากบนตัวของผู้ฝึกกระบี่เซี่ยโก่ว”
เซี่ยโก่วมีสีหน้าปั้นยาก “เจ้าขุนเขาเห็นข้าเป็ นผู้เยาว์หรือ”
คนหนุ่มคนหนึ่งที่อายุยังไม่ถึงครึ่งร ้อย กับปีศาจเฒ่าที่มีชีวิตอยู่ มานานนับหมื่นปี เอ่ยคาพูดประโยคนี้ เซี่ยโก่วจึงรู ้สึกแปร่งๆ อยู่บ้าง
เฉินผิงอันกลั้นขา “หากเจ้าปรากฏตัวต่อหน้าผู้อื่นด้วยโฉม หน้าที่แท้จริง ข้าต้องไม่กล้าพูดแบบนี้แน่นอน”
อย่างน้อยก็ควรต้อง…หลีกเลี่ยงข้อครหาให้มากกว่านี้? ไม่มี ทางเดินทางมากับนางเพียงล าพังอย่างแน่นอน ไม่ใช่จะท าตาม ความเห็นของโลกีย์ชนที่บอกว่าชายโสดหญิงโสดอยู่ด้วยกันเพียง ลาพังไม่เหมาะสม แต่นี่จะเท่ากับว่าสร ้างปัญหาใหญ่ยุ่งยากให้กับ เสี่ยวโม่ไม่ว่าจะคิดหรือไม่คิดอะไร อยู่กับเซี่ยโก่วก็ล้วนต้องมีปัญหา ใหญ่อยู่แล้ว หากว่าคิด ไม่วางใจ เจ้าไม่เชื่อใจข้าหรือ? หากไม่คิด วางใจเกินไป สรุปแล้วเจ้าชอบหรือไม่ชอบข้ากันแน่?
เซี่ยโก่วก็ไม่ตอแยถามเรื่องนี้ต่อ นางย่อมมีเหตุผลในการโน้ม น้าวตัวเองอยู่แล้ว
หากจะบอกว่า “ป๋ ายจิ่ง” ฝึ กตนราบรื่นเกินไป เป็ นเหตุประสบ ความส าเร็จในด้านการฝึกตน แต่ล้มเหลวในเรื่องของความรัก แล้ว หากเปลี่ยนมาเป็ นเซี่ยโก่วจะสามารถท าให้หนทางบ าเพ็ญเพียรลุ่มๆ ดอนๆ แต่ในด้านความรักกลับสมหวังชื่นบานได้หรือไม่?
การค้าครั้งนี้คุ้มค่ามากเลยนะ
ไม่ได้เป็ นคนดูแลบ้านก็ไม่รู ้เรื่องหยุมหยิมยิบย่อย คนที่เคยชิน กับการคิดค านวณอย่างละเอียดรอบคอบ รู ้ดีถึงความสามารถของ ตัวเองที่สุด
เซี่ยโก่วจึงนับถือการเป็ นเจ้าบ้านของเจ้าขุนเขาของตัวเองอย่าง มาก ก็ไม่แปลกที่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้างจะคาดหวังให้อื่นกวานหนุ่มผู้นี้ แปรพักตร ์เปลี่ยนฝ่าย ทรยศเปลี่ยวร ้างเอาอย่างเซียวสวิ้น
ได้ครอบครองนกในกรงกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มหนึ่งก็เหมือน พกพาเอาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่มีตราผนึกแน่นหนาอีกทั้งยังไม่ ต้องสิ้นเปลืองเงินเทพเซียนติดตัวมาด้วย เฉินเผิงอันจึงไม่ต้องกังวล กับการไหลหายไปของปราณวิญญาณ นี่ก็คือข้อได้เปรียบที่ใหญ่ เทียมฟ้ า แต่วิธีการก่อสร ้างที่ใช ้ลูกเล่นแปลกใหม่สารพัดอย่าง บุกเบิกดินแดนใหม่ๆ ขึ้นมาจะ….สิ้นเปลืองพลังจิตอย่างมาก
นี่ก็คือขีดจากัดเพียงหนึ่งเดียวที่ใหญ่ที่สุด มีคาพูดของลัทธิเต๋า อยู่ประโยคหนึ่งบอกว่าขั้นสูงสุดคือบารุงรักษาจิตวิญญาณ รองลงมา คือบารุงคุณธรรม ขั้นถัดไปจึงจะเป็ นการบารุงรักษาร่างกาย นี่จึง แสดงให้เห็นว่าวิถีแห่งการบารุงรักษาจิตวิญญาณนั้นไม่ง่ายเป็ น อย่างยิ่ง