กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1127.3 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (เจ็ด)
เผยเฉียนมองอาจารย์ฟ่ านที่พยายามขึงหน้าให้นิ่งตึงสุดกาลัง มองออกว่าเขาอยากจะด่าคนแล้ว
ในเมื่อไม่มีอะไรให้ต้องพูดคุยกัน อาจารย์ฟ่ านจึงเอ่ยขอตัว ไม่ อยากสิ้นเปลืองเวลาอีกแม้แต่นิดเดียว
ชุยตงซานถาม “อาจารย์ฟ่าน อะไรกันน่ะ?”
อาจารย์ฟ่านทนแล้วทนอีก ในที่สุดก็ทนไม่ไหวก่นด่าอย่างไม่สบ อารมณ์ “ออกจากบ้านมาหาเงินน่ะสิวะ!”
เจ้าซิ่วหู่ตัวดี ปล้นคนรวยเอาไปช่วยเหลือคนยากจนจริงๆ หรือ นี่?!
ชุยตงซานพึมพ า “จ่ายเงินก่อนสิ”
อาจารย์ฟ่ านสูดลมหายใจเข้าลึก หันหน้าไปมองเด็กหนุ่มชุด ขาวแล้วกวักมือ หัวเราะร่าเอ่ยเรียก “เจ้ามานี่”
ความรู ้สึกของบรรพจารย์สานักการค้าท่านนี้ในเวลานี้ก็น่าจะ เป็ นเหมือนประโยคนั้นที่ชุยตงซานพูดไว้เอง เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อ เหลาขนาดนี้ น่าเสียดายที่ไม่ใช่คนใบ้
ชุยตงซานกล่าว “ข้าคงไม่ไปแล้ว ท่านโยนเงินมาก็พอ”
เผยเฉียนเอ่ยเตือน “แค่พอสมควรก็พอแล้วนะ”
ชุยตงซานส่ายหน้า ศิษย์พี่เล็กฝีมือล้าเลิศใจกล้า ขึ้นชื่อว่าไม่ เคยกลัวใครอยู่แล้ว
เผยเฉียนกล่าว “ดูเหมือนว่าอาจารย์จะอยู่ระหว่างเดินทางมาที่นี่”
ชุยตงซานผุดลุกขึ้นยืนเหมือนไฟลนก้น วิ่งเร็วๆ ไปทางหน้า ประตู “จะไปเดินเล่นเป็ นเพื่อนอาจารย์ฟ่านสักหน่อย”
อาจารย์ฟ่ านเดินอยู่ในตรอกเล็ก ไม่ได้หดย่อพื้นที่ไปโดยตรง ตาไม่เห็น ใจจะได้ไม่หงุดหงิด
ชุยตงซานสอดสองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย ยิ้มหน้าเป็ นพูดว่า “เมื่อ ผู้ปกครองมีรสนิยมชอบสิ่งใด ผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมเลียนแบบสิ่งนั้น คนที่หาเงินได้เก่งที่สุด บางทีอาจยังพอจะเดินออกมาจากกองเงินกอง ทองได้บ้าง คนที่หากาไรอย่างดุดันที่สุด กลับออกมาไม่ได้ปัจจุบัน อนาคต พวกศิษย์ลูกศิษย์หลานของส านักการค้าจะหาเงินอย่างไร ล้วนต้องจับจ้องมองมายังบรรพบุรุษที่อยู่บนภาพแขวนอย่างท่านแล้ว ก็ท าตามอย่าง”
อาจารย์ฟ่านกล่าว “เหตุผลนั้นข้าเข้าใจ”
ชุยตงซานยิ้มบางๆ “กุญแจสาคัญนั้นอยู่ที่คาว่าใจ เรื่องอย่าง การหาเงินนี้ก็หนีไม่พ้นว่าวิญญูชนย่อมรู ้จักแสวงหาและใช ้สอยตาม วิถีที่ชอบธรรม จะหาเงินได้มากหรือน้อยก็เป็ นอีกเรื่องหนึ่ง ใจเหี้ยม ไม่เหี้ยมก็เป็ นอีกเรื่องหนึ่ง รากฐานในการหยัดยืนของสานักการค้าก็ หนีไม่พ้นสองคาว่าจริงใจ ถ้าอย่างนั้นความจริงใจได้มาอย่างไร? ก็
หนีไม่พ้นการที่ว่าทั้งๆ ที่สามารถหาเงินได้มาก แต่กลับยินดีที่จะให้ ตัวเองหาเงินได้น้อย แต่ปัญหาก็คือบนเส้นทางแห่งทรัพย์สินเงินทอง ของวิถีทางโลกใบนี้ ความจริงใจจะสามารถกลายเป็ นตัวหารร่วม ใหญ่สุดของการค านวณได้หรือไม่? คาถามที่คล้ายคลึงกันนี้มีอีก มากมาย ส านักการค้าของพวกท่าน ทุกหนทุกแห่งมีแต่ตรรกะที่ย้อน แย้ง เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ท่านมิอาจประสานความขัดแย้งพวกนี้ ให้ราบรื่นได้ ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่ามิอาจผสานมรรคาได้”
อาจารย์ฟ่ านส่ายหน้า “ไม่ต้องมาพูดหลักการเหตุผลที่ตื้นเขิน พวกนี้กับข้า”
ชุยตงซานหัวเราะหยัน “ตื้นเขิน?! เปลี่ยนข้าไปเป็ นหลี่เซิ่ง ต่อให้ พวกท่านจะหาเงินได้มากแค่ไหน ในบรรดาเมธีร ้อยส านัก ก็ได้แต่อยู่ อันดับรั้งท้ายไปตลอดกาลเท่านั้นแหละ”
อาจารย์ฟ่านเงียบไม่เอ่ยอะไร
ชุยตงซานเขย่งปลายเท้าตบไหล่ของอาจารย์ฟ่าน “เหล่าฟ่านอ่า หาเงินนี่นะ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอก” อาจารย์ฟ่านยิ้มเจื่อนจนคาพูด
ชุยตงซานดึงมือกลับมา สะบัดชายแขนเสื้อ แล้วจึงเอาสองมือ สอดไว้ในชายแขนเสื้อเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “ชุยฉานบอกว่าจะชี้ทาง เส้นหนึ่งให้กับเจ้า เขาไม่ได้โกหกเจ้า ในความเป็ นจริงแล้วมันไม่ได้ อยู่ที่อนาคต แต่อยู่ที่เวลานั้น นับตั้งแต่นาทีนั้นเป็ นต้นมา เจ้าก็อยู่บน
เส้นทางที่ชุยฉานช่วยปูให้เจ้าแล้ว นับตั้งแต่นาทีนั้นจนมาถึงตอนนี้ สิ่งเดียวที่เจ้าต้องทาก็คือท าให้เส้นทางแห่งทรัพย์สินเงินทองกับ เส้นทางแห่งใจสอดคล้องต้องกัน นี่จึงเป็ นเหตุให้ขณะเดียวกันเขาก็ หลอกเจ้าด้วย เขาจงใจยกเอาหลี่เซิ่งมาข่มขู่เจ้า ถึงอย่างไรเมธีร ้อย ส านักก็ไม่เหมือนผู้ฝึกตนทั่วไป ผสานมรรคาเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ ผ่านด่านทางใจ ไหนเลยจะง่ายขนาดนั้น การประชุมในศาลบุ๋นคราว ก่อน หลี่เซิ่งจงใจยกระดับสานักการค้าให้สูงขึ้นแต่กลับไม่ยอมหลีก ทางให้เจ้าแค่คนเดียว ไยจะไม่ใช่ก าลังทดสอบเจ้าอยู่เล่า ซิ่วหู่ให้เจ้า ถอดใจ หากเจ้ายังมีใจหวังว่าตัวเองจะโชคดี ถ้าอย่างนั้นหลี่เซิ่งก็ให้ เจ้าถอดใจอีกครั้ง อาจารย์ฟ่ าน เจ้าเชื่อหรือไม่ว่ารอกระทั่งเจ้าเดิน ออกไปจากตรอกเส้นนี้ก็จะเป็ นขอบเขตสิบสี่ได้แล้ว?”
อาจารย์ฟ่านทาท่าครุ่นคิด กึ่งเชื่อกึ่งกังขา ชุยตงซานยื่นมือออกมา ใบหน้าของอาจารย์ฟ่านเผยความคลางแคลง “ฟังค าพูดของข้าแล้วก็ไม่ควรจ่ายเงินสักหน่อยหรือ?”
ชุยตงซานเอ่ยอย่างเดือดดาล “พวกเราสามคนดื่มเหล้ากินเนื้อ ไม่ยอมจ่ายเงิน หากเล่าลือออกไปก็กลายเป็ นเรื่องตลกน่ะสิ!”
อาจารย์ฟ่ านยิ้มพลางควักเงินก้อนหนึ่งออกมามอบให้เด็กหนุ่ม ชุดขาว
ชุยตงซานหมุนตัวกลับเดินไปทางร ้านแห่งนั้น ส่วนอาจารย์ฟ่ าน ก็เดินอยู่ในตรอกเพียงล าพัง
เดินก้าวเร็วๆ เข้าไปในร ้าน ชุยตงซานหยิบเศษเงินสองสาม เหรียญเอามาวางไว้บน โต๊ะ หันไปขยิบตาให้เผยเฉียน
เผยเฉียนถาม “อะไร?”
ชุยตงซานใช้เสียงในใจกล่าว “ข้ากลัวโดนตี รีบหนีเร็วเข้า”
แสงจันทร ์เหมือนสายน้าที่ไหลผ่านโลกมนุษย์ไปอย่างเชื่องช ้า
ในสถานที่ห่างไกลทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของธวัลทวีป แคว้นอวิ๋นไข่มีอาณาเขตไม่ใหญ่ เมืองหลวงก็ยิ่งเล็ก
แคว้นอวิ๋นไฉ่คือแคว้นใต้อาณัติของราชวงศ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ทุกปี จะต้องมอบของบรรณาการให้กับแคว้นเหนือหัว ทว่าแต่ไหนแต่ไรมา ของบรรณาการที่มอบให้ก็มีน้อยมาโดยตลอด กลับเป็ นแคว้นเจ้า เหนือหัวที่มอบให้กลับคืนมามากกว่า เพราะไม่ว่าใครก็รู ้ว่าแคว้นอวิ๋น ไฉ่นั้นยากจนจริงๆ ผลผลิตแร ้นแค้น ทรัพยากรขาดแคลน แค่แสดง น้าใจให้เห็นก็พอแล้ว แล้วยังต้องให้ความช่วยเหลือสมทบ เป็ นเหตุ ให้ขบวนเดินทางของคณะทูตแคว้นอวิ๋นไฉ่ขึ้นชื่อว่าตอนมาว่างเปล่า ตอนกลับไปเต็มล้น
นกกระจอกแม้จะตัวเล็ก แต่ก็มีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ ที่ว่าการ ของเมืองหลวงมีมากมายราวกับขนวัว ว่ากันว่าจ านวนยังมากกว่า แคว้นเหนือหัวด้วยซ้า
คงเป็ นอย่างที่ในตารากล่าวไว้จริงๆ เพราะมีวิญญาณมากมาย คอยปกป้ องราชส านักเล็กๆ เวลาร ้อยปีที่ผ่านมาจึงเรียกได้ว่าเป็ นปีที่ พืชผลอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองปกครองเรียบร ้อย ประชาชนอยู่กัน อย่างสงบสุข ไม่เคยเกิดเพลิงสงคราม เป็ นช่วงเวลาอันดีงามที่ฝนฟ้ า ตกต้องตามฤดูกาลมาโดยตลอด
เมืองหลวงมีทะเลสาบหลิ่วอินอยู่แห่งหนึ่งที่ต้นหยางต้นหลิ่ว เติบโตให้ร่มเงาเขียวขจี มีคนเดินทางมาท่องเที่ยวตลอดทั้งปีไม่ขาด สาย เรือหอเรือนหลากหลายสีสันจอดกันเรียงราย ริมน้าเหมือนฝูง ห่านโผบิน เสียงร ้องราทาเพลงดังไม่ขาดทั้งกลางวันและกลางคืน โดยรอบทะเลสาบมีทั้งจวนของเจ้ากรม จวนของตระกูลผู้ดีโอ่อ่า จวน ตระกูลแม่ทัพตั้งเรียงรายเป็ นเพื่อนบ้านกัน มหาเศรษฐีและขุนนาง ร่ารวยโอ้อวดอานาจทางการเงิน บ้านเรือนและสวนส่วนตัวเกาะกลุ่ม รวมกันอยู่ที่นี่ เป็ นเหตุให้ทุกวันจะต้องมีรถม้าแล่นสวนกันขวักไขว่ ขบวนม้าซ ้อนต่อกันมาพร ้อมเสียงโหวกเหวกวุ่นวาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งช่วงประชุมและช่วงเลิกจากงานราชการก็ยิ่งมีเหล่าคนมี ชื่อเสียงมาแออัดกันอยู่บนถนน เสียงดังอึกทึกไม่หยุด พวกสตรีที่ ออกเรือนแล้วพากันมาประชันความงาม เพราะไม่ชอบความเหงาจึง มักจะแต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนหญิงในวัง ขึ้นเกี้ยวขี่ม้าเดินเล่น ผ่าน ทิวไม้ดอกไม้ผล เสียงนกเจื้อยแจ้วเหมือนก าลังพูดคุยกัน ตัวคน สวยงามยิ่งกว่าบุปผา
ทว่าในสถานที่ที่เจริญรุ่งเรื่องเป็ นอันดับหนึ่งแห่งนี้กลับมีขุนนาง หนุ่มยากจนที่ทางานอยู่ในกรมคลัง แม้จะบอกว่าเงินเดือนมีเพียง น้อยนิด แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีต าแหน่งขุนนาง ไม่เหมือนกับพวกคนที่ ในท้องมีน้าหมึกที่ใช ้ความสามารถอย่างเต็มที่แล้วก็ยังแลกมาได้แค่ เงินไม่กี่แดง เขามาเช่าเรือนอยู่ที่นี่ แล้วยังเลี้ยงสาวใช ้ร่างใหญ่กายา ไว้อีกคนหนึ่ง นางมักจะพกจานฝนหมึกส าหรับพกพาไว้ตรงเอว ตลอดทั้งปี การที่นายและบ่าวคู่นี้สามารถเก็บตกของดีชิ้นใหญ่เช่นนี้ ได้ก็เพียงแค่เพราะเรือนแห่งนี้เคยมีผีร ้ายออกอาละวาด สรุปก็คือ เจ้าของบ้านต าแหน่งขุนนางไม่ใหญ่ สาวใช ้ไม่งดงาม ต่างก็ไม่สะดุด ตา
สาวใช ้มีชื่อว่าเหยียนกวา ขุนนางหนุ่มมีชื่อว่าเส้าเปิ่นชู
เจ้านายมาอยู่ในแคว้นเล็กกันดารแห่งนี้ เป็ นขุนนางกรมคลังที่ ต าแหน่งขุนนางใหญ่เท่าเมล็ดงา คาว่าผู้ดูแลหลัก ก็แค่ชื่อเรียกที่น่า ฟังเท่านั้น อันที่จริงหมวกขุนนางเล็กมากโชคดีที่อยู่ในห้องรับบริจาค ก็คือทาเรื่องเกี่ยวกับการขายตาแหน่งขุนนาง ดังนั้นจึงมีค่าน้าร ้อน น้าชา แต่ร่างจริงที่อยู่ในเรือนแห่งนี้มักจะหลับเป็ นประจา คือการ “ฝันกลางวัน” ตามความหมายหน้าตัวอักษร ตอนกลางคืนกลับชอบ จุดตะเกียงอ่านต าราจนถึงเช ้า ไม่ว่าต าราเบ็ดเตล็ดอะไรก็อ่านหมด เป็ นนกฮูกหรืออย่างไร
จิตหยางกายนอกกายไปขานชื่อตรงเวลาที่ที่ว่าการกรมคลังทุก วัน ท าอะไรจริงจังอย่างมาก จัดการกิจธุระที่ซับซ ้อนได้อย่าง
เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์โชกโชนจนน่าเหลือเชื่อน่าเสียดายที่ไม่มี ที่พึ่งอยู่ในราชสานัก ส่วนจิตหยินที่ออกจากช่องโพรงก็รับผิดชอบ เรื่องของการฝึกตน จิตวิญญาณคอยบ ารุงให้ความอบอุ่นแก่ร่างจริง เป็ นเหตุให้หนึ่งวันสิบสองชั่วยาม หนึ่งปีสามร ้อยหกสิบห้าวันล้วนทา การฝึกตนอยู่ตลอดเวลา เหนื่อยเพียงครึ่งแต่ได้ผลลัพธ ์เป็ นเท่าตัว
ในสถานที่สาคัญอย่างเมืองหลวง อยู่ข้างกายโอรสสวรรค์ หากผู้ ฝึกตนบนภูเขาใช ้จิตหยินออกเดินทางไกล อีกทั้งยังมีสถานะของขุน นางเข้าออกที่ว่าการ เอาแต่ขลุกอยู่กับงานราชการ ก็ถือว่าเป็ นข้อ ห้ามของภูเขาสายน้า
เทพหญิงกว้าเยี่ยนที่เดินออกมาจากภาพวาดฝาผนังของหลิว เสียทวีปอย่างนาง บอกว่ามาคอยปกป้ องมรรคาอยู่ที่เรือน แท้จริงแล้ว ทุกวันแทบไม่มีเรื่องอะไรให้ทา ถึงขั้นที่ว่านายท่านให้นางไปเดินเที่ยว เล่นในเมืองหลวงบ่อยๆ ได้ เพียงแต่ว่านางออกจากบ้านไปแค่ไม่กี่ ครั้งก็หมดความสนใจ ไปร่วมงานเทศกาลโคมไฟแค่ไม่กี่ทีเท่านั้น ราชครูคนนั้นไม่ใช่กระทั่งโอสถทองด้วยซ้า สาหรับผู้ฝึกตนบนภูเขา แล้ว อย่าว่าแต่เมืองหลวงแห่งหนึ่งเลย ต่อให้เป็ นทั้งแคว้นอวิ๋นไฉ่ก็ยัง เป็ นสถานที่เล็กๆ ปราณวิญญาณในฟ้ าดินธรรมดา โชคชะตาภูเขา สายน้าก็ธรรมดา ชะตาแคว้นก็ธรรมดา แคว้นเพื่อนบ้านทั้งหลายที่มี ชายแดนติดต่อกันก็สงบสุขมาเนิ่นนานแล้ว ก็เหมือนกับเพื่อนบ้าน บ้านใกล้เรือนเคียงที่อยู่กันอย่างปรองดอง ต่างคนต่างใช ้ชีวิตของ
ตัวเอง เป็ นเหตุให้เวลาร ้อยกว่าปี ในภาพรวมแล้วก็ถือว่าสงบสุข ปลอดภัย
ดังนั้นแม้กระทั่งขอบเขตของราชครูผู้นั้นจึงเป็ นแค่ขอบเขตประตู มังกร ความสามารถในการฝึกตนไม่มาก แต่อารามเต๋แห่งนั้นกลับ มองดูแล้วโอ่อ่าอลังการอย่างมาก
ความสนใจเพียงหนึ่งเดียวของนางก็คือทุกๆ ครึ่งปี นางจะ ติดตามนายท่านไปที่ม่านฟ้ าของหลิวเสียทวีป คว้าจับสายฟ้ าเอามา หลอมเป็ นบ่อสายฟ้ า
เรือนหลังนี้ไม่ใหญ่ อีกทั้งยังเช่าเขาอยู่ เป็ นเรือนสามชั้น อันที่ จริงจากสถานะในพื้นที่ของเจ้านาย รวมไปถึงเงินเดือนขุนนางในทุก วันนี้ ตามหลักแล้วการเช่าเรือนหลังนี้ค่อนข้างจะลาบาก ดังนั้นนาย ท่านจึงมักจะต้องเซียนอักษรภาพเอาไปขายแลกเงินกลับมาบ่อยๆ แน่นอนว่าจึงไม่มีสาวใช ้มากมายที่เกินความจาเป็ นด้วย
ทว่าบนเรือราตรีลานั้น นายท่านกลับเป็ นเจ้านครของนครหรง เม่า ใช ้นามแฝงว่าเส้าเป่าเจวี้ยน
ในอดีตคนรุ่นเยาว์สิบคนของหลายใต้หล้าที่ถูกประเมินออกมา ถึงกับไม่มีส่วนของนายท่าน นางรู ้สึกได้รับความอยุติธรรมแทนเขา อยู่บ้าง
แต่นายท่านกลับปล่อยวางได้ กลับกันยังเป็ นฝ่ ายปลอบใจนาง บอกว่าวงการขุนนางล่างภูเขา หากคุณธรรมไม่สมกับต าแหน่ง อย่าง
มากก็แค่โดนด่าทิ้งชื่อเสียงเสียๆ อยู่ในประวัติศาสตร ์ แต่การฝึกตน บนภูเขา ฝีมือไม่คู่ควรกับตาแหน่งก็ต้องเกิดเรื่องแล้ว
นายท่านยังบอกด้วยว่าด้วยขอบเขตกระดาษเปี ยกของเขา ในตอนนี้ก็ไม่อาจติดอันดับการประเมินได้จริงๆ ไม่ว่าเจอกับใครแล้ว เกิดความขัดแย้งบนมหามรรคาขึ้นมาก็ต้องตายทั้งนั้น อย่างมากสุด ก็พอจะมีต าแหน่งอยู่ในบรรดาตัวส ารองสิบคนได้อย่างถูไถ
“ปณิธานของนายท่านคืออะไร?”
“หากเป็ นขุนนางก็ใช ้สถานะของคนยากจนต่าต้อย ในอนาคต หากทาตามปณิธานที่ตั้งไว้ได้สาเร็จก็จะกลายเป็ นขุนนางผู้ใหญ่ผู้ทา หน้าที่ปรับสมดุลหยินหยาง ช่วยเหลือโอรสสวรรค์ในการบริหาร แผ่นดิน”
“หากฝึกตนก็พยายามที่จะให้เลื่อนเป็ นขอบเขตบินทะยานได้ใน วันหนึ่ง วันหน้าก็จะไปเยือนใต้หล้ามืดสลัว ดูว่ามีโอกาสจะได้เป็ นขุน นางต่อหรือไม่”
“นายท่านชอบเป็ นขุนนางขนาดนี้เลยหรือ?”
“จาได้ว่าตอนเด็กตอนที่จับของเสี่ยงทาย ข้าจับตราประทับขุน นางได้”
“หลงใหลการเป็ นขุนนางสินะ”
ดูเหมือนว่าคนรุ่นพ่อรุ่นบรรพบุรุษของเขาจะได้เป็ นแค่ขุนนาง เล็กๆ ในท้องถิ่นเท่านั้น
“นายท่านจ าสิงกวานหาวซู่ได้อย่างไร?”
“คือการท่องฝันครั้งหนึ่ง”
เส้าเปิ่นชูคุยเล่นกับสาวใช ้พลางเปิดอ่านรายงานขุนเขาสายน้า ฉบับล่าสุดไปด้วย
เพียงแต่ว่ารายงานของแต่ละฝ่ ายในไพศาลจะไม่ เซียน สถานการณ์การสู้รบของที่เปลี่ยวร ้าง ทว่าเส้าเปิ่นชูกลับมีช่องทาง ข่าวสารทาให้รู ้ว่าสนามรบของที่นั่นมีผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ซึ่งถือว่าเป็ น สายของนักประพันธ ์ มีฉายาว่าไป้ กวาน เดิมทีคนผู้นี้ไม่มีชื่อเสียงอยู่ ในไพศาล แต่กลับไปฉายประกายเจิดจ้าอยู่ที่สนามรบของเปลี่ยวร ้าง ดึงดูดสายตาของผู้คนอย่างมาก
ลูกศิษย์เข้าห้องของส านักนักประพันธ์ อันดับแรกก็ต้อง รับผิดชอบสร้างหมู่บ้านแห่งหนึ่งขึ้นมาก่อน สร ้างชัยภูมิที่เป็ นภูเขา สายน้าและผู้คนขนบธรรมเนียมขึ้นมาด้วยกาลังของตัวเองเพียง ลาพัง ทาไปตามลาดับขั้นตอน จากไม่มีกลายเป็ นมี จากน้อยไปมาก จากง่ายไปยาก อาศัยสิ่งนี้มาฝึกปรือฝีมือจนเกิดเป็ นความชานาญ แล้วจึงค่อยๆ ขยับขยายพื้นที่ให้กว้างใหญ่มากขึ้น จากอาเภอ เขต จังหวัดจนรวมตัวกันเป็ นแคว้น สร ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้า สร้างศาลเทพอภิบาลเมือง สร้างศาลบุ๋นบู๊ หอเหวินชางและวัดวา
อารามเป็ นต้น ได้ครอบครองภูเขาตระกูลเซียนและพรรคในยุทธภพ สุดท้ายทั้งบุคคล วัตถุและเรื่องราวก็เป็ นดั่งร ้อยบุปผาที่พากันเบ่งบาน อิงตามความชื่นชอบของคนจากสานักนักประพันธ ์ทุกท่าน หมื่น สรรพสิ่งของฟ้ าดินที่อยู่ใน “อาณาเขต” จึงมีความหนักเบาต่างกัน ไป ความบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวในความสมบูรณ์แบบก็คือสถานที่ เหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่มงคลกระดาษขาว ต่อให้จะเป็ นเจ๋อเซียนก็ยัง รู ้สึกไม่ได้ถึงการไหลรินของเวลา นอกจากนี้ทิศทางการนับเวลา น้าหนัก ฯลฯ ต่างก็อยู่ห่างจาก “ความเป็ นจริง” ราวกับว่ามีกระดาษ แผ่นหนึ่งกั้นขวาง สานักนักประพันธ ์ก็คือหนึ่งในสายระบบสืบทอดที่ ห่างไกลจากโลกโลกีย์มากที่สุดในบรรดาเมธีร ้อยส านัก
ส่วนผู้ฝึ กตนหนุ่มคนนั้น เขาได้สร ้างกองทัพทหารม้าฝี มือดี หลายแสนนายกองหนึ่งขึ้นมาเพียงลาพัง แม้จะบอกว่าทหารและม้า เหล่านั้นพิถีพิถันในเรื่องฟ้ าอานวยดินอวยพรมากเกินไป หากเดิน ออกมาจากพื้นที่มงคลกระดาษขาวก็จะถูกลดทอนพลังอานาจไป มาก อีกทั้งยังง่ายที่จะถูกเวทคาถาตระกูลเซียนบางอย่างที่พุ่งเป้ ามา เล่นงาน ท าให้ถูก “ลมพัดฝนตกใส่” แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การทาเช่นนี้ ของเหล่านักประพันธ ์ ถึงอย่างไรก็เป็ นวีรกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อนใน สงครามใหญ่ของใต้หล้าไพศาลก่อนหน้านี้
เอาไปใช ้ฝ่ าแนวรบเฉพาะหน้าบนสนามรบบางแห่งของเปลี่ยว ร ้างในวันหน้า ก็เหมาะสมที่สุดแล้ว
เส้าเปิ่ นชูรู ้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ตนยังไม่เคยไปเยือนใต้หล้า เปลี่ยวร ้าง
โรงเรียนในชนบท เจียงซ่างเจินที่ไปเป็ นอาจารย์สอนหนังสือ ก าลังจุดตะเกียงอ่านตารายามค่าคืน เหล้าต้มหนึ่งชามกับถั่วลิสง หนึ่งจาน
บนภูเขาลั่วพั่ว หมี่ลี่น้อยเปิดบันทึกประจาวัน “อักษรฟ้ า” เวลา ส่วนใหญ่นางจะแค่บันทึกสภาพอากาศของทุกวันว่าปลอดโปร่ง อึมค รึม ฝนตกหรือหิมะตก เซียนว่าเป็ นวันที่ก้อนเมฆหลากสีกระจายเต็ม ผืนฟ้ าหรือท้องฟ้ าเป็ นสีครามเหมือนเพิ่งถูกชาระล้างมา แต่บางครั้งก็ เขียนว่าดวงจันทร ์เต็มดวงหรือไม่เต็มดวง หรือไม่ก็ปีนี้สีแดงกลาง ภูเขาแดงสะพรั่งได้อย่างกาเริบเสิบสาน พ่อครัวเฒ่าต้มน้าบ๊วยกับมือ ตัวเอง ดื่มถ้วยเดียวไม่พอ จะโทษว่านางตะกละไม่ได้ แล้วก็ไม่โทษว่า ฝีมือของพ่อครัวเฒ่าดีเกินไป ได้แต่โทษว่าถ้วยเล็กเกินไป
หรือยกตัวอย่างเช่นวันนี้นางแอบนอนตื่นสาย พบว่าแสงอาทิตย์ นอกหน้าต่างงดงามสว่างจ้า แสดงว่าอารมณ์ของท่านเทพเทวดาต้อง ดีมากแน่ๆ เลย