กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1126.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (หก)
ก่อนหน้านี้เฉาสือพาลูกศิษย์สองคนที่รับมาใหม่เดินทางผ่าน ท่าเรือจ่างเหวินเข้าไปในอาณาเขตของราชวงศ์ต้าตวนระหว่างนั้นได้ เข้าไปในเขตการปกครองอวิ๋นฉวง เรือข้ามฟากจอดเทียบท่า เฉาสือ ก็ลงจากเรือก่อนกาหนด พาพวกเขาเดินเท้าเที่ยวไปตามภูเขา สายน้าด้วยกัน สกุลโต้วก็คือแผ่นฟ้ าของเขตการปกครองขนาด ใหญ่เก่าแก่แห่งนี้ พอดีกับที่ทุกวันนี้ศิษย์พี่หญิงสองคนก็อยู่ที่นี่ด้วย เฉาสือจึงอยากให้ลูกศิษย์ทั้งสองได้รู ้จักกับผู้อาวุโสร่วมส านัก เนื่องจากนายท่านผู้เฒ่าตระกูลโต้วอายุเกือบจะเกินเก้าสิบปี แล้ว เฉาสือค านวณเวลา ยังมีเวลาเหลือ จึงอยากจะให้จีเจี๋ยและป๋ ายอวี่ได้ ค่อยๆ ขัดเกลาเรือนกายและจิตวิญญาณให้ดีระหว่างที่เดินทาง ในช่วงนี้ ก่อนหน้านี้อยู่บนเรือข้ามฟาก มีคนจาเขาได้ ต่อให้เฉาลือ จะปิดประตูไม่ต้อนรับแขก ไม่พูดถึงคนที่มาเคาะห้องเพื่อขอเยี่ยม เยือน พูดถึงแค่คนที่เดินผ่านระเบียงนอกประตูเพื่อ “ชมความ ครึกครื้น” ก็เรียกได้ว่ามีไม่ขาดสาย เฉาสือทนร าคาญไม่ไหวจริงๆ ตัวเขาเองไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ลูกศิษย์ทั้งสองกลับไม่มีสมาธิกันมา นานแล้ว ผ่านไปแค่ไม่กี่วันก็มีความรู ้สึกห่างเหินอย่างที่เลี่ยงไม่ได้ต่อ อาจารย์อย่างเขา ไม่ได้มีสภาพจิตใจเหมือนกับตอนที่เพิ่งรู ้จักกันอีก แล้ว
ตอนที่เพิ่งขึ้นเรือใหม่ๆ ความคิดจิตใจของพวกเขาบริสุทธิ์เรียบ ง่าย ร่าเริงสดใส เฉาสือสอนอะไรก็ฝึกอย่างนั้น ปณิธานหมัดบนร่าง ของแต่ละคนบริสุทธิ์ทั้งยังเบาและปราดเปรียว เป็ นลางที่ดี รอกระทั่ง พวกเขาพอจะรู ้ถึงน้าหนักของชื่อ “เฉาสือ” นี้แล้ว ปณิธานหมัดก็เริ่ม เกิดการชะงักค้าง ท่าเดินท่าหมัดเดียวกัน แต่พอเรียนอีกครั้งฝึกอีก ครั้งกลับค่อนข้างจะหนักอึ้ง คล้ายกับว่าทุกหมัดล้วนมีน้าหนักของ “เฉาสือผู้เป็ นอาจารย์” กดทับอยู่
ยิ่งนานวันเด็กสองคนก็ยิ่งเงียบขรึมและระมัดระวังตัว ทุกวันนี้สี หน้าและแววตายามที่พวกเขามองเฉาสือผู้เป็ นอาจารย์ก็เปลี่ยนไป จากเดิมด้วย
หวาดกลัวเหมือนเห็นผี เคารพย าเกรงเหมือนพบเจอเทพ
เรื่องมาถึงขั้นนี้ เฉาสือก็เลยเลือกเอาเรื่องบางอย่างที่เดิมที่ควร ให้ไปถึงเมืองหลวงต้าตวนก่อนแล้วค่อยพูดมาพูดอย่างชัดเจน เสียเลย ในเมื่อกราบอาจารย์แล้ว เรื่องบางอย่างไม่ช ้าก็เร็วพวกเขาก็ ต้องได้รู ้ดังนั้นเฉาสือจึงไม่ได้จงใจแต่งเติมให้เกินจริง แล้วก็ไม่ได้จง ใจปิดบังอะไร เขาเล่าให้เด็กทั้งสองฟังคร่าวๆ ว่าอาจารย์ของอาจารย์ พวกเขาคือใคร และยังมีสถานะของศิษย์พี่ชายหญิงอีกสามคน
คงเป็ นเพราะรู ้สึกว่าเอาแต่เย็นชาไม่สนใจ “อาจารย์” ที่เพิ่งรับมา ผู้นี้ดูจะไม่ค่อยดี ป๋ ายอวี่จึงเปิดปากถามอย่างขลาดๆ ว่า “อาจารย์ ใน เมื่อพรรคของพวกเราร ้ายกาจขนาดนี้ท่านเองก็มีชื่อเสียงมากขนาด นั้น แม้กระทั่งเทพเซียนบนเรือข้ามฟากก็ยังแย่งชิงกันอยากจะพบ
หน้าท่าน แค่ได้พูดคุยกับท่านคาหนึ่งก็เหมือนได้เป็ นเศรษฐีอย่างไร อย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นเวลาที่ท่านต่อสู้กับคนอื่นก็คงไม่เคยพ่ายแพ้มา ก่อนใช่หรือไม่?”
เฉาสือยิ้มกล่าว “ตอนนี้ยังไม่เคยแพ้ บางทีอาจเป็ นเพราะจานวน ครั้งที่อาจารย์ถามหมัดกับคนอื่นยังมีไม่มากกระมัง”
จีเจี๋ยถามอย่างใคร่รู ้ “ถ้าอย่างนั้นอาจารย์รู ้สึกว่ามีคู่ต่อสู้ที่ร ้าย กาจมากๆ หรือไม่?”
เฉาสือพยักหน้า “แน่นอนว่ามี ไม่พูดถึงพวกปรมาจารย์ที่เป็ นผู้ อาวุโส พูดถึงแค่คนที่อายุใกล้เคียงกันก็มีผู้ฝึกยุทธเต็มตัวคนหนึ่งชื่อ ว่าเฉินผิงอัน เกิดปี เดียวกับข้า แต่เหมือนจะอ่อนกว่าข้าสองสาม เดือน วิชาหมัดของเขาสูงส่งอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีอีกเจ็ดแปดคน ที่ไม่เคยเจอมาก่อน แค่เคยได้ยินชื่อเท่านั้น ขอบเขตต่างจากข้าขั้น สองชั้น เชื่อว่าผลสาเร็จวิถีวรยุทธของพวกเขาในอนาคตก็น่าจะสูง กันมาก”
แน่นอนว่าหนึ่งถึงสองขั้นที่เฉาสือพูดถึงนั่นคือมองสามชั้นของ ขอบเขตปลายทางเป็ นขอบเขตเดียวกัน
ผู้ฝึกยุทธทั่วไปพูดว่าคนบางคนที่ขอบเขตต่ากว่าตน ในอนาคต ผลส าเร็จด้านวรยุทธจะไม่ต่า ย่อมตกเป็ นที่ต้องสงสัยว่ายกยอตัวเอง ให้สูงขึ้นหรือไม่ก็ในสายตามองไม่เห็นคนอื่นอย่างห้ามไม่ได้ คาดว่า คนอื่นได้ยินเข้าก็ต้องรู ้สึกแปลกๆ ฟังแล้วขัดหูอยู่บ้าง
แต่พอออกมาจากปากของเฉาสือ ผู้พูดพูดด้วยจิตใจที่สงบเป็ น กลาง ผู้ฟังก็ยินดีจะเชื่อถือ
จาได้ว่าวันเกิดของเฉินผิงอันคือวันที่ห้าเดือนห้า ส่วนเฉาสือคือ วันที่สองเดือนสอง ดังนั้นเขาจึงอายุมากกว่าเฉินผิงอันสามเดือน
“หากเขาสามารถตั้งใจฝึกวรยุทธ เชื่อว่าวิชาหมัดจะต้องสูงยิ่ง กว่านี้แน่นอน”
“เพียงแต่ว่าสถานะของเขามีค่อนข้างเยอะ คิดจะผ่อนคลายจึง ไม่ใช่เรื่องง่ายสาหรับเขา”
“เรื่องเล่าและข่าวลือเกี่ยวกับเขาในยุทธภพ อันที่จริงมีเยอะกว่า ข้ามากนัก เป็ นคนที่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ รอให้พวกเจ้าไปถึงเมืองหลวง ได้เข้าพักที่นั่นแล้ว วันหน้าก็จะได้ยินเรื่องของเขามากขึ้นเรื่อยๆ ตาม หลักทั่วไปแล้ว คนส่วนใหญ่ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ ตัวจริงมักจะไม่สม ชื่อสักเท่าไร แต่เฉินผิงอันกลับไม่เหมือนกัน เขาคู่ควรต่อสถานะทุก สถานะ”
“คนที่มีทั้งมีพรสวรรค์ทั้งยังมานะขันแข็ง ส่วนใหญ่มักจะเย่อหยิ่ง คนประเภทนี้เมื่อแพ้หมัดก็มักจะไม่ท้อถอยทอดอาลัย ยิ่งเจอกับ อุปสรรคยิ่งฮึกเหิม พูดเหมือนง่าย แต่เอาเข้าจริงกลับท าได้ยากมาก”
“เส้นทางหมัดของเขาหลากหลาย ประเด็นส าคัญคือสามารถเอา มาผสานรวมแล้วใช้ด้วยกัน หลอมรวมเป็ นเตาเดียวกัน ก็แค่ว่า คุณธรรมด้านการต่อสู้ค่อนข้างจะ…ธรรมดา”
ฟังเฉาสือพูดยาวเหยียด เด็กสองคนก็หันมามองสบตากัน ต่างก็ รู ้สึกประหลาดใจอย่างมาก
ก่อนหน้านี้นอกจากถ่ายทอดวิชาหมัดและสอนสัจธรรมแห่งหมัด อย่างคร่าเคร่งแล้วปกติอาจารย์จะไม่ได้คุยเก่งขนาดนี้
ดังนั้นป๋ ายอวี่กับจีเจี๋ยจึงรู ้สึกว่าเจ้าคนที่ชื่อเฉินผิงอันผู้นี้ นอกจากคุณธรรมด้านการต่อสู้จะธรรมดาแล้ว อันที่จริงอย่างอื่นล้วน ไม่ธรรมดาอย่างมาก
เฉาสือเป็ นคนที่จืดชืดไร ้รสชาติอย่างมากจริงๆ
เวลาปกติก็พูดไม่เยอะ เพื่อนก็น้อย ไม่ชอบดื่มเหล้า ไม่ชอบงาน เลี้ยง นอกจากจะเรียนหมัดแล้ว ความสนใจเพียงหนึ่งเดียวของ เฉาสือก็คือการอ่านหนังสือ
อีกทั้งโดยทั่วไปแล้วเขาจะอ่านตาราแค่ประเภทเดียวเท่านั้น วิชา ค านวณ
เด็กทั้งสองเพิ่งเคยกราบอาจารย์เป็ นครั้งแรก เฉาสือเองไยจะ ไม่ใช่เพิ่งเคยเป็ นอาจารย์ของผู้อื่นครั้งแรกเหมือนกันเล่า เขาจึง อยากจะอาศัยการเดินทางท่องไปตามภูเขาสายน้ายิ่งใหญ่งดงามมา ช่วยคลี่คลายสภาพจิตใจที่ซับซ ้อนของลูกศิษย์ผู้สืบทอดทั้งสองคน ของตน
ผู้ที่เรียนวิชาหมัด มองชื่อเสียงและวิชาหมัดที่สืบทอดมาจาก บรรพบุรุษของส านักเบาเกินไปก็ง่ายที่จิตใจจะล่องลอย ศึกษาเล่า
เรียนวิชาได้ไม่ถึงแก่น พึ่งพาของนอกกายที่อยู่นอกเหนือจากเรือน กายตัวเองและวิชาหมัดมากเกินไป
แต่หากเดินไปบนทางสุดโต่ง ผู้ฝึ กยุทธมองทั้งสองอย่างหนัก เกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี ง่ายที่จะดูแคลนตัวเอง มองคาว่า “ตัวข้า” ต่า เกินไป เบาบางเกินไป
ทัศนียภาพหลากหลายตลอดเส้นทางเมื่อเห็นมากเข้า เฉาสือก็ พูดน้อยลง เพียงแค่อธิบายถึงขนบธรรมเนียมประเพณีและผู้คนของ สถานที่ต่างๆ ให้เด็กทั้งสองฟังเท่านั้น
ยามอยู่ว่างเฉาสือก็มักจะหยิบเอาภาพวาดเก่าแก่สามภาพที่ ค่อนข้างเหลืองแล้วออกมา คือภาพที่วาดเองตอนสร ้างกระท่อมฝึก หมัดอยู่บนกาแพงเมืองปราณกระบี่ตอนที่ยังเป็ นเด็กหนุ่ม แบ่ง ออกเป็ นภาพกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นและกระดูกพร ้อมอวัยวะภายใน รวม ไปถึงต าแหน่งช่องโพรงลมปราณและเส้นทางการไหลรินของเลือด ลม เขาให้ลูกศิษย์ทั้งสองดูภาพทั้งสามเพื่อสะดวกให้พวกเขาสัมผัส ได้อย่างตรงไปตรงมามากยิ่งขึ้น ตรงจุดว่างเปล่าของภาพใช ้ ตัวอักษรแบบบรรจงขนาดเล็กเท่าหัวแมลงวันเขียนค าอธิบายและวาด ภาพเล็กๆ ประกอบเอาไว้ อันที่จริงเฉาสือยังมีตาราอยู่อีกหลายเล่ม เพียงแต่กังวลว่าโลภมากจะเคี้ยวไม่ละเอียดจึงไม่ได้เอาออกมาพร ้อม กันทีเดียว
บางทีอาจมีปรมาจารย์วิถีวรยุทธแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่คิดได้ว่าวิถี แห่งวรยุทธยังสามารถเกี่ยวพันไปถึงวิชาคานวณ วิชาคณิตศาสตร ์
การสร ้างกลไก ฯลฯ ได้ด้วย ถึงขั้นที่ว่าเกี่ยวพันไปถึงการจาแลง มรรคาและร่องรอยบนมรรคาตระกูลเซียนได้อีกด้วย
นี่ก็คือความเข้าใจเฉพาะที่เฉาสือมีต่อการเรียนวรยุทธ ยกตัวอย่างเช่นความทรงจาที่มีต่อกล้ามเนื้อทั่วร่าง ก็คือท้องน้าแห้ง ขอดที่รอคอยให้ปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์เฮือกหนึ่งเหมือนกระแสน้าที่ ไหลเชี่ยวกรากลงมาสู่
ยกตัวอย่างเช่นหากหมัดเหมือนลูกธนูก็คือการบรรยายถึง ปรมาจารย์วิถีวรยุทธทั่วไป ถ้าอย่างนั้นหมัดของเฉาสือก็เหมือนหน้า ไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนแท่น
ปีนั้นอยู่บนหัวกาแพงเมือง เฉาสือเป็ นเพื่อนบ้านกับเซียนกระบี่ ใหญ่ผู้อาวุโส บางครั้งฝ่ ายหลังก็จะอธิบายความเข้าใจบางอย่างของ ตัวเองให้เฉาสือฟัง ยกตัวอย่างเช่นขอบเขตปลายทางก็คือต าหนัก เทพบนยอดเขาที่สงบเงียบแห่งหนึ่ง ปราณโชติช่วงเป็ นตัวตัดสินว่า ขนาดของฐานจะใหญ่หรือเล็ก คืนความจริงตัดสินระดับความบริสุทธิ์ ของควันธูป ส่วนเทพมาเยือนก็คือ “เส้นทางเทพ” ที่สมบูรณ์แบบซึ่ง ทอดยาวจากหน้าประตูภูเขาไปจนถึงต าหนักใหญ่ที่ตั้งวางกระถางธูป อนุมานย้อนกลับโดยทาตามนี้ คิดอยากจะเลื่อนสู่ขอบเขตปลายทาง ก็ต้องเดินทีละก้าวจนไปถึง ‘ยอดเขา” แน่นอนว่านี่คือการ “เดิน ทางไกล” ครั้งหนึ่ง ส่วน “ร่างทอง” ก็คือเค้าโครงที่จะตั้งวางเทวรูป บูชาไว้ในต าหนักเทพในอนาคต…เป็ นเหตุให้พระโพธิสัตว์ดินเผาไม่
เพียงแต่ต้องข้ามแม่น้า ยังต้องขึ้นภูเขา ลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ ของผู้ฝึกยุทธเฮือกหนึ่งก็คือธูปหนึ่งก้าน
น่าเสียดายที่ทุกครั้งที่เฉาสือถามถึงข้อสงสัย เซียนกระบี่ใหญ่ผู้ อาวุโสกลับมักจะใช ้เหตุผลว่าตนไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธยัดปากเขากลับไป
วันนี้อาจารย์และศิษย์สามคนมาถึงท่าเรือริมน้าแห่งหนึ่ง คิดว่าจะ นั่งเรือข้ามแม่น้ากันไป ริมชายฝั่งมีแต่พ่อค้าเร่ที่เอาของสดจากแม่น้า มาวางขาย ทั่วร่างจึงคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวปลา
รอกระทั่งได้เรียนหมัดอย่างแท้จริง ประสาทสัมผัสทั้งห้าก็ยิ่ง เฉียบไวมากขึ้น ป๋ ายอวี่จึงบีบจมูกของตัวเองเอาไว้อย่างแรง ก่อนหน้านี้แม่นางน้อยมีความรู ้ความเข้าใจเล็กๆ ของตัวเอง บอกว่าทัศนียภาพในฟ้ าดินก็เหมือนกับภาพที่ปรากฏในคลองจักษุ ตอนที่ยังไม่เรียนหมัด ภาพนั้นเป็ นของปลอม พอเรียนหมัดแล้ว ภาพ นั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากพร่ามัวกลายมาเป็ นชัดเจน แจ่มแจ้งกระจ่าง ตากลายมาเป็ นผลงานจริง
ตอนนั้นอาจารย์ของพวกเขาบอกว่าคาเปรียบเปรยนี้เหมือนจริง มาก แต่กลับไม่แน่เสมอไปว่าจะเหมาะสม
ส่วนความไม่เหมาะสมนั้นอยู่ที่ไหน เฉาสือก็ไม่ได้อธิบายอย่าง ละเอียด
ป๋ ายอวี่ถามคาถามที่สงสัยมานาน “อาจารย์ สรุปแล้วการเรียน หมัดเป็ นพรสวรรค์ที่ส าคัญกว่า หรือว่าความขยันส าคัญกว่า?”
เฉาสือตอบ “สาคัญทั้งสองอย่าง อาจารย์ลุงหม่าของพวกเจ้าเคย ยกตัวอย่างอยู่ข้อหนึ่ง การฝึกยุทธก็คือคนหิวโหยที่หุงข้าวกินข้าว ไม่มีพรสวรรค์ อาศัยแค่ความมานะพยายาม ไม่พบช่องทางที่จะเดิน เข้าไป เหมือนสตรีที่ต่อให้มีฝีมือแต่ไม่มีวัตถุดิบก็ปรุงอาหารออกมา ไม่ได้ ผลสาเร็จมีจากัด เหมือนเพดานในห้องที่อยู่ต่ามาก เมื่อมี พรสวรรค์ แต่ไม่ยอมมานะตั้งใจฝึ กหมัดก็เหมือนได้ครอบครองยุ้ง ฉางเก็บเสบียงกับเตาท าอาหารอันใหญ่ทุกวันดันใช ้หม้อใบเล็กหุง ข้าม กินข้าวชามเล็ก ผลส าเร็จบนวิถีวรยุทธก็ไม่อาจสูงไปได้”
จีเจี๋ยยิ่งถามอย่างใคร่รู ้ “อาจารย์ ท่านมีความสามารถอย่างใน วันนี้เพราะอาศัยพรสวรรค์หรืออาศัยความมานะพยายาม?”
เฉาสือตอบอย่างตรงไปตรงมา “ข้าฝึกหมัดถือว่าพอจะขยันอยู่ บ้าง แต่สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็ยังอาศัยพรสวรรค์”
เด็กสองคนหันมามองสบตากัน คนหนึ่งชอบ คนหนึ่งกลุ้ม แต่ เพียนเพียนรู ้สึกว่าตนเหมือนอาจารย์อย่างมาก ส่วนอาเสียนนั้นรู ้สึก ว่าการที่ตนกลายเป็ นยอดฝีมือล้าโลกได้ เกินครึ่งน่าจะไม่มีหวังแล้ว
เฉาสือเอ่ยเสริมมาประโยคหนึ่งว่า “ผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองคือ เส้นแบ่งที่ชัดเจนเส้นหนึ่ง ก่อนหน้านั้นพรสวรรค์และความขยันล้วน สาคัญมาก หลังจากนั้นพรสวรรค์กลับสาคัญยิ่งกว่า”
เด็กหญิงยิ้มกว้าง “พูดไปพูดมา ก็คือพรสวรรค์สาคัญที่สุด”
เฉาสือหัวเราะ “อาจารย์ลุงเลี่ยวอีกคนเคยพูดว่าเรียนรู ้ที่จะขยัน ได้อย่างถูกต้องอันดับแรกต้องไม่ให้ตัวเองเดินไปทางผิดก่อน รองลงมาคือสามารถเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องได้เร็วกว่าเดิม ไยจะ ไม่ใช่พรสวรรค์ที่มองไม่เห็นอย่างหนึ่ง”
จีเจี๋ยถามอย่างสงสัย “อาจารย์ คนที่มีลาดับอาวุโสเดียวกับท่าน ไม่ใช่บุรุษหนึ่งคนสตรีสองคนหรอกหรือ ไปเอาอาจารย์ลุงอีกคนมา จากไหน?”
เฉาสือยิ้มเอ่ย “ลืมบอกพวกเจ้าไปว่าคาเรียกขานว่าอาจารย์ลุง อาจารย์อาในยุทธภพและบนภูเขา เรียกได้ทั้งชายและหญิง ฟ้ า ดิน จักพรรดิ บิดามารดาและอาจารย์ บัณฑิตล้วนเคยชินที่จะเรียก อาจารย์ผู้มีพระคุณถ่ายทอดวิชาและผู้อาวุโสที่ตัวเองเคารพว่า อาจารย์ อันที่จริงสตรีบางส่วนที่ความรู ้ยิ่งใหญ่มาก คุณธรรมสูงมาก ก็ถูกเรียกขานด้วยความเคารพว่าอาจารย์เหมือนกัน อีกทั้งน้าหนัก ยังหนักยิ่งกว่าด้วย