กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1127.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (เจ็ด)
ฟ้ าดินประหนึ่งคู่รักที่ครองคู่กันยาวนานตลอดกาล และหากมอง ในมุมกลับ ธารดวงดาวพร่างพราย ครัวเรือนนับหมื่นจุดตะเกียงส่อง แสง ภูเขาสายน้าบนแผ่นดินประหนึ่งฝ้ าเพดาน
แสงกระบี่เปล่งวาบหนึ่งครั้ง เฉินผิงอันยื่นมือไปรับกระบี่บินที่ส่ง ข่าวมา อ่านเนื้อหาแล้วก็ยิ้มเอ่ยว่า “มาเร็วไม่สู้มาได้จังหวะบังเอิญ”
เซี่ยอันดับรองเข้าใจเจ้าขุนเขาของตัวเองได้เป็ นอย่างดี “เก็บเงิน ได้หรือ?”
เฉินผิงอันยื่นจดหมายส่งให้เซี่ยโกว พยักหน้ายิ้มรับ “ถือว่าใช่ กระมัง เรื่องดีมาเป็ นคู่”
ที่แท้ทางฝั่งศาลบรรพจารย์ที่สร ้างขึ้นชั่วคราวที่แคว้นอวิ๋นเห ยียน ในที่สุดก็มีข่าวดีที่ไม่เล็กข่าวหนึ่งแจ้งมา ลาน้าใหญ่ที่ขุดเจาะ กันอย่างยากล าบาก กองก าลังของแต่ละฝ่ ายช่วยกันขนย้ายภูเขาชัก นาสายน้าตลอดทาง แคว้นเล็กใต้อาณัติแห่งหนึ่งของราชวงศ์สกุลอวี๋ เมื่อไม่กี่วันมานี้ถึงกับขุดเจอซากปรักวังมังกรบนบกที่สร ้างขึ้นอย่าง เกินฐานะโดยบังเอิญมีบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่งดงาม แทบจะทัดเทียม กับวังมังกรของสี่มหาสมุทรสามพันปีได้ และในบรรดานั้นก็มีกลุ่ม ปะการังหมื่นปีซึ่งหาได้ยากอย่างยิ่งซุกซ่อนอยู่ด้วย วัตถุประเภทนี้ เรียกได้ว่ามีมูลค่าควรเมือง คือหอร ้อยสมบัติธรรมชาติแห่งหนึ่ง
สามารถน าไปห้อยประดับสมบัติวิเศษได้หลายต่อหลายชิ้น แล้วยัง เอามาหลอมเป็ นชั้นวางกระบี่ได้อีกด้วย มีประโยชน์มากมายอย่างน่า เหลือเชื่อ
ในเมื่อไม่ได้มีมูลค่าธรรมดา ถ้าอย่างนั้นวังมังกรบนบกแห่งนี้จะ ตกเป็ นของใครในท้ายที่สุดก็เป็ นเรื่องที่คู่ควรให้ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง แล้ว
เซี่ยโก่วอ่านจดหมายที่อาจารย์จ้งเขียนด้วยมือตัวเองแล้วหัวเราะ ร่าเอ่ยว่า “ไม่มีไม้กวนอาจมอย่างพวกชิงหร่างแล้ว โชคชะตาของ ใบถงทวีปก็เปลี่ยนมาดีขึ้นได้ทันทีเลยนะ”
จากนั้นนางก็ถามคาถามที่เป็ นกุญแจสาคัญ “ก่อนหน้านี้ใน สัญญาที่ลงนามกับพวกส านักกุยหยก มีวิธีการจัดการกับ สถานการณ์ทานองนี้ระบุไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนก่อนไหม?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “แน่นอนว่าต้องมี จ าเป็ นต้องก าหนดกรอบ คร่าวๆ ที่ทุกคนให้การยอมรับไว้ล่วงหน้าก่อน ไม่อย่างนั้นทรัพย์สิน ทาให้จิตใจคนหวั่นไหว ตอนที่ควรจะพูดคุยเรื่องเงินกลับคุยเรื่อง ความรู ้สึก แบบนั้นจะไม่ทาร ้ายความรู ้สึกกันหรอกหรือ แคว้น ทั้งหลายที่เป็ นที่ตั้งของซากปรักพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ซากปรักจวน เซียนหรือแม้กระทั่งถ้าสวรรค์พื้นที่มงคล จะได้ครอบครอง ผลประโยชน์ไปสองส่วน เท่ากับว่าเป็ นกิจการบรรพบุรุษของพวกเขา หากอยู่ในอาณาเขตของจวนเซียนหรือพรรคแห่งใดที่มีโฉนดที่ดิน อย่างชัดเจนก็สามารถเอาส่วนแบ่งไปสองส่วนได้ อันที่จริงตอนแรก
เจ้าส านักชุยของพวกเราคิดว่าได้ส่วนแบ่งไปสองส่วนก็ถือว่ามีน้าใจ มากพอแล้ว ให้แคว้นในท้องถิ่นและพรรคบนภูเขาไปปรึกษาเรื่องการ แบ่งส่วนแบ่งกันเอง ทว่าสกุลเหยาต้าเฉวียนกับสกุลเย่ผูซานต่างก็ไม่ เห็นด้วย ส านักกุยหยกก็อยากจะโต้เถียงสักหน่อย แต่พอเห็นว่า สานักกระบี่ชิงผิงของพวกเราไม่มีความเห็นต่างก็เลยปล่อยไป ส่วนที่ เหลือก็ให้อิงตามการทุ่มเงินของกองก าลังต่างๆ อย่างสานักกระบี่ชิง ผิง ส านักกุยหยกและสกุลเหยาต้าเฉวียน เป็ นต้น ให้แบ่งส่วนแบ่ง ตามสัดส่วนของผู้ถือสิทธิ์แต่ละฝ่ าย แน่นอนว่าบางแคว้นและจวน เซียนบางแห่งสามารถน าผลก าไรสองส่วนที่ตัวเองได้รับไปเปลี่ยนมือ ขายต่อ หาผู้ซื้อเพื่อแลกเปลี่ยนเป็ นเงินสดกลับมาได้”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง พอพูดถึงเรื่องเงิน สีหน้าท่าทางของเจ้าขุนเขา ของพวกเราก็ดีเป็ นพิเศษเลยนะ
เซี่ยโก่วถูมือถาม “วังมังกรมีตราผนึกหนาชั้น หากให้ฝ่ ายของ พวกเราเป็ นคนเปิดประตูจะได้ส่วนแบ่งมาเพิ่มอีกหน่อยหรือไม่?”
เฉินผิงอันยิ้มอย่างเข้าใจ เรื่องของการหาเงิน ผู้ถวายงานอันดับ รองบ้านตนค่อนข้างจะใส่ใจอยู่มากจริงๆ
เนื่องจากตราผนึกภูเขาสายน้าของวังมังกร แต่ไหนแต่ไรมาก็ คลายออกได้ยากที่สุดในบรรดาชากปรักและพื้นที่ลับทั้งหลาย ดังนั้น ทางฝั่งของราชวงศ์สกุลอวี๋จึงไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม “เปิดประตู” ออก อย่างส่งเดช เพราะกลัวว่าหากไม่ทันระวังจะทาให้รากดินสั่นสะเทือน
เป็ นระลอก กลายเป็ นพิบัติภัย ดังนั้นตอนนี้จึงยังไม่อาจประเมินราคา ที่แม่นยาออกมาได้
ผู้บรรลุมรรคาที่เร ้นตัวอยู่ในโลก บุกเบิกพื้นที่ประกอบพิธีกรรม แต่กลับจ าต้องยอมรับว่าชีวิตนี้หมดหวังบนมหามรรคาแล้ว เพราะไม่ ยินดีจะปล่อยให้ระบบสืบทอดต้องขาดสะบั้นไปนับแต่นั้น หรือหวังว่า จะมีผู้ที่มีคุณธรรม ผู้ที่มีวาสนาบนโลกมาได้ไปครอง ช่วยถ่ายทอด ระบบสืบทอดต่อไป หรือไม่ก็หวังว่าจะโชคดี อยากให้ชาติหน้า หลังจากที่ตัวเองสละร่างไปเกิดใหม่ได้หวนกลับคืนมายังสถานที่เดิม อีกครั้ง แล้วสืบทอดวาสนาบนมรรคาต่อไป เดินขึ้นเขากลับไปฝึกตน อีกครั้ง ขอแค่ทาสาเร็จ บนเส้นทางการฝึ กตนของ “ชาตินี้” ก็จะ สามารถลดทอนปัญหาไปได้มากมาย ดังนั้นพื้นที่ประกอบพิธีกรร ประเภทนี้จึงมักจะทิ้งเบาะแสเส้นสองเส้นเอาไว้ ไม่ถึงขั้นเป็ นทางตัน อย่างแน่นอน
ย้อนกลับมามองสถานที่ซ่อนสมบัติที่ผู้คนให้การยอมรับอย่างวัง มังกรน้อยใหญ่ กลิ่นอายของการถูกฝังร่วมกับศพกลับมีเข้มข้นยิ่ง กว่า ในประวัติศาสตร ์ผู้ที่เปิดวังมังกรซึ่งถูกละทิ้งไว้เองโดยพลการ ทาให้เกิดโศกนาฏกรรมที่รากภูเขาสายน้าสั่นสะเทือน สร ้างหายนะ ให้กับพื้นที่แถบนั้น มีให้เห็นอยู่มากมาย
พูดถึงแค่วังมังกรที่ป๋ ายเติงซ่อนตัวอยู่ หากไม่เป็ นเพราะเฉินผิง อันบังเอิญอยู่ใกล้เคียงพอดี อีกทั้งตอนนั้นยังมีลู่เฉินช่วยเปิดทางให้
ขนาดราชสานักต้าหลีที่มีกองกาลังแคว้นแข็งแกร่งก็ยังไม่กล้า ประมาท
เฉินผิงอันกล่าว “คาดว่าคงไม่ถึงคราวที่พวกเราต้องลงมือหรอก ทุกวันนี้เพิ่งเซวี่ยเทาและนักพรตเนิ่นต่างก็อยู่ในเมืองหลวง”
คนหนึ่งคือผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อของสานักกุยหยก อีกคนหนึ่งชอบโอ้อวดตัวเอง บินทะยานสองคนนี้จึงกลายมาเป็ น ตัวเลือกที่ดีที่สุดในการเปิดบานประตูหนาชั้นของวังมังกร
อันที่จริงบินทะยานบางคนเหมาะสมยิ่งกว่า เพียงแต่ว่าหย่างจื่อที่ ใช ้นามแฝงว่าจิ่งสิงรับหน้าที่เป็ นผู้ถวายงานของเชื้อพระวงศ์สกุล เหยากลับออกไปจากเมืองหลวงแล้ว เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ที่เซี่ย โก่วปราฏตัวที่ริมชายแดนของแคว้นอวิ๋นเหยียนได้ท าให้ปีศาจใหญ่ ตนนี้ตกใจจึงเลือกที่จะหลบเลี่ยงไม่ออกมาพบเจอ
บัญชีนี้คิดได้ง่ายมาก เสี่ยวโม่บวกกับป๋ ายจิ่ง ต่อให้หย่างจื่อจะมี จูเยี่ยนคอยให้การช่วยเหลืออยู่ข้างกาย ก็ได้แต่หนีอย่างเดียวเท่านั้น ถึงขั้นที่ว่ายังต้องกังวลว่าจะหนีไม่รอดด้วย
และเวลานี้เอง ทิศทางของทักษินาตยทวีปก็มีปราณแห่งมรรคาที่ ยิ่งใหญ่ไพศาลขุมหนึ่งพุ่งทะยานไปในชั้นเมฆ แสงเรืองรองเปล่ง ประกายหมื่นทิศ กลางอากาศมีน้าวนสีม่วงทองลูกหนึ่งปรากฏ ก่อนที่ จุดแสงสีทองจุดหนึ่งจะค่อยๆ ลอยขึ้นมา
มีภาพบรรยากาศของนิมิตมงคลที่ดนตรีแห่งเซียนดังแว่ว เสียง ซึ่งหยกทอดยาวนางฟ้ าโปรยดอกไม้ เทพธิดาลงมาบันดาลความ โชคดี
มีผู้ที่ได้บรรลุมรรคาบินทะยานอีกคนหนึ่งแล้ว
ที่ตั้งพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของคนผู้นี้ ลูกศิษย์หลายพันคนเงย หน้ามองภาพเหตุการณ์ที่งดงามตระการตานั้นด้วยสายตาหลงใหล เหมือนเพ้อฝันเหมือนเคลิบเคลิ้ม
รอกระทั่งผู้ที่บรรลุมรรคากลับคืนมายังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมใน ภูเขาอีกครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็คืนสติ พากันร ้องเสียงดังกังวาน แสดง ความยินดีที่บรรพจารย์บินทะยาน….
เฉินผิงอันเพียงแค่อาศัยศาสตร ์การมองลมปราณพอจะมองเห็น ภาพบรรยากาศได้คร่าวๆ
เซี่ยโก่วไม่ต้องใช ้เวทลับอะไรก็สามารถมองดูได้อย่าง เพลิดเพลิน
ความประหลาดอัศจรรย์นับร ้อยนับพันพากันปรากฏ นิมิตหมาย มงคลเค้าลางแห่งเทพ สมบัติวิเศษโชควาสนา การถือกาเนิดขึ้นตาม โชคชะตา มากมายเหมือนหน่อไม้ที่ผุดหลังฝนฤดูใบไม้ผลิ
เทียนจวินเซี่ยสือแห่งอุตรกุรุทวีปขี่นกหลวนบินทะยาน
ในฐานะลูกศิษย์ผู้สืบทอดของลู่เฉิน เฉาหรงบินทะยานเหนือ มหาสมุทรยามทิวา
ฝูฉีแห่งนครมังกรเฒ่าเพิ่งจะออกจากด่าน กลายเป็ นเซียนเหริน
ทางฝั่งของใบถงทวีปนี้ก็มีนักพรตหญิงหวงถึงที่เพิ่งกลับไพศาล มาได้ไม่นาน ไม่มีคอขวดในการฝึกตนอะไร อยู่ดีๆ นางก็เลื่อนขั้น กลายเป็ นหยวนจวินลัทธิเต๋าท่านหนึ่งแล้ว
อยู่ดีๆ เซี่ยโก่วก็พึมพาขึ้นมาว่า “รักเค้าข้างเดียวเหมือนคนปวด ฟัน”
เฉินผิงอันถาม “พ่อครัวเฒ่าเป็ นคนพูดอีกแล้วหรือ?”
เซี่ยโก่วบ่น “อย่าเอาแต่เรียกว่าพ่อครัวเฒ่าสิ ให้ความเคารพ อาจารย์ผู้เฒ่าจูหน่อย”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เจ้าไม่ต้องอ้อมไปอ้อมมา พูดกระทบกระเทียบ ข้าเป็ นนัยหรอก เจ้ากับเสี่ยวโม่ผูกสมัครเป็ นคู่บาเพ็ญเพียรกัน แน่นอนว่าข้าย่อมยินดีที่จะได้เห็น หากช่วยได้ก็ต้องช่วยอย่าง แน่นอน”
เซี่ยโก่วยิ้มหน้าบาน คลี่ยิ้มประจบเอาใจเหมือนสุนัขรับใช ้ อย่างไรอย่างนั้น นางยกแขนขึ้นทาท่ากางมือแล้วก็หุบมือ “อาจารย์ จูบอกแล้วว่าเกี่ยวกับความรักชายหญิง เจ้าขุนเขาต่างหากถึงจะเป็ น ปรมาจารย์ใหญ่ที่เก็บซ่อนตัวตนอย่างลึกล้าแท้จริง ดั่งมือกาไว้แล้ว บีบแน่น!”
เฉินผิงอันหัวเราะฮ่าๆ “ผู้อาวุโสเซียนฉาเชื่อเรื่องนี้ เจ้าก็เชื่อด้วย หรือ?”
ปีนั้นตอนที่อยู่บนเกาะกุ้ยฮวา เฉินผิงอันที่ยังเป็ นเด็กหนุ่มน้อย ครั้งนักที่จะคุยโวกับคนอื่น ตอนนั้นกลับข่มขู่กู้ชิงซงเสียจนอีกฝ่ าย ตะลึงแล้วตะลึงอีก
เซี่ยโก่วถาม “ดูเหมือนว่าเจ้าขุนเขาจะกลัวเจ้าแห่งถ้าปี้เซียว มาก?”
เฉินผิงอันกล่าว “แน่นอนว่าต้องเคารพย าเกรง แล้วนับประสา อะไรกับที่ข้าที่เป็ นเจ้าขุนเขาก็ยังต้องคิดพิจารณาเพื่อพวกเว่ยเซี่ยน ให้มาก ไม่ว่าจะพูดจาหรือท าอะไรก็ต้องระมัดระวังรอบคอบ”
เซี่ยโก่วเอ่ย “กังวลว่าพวกเขาจะเป็ นหุ่นเชิดที่ถูกชักใยหรือ? ถ้า อย่างนั้นก็พูดไปตรงๆ เลยสิ มีเสี่ยวโม่อยู่ด้วย ไม่ว่าอย่างไรสหายปี้ เซียวก็ต้องไว้หน้าเจ้าสักหน่อย เป็ นเจ้าขุนเขาเองที่รู ้สึกว่าขอร ้องคน อื่นแล้วไม่รู ้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนหรือเปล่า?”
เฉินผิงอันกล่าว “ถ้าเป็ นไปได้ล่ะก็ ข้าบอกแต่แรกแล้วว่าหน้าตา จะมีค่าสักกี่แดงกันเชียว แต่ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าเจ้าอารามผู้เฒ่าไม่แน่ เสมอไปว่าจะยอมรับในเรื่องนี้ อาจตกเป็ นที่ต้องสงสัยว่าได้เปรียบแล้ว ยังจะท าเป็ นไขสือ ข้ากลัวว่าจะได้ผลลัพธ ์ในทางตรงกันข้าม”
เซี่ยโก่วพยักหน้า “ก็จริงนะ นิสัยของสหายปี้เซียวออกจะ ประหลาดอยู่บ้างจริงๆ”
ไม่รับลูกศิษย์ ไม่ถ่ายทอดวิชา อยู่ตัวคนเดียวเพียงล าพัง คนรู ้ใจ มีอยู่น้อยนิด
หรือยกตัวอย่างเช่นตอนที่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้างยกทัพมาโจมตี ไพศาล ควันดินปืนผุดขึ้นทั่วสารทิศ เขาก็ยังอยู่ต่อไม่ยอมไปไหน
รอกระทั่งวิถีทางโลกของใต้หล้าไพศาลสงบสุขแล้วกลับ กลายเป็ นว่าจะวิ่งไปยังใต้หล้ามืดสลัวที่ความวุ่นวายปรากฏ
เพื่ออะไร? รังเกียจว่าพลังตบะของตนแข็งแกร่งเกินไป? จงใจ ลดทอนตบะของตัวเองเล่นอย่างนั้นหรือ?
อันที่จริงยังมีสาเหตุที่เป็ นกุญแจสาคัญอยู่อีกข้อหนึ่ง ดูเหมือนว่า เจ้าแห่งถ้าปี้เซียวจะค่อนข้างยอมรับในตัวของเจ้าขุนเขาบ้านตน?
เซี่ยโก่วเสนอแนะ “เจ้าขุนเขา ถึงอย่างไรก็อยู่ว่างๆ ไม่สู้พวกเรา ไปขอเหล้าดื่มที่ภูเขาลูกข้างๆ กันดีไหม?”
เฉินผิงอันกล่าว “ไม่มีอะไรให้พูดคุยกับพวกเขา ก็ยังน่าเบื่ออยู่ดี ไม่ใช่หรือ”
เพียงแต่ว่าเซี่ยโก่วได้ถอนเวทอ าพรางตาออกแล้ว เฉินผิงอันก็ ปล่อยตามใจนาง ไม่ได้จงใจเสริมค่ายกลอ าพรางร่องรอยของตัวเอง อีก
สายตาของผู้คนทางฝั่งนั้นเต็มไปด้วยแววระแวดระวัง อยู่ในป่ า ห่างไกลเมืองเช่นนี้ จู่ๆ ข้างกายก็มีคนสองคนโผล่มา ไม่ว่าใครก็ต้อง ตื่นเต้นกันทั้งนั้น
เซี่ยโก่วสลัดผ้าแพรต่วนห้าสียาวประมาณจั๋งกว่าออกมาจาก ชายแขนเสื้อ ให้มันพุ่งไปยังภูเขาที่อยู่ติดกันประหนึ่งสายรุ ้งที่พาด ผ่านความว่างเปล่า ผ้าแพรขยายยาวอย่างต่อเนื่อง แล้วเด็กสาวสวม หมวกขนเตียวก็เดินไปบน “สะพาน” นางคลี่ยิ้มสดใส กุมหมัดตะโกน ว่า “สหายทุกท่านอย่าได้ตกใจ ข้ากับศิษย์พี่ล้วนเป็ นคนของฝ่ าย ธรรมะที่เปิดเผยผึ่งผาย”
นางร่างค าพูดไว้เรียบร ้อยแล้ว จะบอกว่าตัวเองคือลูกรักแห่ง สวรรค์ที่มาจากพรรคเล็กไม่มีชื่อเสียง มาตามหาคนร่วมเส้นทางกับ ศิษย์พี่ แล้วก็ถือโอกาสกาจัดปีศาจปราบมาไปพร ้อมกันด้วย ตลอด เส้นทางนี้ได้ผลเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์มาก…
แต่งเรื่องราวนี่นะ ใครบ้างที่ทาไม่เป็ น
เอ๊ะ เจ้าขุนเขาล่ะ?
ทุกคนเห็นเพียงว่าเด็กสาวท่าทางประหลาดที่ไม่รู ้ความเป็ นมา คนนั้น จู่ๆ ก็กระทืบเท้าเพิ่งจะเดินมาได้ครึ่งทางก็หมุนตัววิ่งตะบึง กลับไป เก็บสมบัติวิเศษที่เป็ นผ้าแพรหลากสีระดับขั้นไม่ธรรมดาชิ้น นั้นไปพลางร ้องตะโกนอย่างรีบร ้อน “ศิษย์พี่รอข้าด้วย”
นางมีลางสังหรณ์อย่างหนึ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กาเนิด ใกล้เคียงกับ เนตรสวรรค์ของลัทธิพุทธ สามารถมองเห็นร่างจริงของผู้ฝึกตนใหญ่ และภาพเหตุการณ์ประหลาดมากมายของร่างกายธรรมได้อย่างทะลุ ปรุโปร่งไม่มีอุปสรรคขัดขวาง
ตรงภูเขาลูกนั้นมีเงาร่างพร่าเลือนสีเขียวเงาหนึ่ง ต่อให้นางจะ เหลือบมองไปเห็นแค่แวบเดียว จิตแห่งมรรคาก็ไม่มั่นคงแล้ว เพียงแต่ ว่าเรือนกายของอีกฝ่ ายเปล่งแสงขึ้นวูบเดียวแล้วก็หายไป นางไม่ทัน ได้มองนานกว่านั้น
ทว่าเมื่อ “เด็กสาว” ที่ใช ้ผ้าแพรหลากสีมาทาเป็ นสะพานผู้นั้น ปรากฏอยู่ในสายตาของนาง อีกฝ่ายก็เหมือนองค์เทพหญิงที่มีสิบหก กร บนร่างซ่อนแฝงกลิ่นอายของเปลี่ยวร ้างที่น่าหวาดกลัว ท าให้นาง หายใจไม่ออก
และก่อนที่เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวจะหมุนตัวจากไปก็เห็นได้ ชัดว่ามองมายังตนพยักหน้าให้ กิ่งยิ้มกิ่งบึง
ไล่ตามเจ้าขุนเขาที่ออกห่างมาไกลร ้อยกว่าลี้ได้ทันแล้ว เซี่ยโก่ว ก็เอ่ยว่า “คือตัวอ่อนผู้ฝึ กตนที่ถือว่าใช ้ได้ น่าเสียดายที่ขาดโชค วาสนาไปสักหน่อย ไม่อาจเข้าไปอยู่ในพรรคมีชื่อเสียงที่มีอักษรจง ได้”
คาว่าคุณสมบัติพอใช ้ได้ของเซี่ยโก่ว หากไม่ผิดไปจากที่คาดก็ ต้องเริ่มต้นที่เซียนดินแล้ว ก่อนหน้านี้ได้ยินพวกเขาพูดคุยกันถึงเรื่อง
บนภูเขา ท่านเซียนและผู้อาวุโสที่มีคุณธรรมมีชื่อเสียงสูงส่งซึ่งพวก เขาเคารพเหมือนองค์เทพก็ยังเป็ นแค่โอสถทองสองคนเท่านั้น คนรุ่น เยาว์ที่มีความสามารถที่ทาให้พวกเขารู ้สึกว่าได้แต่มองไม่อาจสัมผัส วัตถุดิบชั้นยอดในการฝึกตนส าหรับในสายตาของพวกเขาก็เป็ นแค่ ขอบเขตชมมหาสมุทรเท่านั้น
อันที่จริงเซี่ยโก่วมีรูปลักษณ์หลายรูปแบบ รูปโฉมของเด็กสาว สวมหมวกขนเตียวในเวลานี้คือรูปแบบหนึ่ง ถือเป็ นการสยบข่ม ตัวเอง
อีกรูปแบบหนึ่งก็คือตอนที่เผชิญหน้ากับผีเซียนเจิ้งตั้นที่กาแพง เมืองปราณกระบี่ ในยุคบรรพกาลอันห่างไกล ป๋ ายจิ่งชอบใช ้เรือน กายนี้ปรากฏตัวบนโลก ท่องไปบนแผ่นดินกว้างใหญ่
ส่วนรูปโฉมที่ถูกผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นมองเห็นในคืนนี้คือแบบที่ สาม ซึ่งเหมือนกับกายธรรมของเซี่ยโก่วมากกว่า รูปแบบที่สี่แน่นอน ว่าเป็ นร่างจริงเผ่าปีศาจของเซี่ยโก่ว
นอกจากนี้ยังมีอีกรูปลักษณ์หนึ่งที่เซี่ยโก่วจะเผยร่างสมบูรณ์ เช่นนั้นออกมาก็ต่อเมื่อต่อสู้เอาชีวิตกับคนอื่นเท่านั้น
เสี่ยวโม่เป็ นคนที่ชอบถามกระบี่กับผู้แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น พอมา เจอกับป๋ ายจิ่งก็ได้แต่วิ่งไปหลบนางที่ชายหาดลั่วเป่าเท่านั้นไม่ใช่หรือ
เฒ่าตาบอดมีแววตาที่สูงส่งถึงเพียงใด คาประเมินที่มีให้กับป๋ า ยจิ่งก็ไม่ต่าเหมือนกัน
เฉินผิงอันถาม “ผู้ฝึ กตนหญิงที่นั่งอยู่บนเสื่อเย็นงาช ้างนั่นน่ะ หรือ?”
เซี่ยโก่วส่ายหน้า “คนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยกระต่างหาก แต่ เป็ นได้แค่ไม้ประดับให้กับฝ่ ายแรก”
เฉินผิงอันนึกถึงการพบเจอกันที่ริมน้าก่อนหน้านี้ จาได้ว่าเซียน หญิงสวมชุดเขียวกวานสีเหลืองที่ค่อนข้างลาเอียงได้พูดหยอกล้อ เย้ยหยันตัวเองว่า “ข้ามักดูคนแต่เพียงเปลือกนอก”
เซี่ยโก่วถาม “คราวหน้าข้าจะบอกกับส านักชุยสักค า ให้เขาคอย สังเกตดูสักหน่อยดีไหม?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ได้สิ”
บนภูเขา หากไม่ใช่ว่าจาเป็ นต้องเปลี่ยนทาเนียบถึงต้องไปฝึก ตนอยู่ในสถานที่ฝึกตนแห่งอื่นก็เหมือนอย่างผู้ฝึกตนหญิงทาเนียบ ของเกาะจูไชบนภูเขาหลังอ๋าวที่สามารถไปฝึกตนที่พื้นที่มงคลราก บัวได้ พวกนางยังไปช่วยงานบนเรือมังกรฟานโม่และที่ร ้านผ้าห่อบุญ ภูเขาหนิวเจี่ยว คล้ายคลึงกับการยืมตัวไปใช ้งานในวงการขุนนาง หรือไม่ก็การ “แวะเวียนไปเยือน” ตามต าแหน่งขุนนางบางต าแหน่ง ในที่ว่าการบางแห่ง โดยทั่วไปแล้วผู้ฝึ กลมปราณที่มีคุณสมบัติใน การฝึกประสบการณ์เช่นนี้ ส่วนใหญ่จะเป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ศาล บรรพจารย์ของพรรคเล็กเลือกตัวมาอย่างตั้งใจ จวนเซียนใหญ่ก็ ยินดีที่จะปฏิบัติต่อพวกนางอย่างมีมารยาท ยินดีที่จะตัดชุดแต่งงาน
ให้ผู้อื่น ส่วนฝ่ ายหลังเอง ตามเหตุตามผลแล้วต่างก็จะมองฝ่ ายแรก เป็ นบ้านเดิมครึ่งตัวบนเส้นทางของการฝึกตนในอนาคต
อวี๋เสวียนเป็ นฝ่ ายพาพวกนักพรตติงมาส่งที่ภูเขาลั่วพั่วด้วย ตัวเอง นี่ก็คือกรณีตัวอย่างที่ดีมากอย่างหนึ่ง
แน่นอนว่ายังมีปรมาจารย์ใหญ่เวินแห่งตาหนักหลิงเฟยที่มา พร ้อมความเดือดดาล แต่อยู่ต่อพร ้อมความชื่นบาน
ทุกวันนี้เวินจื่อซี่ไม่เห็นตัวเองเป็ นคนนอกอย่างมากแล้ว
ไม่รู ้ว่าเวินจื่อซี่คิดอย่างไร ภูเขาลั่วพั่วเองก็ไม่ได้มอบเงินเดือน ให้กับเขาเสียหน่อย กลับกลายเป็ นว่าถูกเจิ้งต้าเฟิ งเชือดคนสนิท กันเองครั้งแล้วครั้งเล่าจนติดหนี้บานเบอะ แต่เวินจือซีถึงกับ ใช ้ คุณธรรมตอบแทนความแค้น’ ทุ่มเทความคิดจิตใจไปไม่น้อย เรียบ เรียงตาราหมัดเล่มหนึ่งขึ้นมาอย่างตั้งใจ หลอกพวกเด็กๆ ที่ฝึ กวร ยุทธเหล่านั้น บอกว่าเป็ นตาราลับขั้นพื้นฐานของในยุทธภพ ถือเป็ น รากฐานในรากฐานอีกที หากว่าขนาดนี้แล้วยังเรียนไม่เป็ นก็ หมายความว่าพวกเจ้าต่างก็ไม่ใช่วัตถุดิบในการฝึกวรยุทธ