กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1127.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (เจ็ด)
เขายังแนะนาเจิ้งต้าเฟิงว่าให้เด็กสองกลุ่มของบนขอดเขาอิงอวี่ กับยอดเขาฮวาอิ่งมาลองต่อสู้กัน ทุกเดือนให้มีการตะลุมบอนกันสอง ครั้ง ถึงอย่างไรก็มีเขาคอยจับตามองอยู่อย่างมากสุดก็แค่บาดเจ็บ ภายนอก ไม่ได้ถูกทาร ้ายไปถึงรากฐาน มาอยู่บนภูเขาเที่ยวอวี๋แล้ว จะเรียนหมัดได้มากน้อยแค่ไหน เข้าใจวิชาเซียนมากน้อยเท่าไร จะมี น้าหนักกี่จินกี่ตาลึงก็ต้องเอาออกมาแสดงให้ดูสักหน่อย เจิ้งต้าเฟิงที่ เป็ นอาจารย์ใหญ่ของยอดเขาอิงอวี่รับทุกค าแนะน า ส่วนเซี่ยโก่วที่ เป็ นผู้สอนหลักของยอดเขาฮวาอิ่งก็ไม่มีความเห็นต่างต่อเรื่องนี้ เพียงแต่นางแอบไปเรียกใช ้กานธรรมดาเป็ นการส่วนตัว บอกว่าให้ รีบช่วยเด็กแปดคนที่ไม่ว่าเรียนอะไรก็ไม่เป็ น ทาอะไรก็ไม่ได้พวกนั้น เปิดเตาเล็ก (เปรียบเปรยว่าสอนพิเศษ จัดการดูแลให้เป็ นกรณีพิเศษ) สอนวิชาคาถาและเวทเซียนสี่ห้าบทให้พวกเขาโดยเร็ว
ผลคือก็พวกผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนของยอดเขาฮวาอิ่งไป เจอกับผู้มีพรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธที่ลงมืออย่างอามหิตอีกทั้ง ยังเชี่ยวชาญการร่วมมือกัน กลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
ผู้คุมใหญ่เซี่ยที่รู ้สึกอับอายขายหน้าก็เลยวิ่งออกมาผ่อนคลาย อารมณ์
้
กานถังที่เดิมทีมองการไปทางานระยะสั้นที่ภูเขาเที่ยวอวี๋เป็ นงาน ยากล าบากเลือกจะสร ้างกระท่อมอยู่บนยอดเขาฮวาอิ่งโดยตรง ไม่ กลับไปที่หอบูชากระบี่แล้ว
เจิ้งต้าเฟิงเข้าครัวด้วยตัวเอง จัดงานเลี้ยงฉลองสามโต๊ะอาหาร ถามพวกเขาว่าได้ซ ้อมผู้ฝึ กลมปราณแล้วสาแก่ใจหรือไม่? ส่วน เวินจื่อซี่ก็คอยเตือนพวกเขาว่าชนะแล้วอย่าได้หลงล าพองตน แพ้ แล้วก็อย่าได้ท้อถอย จงใจเน้นค าว่า “แพ้แล้วก็อย่าได้ท้อถอย เป็ น พิเศษท าเอาพวกเด็กๆ ฮาครืน เจิ้งต้าเฟิงผลัดกันจนชอกกับพี่น้อง เวิน บอกว่าการที่คว้าชัยชนะครั้งใหญ่มาได้ ต้องยกคุณความชอบ ครึ่งหนึ่งให้พี่น้องเวิน ที่แท้การประลองที่มองดูคล้ายเป็ นการเล่นสนุก ครั้งนี้ เวินจื่อซี่ได้ตั้งใจอย่างมาก ได้ช่วยวาดภาพที่แม่นยา จัดวาง ต าแหน่งการซุ่มโจมตีไว้ให้ก่อน บอกว่าควรจะหลอกล่อศัตรูให้เข้า มาติดกับอย่างไร ควรจะล้อมโจมตีใครที่ไหนเวลาใด…ถึงกับใช ้หลัก ยุทธศาสตร ์แล้ว
ดูท่าปรมาจารย์ใหญ่เวินจะอยู่บนภูเขาลั่วพั่วอย่างมีความสุข มากนะ
อันที่จริงตอนนั้นในงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง เจิ้งต้าเฟิ งยังพูดถึง ข้อบกพร่องอยู่ข้อหนึ่ง รู ้สึกว่าพวกเขายังขาดฝีมือการแสดงไปสัก หน่อย บอกว่าต้องรู ้ว่าในช่วงวัยอย่างพวกเจ้า เจ้าขุนเขาของพวกเรา เป็ นอย่างไรอย่างไรแล้ว
้
โต๊ะสองตัวใต้ชายคาที่มีเด็กหนุ่มเด็กสาวนั่งกันเต็มโต๊ะพลัน เงียบกริบ แต่ละคนเงี่ยหูตั้งใจฟังพลางก้มหน้ากินข้าวไปด้วย
ประเด็นสาคัญคือตรงหน้าประตูมีเด็กชายผมขาวนั่งยองอยู่ ก าลังตวัดพู่กันเขียนตัวอักษรัวเร็วว่าวันเดือนปีใด เจิ้งต้าเฟิงหัวหน้า ผู้ฝึ กยุทธแห่งภูเขาเที่ยวอวี๋เอ่ยชื่นชมเจ้าขุนเขาอย่างเปิ ดเผย ข้อความที่พูดเป็ นดังต่อไปนี้..
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มกระอักกระอ่วน แสร ้งทาท่าสุขุม โบกมือเป็ นวงกว้าง ฮ่า ดื่มเหล้าๆ กินเนื้อๆ
เจิ้งต้าเฟิงฝืนยิ้มสดใสส่งไปให้ เอ่ยเรียกว่าน้องสาวคงโหว คิด อยากจะดึงอีกฝ่ ายมาเป็ นพวก เด็กชายผมขาวกลับลุกขึ้นยืน เก็บ กระดาษและพู่กัน ร ้องเพ้ยไปหนึ่งที ก่อนด่าว่าน่าสะอิดสะเอียน! แล้ว ก็จากไปพร ้อมกับหลักฐานในมือ
พาเซี่ยโก่วเข้าไปในอาณาเขตของแคว้นอวิ๋นเหยียนด้วยกัน เดินทางไม่ช ้าไม่เร็ว ทัศนียภาพตลอดเส้นทางงดงาม ภูเขาเขียวน้า ใส กิ่งหลิวเขียวขจีบุปผาบานสะพรั่ง
เดินผ่านสระบัวที่ถูกทิ้งร ้างไร ้เจ้าของแห่งหนึ่ง สายลมเย็นฉ่าพัด โชยมา ใบบัวชูช่อตระหง่าน คิดดูแล้วในอดีตก็น่าจะเคยบดบังเอว ของคนงาม
เชื่อว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวที่อยู่ในดินแดนของใบถงทวีปแห่งนี้ ยิ่ง นานวันจะยิ่งงดงามมากขึ้นเรื่อยๆ
้
คนบางคน
เดินไปบนวิถีทางโลกอย่างระมัดระวัง พยายามประจบเอาใจโลก ใบนี้อย่างยากลาบาก
พวกเราต่างก็หวาดกลัวว่าจะทาร ้ายผู้คนที่อยู่ในโลกใบนี้
……
ในร ้านอาหารเล็กแคบแห่งหนึ่งของท่าเรืออวี่หลินมีเด็กหนุ่มชุด ขาวตรงหว่างคิ้วมีใฝแดงคนหนึ่ง กับหญิงสาวมัดผมเป็ นมวยกลม กลางกระหม่อมกาลังนั่งกินอาหารมื้อดึกร่วมโต๊ะกัน พวกเขาสั่งปลา ย่างมาหนึ่งตัว แล้วยังสั่งเหล้าข้าวบัวซึ่งเป็ นสุราพื้นบ้านมาอีกสอง ตาลึง เด็กหนุ่มไม่ได้นั่งอย่างเป็ นระเบียบ เขานั่งยองอยู่บนม้านั่งตัว ยาว ในมือถือจอกเหล้าพึมพ าไม่หยุดปาก แต่หญิงสาวกลับมีสง่า ราศี เคี้ยวอาหารอย่างเชื่องช ้า เงียบขรึมพูดน้อยเพียงแค่รับฟังเด็ก หนุ่มที่ทั้งเหล้าและอาหารเลิศรสล้วนอุดปากเขาไม่ได้อย่างเดียว เท่านั้น
ส่วนเนื้อหาที่เด็กหนุ่มพูด คาพูดของเขาใหญ่โตยิ่งกว่าแผ่นฟ้ า เสียอีก นี่ก็ไม่ต่างจากการพูดคุยเรื่องการค้าที่เอะอะก็ใช ้เงินลงทุน หลายล้านต าลึงบนโต๊ะเหล้าในเหลาสุราของหมู่ชาวบ้าน
“เทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวแห่งธวัลทวีปกับอาจารย์ฟ่ านบรรพ บุรุษของส านักการค้าอันที่จริงเส้นทางที่ทั้งสองก้าวเดิน เดิมทีก็ไม่มี
้
การแบ่งสูงต่าอยู่แล้ว คนหนึ่งมรรคาอยู่ที่การใช ้เงิน อีกคนหนึ่ง มรรคาอยู่ที่การรวบรวมเงิน ล้วนอยู่ในขอบเขตของคนสามัคคี”
“เล่าลือกันว่าการสร้างและการใช้จ่ายเงินเกล็ดหิมะทุกเหรียญ ล้วนมีการนาบประทับความคิดจิตใจเสี้ยวหนึ่งของเทพเจ้าแห่งโชค ลาภหลิวเอาไว้ แน่นอนว่าเป็ นแค่คาเล่าลือเท่านั้น หากนี่เป็ นความ จริงก็น่าตกใจเกินไปแล้ว”
“เทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวผสานมรรคาอย่างไร ผสานมรรคาที่ ไหนเมื่อไหร่ ศาลบุ๋นไปยุ่งด้วยไม่ได้ แต่อาจารย์ฟ่ านกลับด้อยกว่า เล็กน้อย ช่วยไม่ได้ หลี่เซิ่งมีกฎระเบียบเข้มงวดนี่นะ เพราะถึงอย่างไร เมธีร้อยส านักก็ล้วนมีเขาเป็ นผู้ดูแล”
“ก่อนหน้านี้อาจารย์ฟ่ านโปรยเงินกาใหญ่อยู่ในแจกันสมบัติ ทวีป นั่นก็คือการหยั่งเชิงที่ลุ่มลึกอย่างหนึ่งของสานักการค้า พูดให้ ถูกต้องก็คือ คือวิธีการตรวจสอบอย่างหนึ่งของส านักการค้า แน่นอน ว่าพวกเราไม่จาเป็ นต้องสงสัยในเจตนาและความตั้งใจแรกของ อาจารย์ฟ่ าน เขาย่อมมีใจเอนเอียงเข้าหาไพศาล ท่าทีที่ตัวเขาเองมี ต่อทรัพย์สินเงินทองก็ยิ่งอยู่เหนือวัตถุไม่ยึดติดกับสิ่งใด แต่ก็ไม่อาจ ต้านทานความร ้ายกาจของหลี่เซิ่ง อาจารย์ฟ่ าน และส านักการค้า โปรยเงินไปนับไม่ถ้วน แทบจะขนเอาทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งออก มาแล้ว ทั้งๆ ที่มีคุณความชอบยิ่งใหญ่ต่อไพศาล ผลคือรอกระทั่งศึก ใหญ่ปิดฉากลง มีการให้รางวัลตามคุณความชอบ กระทั่งสงครามที่ เปลี่ยวร ้างเปิ ดฉากขึ้น การทุ่มเดิมพันไปกับเรื่องของการผสาน
้
มรรคาของอาจารย์ฟ่ านควรเป็ นดั่งเรือที่ลอยขึ้นสูงตามน้า คนผู้หนึ่ง บรรลุมรรคาทั้ง หมาและไก่ก็พลอยได้ขึ้นสวรรค์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว กลับไหลหายไปพร ้อมกับสายน้า ไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ศาลบุ๋นแค่ยกระดับตาแหน่งของสานักการค้าให้สูงขึ้นเท่านั้นดังนั้น คนของสานักการค้าจึงมึนงงกันไปอย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าทางเส้น นี้เดินผ่านไปไม่ได้แล้ว ทางฝั่งสนามรบของเปลี่ยวร ้าง สรุปแล้วลูก ศิษย์ของส านักการค้ายังต้องโปรยเงินกันต่ออีกหรือไม่? นี่ก็คือ ปัญหาที่น่ากลุ้มใจอย่างมากแล้ว อาจารย์ฟ่ านไม่ได้พูดอะไร คนที่ ดูแลกิจธุระของสานักการค้ากลุ่มนั้นจึงช่วยกันวางแผนว่าเป็ นเพราะ มอบทรัพย์สินครึ่งหนึ่งไปให้แล้วยังไม่พอใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็เดิม พันให้ใหญ่ขึ้น? เอาทรัพย์สินทั้งหมดออกมา แบบนี้ก็น่าจะถือว่ามี ความจริงใจพอแล้วกระมัง? ในบรรดาเมธีร ้อยสานักยังมีสานักใดที่มี คุณธรรมมากยิ่งกว่าสานักการค้าของพวกเราอีก? พูดมาถึงตรงนี้ ชุยตงซานก็ยิ้มตาหยีถามว่า “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ท่านเดาดูสิว่าเป็ นอย่างไร?”
เผยเฉียนส่ายหน้า “เดาไม่ออก”
ชุยตงซานเอ่ยเนิบช ้าว่า “นับตั้งแต่ที่สานักการค้าของพวกเขา ได้เป็ นหนึ่งในเมธีร ้อยสานักก็ไม่เคยยากจนมาก่อน ทุกวันนี้กลายมา เป็ นคนยากจนที่บนบ่าแบกคุณธรรมเหล็ก ชายแขนเสื้อสองข้างเต็ม ไปด้วยลมเย็นแล้ว เรื่องแบบนี้เล่าลือออกไปใครจะเชื่อ แต่หากหลี่เซิ่ง ไม่ยอมพยักหน้าตกลงวันหนึ่ง อาจารย์ฟ่ านก็ไม่อาจข้ามผ่านธรณี
้
ประตูนั้นไปได้วันหนึ่งใช ้เงินสานักการค้าไปจนหมดสิ้นแล้ว ฝ่ ายใน เกือบจะทะเลาะกันบ้านแตกเพราะเรื่องนี้ เสียงบ่นด้วยความไม่พอใจ ดังระงม เดิมพันใหญ่ไปครั้งหนึ่ง อย่าว่าแต่เดิมพันมากได้มากเลย ตอนนี้แม้กระทั่งเงินทุนก็อย่าหวังว่าจะได้กลับคืนมา ใครบ้างจะไม่ รู ้สึกอัดอั้น ดังนั้นสานักการค้าจึงมีลางว่าจะแตกแยกออกไปเป็ น ภูเขาหลายลูกแล้ว มีคนที่เดิมพันจนตาแดงก่า ไม่เชื่อว่าศาลบุ๋นจะไม่ ตอบตกลง บางคนก็คิดอยากจะหาวิธีมาหยุดยั้งความเสียหาย แค่ อยากพูดคุยเรื่องการค้ากับศาลบุ๋น แล้วก็มีคนที่คิดอยากจะอาศัย โอกาสนี้ก่อตั้งสานักเป็ นของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นระบบสืบทอด ทั้งหลายที่มีสานักจี้หรานเป็ นหนึ่งในนั้น”
เผยเฉียนถาม “อาจารย์ฟ่านท่านนั้นมีท่าทีอย่างไร?”
ชุยตงซานพูดพึมพ ากับตัวเอง “ขอแค่เจ้าแสวงหาผลประโยชน์ อย่างเดียว ขอแค่มีความไม่บริสุทธิ์แม้เพียงเศษเสี้ยว ก็ถูกลิขิต มาแล้วว่าจะไม่ส าเร็จ ทว่าหากไม่มีผลประโยชน์ก็ไม่ตื่นเช ้า ใต้หล้านี้ มีคนทาการค้าคนใดบ้างที่ไม่ต้องการหาเงิน ใช่ไหม ศิษย์พี่หญิง ใหญ่?”
เผยเฉียนตอบอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “ใช่กระมัง”
ชุยตงซานหัวเราะคิกคัก “ก่อนหน้านี้ไม่นานหลิวโยวโจวถูกผี บดบังจิตใจ วิ่งไปเข้าพวกกับกู้ช่าน ไม่อย่างนั้นเขาต้องมาเดิน เตร็ดเตร่อยู่ข้างกายศิษย์พี่หญิงใหญ่ก่อนอย่างแนนอน”
้
เผยเขียนถามอย่างสงสัย “เขาชอบข้าจริงๆ หรือ? ไม่ใช่ว่าพวก เจ้าพูดกันไปเองอย่างส่งเดชหรือไร?”
ชุยตงซานยิ้มเอ่ย “ชอบศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่มีดีนับร ้อยนับพัน อย่างก็ไม่ใช่เรื่องที่ปกติมากหรอกหรือ?”
เผยเฉียนส่ายหน้า พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่ปกติ”
ชุยตงซานเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ศิษย์พี่หญิงใหญ่หนอ ท่านคงไม่ได้ เอาแต่คิดว่าตัวเองคือถ่านด าน้อยอยู่ตลอดหรอกนะ?”
เผยเฉียนกลอกตามองบน
ชุยตงซานเปลี่ยนเหตุผลข้อใหม่ “ต่อให้เป็ นสตรีที่ขี้เหร่ขนาด ไหนก็ยังมีคนชอบอยู่ดี”
เผยเฉียนพยักหน้า “เหตุผลนี้ค่อนข้างน่าเชื่อถือหน่อย”
ชุยตงซานรีบเอ่ยเสริมมาอีกประโยค “เซียนกระบี่ใหญ่หมี่เป็ นคน พูด ข้าก็แค่ยืมมาใช้เท่านั้น”
กินปลาย่างกันไปได้ครึ่งหนึ่ง ศิษย์พี่หญิงใหญ่กับศิษย์พี่เล็ก ช่วยกันใช้ตะเกียบพลิกกลับตัวปลา ชุยตงซานหยิบตะเกียบขึ้นมาดูด
เผยเฉียนดื่มเหล้าข้าวบัวแล้วก็เริ่มใจลอยไปไกล ชุยตงซานเอ่ย “วังมังกรบนบกแห่งนั้น ก่อนที่จะเปิดออก หากไม่เขียนใบรายการ สิ่งของก็ไม่อาจประมาณการณ์มูลค่าที่ชัดเจนได้เลย”
้
“โดยทั่วไปแล้ว ขอแค่พวกเราไม่ไปช่วงชิงอยากเป็ นเจ้าของซาก ปรักจวนเซียนทางทิศใต้แห่งนั้น สานักกุยหยกก็ไม่มีทางมีความคิด อยากได้วังมังกรแห่งนี้ นี่เรียกว่าการตอบแทนน้าใจเป็ นมารยาท พูด ง่ายๆ ก็คือหากมีโอกาสพวกเราก็จะเหมาวังมังกรมาทั้งแห่งเลย”
“แล้วค่อยเปลี่ยนมือขายต่อ รับรองว่าจะได้กาไรเป็ นกอบเป็ น ก า!”
เผยเฉียนฟังเข้าหูซ ้ายทะลุออกหูขวา และเวลานี้เอง บุรุษวัย กลางคนผู้หนึ่งได้เดินเข้ามาในร ้านแล้วถามเข้าประเด็นโดยตรง “อาจารย์ชุย เหล้าจอกนี้ ขายหรือไม่?”
ชุยตงซานหัวเราะร่าไม่พูดอะไร ขอแค่ไอ้หมอนี่เปิ ดปากถาม ราคาก็ต้องไม่ใช่ปัญหาแน่นอน
แต่ชุยตงซานเหมือนจะจงใจพูดเอาชนะคะคาน “ต่อให้ข้ายอม ขายก็ไม่แน่เสมอไปว่าอาจารย์ฟ่านจะซื้อได้ไหว”
อาจารย์ฟ่ านยิ้มบางๆ “ถ้าอย่างนั้นวิญญูชนก็ไม่แย่งของรักของ ผู้อื่น”
ชุยตงซานร ้อนใจขึ้นมาทันใด ขยับก้นเว้นที่นั่งให้อาจารย์ฟ่ าน เชื้อเชิญอีกฝ่ ายให้นั่งลงอาจารย์ฟ่ านเองก็ไม่เกรงใจ ขอชามกับ ตะเกียบชุดหนึ่งมาจากลูกจ้างร ้าน
เผยเฉียนวางตะเกียบลง เป็ นฝ่ ายเอ่ยทักทายบรรพจารย์ส านัก การค้าที่นั่งอยู่ตรงข้ามของโต๊ะด้วยตัวเองก่อน อาจารย์ฟ่านยิ้มพลาง
้
ผงกศีรษะรับ “อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงมีลูกศิษย์ฝี มือดี เจ้าขุนเขาเฉิน คู่ควรที่จะถูกเรียกว่าเป็ นปรมาจารย์สองด้านทั้งด้านการฝึกหมัดและ ด้านการสอนหมัด”
ชุยตงซานจุ๊ปาก คนทาการค้า นี่ก็คือคนทาการค้าสินะ ออกจากบ้านไปอยู่ข้างนอก พิถีพิถันในเรื่องความถูกชะตา ตั้งแต่แรกเห็น
เผยเฉียนตอนที่ยังเป็ นถ่านดาน้อย ตอนนั้นติดตามห่าน ขาวใหญ่ไปท่องเที่ยวที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ด้วยกัน อยู่บนหัว กาแพง นางไม่กล้าจะมองเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสมากด้วยซ้า
มองนานไปจะปวดตา
คราวก่อนที่ยังอยู่ในพื้นที่มงคลดอกบัวของบ้านเกิด ตอนอยู่ริม บ่อน้า เผยเฉียนเงยหน้ามองเห็นนักพรตเฒ่าที่เรือนกายใหญ่โต กายาผู้นั้น
ภายหลังผ่านมานานมากนางถึงเพิ่งจะรู ้ว่าเจ้าอารามผู้เฒ่าท่าน นี้ก็คือท่านเทพเทวดาตัวจริงของพื้นที่มงคลดอกบัว
มีจอกน้าพุสุรา คนที่ชอบดื่มก็ไม่จาเป็ นต้องหมักเหล้าหรือซื้อ เหล้าแล้ว
นี่แตกต่างจากคนยากจนที่แต่งภรรยาไม่ได้ ทว่ากลับสามารถ พบเจอเทพหญิงในความฝันได้ทุกคืนตรงไหน?
้
อาจารย์ฟ่านคีบเนื้อปลาขึ้นมา ยิ้มถามว่า “ไม่ขายจริงๆ หรือ?”
ชุยตงซานถอนหายใจ “การหั่นราคาที่ผลัดกันต่อรองไปมา แน่นอนว่าสามารถท าได้แต่ไม่ขายจริงๆ”
ปีนั้นซุยตงซานแอบไปเยือนเรือนส่วนตัวของซุนจวี้เฉวียนมา รอบหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายเคยพูดคุยความในใจกัน
ซุนจวี้เฉวียนที่ได้ครอบครองจอกน้าพุสุราใบหนึ่งมีมาดสง่างาม ไม่เคยไปเยือนร้านเหล้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็วร ้าน แน่นอนว่าจึงไม่ได้เขียนป้ ายสงบสุขปลอดภัย
ส่วนซุนจวี้เฉวียนได้ซื้อตาราตราประทับร ้อยเซียนกระบี่หรือ ต าราตราประทับสองร้อยเซียนกระบี่หรือไม่ ไม่อาจทราบได้
เขากับชุยตงซานที่เป็ นคนต่างถิ่น พูดคุยกันอย่างถูกคอมาก
“ข้าคือตงซาน (ภูเขาตะวันออก) ไงล่ะ” “ข้าก็คือซีเหอ (แม่น้า ตะวันตก) นะ
มีวีรบุรุษลูกผู้ชายเพียงคนเดียวที่กล้าโต้เถียงต่อหน้า
ขอแค่เป็ นคนที่เคยไปเยือนกาแพงเมืองปราณกระบี่ จะต้องมี บุคคลและเรื่องราวบางอย่างที่ทิ้งความทรงจาไว้อย่างลึกล้าได้เสมอ
ซุนจวี้เฉวียนที่ไม่เคยมีความรู ้สึกอันดีใดๆ ต่อใต้หล้าไพศาล เคยมีคาว่า “แต่ว่า” ที่ไม่ผิดไปจากที่ชุยตงซานคาดการณ์นัก
“แต่ว่า” “คิดจะผ่านหัวก าแพงเมืองไป ข้าตอบตกลงแล้วหรือ?”
้
อาจารย์ฟ่ านพลันถามว่า “ข้าหาเส้นทางของการผสานมรรคา ไม่เจอเสียที อาจารย์ชุยมีค าแนะน าดีๆ อะไรหรือไม่?”
ชุยตงซานมีสีหน้าปั้นยาก “ขอบเขตบินทะยานมาถามขอบเขต เซียนเหรินว่าควรจะผสานมรรคาอย่างไรหรือ?”
อาจารย์ฟ่ านขมวดคิ้ว “เจ้าลืมไปแล้วจริงๆ หรือว่าแกล้งโง่กัน แน่?”
ใบหน้าของชุยตงซานเต็มไปด้วยความฉงนฉงาย “หมายความ ว่าอย่างไร?”
มิน่าเล่าถึงได้เรียกตนว่าอาจารย์ชุย ไม่ใช่เจ้าสานักชุย ที่แท้เจ้า ตะพาบเฒ่าก็ติดหนี้บานเบอะไว้กับอีกฝ่ าย เวลานี้ก็เลยมาทวงหนี้ถึง บ้าน? ดีเลย เบี้ยวหนี้ซะเลย!
อาจารย์ฟ่ านกล่าว “ในอดีตตอนอยู่ที่เมืองหลวงต้าหลี อาจารย์ ชุยเคยบอกว่าหลี่เซิ่งไม่มีทางปล่อยให้ฐานะของส านักการค้าสูง เกินไปเด็ดขาด จะต้องอยู่ต่ากว่าระบบสืบทอดสายของส านักหยินห ยางที่ได้ครองฟ้ าอานวย สานักกสิกรรมที่ได้ดินอวยพร บทกวีนิพนธ ์ และงานประพันธ ์ที่ได้ครองคนสามัคคีเสมอ ฯลฯ พูดง่ายๆ ก็คือขอแค่ หนึ่งวันที่ข้ายังมีสถานะของบรรพจารย์สานักการค้าก็คือหนึ่งวันที่ข้า มิอาจเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ได้ ไม่ว่าข้าจะใช ้วิธีการอะไร หลี่เซิ่งก็ไม่ มีทาง “หลีกทาง” ให้ แต่ชุยฉานบอกว่าเขามีวิธีที่จะชี้เส้นทางของ การผสานมรรคาให้แก่ข้า”
้
ชุยตงซานกะพริบตาปริบๆ “เขาพูดแบบนี้จริงๆ หรือ? ครบถ้วน ทุกกระบวนความ ไม่ขาดแม้แต่ตัวอักษรเดียวเลยหรือ?”
อาจารย์ฟ่านรู ้สึกอ่อนใจเป็ นทบทวี “เจ้าส านักชุย ท่านรู ้สึกว่าข้า จะล้อเล่นในเรื่องแบบนี้หรือ?”
สานักการค้าหาเงินคือความชานาญที่สมเหตุสมผลตามหลักฟ้ า ดิน โดยทั่วไปแล้วอาจารย์ฟ่ านอยากจะผสานมรรคาก็คือการหาเงิน กลายมาเป็ นคนที่ร่ารวยที่สุดในใต้หล้า
เรื่องจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทางสายนี้เดินผ่านไปไม่ได้ ถ้า อย่างนั้นก็ต้องทาในทางตรงกันข้าม โปรยเงินเหมือนการสลาย มรรคา ไม่เพียงแต่ต้องหาเงินมาเป็ นอันดับหนึ่งใช ้เงินก็ยังคงเป็ น อันดับหนึ่ง อยู่ระหว่างการรวบรวมและการสลายทรัพย์สมบัติ โลก มนุษย์ก็จะมี “เส้นทางทาเงิน” น้อยใหญ่ที่มองไม่เห็นนับไม่ถ้วน ทว่า ผลลัพธ ์ก็ยังไม่ได้อยู่ดี ในความเป็ นจริงแล้ว อาจารย์ฟ่ านก็มีการ คาดการณ์ถึงเรื่องนี้มานานแล้วเช่นกัน
ชุยตงซานนวดคลึงปลายคาง คิดไปคิดมาก็เอ่ยอย่างระมัดระวัง ว่า “บอกตามตรงตอนที่เจ้าตะพาบเฒ่าอายุยังน้อยเคยเสียเปรียบบน โต๊ะสุรามาก่อน ดังนั้นจึงชิงชังคนทาการค้าที่สุด อาจารย์ฟ่ าน ท่าน เองก็รู ้ดีว่าเขาเป็ นคนที่ใจแคบเหมือนไส้ไก่ จิตใจคับแคบที่สุดแล้ว อาฆาตแค้นใครทีหนึ่งก็อาฆาตได้ยาวนานมาก ดังนั้น..บางที คงจะ อาจจะ ไม่แน่ว่าเขาน่าจะจงใจหลอกเจ้าก็เป็ นได้”