กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1130.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (สิบ)
ใบหน้าของลู่ซวีเต็มไปด้วยความตกตะลึง “เรือสองล าชนกัน? ความเคลื่อนไหวรุนแรงขนาดนี้ทาไมพวกเราถึงสัมผัสไม่ได้เลยสัก นิด?”
จางเจี่ยวชี้ไปที่ฟ้ า ยิ้มเอ่ยว่า “คนบนโลกล้วนรู ้ว่าโจวจื่อพูดถึง ฟ้ า สกุลลู่พูดถึงดิน แต่หากผินเต้าจาไม่ผิดล่ะก็ นอกจากที่ตระกูล สกุลลู่จะมีหอซือเทียนแล้ว ยังสามารถร่วมมือกับหน่วยจือหลันที่ รับผิดชอบตรวจสอบสภาพพื้นดินได้อีกด้วย นอกจากนี้สหายหวงอวี๋ ก็ยังเป็ นคนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจในกลุ่มของเหล่าเฉินซือแห่งกองหอ
สวรรค์ไม่ใช่หรือ?”
เห็นได้ชัดว่านักพรตเฒ่าสาดเกลือลงบนบาดแผลของลู่ซวี เพราะหอสวรรค์ที่ตระกูลสกุลลู่ใช้ท านายภาพเหตุการณ์บนท้องฟ้ า ได้พังถล่มลงมาแล้ว
ลู่ซวียิ้มขลาด ไม่กล้าโต้เถียงนักพรตเฒ่าผู้นี้แม้แต่ครึ่งคา
ไม่ใช่ว่าผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ที่นั่งกันอยู่ที่นี่วันนี้มีค่อนข้างเยอะ แล้วจะไม่เห็นขอบเขตสิบสี่อยู่ในสายตา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งลู่ซวียังรู ้เรื่องลับบนยอดเขาเรื่องหนึ่ง สิบสี่เก่า ของใต้หล้ามืดสลัวไม่ได้มีกฎระเบียบเหมือนไพศาลบ้านตน มักจะมี คนลงมือขัดขวางการ “เลื่อนขั้นของคนในรุ่นเดียวกัน” อยู่เสมอ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ป๋ ายอวี้จิงไม่ได้ควบคุมในทุกครั้ง เคยมีผู้ฝึกตนใหญ่ คนหนึ่งที่เดินครึ่งก้าวเข้าไปในขอบเขตสิบสี่แล้ว ผลคือกลับต้อง ขอบเขตถดถอยมาเป็ นเซียนเหริน เขาเจ็บแค้นอย่างถึงที่สุด ถึงกับ ไปลั่นกลองสวรรค์ฟ้ องเจ้าลัทธิท่านหนึ่งของป๋ ายอวี้จิง หวังทวงความ ยุติธรรม น่าเสียดายที่ผลลัพธ ์ก็คือไม่มีผลลัพธ ์
ลู่เฉินที่รับผิดชอบกิจธุระของใต้หล้าเป็ นเวลาหนึ่งร ้อยปีไม่สนใจ อะไรเลยสักนิด
เดิมเถียนหว่านอยากพูดเยาะเย้ยซ้าเติมอีกฝ่ ายสักสองสามระ โยค แต่กลับเห็นว่าศิษย์พี่เหลือบตามามองตน นางจึงรีบกลืนคาพูด ที่มารออยู่ตรงปากกลับลงท้องไปทันที
นักพรตเฒ่าลูบหนวดยิ้มเอ่ย “สหายลู่เสินคู่ควรกับคาเรียกขาน ที่ว่ามีพรสวรรค์และฉลาดหลักแหลมแต่เยาว์วัยจริงๆ”
เมื่อหลายปี ก่อนเคยได้เห็นลู่เสินใช ้รูปลักษณ์ของจิตหยิน เดินทางไปเที่ยวเยือนดินแดนพุทธะสขาวดีอย่างลับๆ
ลู่เสินเจ้าประมุขตระกุลสกุลลู่ที่มีฉายาว่า “เทียนเปียน” รับหน้าที่ ดูแลสายการสืบทอดที่สาคัญที่สุดของตระกูลอย่างสายผู้พิศฟ้ า
แม้ว่าลู่ซวีจะมียศของผู้นาเฉินชื่อแห่งกองหอสวรรค์ แต่อันที่จริง กลับไม่ได้มีอ านาจที่แท้จริง
จากค ากล่าวของสหายเซียนฉา เจ้ามีฉายาทางการฝึ กตนว่า หวงอวี่ แต่กลับชื่อ “ลู่ซวี” ฟ้ าลวงดินจริง ตั้งชื่อได้ไม่ดีก็ต้องโทษที่ ตอนพ่อแม่เจ้าให้ก าเนิดเจ้าไม่ได้เปิดพจนานุกรมให้ดี
ดูอย่างลู่จ่ายที่มีฉายาว่า “ต้าจวี่” ซึ่งมีความหมายถึงแผ่นดิน เหมือนกันนั่นสิ ความหมายของชื่อคือแผ่นดินที่รองรับหมื่นสรรพสิ่ง แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ดังนั้นนางเป็ นผู้ดูแลสายขุนนางที่ดินก็ถือว่า ถูกต้องชอบธรรมแล้ว
หากไม่เป็ นเพราะเห็นแก่ที่กู้ชิงซงคือลูกศิษย์ใหญ่ที่ไม่ได้รับการ บันทึกชื่อของลู่เฉิน ลู่ซวีก็คงจะต้องถกเถียงกับไอ้หมอนี่ให้ดีๆ สัก ครั้งให้จงได้
ภายหลังกู้ชิงซงยังทิ้งอีกประโยคหนึ่งไว้ว่า เจ้าคนนี้ใจกว้างไม่ พอ คิดดูแล้วไปจุดธูปไหว้บรรพบุรุษที่ศาลบรรพชนก็น่าจะไม่ได้ผล อาจารย์ของเจ้าต้องไม่มีทางสนใจเจ้าแน่นอน
บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งตระกูลสกุลลู่สายของพวกเขาคือไท่ปู่ หนึ่งใน หกขุนนางของศาลบุ๋นลัทธิขงจื๊อ รับผิดชอบรักษาคัมภีร ์เต๋าที่ถูก ขนานนามว่าเป็ นบรรพบุรุษของหมื่นคัมภีร ์เล่มนั้น
ตาราเล่มนี้เล่าลือกันว่าเป็ นความรู ้ความเข้าใจจากการฝึกตน ของนักพรตบางท่านในยุคบรรพกาล
อาศัยสิ่งนี้มาอนุมานคัมภีร ์เสริมอีกสองเล่ม เล่มหนึ่งคือ “ตารา ฟ้ า” ถูกเก็บไว้ในหอหลินไถของสวนกงเต๋อศาลบุ๋น ว่ากันว่าจิงเซิงซี
ผิงก็เกิดขึ้นมาจากการจาแลงมหามรรคาของตาราเล่มนี้ คาว่ามี หน้าที่เฝ้ าดูก็เป็ นแค่ข้ออ้างเท่านั้น ส่วน ‘ต าราดิน” อีกเล่มก็อยู่ใน การดูแลของหน่วยจือหลันสกุลลู่ ผ่านเวลายาวนานหลายปี อาศัย การอนุมานด้วยความเพียรพยายามอย่างสุดก าลังจากบรรพจารย์รุ่น แล้วรุ่นเล่าของสกุลลู่ก็ได้พัฒนาการออกมาเป็ นบทคันฉ่องดิน เป็ น การบุกเบิกโฉมหน้าใหม่ วัตถุประสงค์นั้นต่างจากทฤษฎีธาตุทั้งห้า เกื้อกูลและขัดแย้งซึ่งกันและกันของโจวจื่อ
เล่าลือกันว่าตอนที่ลู่เฉินอายุยังน้อยเคยอ่านไปรอบหนึ่ง ตอนที่ ปิดตาราลงก็น้าตาไหลนองเต็มใบหน้าโดยที่ไม่รู ้ตัว ทอดถอนใจว่า สิ่งหนึ่งมีขอบเขต สิ่งหนึ่งไร ้ขอบเขต
ก็เหมือนอย่างนักพรตจางเจี่ยวที่เคยได้เจอกับภิกษุเฒ่าธรรมดา คนหนึ่งที่ไม่ชานาญการฝึกตนหลอมลมปราณในใต้หล้าบงกช เดิน เท้าท่องไปตามภูเขาสายน้าหมื่นลี้เป็ นเวลาห้าสิบปี ช่วยเหลือสรรพ สัตว์ตามยถากรรมไปตลอดทาง ก่อนจะจากไปได้หวนกลับไปที่วัด เล็ก ขึ้นนั่งบนธรรมมาสน์แสดงธรรมต่อภิกษุเจ็ดแปดรูป สุดท้ายภิกษุ เฒ่ามองไปรอบด้านด้วยสีหน้าเศร ้าระทม น้าตาไหลอาบนองใบหน้า แก่ๆ สะอึกสะอื้นเอ่ยคาว่า “สรรพชีวิตล้วนยากล าบาก” แล้วก็หลับตา ลงละสังขารในท่านั่ง
บุคคลผู้บ้าบิ่นและเด็ดเดี่ยวขึ้นเกวียนร ้องไห้ในยามพลัดพราก หรือเจอเส้นทางตัน คิดดูแล้วทั้งสามสิ่งล้วนมีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกัน
มนุษย์ธรรมดายากมากที่จะเข้าใจอารมณ์นี้
หากใช ้การฝ่ าทะลุขอบเขตในแต่ละขั้นของผู้ฝึกบาเพ็ญตนมา เปรียบเปรยเป็ นดอกไม้ที่เบ่งบานหนึ่งกลีบ ถ้าอย่างนั้นหมื่นปี ใน อนาคตก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะต้องมีดอกไม้เบ่งบานนับไม่ถ้วน
มีเพียงขอบเขตสิบห้าใหม่ล่าสุดเท่านั้น ดอกไม้ดอกนี้จะตกลงใน บ้านของใคร กลับเป็ นสิ่งที่ผู้ฝึกตนบนภูเขาและมนุษย์ธรรมดา สรรพ สิ่งที่มีสติปัญญาทั้งหมด ใครก็มิอาจเมินเฉยอ้อมผ่านไปได้โดยไม่มี ข้อยกเว้น
เพราะถึงอย่างไรความชื่นชอบความรังเกียจส่วนตัวของบุคคลผู้ นี้จะเป็ นตัวติดสินสถานการณ์ของใต้หล้า เบื้องบนชอบอย่างไร เบื้อง
ล่างก็มักจะปฏิบัติตาม
หลิวโจ้วบรรพบุรุษบุกเบิกสานักอวี่หลงถามว่า “เป็ นไปได้หรือไม่ ว่าจะเป็ นเจ้าลัทธิใหญ่ของป๋ ายอวี้จิงที่หายตัวไปนานหลายปี?”
ซ่งหงบรรพบุรุษเปิ ดภูเขาของต้าหลงชิวยิ้มเอ่ย “ก็ไม่ถือว่า “หลายปี” กระมัง”
จางเจี่ยวพยักหน้า “คิดเต็มๆ ดูแล้วก็ไม่เกินสองร ้อยปี”
ก็เหมือนอย่างที่เหวยเซ่อกล่าว ขอบเขตสิบสี่ในตอนนี้กับ ขอบเขตบินทะยานเมื่อก่อนต่างกันไม่มากนัก
บรรพจารย์สามลัทธิเลือกที่จะสลายมรรคา โชควาสนาแห่งมรรค กถาพร่างพรมลงมาเหมือนฝนตก
เพียงแต่ว่าใบชา “ก่อนฝนตก’ รสชาติมักจะดีกว่าเสมอ
โจวจื่อพยักหน้า “พูดได้แค่ว่าความเป็ นไปได้สูงมาก แต่ตัวแปร ก็มีไม่น้อยเช่นกัน”
การเดินทางไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวในครั้งนี้ก็เพื่อทดลองสืบย้อน ไปถึงต้นก าเนิด
และการที่ไปตั้งแผงขายของอยู่ในเมืองเล็กของถ้าสวรรค์หลีจูก็ เพราะโจวจื่อกาลังรอดูการเปลี่ยนแปลงอยู่เงียบๆ
ในที่สุดเชี่ยสือจีก็เปิดปากพูด ถามว่า “คือศิษย์หลานเจิ้งหรือ?”
เกรงว่านอกจากตัวนางเองแล้ว สมาชิกในการประชุมส่วนใหญ่ที่ ที่ได้ยินคาเรียกขานนี้คงจะรู้สึกแปลกๆ กันทุกคน
ก็เหมือนอย่างหลิ่วเต้าฉุนที่ชอบสวมชุดเต๋สีชมพูเดินอาดๆ อวด คนไปทั่วที่มักจะชักน าให้เกิดค าวิพากษ์วิจารณ์เสมอ เขามี ความสามารถใดถึงสามารถนับเฉินชิงหลิวเป็ นอาจารย์ เรียกเจิ้งจวี จงว่าศิษย์พี่ได้?
แล้วนับประสาอะไรกับที่เจิ้งจวีจงยังเป็ นศิษย์หลานของเซี่ยสือจี ด้วย
โจวจื่อกล่าว “บอกได้ยาก”
ในเมื่อปรมาจารย์มหาปราชญ์และมรรคาจารย์เต๋าต่างก็เคยไป เยือนนครจักรพรรดิขาว ก็ถือว่าเป็ นการยอมรับทางเลือกบางเส้นที่ เจิ้งจวีจงเลือกแล้วใช่หรือไม่?
จางเจี่ยวใช ้เสียงในใจถาม “ลู่เสินจะสามารถผสานมรรคาได้ หรือไม่?”
โจวจื่อตอบ “ขอแค่ภายในหนึ่งปี มีอยู่หลายวันที่สองเท้าของข้า เดินไปบนพื้นดิน เขาก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะมิอาจผสานมรรคาได้”
ด้วยคุณสมบัติของลู่เสิน ต่อให้เขาจะโดดเด่นแค่ไหน คิด อยากจะปิดด่านส าเร็จก็ยังไม่อาจท าได้ภายในปีสองปี
กว่าจะคว้าโอกาสไว้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย รอกระทั่งโจวจื่อที่พูดถึง ฟ้ า ไม่สัมผัสดิน ลู่เสินก็จะปิดด่านทันที แต่รอกระทั่งโจวจื่อ “เหยียบ ลงบนดิน” ก็ต้องถูกบีบให้ออกจากด่านแล้ว
พยายามอยู่หลายครั้ง ลู่เสินก็จาต้องยอมแพ้ คล้ายกับว่ายอมรับ ชะตากรรม “ไม่ต่อสู้กับฟ้ า’ อีก
พูดง่ายๆ ก็คือโจวจื่อไม่หลีกทางให้ ลู่เสินที่เป็ นบินทะยานขั้น สมบูรณ์แบบมานานแล้วก็เหมือนกาลังใช ้ตะกร ้าไม้ไผ่ตักน้า
ลู่เสินถูกขวางไว้นอกประตูเช่นนี้ ไม่อาจก้าวเดินไปข้างหน้าได้ ขอบเขตหยุดชะงัก เสียเวลาไปนานเกือบพันปีแล้ว
จางเจี่ยวถาม “เป็ นเพราะมีการช่วงชิงบนมหามรรคา ก็เลยจงใจ ท าให้เขาสะอิดสะเอียนอย่างนั้นหรือ?”
โจวจื่อกล่าว “ไม่ถึงขนาดนั้น ก็แค่รอให้เขาเป็ นฝ่ ายมาพูดคุย เรื่องฟ้ ากับข้าด้วยตัวเองเท่านั้น”
คากล่าวที่ว่า “พูดคุยเรื่องฟ้ า” คือหนึ่งคาสองความหมาย
จางเจี่ยวถามหยั่งเชิง “อาจารย์โจวอยากได้คัมภีร ์ที่เป็ นฉบับแรก เล่มนั้นหรือ? คิดจะอาศัยหินภูเขาลูกอื่นมากลึงเป็ นหยกของตัวเอง ถือโอกาสทาลายหลักการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วที่บอกว่า “เดิมทีฟ้ า ดินก็ไม่สมบูรณ์ หมื่นสรรพสิ่งล้วนมีจุดบกพร่อง” เพื่อจะชดเชยช่อง โหว่บนมหามรรคา เป็ นฝ่ ายเลื่อนสู่ขอบเขตสิบสี่ขั้นสมบูรณ์แบบที่ ไม่เคยมีมาก่อนด้วยตัวเอง ทั้งไม่จาเป็ นต้องเป็ นสิบห้า แต่กลับ สามารถรักษาขอบเขตที่ลี้ลับซึ่งเหมือนสิบห้าลวงนี้ไว้ได้ตลอด?”
โจวจื่อส่ายหน้า “หนึ่งเพราะปณิธานไม่ได้อยู่ตรงนี้ อีกอย่างข้า จ าเป็ นต้องรักษาจุดยืนของผู้ที่สังเกตการณ์อยู่ด้านข้างเอาไว้ หาก ข้าเข้าสู่ขอบเขตสิบห้า มีความเป็ นไปได้ถึงครึ่งหนึ่งที่จะถูกกระชาก ไปยังขอบเขตสิบห้า ความน่าหวาดกลัวที่ไม่อาจเป็ นตัวของตัวเอง เช่นนี้มิอาจบอกกล่าวให้ใครเข้าใจได้”
ถามอย่างตรงไปตรงมา ค าตอบก็จริงใจอย่างมาก
จางเจี่ยวเปลี่ยนหัวข้อพูดคุยที่ผ่อนคลายกว่าเดิม ยิ้มถามว่า “ได้ เจอกับเจ้าคนพูดมากคนนั้นหลายครั้งแล้วหรือ?”
โจวจื่อกล่าว “แค่สองครั้ง ที่ไพศาลกับมือสลัวอย่างละครั้ง”
จางเจียวกล่าว “ทัศนียภาพของที่แห่งนี้ เมื่อมีค่ายกลของผินเต้า บดบัง เริ่มเรียกขานชื่อกันออกมาตรงๆ สามารถปิดบังขอบเขตสิบสี่ บางคนได้ แต่กลับไม่แน่เสมอไปว่าจะปิดบังเจ้าลัทธิลู่ที่หูตาว่องไวผู้ นั้นได้”
คาเรียกขานว่าลู่เฉินและเจ้าลัทธิลู่ที่แต่ละคนเอ่ยกันออกมาคา แล้วค าเล่า เห็นได้ชัดว่าถูกนักพรตเฒ่าผู้นี้หลอกเอา ยังคงเป็ นขิงที่ ยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด
โจวจื่อกล่าว “เขากับเจิ้งจวีจง ต่อให้ได้ยินแล้วก็ไม่เป็ นไร คน หนึ่งกลัวความวุ่นวายมากที่สุด อีกคนหนึ่งรู ้ดีที่สุดว่าตัวเองต้องการ อะไร ไม่เคยวอกแวกเสียสมาธิ”
การเดินทางอย่างอิสระเสรีที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกของลู่เฉิน ใครบ้างจะไม่อิจฉา
ผินเต้าไม่เพิ่มปัญหายุ่งยากให้กับโลกใบนี้ โลกใบนี้ก็ไม่มีทางมา วุ่นวายกับข้า
ไม่เคยหาเรื่องใส่ตัว วางตัวอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่าง เหมาะสม กินอยู่อย่างมีขอบเขต รู ้จักวิธี เป็ นเหตุให้เป็ นคนที่ไร ้ พันธนาการจากฟ้ าดินมากที่สุดในบรรดาของผู้ฝึกตนที่ผสานมรรคา
ผินเต้าทาอะไรพิถีพิถัน เป็ นคนที่รักษาหลักการของตน ขอแค่ เจ้าไม่ด่าผินเต้าต่อหน้าผินเต้าก็จะคิดว่าเป็ นเพียงลมที่พัดผ่านข้างหู
ไป หากเจ้ากล้าด่าต่อหน้า ถ้าอย่างนั้นก็อย่าโทษหากผินเต้าด่าเจ้า กลับ
ส่วนเจิ้งจวีจง แค่ไม่ไปหาเรื่องเขาก็พอ ถึงอย่างไรเขาก็ดูแคลนที่ จะพุ่งเป้ าเล่นงานใครอยู่แล้ว
แต่หากเขาจงใจจะเล่นงานใคร ต่อให้เป็ นโจวจื่อก็ยังรู ้สึกว่า
รับมือได้ยากอย่างมาก
ยกตัวอย่างเช่นการทาความสะอาดนครจักรพรรดิขาวของเจิ้งจวี จง และเวลานี้ก็ท่องไปในแม่น้ายาวแห่งกาลเวลาอย่างเงียบเชียบ นั่น ก็เพื่อขัดขวางทางไป ไม่ให้ลู่เฉินได้กลับไปยังป๋ ายอวี้จิง
ความวุ่นวายในใต้หล้ามืดสลัวไม่ใช่แค่เค้าลางว่ามีลมพัดใบไม้ ไหวอะไรแล้ว แต่เป็ นความวุ่นวายอลหม่านทั่วทุกหนแห่งที่เห็นได้ อย่างชัดเจน เต้ากวานในโลกไม่ว่าจะในหรือนอกป๋ ายอวี้จิงล้วนรู ้ ชัดเจนกันดีว่ายุคแห่งความโกลาหลได้มาถึงแล้ว
ต่อให้เจ้าลัทธิรองอวี๋โต้วจะนั่งบัญชาการณ์ป๋ ายอวี้จิง ใช ้ป่ายอวี้ จึงทั้งแห่งมาเลื่อนขั้นเป็ นสิบห้าลวง เผชิญหน้ากับการจับมือกันมา ถามกระบี่ครั้งที่สอง อวี๋โต้วก็ยังคงใช ้กระบี่ฟันขอบเขตสิบสี่หลายคน เพียงล าพังตัวคนเดียว
วีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนใน ประวัติศาสตร ์และจะไม่มีใครท าได้อีกจริงๆ
มองดูเหมือนสยบความวุ่นวายไว้ได้ชั่วคราว แต่แท้จริงแล้วยิ่ง เป็ นการกระตุ้นคลื่นใต้น้า
เจ้าลัทธิใหญ่โค่วหมิงยังคงไม่สามารถรวมสามลัทธิให้เป็ นหนึ่ง เดียว หากลู่เฉินยังมาถูกเจิ้งจวีจงขัดขวางไว้ในแม่น้าแห่งกาลเวลา อีก?
ด้วยนิสัยแข็งกร ้าวที่ทาอะไรรวดเร็วฉับไวของอวี๋โต้วแล้ว ป๋ ายอวี้ จิงกับมณฑลทั้ง หลาย ขอแค่เกิดข้อพิพาทใดๆ ขึ้นมาก็จะไม่เหลือ พื้นที่ให้ย้อนกลับอีกแล้ว
นักพรตเฒ่าเอ่ยด้วยอารมณ์ที่ซับซ ้อน “บอกตามตรง เวลาผ่าน มานานหลายปี ผินเต้าก็ยังคงกลัวเขาอยู่ดี”
ออกจากใต้หล้ามืดสลัวมานานหลายปี ขนาดนี้ ทุกครั้งที่นึก ถึงอวี๋โต้ว ขอบเขตสิบสี่เก่าคนหนึ่งกลับยังหวาดผวาไม่คลาย นี่แสดง ให้เห็นว่าอวี๋โต้วสะสมบารมีความน่าเกรงขามไว้ลึกล้าแค่ไหน
โจวจื่อกล่าว “ซื่อตรงโปร่งใส ผู้ที่ไร ้ใจเห็นแก่ตัวย่อมมีบารมีมาก ที่สุด”
นักพรตเฒ่ามีสีหน้าเศร ้าระทม พึมพ าว่า “คิดไปคิดมาก็ยังรู ้สึก ว่าตัวเองไม่ได้ทาผิดนี่นา”
ตนก็ฝื นใจ จาต้องทาตามกฎระเบียบที่อวี๋โต้วเป็ นผู้ก าหนด กฎหมายไม่อ่อนข้อให้ความรู ้สึก ถ้าอย่างนั้นตนทาผิดพลาด ตรงไหนกันแน่?
โจวจื่อเอ่ยถ้อยคาสองอย่างที่ค่อนข้างจะลี้ลับ “ใจฟ้ าสัมผัสพื้น แน่นอนว่าต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง อวี๋โต้วยอมรับว่าทุกคนล้วนมี เหตุผล”
ก็เหมือนที่ยังมีคนบางคนที่เชื่อว่าทุกคนต่างก็สามารถแก้ไข ความผิดมุ่งหน้าเข้าหาความดีได้
โจวจื่อไม่คิดจะเล่นงานใครเป็ นพิเศษ แต่เขาจะมองทางแยก ทั้งหลายบนวิธีทางโลกอยู่ไกลๆ
ลู่ซวีถามหยั่งเชิง “ใช่เจ้าลัทธิลู่หรือไม่?”
เพราะถึงอย่างไรลู่เฉินก็เป็ นบรรพบุรุษบ้านตน
ต่อให้ลู่เฉินจะดูแคลนศิษย์ลูกศิษย์หลานอย่างพวกเขา ไม่ว่า ศาลบรรพชนสกุลลู่จะจุดธูปเช่นไหว้บรรพบุรุษอย่างไร ใน ประวัติศาสตร ์ก็ไม่เคยมีกรณีที่อัญเชิญเทพมาได้สาเร็จ มีอยู่หลาย ครั้งที่เจอกับด่านยากที่ลาบากจนพูดไม่ออก ก็ล้วนเป็ นตระกูลสกุลลู่ เองที่ต้องอดทนข้ามผ่านไปให้ได้ด้วยตัวเอง ทว่าต่อให้เป็ นเช่นนี้ ดอกไม้ที่บานในกาแพงแต่ส่งกลิ่นหอมไปนอกกาแพง มีบรรพบุรุษที่ เป็ นเจ้าลัทธิอยู่ในป๋ ายอวี้จิง ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องร ้าย ก็เหมือนอย่าง ที่เจ้าชาติสุนัขบางคนพูดไว้ ในศาลบรรพชนของพวกเจ้าแขวน ภาพเหมือนของบรรพบุรุษเอาไว้เช่นนี้ ต่อให้จะใช ้ไม่ได้ผล แต่อย่าง น้อยที่สุดก็น่ามองนะ
เจ้าหมอนั่นพูดอย่างน่าเชื่อถือ สีหน้าจริงใจว่า “แม่นางลู่ คาพูด หยาบแต่หลักการเหตุผลไม่หยาบ ใช่ไหม?
ตอนนั้นลู่จ่ายสีหน้าเย็นชาราวน้าค้างแข็ง จับวิญญูชนบนขื่อ คานผู้นั้นได้อย่างจัง นางยื่นมือออกไป เอ่ยว่า “นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เจ้า จะเปลี่ยนภาพแขวนบรรพบุรุษเป็ นภาพของเจ้าเองได้ เอาภาพแขวน อันเก่าคืนมาเดี๋ยวนี้! ข้าจะเอาไปวางกลับไว้ที่เดิมในศาลบรรพชน!”
การกระทาที่ไม่ใช่คนประเภทนี้ก็มีแต่เขาเท่านั้นที่ทาออกมาได้
ครั้งนั้นแอบมาเยือนตระกูลสกุลลู่ อาเหลียงก็อยากจะไปเรียก เผยหมินแห่งเวทกระบี่ที่เป็ นชิงเค่ออยู่ในสกุลลู่มาประลองฝีมือกันดู สักหน่อย หาไม่แล้วโลกภายนอกเอาแต่พูดถึงชัยชนะของเขา มีแต่ น้าทั้งนั้น
การที่ปืนกาแพงเข้าไป ไม่ได้ยื่นเทียบเดินเข้าไปในประตูหน้า ก็ เพราะหลีกเลี่ยงไม่ให้สกุลลู่ที่เลื่อมใสในชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของตนมา นานกระตือรือร ้นมารับรองแขกกันมากเกินไป ส่วนในศาลบรรพชน สกุลลู่ ก็แค่ถือโอกาสเดินผ่านไปรอบหนึ่งเท่านั้น
โจวจื่อหัวเราะ “เจ้าลัทธิลู่ไม่อาจฝ่ าด่านใจ เข้าใจตัวเองอย่าง กระจ่างชัดได้ง่ายขนาดนัน”
คิดจะเข้าใจตัวเองอย่างชัดเจนก็ต้องมีกระจกหนึ่งบาน มีพิกัด หนึ่งตาแหน่ง นี่ก็ยากมากแล้ว
ลั่วซานยิ้มถาม “คือหนิงเหยาหรือ?”
ขนานตู้ซานอินนางยังรู ้สึกสนิทสนม แล้วนับประสาอะไรกับหนิง เหยาที่นางมองเป็ นเหมือนผู้เยาว์ในครอบครัวของตัวเองจริงๆ
ต่อให้จะเป็ นเฉินผิงอันและผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานใหม่ ลั่วซานก็ รู ้สึกจากใจจริงว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้นทาได้ดีมาก ทาได้ยอดเยี่ยม กว่าคนแก่อย่างพวกเขาเสียอีก
โจวจื่อไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ส่ายหน้า