กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1129.4 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (เก้า)
เคยมีการถามตอบครั้งหนึ่ง คนผู้นั้นเอ่ยถามประโยคหนึ่งก่อนว่า “ระหว่างฟ้ าดิน การที่คาว่าสวยงามนั้นสวยงามก็เพราะมีการขับดัน จากความอัปลักษณ์ การที่ความดีคือความดี ก็เพราะความด ารงอยู่ ของความชั่วร ้าย สวีเซี่ย เจ้าเห็นด้วยกับหลักการเหตุผลข้อนี้ไหม?”
สวีเซี่ยรู ้สึกว่าหลักการเหตุผลนี้ยังค่อนข้างจะตื้นเขิน จึงตอบ กลับไปประโยคหนึ่งว่า “แน่นอนว่าเห็นด้วย มีแต่หยางย่อมไม่มีการ ถือก าเนิด มีแต่หยินย่อมไม่มีการเติบโต”
ถ้าอย่างนั้นเจ้าคิดว่าวิถีทางโลกแบบใดถึงจะถือว่าเป็ นวิถีทาง โลกที่ดี?”
คนผู้นั้นถามคาถามไปแล้วก็เอ่ยเสริมอีกประโยคหนึ่งมาอย่าง ว่องไว “เจ้าไม่จ าเป็ นต้องพิจารณาว่าสามารถท าจริงได้หรือไม่ พูด ถึงแค่อุดมคติบางอย่างในใจของเจ้าก็พอ
สวีเซี่ยพูดเหมือนหยั่งเชิง โลกมนุษย์สงบสุข การปกครองราบรื่น ผู้คนปรองดอง บนภูเขาสะอาดบริสุทธิ์ ต่างคนต่างฝึกตนของตัวเอง ไป เซียนและมนุษย์ธรรมดาอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมเกลียว หยินหยาง โคจรอย่างมีระเบียบ คน เทพ ผีและเซียนไร้การแก่งแย่งชิงดีสรรพ ชีวิตต่างก็ทาหน้าที่ของตัวเอง สรรพสิ่งได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ?”
ได้ยินคาตอบนี้ คนผู้นั้นก็ยิ้มย้อนถามว่า “ข้าสามารถเข้าใจแบบ นี้ได้หรือไม่ หากเปลี่ยนไปเป็ นคาพูดที่ธรรมดาเข้าใจง่ายยิ่งกว่านี้ก็ คือบนโลกไม่มีคนเลว ล้วนเป็ นคนดีกันทุกคน?”
สวีเซี่ยลังเลไม่แน่ใจ ควรจะให้คาจากัดความคาว่า “ดีเลว” นี้ อย่างไร? แล้วใครจะเป็ นคนก าหนด?
ดูเหมือนจะเดาความคิดของสวีเซี่ยออก คนผู้นั้นถึงได้ยิ้มเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เจ้าเป็ นคนก าหนดก็แล้วกัน สมมติว่าเจ้าสามารถมี สิทธิ์ตัดสิน แล้วก็สมมติว่าโลกทั้งใบมีคนอยู่แค่ร ้อยคน ถ้าอย่างนั้น ข้าก็มีสองคาถามเพิ่มมาอีก หากทุกคนเป็ นคนดีอย่างที่ใจเจ้าคิดแล้ว ถ้าอย่างนั้นในใจของคนร ้อยคน คนข้างกายเก้าสิบเก้าคนก็จะไม่มี คนเลวเลยสักคนจริงๆ หรือ? นี่คือคาถามข้อแรก คาถามข้อที่สองก็ คือสิ่งที่เจ้าคิดอยู่ในใจเวลานี้ ยังมีคนเลวเหลืออยู่อีกกี่คน? คนเดียว หรือว่าสองคน? คนสองคนที่ว่านี้จะสามารถดารงอยู่ท่ามกลางวิถีทาง โลกที่ “ดีเยี่ยม” นี้ได้จริงหรือ? หากว่าเป็ นสิบคน สิบกว่าคน ยี่สิบ สามสิบคนล่ะ เจ้าจะรับรองได้อย่างไรว่าจานวนของพวกเขาจะไม่ยิ่ง นานก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น? เปลี่ยนจากแขกมาเป็ นเจ้าบ้าน หรือไม่ยิ่งนาน ก็ยิ่งน้อยลง กลับไปเป็ นสิบ เป็ นสอง เป็ นหนึ่ง สุดท้ายกลายเป็ นศูนย์ วนกลับไปยังขอบเขตของคาถามที่หนึ่งอีกครั้ง?”
สวีเซี่ยถูกคาถามนี้ทาให้มึนงงไปอย่างสิ้นเชิง
คนผู้นั้นพึมพากับตัวเองว่า ‘มรรคาจารย์เต๋าบอกว่าสรรพสิ่งใน ใต้หล้าเกิดมาจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว แล้วก็มีที่เกิดมาจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ ถ้า
อย่างนั้นข้าก็มีคาถามอีกข้อหนึ่งแล้ว สมมติว่ามหามรรคาเป็ นวงจรที่ เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่ดับสูญ ในเมื่อไม่มี เกิดเป็ นมี มี เกิดเป็ นหมื่นสรรพ สิ่ง ถ้าอย่างนั้นหมื่นสรรพสิ่งจะให้กาเนิดอะไร? ใช่คาว่า “ไม่มี” นี้ หรือไม่? ไม่มีคือขอบเขตอย่างไร? ถึงเวลานั้น “มนุษย์” อย่างพวกเรา จะมีหรือไม่มีพื้นที่ที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ น้าในแม่น้า ฤดูใบไม้ผลิเริ่มอุ่นเป็ ดห่านได้รู ้ก่อน ผู้ฝึกบาเพ็ญตนที่สัมผัสได้ถึง ทิศทางดาเนินไปประเภทนี้ก่อนใคร ควรจะเอาตัวเองไปอยู่ที่ไหน เป็ น คนลิขิตที่เหนือฟ้ า หรือพยายามทาหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแล้วที่ เหลือก็ปล่อยให้เป็ นไปตามชะตาฟ้ าก าหนดหรือว่าเป็ นอย่างที่มรรคา จารย์เต๋ากล่าว สิ่งตรงข้ามคือการเคลื่อนไหวของเต๋า ผู้ที่รู ้จักอ่อน น้อมผ่อนปรนย่อมอยู่กับเต๋าได้
สวีเซี่ยอยากจะถามเขากลับไปมากๆ ว่า ข้าเป็ นผู้ฝึกกระบี่เต็ม ตัวคนหนึ่ง จะต้องคิดเรื่องที่ไร ้แก่นสารพวกนี้ไปทาไม?
คนผู้นั้นกล่าว “หากข้าสมติให้สวีเซี่ยเป็ นผู้ฝึ กกระบี่เต็มตัว ขอบเขตสิบห้าคนแรกของโลกมนุษย์ ขณะเดียวกันก็ไม่มีขอบเขต สิบห้าคนที่สองแล้ว ทิศทางการดาเนินไปของฟ้ าดินความขึ้นๆ ลงๆ ของวิถีทางโลก ความเป็ นความตายของสรรพชีวิต ถึงขั้นที่ว่าพวก เขาเป็ นคนได้อย่างไร ท าไมถึงกลายเป็ นคน ทุกอย่างล้วนเป็ นไปตาม ความต้องการของเจ้า ถ้าอย่างนั้นเจ้าสวีเซี่ยยังจะรู้สึกว่าค าถามพวก นี้ไร ้ความหมายอยู่อีกไหม?”
สวีเซี่ยได้แต่เงียบงันเป็ นคาตอบ
“แสวงหาการไร ้ข้อผิดพลาด พยายามที่จะทาให้ดี ทาให้งดงาม ได้อย่างเต็มที่”
คนผู้นั้นพูดพึมพากับตัวเองว่า “หมื่นคนมีหน้าเดียว? หรือมี ใบหน้าอย่างไร ้ขีดจ ากัดทุกใบหน้าล้วนดีเหมือนกันหมด ข้ากลับรู ้สึก ว่าคือภัยแฝงที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง แน่นอนว่านี่เป็ นแค่ความเข้าใจ ส่วนตัวของข้าเท่านั้น บนเส้นทางก็จะต้องมีคนที่เห็นต่างไปจากข้า บอกว่าข้าเป็ นคนรัฐนี่ที่กังวลเรื่องฟ้ าไปเอง เอาแต่คิดว่าฟ้ าจะถล่มลง มา ไม่ใช่วันนี้ก็เป็ นพรุ่งนี้”
ยกตัวอย่างเช่นเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวตงไห่แห่งอารามกวานเต๋า
“ผู้ฝึกกระบี่สวีเซี่ยขอบเขตบินทะยานสามารถไม่พิจารณาเรื่อง พวกนี้ได้ แต่สวีเซี่ยที่เป็ นขอบเขตสิบสี่กลับหลบเลี่ยงเรื่องพวกนี้ ไม่ได้
สวีเซี่ยได้ยินแล้วก็ถามว่า “ข้าสามารถเลื่อนเป็ นขอบเขตบิน ทะยาน หรือแม้กระทั่งขอบเขตสิบสี่ได้เลยหรือ?”
คนผู้นั้นยิ้มเอ่ย “ไม่ได้”
ตอนนั้นสวีเซี่ยโมโหจนหลุดข าออกมา หยอกข้าเล่นหรือไร สมควรแล้วหรือ
“ไม่ใช่สวีเซี่ยก็ต้องมีคนอื่น
คนผู้นั้นเงยหน้ามองฟ้ า เอ่ยว่า “ปิดหน้าต่างก่อนฝนตก” (เปรียบ เปรยถึงการเตรียมการล่วงหน้า กันไว้ดีกว่าแก้)
ก่อนหน้านี้ไม่นานสวีเซี่ยถึงเพิ่งจะเริ่มเข้าใจความหมายลึกล้า ส่วนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในคากล่าวที่ว่า ปิดหน้าต่างก่อนฝนตก” นี้
วันนี้คนที่เงียบงันพอๆ กับสวีเซี่ยยังมีผู้เฒ่าที่สีหน้าอัดอั้นอยู่อีก
คนหนึ่ง
เขาเรียกชื่อของผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ใหม่คนหนึ่งตรงๆ “เหวย เซ่อ ข้าได้เจอเฉินผิงอันแล้ว”
เหวยเซ่อคล้ายจะเคยชินกับเรื่องนี้แล้ว ยิ้มบางๆ ถามว่า “เมื่อไหร่ ตอนไหน?”
ผู้เฒ่ากล่าว “ที่หออวี่ฮว่าของสานักอวี่หลง”
เหวยเซ่อพยักหน้า
ที่แท้ผู้เฒ่าก็คือเถียนขู่ผู้ถวายงานขอบเขตก่อกาเนิดที่ละโมบใน ความงามของอวิ๋นเซียนผู้นั้น อาศัยฝีมือการแสดงที่เชี่ยวชาญจน หลอกน่าหลันไฉ่ฮ่วนที่มีความระมัดระวังรอบคอบติดตัวมาตั้งแต่เกิด ได้
แต่กลับยังถูกคนนอกคนหนึ่งตกขึ้นมาบนฝั่งได้เหมือนตกปลา
บรรพบุรุษเปิดภูเขาของสานักอวี่หลงที่ใช ้นามแฝงว่าจินซู่ผู้นี้ จ าต้องเอ่ยเตือนอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ทางฝั่งของภูเขาเฉวียนเจียวเกิด
ความเคลื่อนไหวครึกโครมขนาดนี้ ทุกวันนี้ยังถูกกู้ช่านครอบครอง ไปอีก ด้วยนิสัยของเฉินผิงอันจะต้องขุดดินลึกลงไปสามชื่อเพื่อ สืบค้นเรื่องที่ถูกซ่อนเร ้นเอาไว้ของที่นี่ให้ลึกลงไปแน่นอน เจ้าระวังว่า จะทิ้งจุดอ่อนเอาไว้ เพราะถึงอย่างไรคนที่อยู่ฝึกตนต่อที่ภูเขาเฉวียน เจียวก็เป็ นแค่จิตหยินของเจ้า”
เขากับซ่งหงแห่งต้าหลงชิวล้วนเป็ นสมาชิกอาวุโสของที่แห่งนี้ แล้ว แม้ว่าล าดับอาวุโสและประสบการณ์ต่างก็สู้เหวยเซ่อไม่ได้ แต่ เมื่อเทียบกับใบหน้าเก่าๆ ซึ่งมีลู่ซวีเป็ นหนึ่งในนั้นแล้วก็ยังเข้าใจเรื่อง วงในมากกว่า
เหวยเซ่อยิ้มเอ่ย “ไม่มีอะไร ก่อนหน้านี้ไม่นานข้าเป็ นฝ่ ายไป เยือนภูเขาลั่วพั่วมารอบหนึ่ง เพียงแต่ว่าไม่ได้ขึ้นไปบนภูเขา ไปนั่ง อยู่ที่ตีนเขาพักหนึ่ง ไม่ได้เจอกับเจ้าขุนเขาเฉินที่ก าลังอยู่ในช่วงปิด ด่าน”
ไม่ได้เจอเฉินผิงอัน กลับได้นั่งดื่มน้าชาร่วมโต๊ะกับนักพรตตา บอดแต่ใจไม่บอดคนหนึ่ง พูดคุยกันถูกคออย่างมาก
เถียนซู่มีสีหน้าประหลาด อัดอั้นอยู่นานก็เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ว่า “เจ้านี่ช่างเป็ นยอดฝีมือที่ใจกล้าจริงๆ”
ผู้เฒ่าร่างผอมแห้งที่สะพายห่อพิณก่อนหน้านี้ เดินทางเดียวดาย เพียงล าพังไปเยือนภูเขาลั่วพั่วด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อยจากการ เดินทาง
พูดคุยกับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยที่ทาหน้าที่รับรองแขกได้อย่างถูก คอ จึงบอกกล่าวตัวตนไปว่าตัวเองมาจากภูเขาเฉวียนเจียว มีฉายา ว่าคงซาน ห้องหนังสือมีชื่อว่าเรือนเจี่ยนจาย
ยังบอกด้วยว่าตอนที่ตัวเองเพิ่งจะฝึกตนบนภูเขา อายุน้อยมุทะลุ รู่วาม ดวงตามองไม่เห็นผู้หลอมลมปราณของใต้หล้า ยอมให้แค่สาม
ภูเขากับคนหนึ่งคนเท่านั้น
นักพรตเจี่ยเฉิงย่อมไม่รู ้ว่าอะไรคือ “ยอมให้แค่สามภูเขากับคน หนึ่งคน
แต่เจ้าขุนเขาอย่างเฉินผิงอันกลับรู ้ชัดเจนดี
เพียงแค่เพราะอาจารย์ซานซานจิ่วโหวเคยมีพระคุณในการ “เบี่ยงตัวหลีกทาง” ให้กับเหวยเซ่อแห่งธวัลทวีป
ดังนั้นการเดินทางไปเยือนแจกันสมบัติทวีปครั้งนี้ เหวยเซ่อจึงมี ความจริงใจอย่างมาก
เท่ากับว่าเป็ นการบอกเฉินผิงอันอย่างตรงไปตรงมาว่าเจ้าของ คนเก่าของภูเขาเฉวียนเจียวใบถงทวีปก็คือเหวยเซ่อแห่งธวัลทวีป
แต่ว่าการที่เหวยเซ่อยินดีปรากฏตัวที่ภูเขาลั่วพั่ว ส่วนใหญ่ก็เป็ น เพราะมีความเกี่ยวข้องกับอู๋ซวงเลี้ยง
เหวยเซ่อถาม “หลิวโจ้ว ในเมื่อเปิดเผยตัวตนแล้ว ต่อจากนี้เจ้า คิดว่าจะไปอยู่ที่ไหน?”
เถียนซู่เหลือบมองโหลวเหมี่ยวที่อยู่ใกล้กับเหวยเซ่อ ก่อนจะมอง เก้าอี้ว่างเปล่าตัวนั้นแล้วหลุดหัวเราะพรืด “ข้าไม่ได้มีวิธีการอย่างเจ้า แล้วก็ไม่มีความกล้าหาญอย่างสวินยวน ก็แค่เดินเล่นไปเรื่อย เหยียบ เปลือกแตงโมลื่นไถลไปถึงที่ไหนก็ที่นั่น”
บนฟ้ าเคยมีฝนดุจเมล็ดข้าวฟ่าง (อวี่ซู่)
ในสานักอวี่หลงที่ตนสร ้างขึ้นมาเองกับมือกลับใช ้นามแฝง ว่าเถียนซู่ (ข้าวฟ่ างในทุ่งนา) ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ยังหลบพ้น หายนะแห่งอาวุธสงครามครั้งนั้นมาได้ ได้สมใจปรารถนา จ าแลงขน นกบินทะยาน
หลิวโจ้วก็ดี ซ่งหงก็ช่าง หรือจะเป็ นอาจารย์เจิง คนเฒ่าคนแก่ที่ ข้ามผ่านด่านหายนะหนาชั้นบนเส้นทางของการฝึกตนพวกนี้ มักจะ ต้องมีเส้นทางหลากหลายรูปแบบ ต่างคนต่างแสวงหาความเป็ นอมตะ อย่างยากล าบาก ไม่อาจตายได้
หลิวโจ้วหันไปมองตาแหน่งว่างเปล่าตาแหน่งหนึ่งแล้วก็ทอดถอน ใจอย่างอดไม่ได้ “หากสวินยวนมีคุณสมบัติด้านการฝึกตนอย่างเจ้า ก็ดีน่ะสิ”
เหวยเซ่อส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “หากว่าเขามีคุณสมบัติในการฝึกตน เหมือนข้า ก็ไม่มีทางฉลาดขนาดนั้นแล้ว เพราะว่าไม่มีความจาเป็ น”
หลิวโจ้วกล่าว “คาพูดนี่ช่างกวนโอ๊ยจริงๆ”
เหวยเซ่อยิ้มบางๆ “คนที่เคยรู ้สึกเช่นนี้มีเยอะมากนะ”
สวินยวนกับหวานเหยียนเหล่าจิ่งคือผู้ฝึกบาเพ็ญตนที่มีลาดับ อาวุโสพอๆ กัน ตอนที่ฝ่ ายหลังเพิ่งจะมาถึงที่นี่ยังมีความขลาดกลัว อยู่หลายส่วน แต่พอขอบเขตเริ่มสูงขึ้น นิสัยใจคอก็เปลี่ยนไป
ย้อนกลับมามองสวินยวน แรกเริ่มเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมมี ชีวิตชีวา คือคนที่ในใจมีความหยิ่งทระนงอย่างมาก รอกระทั่งยิ่ง ขอบเขตสูงขึ้นกลับยิ่งเก็บประกายเฉียบคม สุดท้ายกลายมาเป็ นคนที่ แทบไม่มีเหลี่ยมมุมใดๆ
ราวกับว่าคนหนึ่งยิ่งมีชีวิตอยู่ก็ยิ่งเป็ นหนุ่ม ส่วนอีกคนยิ่งแก่ก็ยิ่ง มองโลกในแง่ร ้าย
นักพรตเฒ่าลืมตาขึ้น พูดแนะนาตัวเองว่า “ผินเต้ามีนามว่าจาง เจี้ยว ฉายา “หวงเทียน” โชคดีได้เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ ประสบการณ์ที่ผ่านๆ มาไม่มีค่าพอให้พูดถึง เป็ นสุนัขไร ้บ้านตัวหนึ่ง”
บางทีนอกจากเหวยเซ่อที่ยืนอยู่บนยอดเขามาร ้อยกว่าปี และเถียนหว่านที่ข่าวสารว่องไวแล้ว คนอีกสิบกว่าคนที่นั่งอยู่ต่างก็ไม่ รู ้ประวัติความเป็ นมาของนักพรตเฒ่าคนนี้
เถียนหว่านรู ้ว่าศิษย์พี่โจวจื่อเลื่อมใสคนผู้นี้อย่างมาก บอกว่า วิธีการของนักพรตผู้นี้อย่างน้อยที่สุดก็บุกเบิกมาตรฐานได้อีกหนึ่ง ขอบเขต
การโต้วาทีของสามลัทธิที่ร ้อยปี จะมีครั้งหนึ่ง จานวนครั้งที่ ศาลบุ๋นกับป๋ ายอวี้จิงชนะรวมกันแล้วยังได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของ… ดินแดนพุทธะสุขาวดี
ดังนั้นบัณฑิตของโลกยุคหลังจึงเกิดความคลางแคลงอย่างเลี่ยง ไม่ได้ว่าท าไม “เจ้าอาวาส” ในวัดของลัทธิพุทธถึงมีเยอะ แต่ “เจ้า
อาวาส’ ที่อยู่ในอารามเต๋ากลับมีน้อย
และคนเพียงคนเดียวที่เอาชนะการโต้วาทีสองครั้ง ติดต่อกัน” ใน ประวัติศาสตร ์ก็มีแค่คนเดียว ก็คือเหวินเซิ่ง
ทว่าก่อนการโต้วาทีของสามลัทธิ อันที่จริงใต้หล้ามืดสลัวและ ดินแดนพุทธะสุขาวดีก็เริ่มทาการโต้วาทีกันแล้ว
แต่ใต้หล้ามืดสลัวแพ้อย่างค่อนข้างน่าอนาถ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีครั้งหนึ่งที่ป๋ ายอวี้จิงกับเจ็ดระบบสืบทอดใหญ่ของใต้หล้า เต้ากวาน ทั้งหมดสิบเจ็ดคนถูกส่งตัวมาทาการโต้วาทีสิบเจ็ดครั้ง สุดท้ายกลับ พ่ายแพ้กันทุกคน
นักพรตสิบเจ็ดคนนี้จาเป็ นต้องถอดกวานเต๋า ถอดชุดเต๋า โกน ผมเป็ นพระ และภายหลังพวกเขาก็กลายมาเป็ น “สิบเจ็ดหลวงจีนอู่อู่
ภายหลังลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อของศาลบุ๋นเข้าร่วมการโต้วาทีด้วยก็ กลายเป็ นการประชันของสามลัทธิ อยู่ดีๆ จางเจี๋ยวก็โผล่มาบนโลก แม้จะบอกว่าเอาชนะได้อย่างยากล าบาก แต่จะดีจะชั่วก็ช่วยกอบกู้ ศักดิ์ศรีคืนมาให้กับใต้หล้ามืดสลัวได้ครั้งหนึ่ง
หลังจากนั้นมาอีกก็เป็ นลู่เฉินที่ชนะได้อย่างดงามมาก อีกทั้งยัง สบายๆ มาก
แล้วก็เพราะการปรากฏตัวของลู่เฉิน ถึงได้ท าให้การโต้วาทีของ สามลัทธิจาต้องตั้งกฎใหม่ข้อหนึ่ง เริ่มจากัดสถานะและขอบเขตของ คนที่จะมาเข้าร่วมการโต้วาที
ด้วยเรื่องนี้ลู่เฉินยังวิ่งไปฟ้ องอาจารย์ที่ถ้าสวรรค์เล็กเหลียนฮวา บอกว่ากฏข้อนี้พุ่งเป้ าเล่นงานตนมากเกินไป ขออาจารย์ช่วยพูดสัก ค า…
ผลคือมรรคาจารย์เต๋าตอบกลับมาว่ากฏข้อนี้เขาเป็ นคนตั้งเอง
ดังนั้นคราวก่อนที่ซิ่วไฉเฒ่าไปที่โรงเรียนในชนบทของลูกศิษย์ ตัวเองแล้วบังเอิญได้เจอกับเจ้าลัทธิลู่ที่วันๆ เอาแต่เดินเล่นอย่างส่ง เดชผู้นั้น นั่งลงบนโต๊ะสุรา เปิดอกพูดคุยกันด้วยความจริงใจกับฝ่ าย หลัง บอกว่าเกียรติยศจากการชนะติดต่อกันซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นี้ของตน เดิมที่ควรเป็ นของเจ้าลัทธิลู่ เจ้าลัทธิลู่ก็พร่าพูดว่าที่ไหน กัน ที่ไหนกัน มิกล้า มิกล้า ซิ่วไฉเฒ่ามีแววตาจริงใจ พูดว่ากล้าสิ กล้าสิ ที่นี่ไง ที่นี่ไง…
หลังจากนั้นคงเป็ นเพราะดื่มเหล้าอย่างมีความสุข ซิ่วไฉเฒ่าถึง ได้ลากตัวเจ้าลัทธิลู่มาจะต้องโต้เถียงกันให้จงได้ ฝึ กปรือฝี มือสัก หน่อย หากไม่ได้จริงๆ เจ้าก็สามารถยอมแพ้ครึ่งหนึ่งได้
สมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมต่างก็มีพื้นที่อิทธิพลเป็ นของตัวเอง นอกจากทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางแล้ว โดยทั่วไปหนึ่งทวีปจะมีมาก สุดก็สองคน ยกตัวอย่างเช่นอุตรกุรุทวีปและบุรพแจกันสมบัติทวีปที่ ต่างก็มีแค่โหลวเหมี่ยวกับเถียนหว่าน
รอกระทั่งทุกคนต่างก็เผยร่างจริง คิดไม่ถึงว่าจะยังมีอยู่หลายคน
ที่เป็ นคนแปลกหน้า
ยกตัวอย่างเช่นเจ้าบ้านที่เปิดเผยภายนอกของศาลบรรพจารย์ แห่งนี้ คนที่ทุกครั้งรับผิดชอบจุดธูปและควบคุมการประชุม เซียนเห รินจากต้าหลงชิว สถานะก็ท าให้คนมึนงงมาโดยตลอด
อาจารย์ของหลินไต้จื่อเจ้าขุนเขาคนก่อนของเสี่ยวหลงชิวเคย เล่นหมากล้อมไม่จบกระดานกับหันอวี้ซู่แห่งส านักว่านเหยาใต้ต้นสน โบราณบนยอดเขา ผู้ฝึกตนรุ่นหลังไม่เคยมีใครที่สามารถวางหมาก เพื่อทาลายสถานการณ์บนกระดานหมากได้เสียที
นี่คือเรื่องน่าสนใจบนภูเขาที่ผู้คนของใบถงทวีปพากันพูดถึง
กระทั่งอิ่นกวานหนุ่มไปเป็ นแขกที่เสี่ยวหลงชิว วางหมากลงไป สองเม็ด ใช ้ใหม่เปลี่ยนเก่า ในที่สุดก็กลายเป็ นสถานการณ์ที่แน่ชัด
“เป็ นหมากล้อมที่วางได้ดีจริงๆ ไม่เสียแรงที่เป็ นศิษย์น้องของซิ่ว หู่”
“ซ่งหง เจ้าไม่กลัวว่าจะถูกสาวเบาะแสมาเจอหรือ? ว่ากันว่าอิ่น กวานผู้นั้นเป็ นคนขี้ระแวงมาก อย่าให้พวกเราถูกเล่นงานไปพร ้อม กันหมดนี่ล่ะ”
“ต่อให้ไม่ขึ้นเขามาตี แค่ไปฟ้ องศาลบุ๋นก็มากพอจะให้พวกเรา ต้องเจ็บหนักแล้วหรือไม่?”
“พวกเราไม่ใช่โจรชั่วขุนนางร ้ายที่วางแผนคิดจะช่วงชิงบัลลังก ์ อะไรเสียหน่อย ต่อให้สถานะถูกเปิดเผยออกไปก็อย่าว่าแต่กลายเป็ น โจรเลย ต้องกลายเป็ นขุนนางผู้มีคุณูปการถึงจะถูกไม่ใช่หรือ?”
ในที่สุดซ่งหงก็เปิดปากพูด “มีซือถูเมิ่งจิงอยู่ด้วย ไม่น่าเป็ นไปได้ ที่เขาจะสงสัยมาถึงหัวของต้าหลงชิวพวกเรา ถอยไปพูดหนึ่งก้าว ต่อ ให้เขาพอจะเดาได้ ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ แล้วจะท าอะไรข้าได้?”
อยู่ดีๆ เถียนหว่านก็เอ่ยขึ้นมาว่า “เว้นเสียจากมีคนที่คอย ประสานในนอกอยู่กับเฉินผิงอัน”
ลั่วซานงอนิ้ว ถูเล็บมือที่เป็ นสีแดงสดนั้น แล้วก็ไม่มองเถียนห ว่าน อยู่ดีๆ ก็โพล่งประโยคเย้ยหยันออกมาว่า “ขออย่าให้เป็ นโจรร ้อง จับโจรก็พอ”
สีหน้าของเถียนหว่านพลันเย็นชาราวกับน้าค้างแข็ง
ซ่งหงยิ้มเอ่ย “แล้วนับประสาอะไรกับที่มีหลักฐานแล้วอย่างไร หรือว่าจะสามารถพิสูจน์อะไรอย่างนั้นหรือ?”
ลู่ซวีตบที่เท้าแขนเก้าอี้ หัวเราะเสียงดังลั่น “พูดได้ดี ภายใต้ โอกาสที่ประเหมาะพอดีเจ้าคนที่จู่ๆ ก็มีชื่อเสียงเลื่องลือร่ารวยสูงศักดิ์ ขึ้นมา ยื่นมือมาได้ยาวมากแล้วล่ะ แจกันสมบัติทวีป ก าแพงเมือง ปราณกระบี่ ทุกวันนี้ยังรวมถึงใบถงทวีปด้วย ควบคุมฟ้ าควบคุมดิน หากไม่ได้ตั้งใจวางแผนมานานเพื่อสร ้างชื่อเสียงอยู่ในภูเขา ก็ออก จากบ้านไปอวดอ้างคุณความชอบไปทั่ว คิดว่าตัวเองเป็ นใครกัน?”
ลั่วซานยิ้มตาหยี “ทาไมถึงไม่พูดไปเลยล่ะว่ายามที่ไร ้วีรบุรุษ เด็ก น้อยเหลือขอก็มีชื่อเสียงได้?”
ลู่ซวีแค่นเสียงเย็นชา
ไม่คิดจะถือสาคนมุทะลุอย่างพวกผู้ฝึกกระบี่หรอกนะ
นับตั้งแต่ที่บรรพจารย์ของต้าหลงชิวแห่งแผ่นดินกลางเปิดภูเขา มา ควันธูปก็สืบเนื่องยาวนานมานานสามพันปี
จวนอวิ๋นซิ่วแห่งต้าหลงชิวคือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในภูเขาของ หลงหรานเซียนจวินซือถูเมิ่งจิง
ภายนอกมีเซียนเหรินสองคน หยกดิบหนึ่งคน แต่สานักเบื้องบน รวมถึงสานักเบื้องล่างต้าเสี่ยวหลงชิวไม่เคยมีขอบเขตหยกดิบใหม่ ปรากฏตัวมาสองร้อยกว่าปีแล้ว
ขอบเขตหยกดิบเพียงหนึ่งเดียวคือบรรพจารย์ผู้คุมกฏของต้า หลงชิวที่มีฉายาว่า “เสวียนจง” คือศิษย์น้องของเจ้าสานักและของซือ ถูเมิ่งจิง ขณะเดียวกันก่อกาเนิดแทบทุกคนที่ล้วนเป็ นบุคคลซึ่งชั่ว
ชีวิตนี้มีความหวังเลือนรางมากในการจะเลื่อนเป็ นห้าขอบเขตบนต่าง ก็ตกอยู่ในสภาพการณ์ที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง
อันที่จริงไม่จาเป็ นต้องมีความกังวลนี้เลย เพราะซ่งหงที่เป็ นผู้ ควบคุมการประชุมมานานหลายปีได้เป็ นเซียนเหรินมานานแล้ว