กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1126.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (หก)
พวกเขากระจ่างแจ้งโดยพลัน จาได้ว่าที่ศูนย์ฝึกยุทธของบ้าน เกิด เจ้าของศูนย์ก็เคยรับลูกศิษย์หญิงมาคนหนึ่ง ผลคือวันนั้นเขา ถูกภรรยาข่วนหน้าจนหน้าลายพร ้อย ทว่าเจ้าของศูนย์กลับไม่กล้า โต้ตอบเอาคืนแม้แต่น้อย
ป๋ ายอวี่ถาม “ทาไมถึงเป็ นหลักการเหตุผลของพวกเขาทั้งนั้นเลย อาจารย์ท่านไม่มีค าพูดของตัวเองบ้างหรือ?”
เฉาสือกล่าว “สาหรับข้าแล้วการเรียนหมัดก็คือเรื่องปกติทั่วไป เหมือนการหายใจแน่นอนว่าข้าย่อมพูดหลักการเหตุผลยิ่งใหญ่อะไร ออกมาไม่ได้ ก่อนที่จะรับพวกเจ้ามาเป็ นลูกศิษย์ก็ไม่เคยนึกถึงสัจ ธรรมของหมัดอะไรมาก่อน ทุกวันนี้กาลังชดเชยอยู่”
หยุดไปครู่หนึ่ง เฉาสือก็เอ่ยว่า “หากอยากจะเรียนสัจธรรมแห่ง หมัดที่มีคุณสมบัติพอจะถูกบันทึกลงบนกระดาษได้ วันหน้าข้าก็ สามารถช่วยแนะนาคนคนหนึ่งให้พวกเจ้าได้ เขาค่อนข้างจะ เชี่ยวชาญในเรื่องนี้”
เคยประมือกับลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาของเขาสี่รอบ คราวหน้าก็ จะขอให้เขาช่วยอธิบายถึงสัจธรรมแห่งหมัดให้กับลูกศิษย์ผู้สืบทอด ทั้งสองคนของตนฟังสักหน่อย คิดดูแล้วก็ไม่น่าจะถือว่าเรียกร้องกัน มากเกินไป
ป๋ ายอวี่ถาม “สหายคนนี้ของอาจารย์ต้องเข้าใจสัจธรรมแห่งหมัด มากมายแน่นอน แต่ความสามารถในการต่อสู้คงจะธรรมดาสินะ?”
เฉาสือกล่าวอย่างอ่อนใจ “จะพูดแบบนี้ไม่ได้”
จีเจี๋ยเอ่ย “ก็คือเฉินผิงอันที่คุณธรรมด้านการต่อสู้ธรรมดาคน นั้น ใช่ไหม?”
เฉาสือกลั้นขา “คาพูดทานองนี้ พวกเราอาจารย์และศิษย์พูดคุย กันเป็ นการส่วนตัวก็พอ อย่าเอาไปพูดต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาดเชียว”
ยืนอยู่ริมน้า เฉาสือพลันถามว่า “อันที่จริงอาจารย์เองก็ ใคร่ครวญจนได้สัจธรรมหมัดอย่างหนึ่ง พวกเจ้าอยากจะฟังหรือไม่?”
เด็กสองคนพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เฉาลือชี้มาที่ตัวเอง “เรือนกายมนุษย์ร่างนี้ ฟ้ าดินแจ่มกระจ่าง บรรยากาศปรองดองกลมเกลียว ข้าคือเจ้าของ”
“ขอบเขตการเรียนวรยุทธที่แสวงหาสิ่งที่อยู่ภายในเช่นนี้ ข้า บรรยายไว้ว่าเป็ นบุคคลอันดับหนึ่งในใต้หล้าที่ไม่จาเป็ นต้องแสวงหา สิ่งที่อยู่นอกกาย”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เฉาสือก็ยิ้มเอ่ยเสริมมาประโยคหนึ่งว่า “หลักการเหตุผลยิ่งใหญ่ประเภทนี้ แค่ฟังแล้วปล่อยผ่านไปก็พอ”
ป๋ ายอวี่กล่าว “แม้จะยังงงๆ อยู่บ้าง แต่ฟังแล้วก็มีกลิ่นอายความ เผด็จการอย่างเต็มเปี่ยมเลย”
จีเจี้ยเอ่ยชื่นชม “มิน่าเล่าอาจารย์ถึงได้ร ้ายกาจขนาดนี้”
เด็กหญิงใช ้ศอกถองคนวัยเดียวกันที่อยู่ข้างกาย “เจ้าอาเสียน ที่ม จาได้แล้วหรือยัง?”
จีเจี๋ยพยักหน้า “จาได้แล้ว จาได้เหมือนพระราชโองการของตา เฒ่าฮ่องเต้เลยล่ะ”
เฉาสือหลุดหัวเราะพรีด
ขึ้นมาบนเรือ กิจการซบเซา ผู้โดยสารบางตา ตาแหน่งใกล้กับ หน้าต่างของบนเรือมีเด็กสาวร่างผอมบางก าลังร้องเพลง ข้างกันมี บุรุษก าลังสีเอ้อหู แต่ก็คอยหยุดอยู่เป็ นระยะ เพื่อช่วยแก้ไข จุดบกพร่องของเสียงร้องของเด็กสาว พวกเขาน่ าจะท ากิจการ เกี่ยวกับการร ้องงิ้วแบบชาวบ้าน อาศัยการร ้องงิ้วมาหาเงิน
เฉาสือสั่งบะหมี่หมูเส้นผักดองมาสามชาม โต๊ะที่อยู่ติดกันมีผู้ เฒ่าที่หน้าตาใจดีแต่มีกลิ่นอายของขุนนางนั่งอยู่ เขาพาผู้ติดตาม ร่างกายกายามาด้วยสองคน นั่งตัวตรงสารวมอกผายไหล่ผึ้ง สายตา คอยกวาดมองไปทั่วเรือคล้ายกับระแวดระวังป้ องกันนักฆ่าอยู่ตลอด
คงเป็ นเพราะผู้เฒ่าเห็นเฉาสือที่สุภาพอ่อนโยนเป็ นบัณฑิต จึง เป็ นฝ่ ายขอมานั่งรวมโต๊ะด้วย เดิมเฉาสืออยากจะปฏิเสธ แต่เห็นว่า เด็กสองคนมีท่าทางเบื่อหน่ายจึงตอบตกลง ผู้เฒ่าเป็ นคนคุยเก่ง พอดีกับที่เฉาสือไม่ถนัดในเรื่องการต้อนรับขับสู้ผู้คน แต่กลับเป็ น ผู้ฟังที่ไม่เลว เป็ นเหตุให้พวกเขาค่อนข้างจะถูกชะตากัน ผู้เฒ่าบอก
ว่าตัวเองอยู่ในวงการขุนนางมาเกินครึ่งชีวิต ทุกครั้งที่ถูกส่งตัวให้ไป เป็ นขุนนางในท้องถิ่น ยามที่ต้องเดินทางจะชอบล่องเรือไปตามแม่น้า มากที่สุด การเดินทางเช่นนี้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ได้กินกุ้งกินปลาสดๆ ทุกวัน มีลาภปากทั้งยังอิ่มท้อง ทุกวันนี้ลาออกจากขุนนางกลับคืนสู่ บ้านเกิดแล้ว ยิ่งถุงเงินยังมีเงินอยู่เต็มเปี่ยมไม่ขัดสนก็ยิ่งสุขสบาย มากกว่าเดิม
ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ยว่าหนึ่งปีมีแค่สี่ฤดู ฤดูร ้อนร ้อนแผดเผา ฤดูหนาว หนาวเยียบเย็น คนแก่ที่ใกล้จะลงโลงอย่างเขาเลือดลมมีน้อยทั้งยัง เสื่อมถอยลงทุกที ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ทั้งวันทั้งคืนจริงๆ
เฉาสือเอาแต่ยิ้มหรือไม่ก็พยักหน้ารับ
ลงมาจากเรือ เดินไปได้ระยะทางหนึ่ง เฉาสือถึงได้บอกลูกศิษย์ สองคนที่กาลังพูดเจื้อยแจ้วคาดเดาถึงสถานะของอีกฝ่ ายว่าอันที่จริง ผู้เฒ่าคือนายท่านเทพภูเขาที่ถือป้ ายลาดตระเวน ต าแหน่งขุนนางไม่ ต่าถึงสามารถออกจากภูเขามาดูแลทางน้าได้
ส่วนทางฝั่งนั้นก็กาลังคาดเดาสถานะของเฉาสืออยู่เช่นกัน แต่ กลับเข้าใจผิดคิดว่าเขาคือผู้บรรลุมรรคาที่ฝึ กวิชาเซียน บนร่างมี กลิ่นอายแห่งมรรคา ขึ้นเขาลงน้า ขึ้นเหนือล่องใต้เห็นอะไรก็ไม่รู ้สึก แปลกประหลาดอีกต่อไปแล้ว
ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง ดวงอาทิตย์ตกดินส่องแสงเลือนราง ประหนึ่งไว้อาลัยให้แก่ผีในภูเขา
ได้เจอกับเทพภูเขา อีกทั้งก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่บนเรือข้ามฟากก็ ได้เห็นเทพเซียนมาก่อนแล้ว อีกทั้งยังมีเยอะมากด้วย ก่อนหน้านั้น ตอนที่อยู่ในวัดโบราณถูกทิ้งร ้างของบ้านเกิดก็ยังเคยได้เจอผี
เด็กน้อยสองคนมีปณิธานหมัดอยู่บนร่างก็เท่ากับว่าได้เดินเข้า ห้องไปบนเส้นทางของการเรียนวรยุทธแล้ว ต่อให้ไม่มีแสงไฟส่องทาง เดินทางตอนกลางคืนก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรแล้ว เฉาสือบอกกับ พวกเขาว่าเวลาเดินทางตอนกลางคืนที่ไม่มีแสงจันทร ์ เดินอยู่บน เส้นทางเปลี่ยวร ้างเส้นทางเก่าแก่ มักจะมีผีคอยถือคบเพลิง ส่องสว่าง ตัวเองไม่ได้ส่องสว่างให้คนอื่น ดังนั้นต่อให้เป็ นชาวบ้านร ้านตลาด ทั่วไป เว้นเสียจากว่าเรือนกายอ่อนแอมากจริงๆ พลังจิตไม่แข็งแกร่ง พลังหยางไม่เพียงพอ หาไม่แล้วก็ไม่มีทางเห็นพวกเขา
แม้ว่าจะพูดเช่นนี้ แต่การเดินทางในภูเขายามค่าคืน เสียงเหยี่ยว ร ้องแหวกอากาศเสียงอีกาดังระงมไปทั่วผืนป่ า ฟังแล้วน่าสยดสยอง ทาเอาเด็กทั้งสองขนลุกขนชันไปทั้งร่าง
จู่ๆ ก็ได้เห็นสิ่งปลูกสร ้างขนาดใหญ่ยักษ์ท่ามกลางหุบเขาที่มืด ทะมึนน่าสะพรึงกลัวมองแล้วคล้ายเรือนโอ่อ่าของท่านอ๋องท่านโหว
หากอาจารย์และศิษย์ไม่ย้อนกลับไปทางเดิมก็ต้องเดินขึ้นหน้า ไปเคาะประตูขอพักค้างแรม
ก่อนที่เฉาสือจะเคาะประตูได้บอกให้เพียนเพียนและอาเสียนพยา ยามเก็บปณิธานหมัดเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
คนที่มาเปิดประตูคือบ่าวชราที่ใบหน้าใจดีมีเมตตา เห็นเด็กน้อย สองคนข้างกายเฉาสือ ผู้เฒ่าที่แก่มากแล้วก็อยากจะปฏิเสธ บอกว่า ฮูหยินบ้านตนมาอยู่ที่นี่เพียงลาพัง ไม่สะดวกจะรับรองแขก
ห่างจากด้านหลังของผู้เฒ่าไปไม่ไกลมีพี่สาวน้องชายคู่หนึ่งที่ อายุห่างกันประมาณสี่ห้าปี แต่คิ้วตากลับมีความคล้ายคลึงกันอยู่ หลายส่วนปรากฏตัว พวกเขาสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย ผู้เฒ่ายิ้มเรียก พวกเขาคาหนึ่งว่าอากวาน
ในตระกูลปัญญาชนมีกฎระเบียบยิบย่อย พิธีการมากมาย ยกตัวอย่างเช่นเด็กน้อยห้ามสวมใส่เสื้อผ้าที่ทามาจากแพรต่วน เพราะจะบั่นทอนความโชคดี ดังนั้นจะต้องสวมผ้าป่านตลอดทั้งปี ได้ แต่สวมเสื้อผ้าชุดเก่าที่มีการปรับแก้มาแล้ว
และอากวานก็คือคาเรียกขานอย่างให้ความเคารพที่บ่าวรับใช ้มี ต่อบุตรหลานของเจ้านาย เพียงแต่ว่าพี่สาวน้องชายตระกูลสูงศักดิ์ที่ เดิมที่ควรมีชีวิตการกินอยู่ที่สุขสบายคู่นี้มองไปแล้วกลับมีใบหน้า เหลืองแห้งตอบ ใบหน้าไร ้ประกายสดใส
เด็กสาวกุมมือน้องชายเอาไว้แน่น ไม่กล้ามองมายังกลุ่มของ เฉาสือ
ตามขนบธรรมเนียมของที่นี่ มีบันทึกการเซ่นไหว้บรรพบุรุษเล่ม หนึ่งสืบทอดต่อกันมาประเภทของอาหาร การจัดวางธูปเทียน ฯลฯ ล้วนมีกฎระเบียบก าหนดไว้อย่างชัดเจน เด็กสาวที่พออายุถึงสิบสี่ปี
ต้องมวยผม สวมชุดกระโปรงสีแดง หากไปกราบไหว้ภาพแขวนของ บรรพบุรุษที่ศาลบรรพชนก็จะหมายความว่านับแต่วันนี้เป็ นต้นไปนาง สามารถพูดคุยถึงเรื่องการออกเรือนได้แล้ว ผู้เฒ่าเรียกตัวเองว่าเป็ น ชิน พอจะเป็ นงานกระเบื้องและงานไม้บ้างเล็กน้อย แวะมาที่นี่เพื่อช่วย ซ่อมแซมเรือน เฝินชินก็คือคนเฝ้ าสุสานของทางตระกูลโดยเฉพาะ รับผิดชอบดูแลบ่าวรับใช ้และคนในครอบครัวพวกเขาที่อยู่ในสุสาน บรรพบุรุษ ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ ์สนิทสนมกันเหมือนญาติ
เฉาสือพาลูกศิษย์ทั้งสองพักค้างคืนที่นี่ พักผ่อนกันหนึ่งคืน ตลอดทั้งคืนผ่านไปอย่างไร ้เรื่องราวใด เฉาสือจุดตะเกียงอ่านต ารา ยามค่าคืน ฟ้ ายังไม่ทันสว่างก็ออกเดินทางแล้วเขาพาเด็กน้อยสอง คนที่ดวงตายังปรือด้วยความงัวเงียออกมาจากเรือนใหญ่โตโอฬาร แห่งนั้นด้วยกัน
ในขณะที่แสงตะวันกาลังจะสาดส่อง เด็กทั้งสองพบว่าบนเส้นทาง ด้านหลังมีสตรีวัยกลางคนกางร่มคนหนึ่งพาพี่สาวน้องชายที่ดวงตา เป็ นประกายสดใสคู่นั้นมาคารวะพวกเขาอยู่ไกลๆ และเพียงไม่นาน ร่างของพวกเขาก็หายวับไป
ป๋ ายอวี่ถามเสียงเบา “อาจารย์ ทั้งเรือนล้วนมีแต่ผี ใช่หรือไม่?
เฉาสือพยักหน้า “ดังนั้นก่อนหน้านี้ถึงได้บอกให้พวกเจ้าเก็บ ปณิธานหมัด หลีกเลี่ยงไม่ให้ไปปะทะพวกเขา หาไม่แล้วก็คงไม่ได้ไป ขอพักค้างแรม แต่เป็ นไปช าระแค้นถึงเรือนแทน”
จีเจี๋ยถามอย่างใคร่รู ้“ฮูหยินผู้นั้นบอกลากับพวกเราทาไมล่ะ?”
เฉาสืออธิบาย “ผีขาดควันธูปเช่นไหว้ก็เหมือนคนหิวโหยไม่มี อะไรตกถึงท้อง ง่ายที่จะสูญเสียจิตวิญญาณที่แท้จริงไป หากไม่ กลายเป็ นผีร้ายก็ต้องจิตวิญญาณแหลกสลาย มีวิธีแก้ไขอยู่สาม อย่าง ทางที่ดีที่สุด แน่นอนว่าต้องฝึ กบาเพ็ญตน แต่นี่ต้องมีโชค วาสนาตระกูลเซียน จากนั้นก็ต้องกินควันธูป กินของเซ่นไหว้ ตระกูล ใหญ่ตระกูลเล็กล้วนต้องมีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ต่อมาก็คือการดูด ดึงเอาปราณหยางของคนเป็ น”
จีเจี๋ยได้ยินก็ขนลุกขนพอง เบิกตากว้าง “อาจารย์ท่านไม่เป็ นไร ใช่ไหม?”
เฉาสือยิ้มกล่าว “พวกเราไปพักอยู่ที่เรือนของพวกเขาหนึ่งคืน ย่อมมีปราณหยางที่เหลือทิ้งค้างเอาไว้ พวกเราคือผู้ฝึกยุทธ ความ เสียหายเล็กน้อยแค่นี้ไม่นับเป็ นอะไรได้ แต่กลับมากพอจะช่วยให้ เจ้าของเรือนแห่งนั้นลดทอนความกังวลที่จะต้องทนอดอยากไปได้ นานอีกหลายปี”
ค าว่า “หลายปี’ ที่ว่านี้ยาวนานถึงร ้อยปี
ป๋ ายอวี่กล่าว “รู ้แล้ว ท่านลุงปฏิเสธไม่ให้พวกเราพักค้างแรม เพราะเป็ นห่วงเด็กอย่างพวกเราสองคน คนที่เป็ นพี่สาวพาอากวาน น้อยมาปรากฏตัวด้วยกันก็เพราะพวกเขาหิวมากแล้วจริงๆ แต่ก็ไม่ กล้าพูด ใช่หรือไม่? ส่วนอาจารย์ก็แสร ้งท าเป็ นว่าไม่รู ้อะไร จงใจไม่
พูดออกมา ให้พวกเรายืมสถานที่พักค้างแรมหนึ่งคืน คนและผีต่างก็ ปลอดภัยดี คือวิถีในการรับรองแขกของพวกเขา พวกเราทิ้งพลังห ยางส่วนหนึ่งเอาไว้ก็คือวิถีของการเป็ นแขกของพวกเรา”
เฉาสือลูบศีรษะของแม่นางน้อย “ฉลาดมาก”
อาเสียนร ้องว้าว “อาจารย์ ท่านเป็ นคนดีไปหน่อยแล้วกระมัง”
เพียนเพียนพูดทวงความเป็ นธรรม “ยังไม่มีอาจารย์แม่ ฟังไม่ขึ้น เอาเสียเลย”
อาเสียนกล่าว “มีอาจารย์พ่อแล้ว อาจารย์แม่จะยังอยู่ห่างไปไกล อีกหรือ?”
เฉาสือหัวเราะ ยื่นมือไปกดหัวของเด็กทั้งสอง
ดูท่าการเป็ นอาจารย์ของคนอื่นก็เป็ นเรื่องที่น่าสนใจมากจริงๆ
เมื่อผ่านเรื่องครั้งนี้ไป เด็กทั้งสองก็กลับมาสนิทสนมกับเฉาสื ออีกครั้ง
ขณะที่ขยับเข้าใกล้จุดหมายก็มีหญิงสาวคนหนึ่งมาเยือน เด็ก น้อยสองคนมองหน้ากันคงไม่ใช่ว่าอาจารย์แม่ในอนาคตมาหาแล้ว หรอกนะ?
แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ สตรีก็คือเลี่ยวชิงอ่าย คือหนึ่งในอาจารย์ลุง สามคนของพวกเขา
เลี่ยวชิงอ่ายยิ้มอธิบายว่า “ศิษย์พี่หญิงโต้วยุ่งหัวหมุนอยู่ใน ตระกูล ปลีกตัวมาไม่ได้จริงๆ ก็เลยให้ข้ามารับพวกเจ้าแทน”
เฉาสือพยักหน้า ยิ้มแนะนาเด็กน้อยสองคนข้างกาย “ศิษย์พี่ หญิงเลี่ยว พวกเขาคือลูกศิษย์ที่ข้าเพิ่งรับมา จีเจี๋ย ชื่อเล่นคืออา เสียน ป๋ ายอวี่ ชื่อเล่นคือเพียนเพียน ตอนที่ข้าเพิ่งรู ้จักพวกเขา พวก เขาก็มีปณิธานหมัดอยู่บนร่างแล้ว หาได้ยากยิ่ง พวกเขาแค่อาศัย การพาดบันไดแอบดูท่าเดินท่าหมัดของศูนย์ฝึ กยุทธข้างบ้านก็ สามารถเอาสิ่งที่เรียนรู ้มาใช ้ได้แล้วถึงขั้นสามารถพูดได้ว่าเอามา ปรับใช ้เป็ นของตัวเอง ตอนอยู่ในวัดร ้างชานเมืองแห่งหนึ่ง ข้าเคย เห็นพวกเขาลงมือมาก่อน เข้าท่าเข้าทีอย่างมาก”
เลี่ยวชิงอ่ายประหลาดใจอย่างมาก เพราะว่านอกจากศิษย์พี่ใหญ่ หม่าฉวีเซียนแล้วพวกเขาสามคนจนถึงทุกวันนี้ต่างก็ยังไม่ได้รับลูก ศิษย์
ศิษย์พี่หญิงโต้วเฝิ่นเสียนั้นขี้เกียจ คาพูดติดปากของนางก็คือ รีบหาคนดีให้ตัวเองได้ออกเรือนเร็ววัน
เลี่ยวชิงอ่ายรู ้สึกว่าตัวเองยังเรียนหมัดได้ไม่ถึงแก่น ไม่มี คุณสมบัติที่จะสอนหมัดให้คนอื่น กลัว