กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1130.3 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (สิบ)
ตัวนชิงเฉินขมวดคิ้วถาม “คงไม่ใช่ว่าจะเป็ นเฝ่ยหรานหรอกนะ?”
หนิงเหยากับเฝ่ ยหราน ผู้ฝึ กกระบี่รุ่นเยาว์สองคนนี้ต่างก็เป็ น บุคคลอันดับหนึ่งสมชื่ออย่างแท้จริง
ตามหลักแล้วพวกเขามีโอกาสมากจริงๆ ได้เปรียบยิ่งกว่าใคร ทั้งนั้น
เซียนเหรินชงเชี่ยนถามเสียงหนัก “ผู้ฝึกกระบี่เฝ่ ยหรานกลาย เป็ นผู้ครองเปลี่ยวร ้างคือลางบอกเหตุอย่างหนึ่งใช่หรือไม่? ถือเป็ น การวางแผนระยะยาวอย่างหนึ่งของโจวมี่?”
หากเป็ นเช่นนี้จริง วันนี้พวกเขาก็ควรวางแผนกันแต่เนิ่นๆ แล้ว หรือไม่?
ได้ยินมาว่าเฝ่ ยหรานคือตัวประหลาดของเผ่าปีศาจ เขาชื่นชม เลื่อมใสในวิชาความรู ้ของหลี่เซิ่งอย่างยิ่ง
โจวจื่อกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ข้าเคยเจอเฝ่ ยหรานมานานแล้ว เขาไม่ได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงฟ้ าดิน อย่างมากก็แค่มีความคิด ที่จะซ่อมแซมและแก้ไขให้สมบูรณ์แบบเท่านั้น”
ทว่าเหวยเซ่อกลับไม่กล้าปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ ซักถามว่า “ถึงอย่างไรเวลาก็ผ่านมาแล้ว ขอบเขตต่างกัน สถานะมีการ เปลี่ยนแปลง เฝ่ยหรานจะไม่เปลี่ยนใจเลยหรือ?”
โจวจื่อเหมือนจะตอบไม่ตรงคาถาม “เจ้าวางใจได้เลย เฝ่ ยหราน ต้องไม่ใช่ร่างแยกของโจวมี่แน่นอน หาไม่แล้วเฝ่ยหรานก็ไม่มีทางผูก
| สมัครเป็ นคู่บ าเพ็ญเพียรกับกุ่ยเค่อได้” เหวยเซ่อคลี่ยิ้ม แล้วก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก |
อวิ๋นเหมี่ยวฟังด้วยความอกสั่นขวัญผวา การประชุมในอดีต ดู เหมือนว่าจะไม่คุยเรื่องพวกนี้นี่นา
ทาไมฟังจากน้าเสียงของพวกโจวจื่อแล้ว ดูเหมือนว่าขอแค่เฝ่ ย หรานมีความคิดเช่นนี้วันนี้ก็จะเสนอแผนการ พรุ่งนี้ก็จะลงมือกับเฝ่ ย หรานทันทีเลยล่ะ?
เหวยเซ่อกล่าว “ต้องระวังอู๋หมิงซื่อของเปลี่ยวร ้าง”
โจวจื่อพยักหน้า “เขาอาพรางตัวอย่างลึกล้าจริงๆ ป๋ ายเจ๋อจะ ปลุกคนผู้นี้ให้ตื่นขึ้นมาหรือไม่ ก่อนหน้านี้คาดว่าก็น่าจะมีความลังเล ใจอยู่เหมือนกัน”
ตู้ซานอินพลันถามว่า “ได้ยินมาว่าบรรพจารย์สามลัทธิเดินทาง ไปเยือนใต้หล้าแห่งอื่นคล้ายกับเป็ นการแวะเวียนไปเยี่ยมกันตามบ้าน จะถูก “ปณิธานฟ้ าและปราณดิน” ของบ้านอื่นสยบการาบไว้ ค่อนข้างมาก ดังนั้นในระดับใหญ่แล้วจึงต้องเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตา
ตามคอยปฏิบัติตามกฎของผู้อื่นอย่างระมัดระวัง หาไม่แล้วขอบเขต สิบห้าสองคน ต่อให้ไม่ได้เจอหน้ากัน ปราณแห่งมรรคาก็จะยังกระทบ กันได้อยู่ดี จะถูกบีบให้เกิดการช่วงชิงบนมหามรรคา มีเพียงใต้หล้า เปลี่ยวร ้างเท่านั้นที่แตกต่างจากที่อื่น รากฐานมหามรรคาไม่ เหมือนกับสามลัทธิเลย ถ้าอย่างนั้นข้าสามารถเข้าใจได้หรือไม่ว่า หากมีผู้หลอมลมปราณของเปลี่ยวร ้างเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบห้าได้ ก่อน ใต้หล้าทั้งหลายในโลกมนุษย์ก็จะผสานรวมกัน? ไม่ว่าใครก็ ขัดขวางไม่ได้?”
โจวจื่อพยักหน้า “สามารถพูดแบบนี้ได้”
จางเจี่ยวลูบหนวดยิ้ม หรี่ตาถาม “ช่างเป็ นความรู ้ที่กว้างขวางนัก ลูกชายบ้านไหนกัน?”
เหวยเซ่อยิ้มอธิบาย “เขาคือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของผู้ฝึกกระบี่หาว ซู่ สิงกวานรุ่นก่อนของกาแพงเมืองปราณกระบี่”
จางเจี่ยวพยักหน้า “ชื่อเสียงยิ่งใหญ่ของหาวซู่ ผินเต้าอยู่ที่ดิน แดนพุทธะสุขาวดีก็ยังเคยได้ยินมาก่อน”
บรรพจารย์สามลัทธิผสานมรรคาอยู่ในใต้หล้าของตัวเอง ทว่า หมื่นปีที่ผ่านมาแทบไม่เคยเผยหน้าอยู่ในบ้านของตัวเอง แน่นอนว่า ยิ่งไม่มีทางแวะเวียนไปเยี่ยมหากัน
นี่ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใต้หล้าถูกชักนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ยกตัวอย่างเช่นมรรคาจารย์เต๋า ดูเหมือนว่าจะเปิดเผยร่องรอย ใช ้รูปลักษณ์ของนักพรตเด็กหนุ่มขี่วัวดา เดินทางไปเยือนแค่ใต้หล้า เปลี่ยวร ้างแห่งเดียวเท่านั้น
ในสายตาของผู้ฝึ กตนใหญ่บางคนของโลกยุคหลังแล้ว การ กระทาเช่นนี้ของมรรคาจารย์เต๋าค่อนข้างจะรังแกคนอื่น
แล้วก็เพราะเหตุนี้ สามใต้หล้าที่มีขงจื๊อ พุทธ เต๋าอยู่ถึงได้ ปลอดภัยไร ้ปัญหา สามารรักษาสภาวะที่เพื่อนบ้านปรองดองกันใน ภาพรวมได้
หากมองใต้หล้าสี่แห่งเป็ นสี่ครอบครัว ถ้าอย่างนั้นแต่ละ ครอบครัวก็มีขนบธรรมเนียมของตัวเอง
ใต้หล้าไพศาลเลื่อมใสลัทธิขงจื้อ แต่ศาลบุ๋นกลับไม่ได้ปลดร ้อย สานักทิ้ง แต่ก็กลัวว่าบนเส้นทางจะมีแต่นักปราชญ์คร่าครีเคร่ง ศีลธรรมจอมปลอมที่คิดว่าตัวเองไม่มีใจเห็นแก่ตัวยึดครองแก่น สาคัญไว้คนเดียว ชอบใช ้เหตุผลฆ่าคนกับทุกเรื่องราว ถามใจตัวเอง แล้วไม่ละอาย เข้มงวดกับใต้หล้า
กลัวว่ากฎระเบียบจะคร่าครีเกินไป ทาให้ทุกคนขยับเขยื้อนไม่ได้ ดังนั้นหากไม่ถึงที่สุดจริงๆ หลี่เซิ่งจะไม่มีทางข้ามก้าวนั้นออกไป เด็ดขาด สภาพการณ์ของเขาก็น่าจะคล้ายคลึงกับป๋ ายเจ๋อ
มิน่าเล่าพวกเขาถึงเป็ นเพื่อนรักกัน
ทางฝั่งของใต้หล้ามืดสลัว เพราะพิถีพิถันในเรื่องหยินหยาง ส่งเสริมกันและกัน เป็ นเหตุให้ผู้ฝึกตนใหญ่หญิงที่ยืนอยู่บนยอดเขามี จานวนมากที่สุด
มรรคาจารย์เต๋าวางตัวอยู่เหนือเรื่องราว เลือกให้ลูกศิษย์เจ้าลัทธิ ทั้งสามคนผลัดกันดูแลใต้หล้าหนึ่งร ้อยปี ก็คือการเลือกที่เป็ นดั่งคา กล่าวว่าน้าไหลไม่เน่าเสีย บานพับประตูที่ขยับหมุนอยู่เสมอ ย่อมไม่ ถูกมอดกัดกิน
โลกมนุษย์เคยมีหายนะแห่งฟ้ าดินที่เปี่ ยมล้นไปด้วยปัจจัยที่ เปลี่ยนผันได้อยู่สามครั้ง
หนึ่งคือบรรพบุรุษใหญ่แห่งเปลี่ยวร ้างแอบหล่อหลอมหอบิน ทะยานแห่งหนึ่งให้กลายเป็ นภูเขาทัวเยว่ พยายามที่จะเชื่อมโยง แผ่นดินกับสรวงสวรรค์เข้าด้วยกันอีกครั้ง ทาไปตามลาดับขั้นตอน เชื่อมโยงกับโลกมืด ช่วยผู้ฝึ กลมปราณเผ่าปี ศาจกับวิญญาณ วีรบุรุษบางส่วนที่รบตายไปในศึกเดินขึ้นสวรรค์ รับพวกเขามาเป็ น ลูกน้องใต้อาณัติ จากนั้นสร ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา สร ้างสรวงสวรรค์ ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
สองคือปีศาจใหญ่ชูเซิงสร ้างตาหนักอิงหลิง ชี้นาเส้นทางเส้น หนึ่งที่สุดโต่งยิ่งกว่า อีกทั้งยังสามารถก้าวเดินไปได้จริงให้กับใต้หล้า เปลี่ยวร ้าง ลดทอนสรรพชีวิตให้อ่อนกาลังลงแต่สร ้างความแข็งแกร่ง ให้กับปีศาจใหญ่เพียงหยิบมือ
หายนะครั้งสุดท้าย แน่นอนว่าคือเจี่ยเซิงแห่งไพศาลที่ผิดหวัง อย่างถึงที่สุดกลายไปเป็ นมหาสมุทรความรู ้โจวมี่แห่งใต้หล้าเปลี่ยว ร ้าง แอบกินปีศาจใหญ่ไปกลุ่มหนึ่ง ทาให้ใต้หล้าผ่ายผอม เพื่อขุน ตัวเองให้อ้วนพี
ในเมื่อไม่อาจฮุบกลืนไพศาลได้ในคราวเดียว โจวมี่ที่อาศัย โอกาสกินแล้วกินอีกได้แต่เดินขึ้นสวรรค์จากไป เปลี่ยนสนามรบแห่ง ใหม่
นี่ได้สร ้างภัยแฝงมหาศาลไว้ให้กับใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง หากไม่เป็ น เพราะป๋ ายเจ๋อหวนกลับมายังเปลี่ยวร ้าง ปลุกปีศาจใหญ่บรรพกาลที่ นอนหลับไปนานหมื่นปีกลุ่มนั้นให้ตื่นขึ้นมาบวกกับที่วิธีการผสาน มรรคาที่แปลกประหลาดของตัวป๋ ายเจ๋อเอง ท าให้ผู้ฝึกตนขอบเขต สิบสี่ทุกคนต้องหวาดกลัวเขาเป็ นทบทวี ถ้าอย่างนั้นในเปลี่ยวร ้าง ใหม่ เนื่องจากขาดกองกาลังการสู้รบชั้นสูง ก็จะทาให้การบุกโจมตี เปลี่ยวร ้างของไพศาลเปลี่ยนมาเป็ นบุกไปที่ใดที่นั่นก็พังราบเป็ นหน้า กลอง แพ้ชนะไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น
หายนะครั้งแรก เป็ นผู้ฝึกกระบี่สามคนที่ช่วยคลี่ลาย
ครั้งที่สอง มรรคาจารย์เต๋าออกหน้าด้วยตัวเอง สยบการาบด้วย มือเดียว
ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่บนภูเขาในรุ่นหลังจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ ลึกซึ้งนัก
ครั้งที่สามนั้นทาให้ทั้งสองใต้หล้าต่างก็ต้องเจ็บปวด
หวนนึกถึงอดีต ผู้ฝึกกระบี่สามคนจับมือกันออกไปจากกาแพง เมืองปราณกระบี่ มุ่งหน้าไปยังภูเขาทัวเยว่
มีคนถามว่า “ในเมื่อมีความไม่พอใจมากขนาดนี้ ทาไมถึงยัง ยอมตามมา?”
มีคนตอบ “ข้าไม่ได้ช่วยบัณฑิตกลุ่มนั้น ถึงขั้นที่ว่าไม่ได้ช่วยเจ้า เฉินชิงตู ข้าแค่รู้สึกว่าสหายเก่าที่ตายไปแล้วพวกนี้ต้องไม่ยินดีจะถูก บีบให้ต้องเป็ นลูกน้องรับใช้ใคร
ส่วนผู้ฝึ กกระบี่ที่เงียบงันอยู่ตลอดผู้นั้น ในนาทีที่เขาสามารถ มองเห็นภูเขาทั่วเยว่อยู่ไกลๆ ในที่สุดเขาก็เปิ ดปากพูดพึมพากับ ตัวเองว่า “บนเส้นทางของการฝึกตนถูกพวกเจ้าทุกคนปกป้ องมา โดยตลอด ก็ควรถึงเวลาที่ข้าต้องปกป้ องโลกมนุษย์บ้างแล้ว กว่าจะมี โลกมนุษย์ใบนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย จะปล่อยให้เดินกลับไปทางเก่าไม่ได้
พวกเขาก็คือเฉินชิงตู หลงจวิน กวนจ้าว
กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของแต่ละคนมีชื่อว่าฝูผิง (จอกแหน ล่องลอย) ต้าซวีเซียนจ่ง (ซากปรักสุสานเซียน) กวางอินฉางเหอ (แม่น้ายาวแห่งกาลเวลา)
อาจารย์เจิงยิ้มถาม “อาจารย์โจวตกหล่นใครไปหรือไม่?”
ทุกคนที่นั่งกันอยู่กระจ่างแจ้งในทันใด บรรยากาศก็เปลี่ยนมา เป็ นแปลกประหลาดทันที
โจวจื่อยิ้มถาม “ข้าหรือ?”
เขาส่ายหน้า เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “คนที่ภาคภูมิใจว่าตัวเองเป็ น คนตากแหปะชุนแหไหนเลยจะเป็ นปลาที่หลุดลอดแหไปได้ในเวลา เดียวกัน”
ตอนนั้นร่วมมือกับหลี่เซิ่งเดินทางไกลไปนอกฟ้ าด้วยกัน โจวจื่อ ได้น าดินไปด้วยห้าถุงพร ้อมกับใช ้ยันต์ของอาจารย์ชานซานจิ่วโหว สุดท้ายก็ปูเส้นทางกลับคืนสู่สวรรค์ห้าเส้นที่ทอดยาวจนมิอาจ ค านวณระยะทางได้ส าเร็จ
เป็ นเหตุให้ตอนที่ใช ้ดินห้าสีของโจวจื่อหมด ก็คือปลายทางของ การไล่ฆ่าในครั้งนั้นพวกหลี่เซิ่งจ าต้องหมุนตัวกลับไปทางเดิม
เพียงแต่ว่าคนที่นั่งกันอยู่ก็มีคนที่เกิดความคิดบางอย่าง ปลาที่ หลุดลอดจากแหมากลิ่นเรือ หากโจวจื่อเป็ นเช่นนั้น จะไม่ดียิ่งกว่านี้ หรอกหรือ?
และใน “ห้องที่อยู่ติดกัน” ก็มีศาลบรรพจารย์อยู่อีกแห่งหนึ่ง คน ที่นั่งอยู่ล้วนเป็ นตัวสารอง จานวนคนตอนนี้ยังไม่ถึงสิบห้าคน
หนึ่งในนั้นก็มีเส้าเปิ่นชูแห่งหลิวเสียทวีป สวีเซวี่ยนแห่งอุตรกุรุ ทวีป ซูเจี๊ยแห่งยอดเขาจูอวี๋ภูเขาตะวันเที่ยง ไหวเฉียนแห่งทวีปแดน
เทพแผ่นดินกลาง และยังมีต้นกล้าเพียงหนึ่งเดียวของส านักฝูจีใบถง ทวีป เป็ นต้น
มีผู้ฝึกตนหนุ่มคนหนึ่งที่เป็ นลูกจ้างร ้านอยู่ในร ้านเหล้าหวงเหลี ยงของภูเขาห้อยหัวมีชื่อว่าสวี่เจี่ย
และยังมีอีกหลายคนที่มาจากใต้หล้าแห่งอื่น ยกตัวอย่างเช่นบุรุษ วัยกลางคนสวมเสื้อเกราะต้าซวง สองมือค้าไว้บนดาบ กาลังงีบหลับ บ้านเกิดคือฝูเหยาทวีป ทุกวันนี้ร่างจริงอยู่ที่ใต้หล้าห้าสี ยังคงเป็ น ฮ่องเต้ต่อไป
มีนักพรตพเนจรฉายาว่าเจิ้งสิง เขากาลังคุยเล่นอยู่กับผู้ฝึกตน ของทักษินาตยทวีปคนหนึ่งที่ชอบตกปลา
เดิมทีต่างคนต่างก็คุยเรื่องของตัวเองกันไป แต่ไม่นานเนื่องจาก หัวข้อสนทนาของคนบางคนก็ท าให้ทุกคนต้องเข้าร่วมด้วย ต่างคน ต่างยึดมั่นในความเห็นของตัวเอง
มีคนบอกว่าแค่ผู้ฝึกกระบี่สองคนก็สามารถบุกลึกเข้าไปในพื้นที่ ใจกลางของเปลี่ยวร ้างได้อย่างก าเริบเสิบสาน ตัดแบ่งฟ้ าดิน เผ่า ปีศาจไม่ได้ความถึงเพียงนี้ สงครามในทุกวันนี้ยังจะต่อสู้กันอย่างไร ได้อีก รีบยอมแพ้โดยเร็วจะดีกว่า
สวี่เจี่ยได้ยินคากล่าวนี้ก็ไม่พอใจทันใด บอกว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้ ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยานทั่วไปเสียหน่อย
แม้จะบอกว่าอาเหลียงติดเงินที่ร ้านของตนไว้เยอะมาก อีกทั้งยัง ทรยศต่อความลุ่มหลงที่คุณหนูบ้านตนมีให้เขา ทว่าในเรื่องนี้สวี่เจี่ย ก็ยังต้องพูดจาเป็ นธรรมแทนเจ้าหมอนั่นสักหน่อย
เพียงไม่นานก็มีคนพูดคล้อยตามความเห็นของสวี่เจี่ย แล้วยัง เอ่ยเสริมมาอีกประโยคด้วยว่า คนบางคนที่ได้หวนกลับไปยังเปลี่ยว ร ้าง เขากับปีศาจใหญ่บรรพกาลกลุ่มนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่เคยเข้า ร่วมการล้อมฆ่าครั้งนั้น
นักพรตหนุ่มที่มีชื่อว่าหวังอูยิ้มเอ่ยตามมาว่า หากเสี่ยวเต้าไม่ได้ ค านวณผิดล่ะก็ระหว่างที่พวกเขาตกอยู่ในวงล้อม ก็น่าจะเลื่อนเป็ น ขอบเขตสิบสี่กันทั้งคู่แล้ว
บุรุษที่เอาสองมือวางค้าดาบ สวมเสื้อเกราะต้าซวงลืมตาขึ้น ถาม ว่า “เมื่อเป็ นเช่นนี้สัตว์เดรัจฉานของเปลี่ยวร ้างกลุ่มนั้นจะยังต่อสู้ อย่างไรได้อีก? บาดเจ็บสาหัสหรือ? ค านวณได้หรือไม่ ตายไปกี่ คน?”
นักพรตหวังอูถอนหายใจ กล่าว “ไม่รู้ว่าเหตุใด เผ่าปีศาจแห่ง เปลี่ยวร ้างที่เข้าร่วมการล้อมสังหาร แม้กระทั่งเซียนกระบี่จางลู่ที่ ทรยศออกจากกาแพงเมืองปราณกระบี่เอง สรุปก็คือไม่มีคนตายสัก คนเดียว”
อีกฝั่งหนึ่ง จางเจี่ยวเอ่ยว่า “ตอนนี้เริ่มพูดคุยเรื่องที่สองได้แล้ว มี ใครยินดีจะเข้าร่วมความวุ่นวายของมืดสลัวครั้งนี้บ้าง?”
เหวยเซ่อคล้ายจะไม่ประหลาดใจกับเรื่องนี้เลย เขายิ้มเอ่ยว่า “ต้องให้คนเลือกฝั่งหนึ่งกันก่อนกระมัง”
โจวจื่อกล่าว “แน่นอน จะเลือกทั้งสองฝั่งก็ยังได้”
ใบถงทวีป ท่าเรืออวี๋หลิน แสงจันทร ์นวลไหลพร่างดุจสายนที
บนเรือข้ามฟากถงอิน โต๊ะเหล้าหนึ่งตัว คนที่บ้านเกิดแตกต่าง กันกลับมารวมตัวอยู่ด้วยกัน
เฉินผิงอันเพียงแค่ดื่มจนเริ่มกริ่มๆ เท่านั้น ทว่าเฝิงเซวี่ยเทากลับ โดนชุยตงซานยุให้ดื่มอยู่ตลอด เห็นได้ชัดว่าดื่มจนเมาแล้ว เวลา พูดจาจึงเริ่มควบคุมปากไม่อยู่ บอกว่าหลิวจอี้เป่ ากับเหวยเซ่อก็คือ เศษสวะสองตัว ต่างก็แย่งค าว่าอุตรกลับมาไม่ได้ ใบหน้าเฉินผิงอัน ประดับยิ้มน้อยๆ จะไม่ต่อคาเด็ดขาด เผยเฉียนมีสีหน้าประหลาด เพราะถึงอย่างไรบุญคุณความแค้นส่วนตัวสองเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันไปถึง ลูกพี่ใหญ่ของสองสายขาวดาบางท่านของอุตรกุรุทวีป และเจินเหริน ผู้เฒ่าท่านนี้ก็บังเอิญมีความสัมพันธ ์กับภูเขาลั่วพั่วบ้านตนพอดี ชุย ตงซานไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เขาส่งเสียงเรอเพราะฤทธิ์สุราแสร ้งทาท่า เจ็บแค้นเดือดดาล บอกว่านั่นสิ นั่นสิ ควรให้ผู้อาวุโสชิงมี่ที่เป็ นยอด ฝีมือใจกล้ามาเป็ นคนออกหน้าเชื่อมความสัมพันธ ์ โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งต้องทวงความยุติธรรมให้กับยอดเขาพาตี้ของอุตรกุรุทวีป…
และเวลานี้เอง เฝิ งเซวี่ยเทารู ้สึกเพียงว่าสันหลังเย็นวาบๆ และ เพียงไม่นานก็มีมือข้างหนึ่งกดลงบนหัวของตน ตามมาด้วยเสียงพูด
กลั้วหัวเราะ “เชิญพูดโง่ๆ ได้ตามสบาย แย่งไม่แย่งอะไร คาพูดนี้ กล่าวได้ทาลายความปรองดองยิ่งนัก ผินเต้าตบะน้อยนิด เป็ นคนไร ้ ความสาคัญคาพูดก็ไม่มีน้าหนัก เดินอยู่บนถนนเจอกับเทพเจ้าแห่ง โชคลาภหลิวและเหวยเซ่อก็ไม่เคยกล้าแม้แต่จะผายลมสักครั้ง มาๆๆ ผินเต้าจะขออภัยเจ้าก็แล้วกัน จะดื่มลงโทษตัวเองสักหลายๆ จอก…”
เฝิงเซวี่ยเทาหดคอ เงียบกริบเป็ นจักจั่นในหน้าหนาว
ชุยตงซานเห็นท่าไม่ดี คิดจะเผ่นหนีเพื่อความปลอดภัย ผลคือ เพิ่งจะลุกขึ้นยืนก็ต้องตัวแข็งอยู่ที่เดิม
เจินเหรินผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้มบางๆ “คิดหนีรี? อีแล้วไม่ยอมเช็ด กันใช่ไหม?”
นอกจากฮว่อหลงเจินเหรินที่วางมือบนหัวของเฝิงเซวี่ยเทาก่อน แล้วค่อยร่ายเวทกักตัวชุยตงซานแล้ว เวลานี้บนเรือยังมีนักพรต สะพายกระบี่เครายาวท่วงท่าสง่างามอีกคนหนึ่งเผยกาย
ก็คือฉุนหยางหลวี่เหยียน
เฉินผิงอันเข้าใจได้ทันใด เขาลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปยังจุดอื่นกับ นักพรตหลวี่เหยียนฝ่ ายหลังใช ้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “ผินเต้าเลือก สถานที่ที่จะขัดเกลาจิตแห่งมรรคาได้แล้ว จะออกเดินทางในทันที เจ้า ไม่ต้องรีบร ้อน รอให้วันไหนว่างจริงๆ แล้วค่อยไปช่วยปกป้ องมรรคาที่ นั่น รบกวนให้ต้องเหน็ดเหนื่อยแล้ว”
เฉินผิงอันถามอย่างประหลาดใจ “ที่ไหน?”
หลวี่เหยียนกล่าว “หนึ่งในสองของโลกมนุษย์ จุดเชื่อมโยง ระหว่างถ้าสวรรค์กับพื้นที่มงคล”
ใต้หล้าห้าแห่งในทุกวันนี้ นอกจากถ้าสวรรค์เหลียนฮวากับพื้นที่ มงคลดอกบัวที่ถ้าสวรรค์กับพื้นที่มงคลเชื่อมโยงถึงกันแล้ว อันที่จริง ยังมีอีกสถานที่หนึ่ง
เฉินผิงอันพยักหน้า การเลือกนี้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ แต่ ก็สมเหตุสมผล
หลวี่เหยียนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเตือนว่า “กฎระเบียบของที่ นั่นเข้มงวด เจ้าขุนเขาเฉินอาจต้องลืมอดีตไปชั่วคราวเหมือนอย่าง ผินเต้า”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “นี่ไม่มีอะไรให้ต้องลาบากใจ ก็แค่เข้าเมือง ตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามเท่านั้น”