กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1133.2 สามคูณสามได้เท่าไร
บทที่ 1133.2 สามคูณสามได้เท่าไร
เฉินผิงอันกล่าวอย่างอ่อนใจ “คงเป็ นเพราะเซียนกระบี่เชี่ยชอบ ความอิสระ ไม่ชอบถูกผูกติดอยู่กับสานักกระมัง การที่นางยินดีเป็ นผู้ ถวายงานของตระกูลหลิวธวัลทวีปก็น่าจะเป็ นเพราะเห็นแก่มิตรภาพ ของคนร่วมบ้านเกิด”
ชุยตงซานยังคงหัวเราะหึหึหึอยู่กับตัวเอง ผลคือโดนมะเหงกไป เน้นๆ อีกหนึ่งที
เฝิงเซวี่ยเทาเหมือนตกอยู่ในดงเมฆหมอก แต่ก็ไม่ได้ชักใช ้หา สาเหตุ
ที่แท้เฉินผิงอันก็กลัวเซี่ยซงฮวาจริงๆ หวาดกลัวทุกครั้งที่เจอ หน้ากัน เซียนกระบี่หญิงจากธวัลทวีปผู้นี้ไม่ใช่แค่พูดจาไร ้ยาเกรง อย่างปกติทั่วไปเท่านั้น ยามดื่มเหล้าขึ้นมา คาพูดสัปดนที่ออกมา จากปากนางก็เรียกได้ว่าผู้เชี่ยวชาญโดยแท้
“เหล่าเหนียงหาคนรักที่ถูกใจไม่ได้จริงๆ อันที่จริงเฉินอิ่นกวานก็ พอใช้ได้ วางใจเถอะข้าไม่ต้องการฐานะอะไรหรอก เลี้ยงดูข้าเป็ น บ้านเล็กก็พอ
“เจ้าอย่าได้เห็นว่าซ่งพิ่นเย็นชาต่อหน้าผู้คน วางมาดไว้สูงส่ง อัน ที่จริงเวลาพูดคุยกันเป็ นการส่วนตัว ถ้อยคาที่ใช ้เหมือนเสือเหมือน หมาป่ า ขนาดข้าก็ยังรับไม่ไหว จุ๊ๆๆ…
ต่อให้เฉินผิงอันจะใจกล้าแค่ไหน แต่ไหนเลยจะกล้า….ชักน า หมาป่าเข้าบ้าน?
ชุยตงซานหัวเราะร่วนถามว่า “ทาไมฮ่องเต้ของแคว้นอวิ๋นเหยียน ผู้นั้นถึงมาอยู่ในตรอกล่ะ นาพาพวกลูกพี่ใหญ่ในราชสานักที่มี อ านาจสูงกลุ่มใหญ่มาเป็ นหุ่นไม้ด้วยกันหรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ในตรอกเย็นสบายกว่าในร ้าน ไม่ได้หรือไร?”
ชุยตงซานพยักหน้ารัวๆ เป็ นไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก “ดีๆๆ ได้ๆๆ”
เฝิงเซวี่ยเทาเพียงยิ้มรับ
เฉินผิงอันเก็บดวงจิตกลับไปที่ร ้านเล็กข้างทาง ดื่มเหล้ากินหม้อ ไฟกับพวกฟ่ านถงและเซี่ยซานเหนียงต่อ
โต๊ะข้างๆ ลุกขึ้นคิดเงินเดินออกไปจากร ้านแล้ว ผลคือสังเกตเห็น ได้อย่างรวดเร็วว่าสถานการณ์ในตรอกด้านนอกไม่ปกติ
ตรอกที่ไม่กว้างขวาง สามารถแบ่ง “ภูเขาลูกเล็ก” ได้คร่าวๆ สาม ลูก ด้านหน้าสุดคือบุรุษวัยกลางคนลักษณะเหมือนคนกินดีอยู่ดี ตรง เอวห้อยหยกพกลายมังกร ข้างกายมีผู้เฒ่าที่มีบารมีอานาจยืนอยู่ ด้วยสองคน คนหนึ่งใบหน้าขาวไร ้หนวด สองมือสอดกันไว้ในชาย แขนเสื้อ ก้มหัวค้อมเอวตามความเคยชิน อีกคนหนึ่งสวมกวานสูง หน้าตาเหมือนคนโบราณ ทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคา สายตาเฉียบคมดุดัน ถัดมาก็คือบุรุษเจ็ดแปดคนที่กลิ่นอายขุนนาง
เข้มข้น อายุแตกต่างกันไป พวกเขาล้วนสวมชุดไปรเวท ขยับไป ด้านหลังอีกตรงที่ใกล้กับหัวเลี้ยวของตรอกเล็กล้วนเป็ นบุรุษฉกรรจ์ ร่างกายแข็งแกร่งก าย าพกดาบของทางราชส านัก ภายใต้แสงจันทร ์ ในชายแขนเสื้อของคนหนึ่งในนั้นเผยให้เห็นแสงแวววับของเสื้อ เกราะตัวในที่โผล่ออกมา
กลุ่มคนที่ออกมาจากร ้านเห็นเหตุการณ์นี้เข้าก็ได้แต่หมุนตัว เดินออกจากตรอกไปอีกทาง ฝีเท้าไม่เร็วนัก
พวกเขายังไม่ทันออกจากตรอก ในกลุ่มก็มีสตรีคนหนึ่งที่ตื่นเต้น สุดขีด เอ่ยเสียงสั่นว่า “ข้าจานายท่านกั๋วกงสองคนที่อยู่ในตรอกนั้น ได้”
สตรีอีกคนก็มีสีหน้าสดใส กดเสียงต่าเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าจะยังมี ใต้เท้าเจ้ากรมพิธีการด้วย”
ส่วนผู้ฝึกลมปราณทั้งหลายกลับใช ้เสียงในใจพูดคุยกัน “คนที่ ยืนข้างบุรุษวัยกลางคนเหมือนจะเป็ นราชครูคนใหม่ของแคว้นอวิ๋นเห ยียน”
“นี่ก็แสดงว่าฮ่องเต้เสด็จมาเยือนที่แห่งนี้ด้วยตัวเองเลยหรือ?”
“คงไม่ใช่ว่ามารอคนหรอกนะ? หากเป็ นเช่นนี้จริงก็น่าแปลกนัก ทุกวันนี้มีใครที่หน้าตาใหญ่โตได้ขนาดนี้?”
“หรือว่าจะเป็ นเจ้าสานักเหวยอิ๋งแห่งส านักกุยหยก?”
“เซียนกระบี่ใหญ่เหวยจะมีเวลาว่างมานั่งกินหม้อไฟในร ้าน เดียวกับพวกเราเลยหรือ?”
“หรือจะเป็ นเจ้าสานักชุยแห่งสานักกระบี่ชิงผิง? ไม่ถูกสิ ได้ยินว่า เจ้าสานักท่านนั้นมีรูปโฉมเป็ นเด็กหนุ่มเพราะมีศาสตร ์คงความเยาว์ ชอบสวมชุดสีขาวไม่ใช่หรือ”
สรุปก็คือพวกเขาคิดเป็ นร ้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ
ในร ้าน เฉินผิงอันถามเหมือนไม่ใส่ใจ “ฟ่ านถง พวกเจ้าอยากจะ ท างานอยู่ล่างภูเขายกตัวอย่างเช่นหางานที่เป็ นชามข้าวเหล็กสักงาน ในที่ว่าการของแคว้นเล็กสักแห่ง หรือว่าขึ้นไปบนภูเขา ไปหาพรรค ตระกูลเซียนที่เหมาะสาหรับการฝึกตน”
ฟ่ านถงตอบอย่างผึ่งผาย “จะต้องเลือกทาไม ได้ทั้งหมดนั่นแหละ ปัญหาคือใครจะยอมรับพวกเรากันล่ะ เฉินเซียนซือ ท่านว่าถูก หรือไม่?”
เซี่ยซานเหนียงคิดแล้วก็เอ่ยว่า “เฉินเซียนซือ บอกจากใจเลยนะ พวกเรายังอยากจะไปตามหาโชควาสนาตระกูลเชียนบนภูเขา มากกว่า”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
ลุกขึ้นยืนแล้ว เฉินผิงอันก็กุมหมัดอาลา ยิ้มเอ่ยว่า “กินดื่มอิ่ม หนา ภูเขาสูงสายน้าไหลยาว มีโอกาสไว้พบกันใหม่”
เฉินผิงอันยื่นมือมากดลงบนความว่างเปล่าบอกเป็ นนัยแก่พวก เขาว่าไม่ต้องลุกขึ้นส่ง “สนิทกันขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว”
ฟ่ านถงนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ กาลังจะเปิดปากถาม เตือนเฉินเซียน ซือว่าอย่าลืมควักเงินจ่าย บอกไว้แล้วว่าพวกเราเชิญแขก ท่านเป็ น คนจ่ายเงิน แต่กลับถูกสตรีใช ้เท้าเหยียบบนหลังเท้า แล้วยังถลึงตาใส่
อย่างดุดัน
ชายฉกรรจ ์มึนงงอยู่บ้าง เฉินเซียนซือไม่ได้ขาดเงินเล็กน้อยแค่นี้ สักหน่อย ครั้งนี้เขาเป็ นคนเลี้ยง คราวหน้าพวกเราก็ค่อยเลี้ยงกลับไป ไงล่ะ เฉินเซียนซือก็พูดเองนี่นาว่าคนกันเองไม่ต้องมัวเกรงใจกันไป มา
ในตรอกเล็กที่เงียบสงัด
สตรีในท้องถิ่นของเมืองหลวงคนหนึ่งที่เดินรั้งท้ายขบวนเหมือน ถูกผีดลใจถึงได้หันกลับไปมองในตรอก
นางอยู่ในวังวนสังคมโลกีย์มานานหลายปี ทัศนียภาพแบบใด ความร่ารวยสูงศักดิ์แบบใดบ้างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่นางก็ยังได้ เห็นภาพเหตุการณ์ที่ทาให้นางยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต เป็ นภาพที่ นางรู ้สึกเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
จาได้ว่าก่อนหน้านี้เนื่องจากนั่งอยู่โต๊ะติดกัน นางกับบุรุษโต๊ะ ข้างๆ ที่มานั่งเป็ นคนสุดท้ายนั่งหันหลังชนกันพอดี มีครั้งหนึ่งนางดื่ม สุราคารวะเซียนซือทั้งหลายพวกนั้นแล้วรู ้สึกว่าที่นั่งคับแคบจึง
อยากจะเตือนคนข้างหลังว่าช่วยขยับไปอีกด้านของโต๊ะได้หรือไม่ เพียงแต่รอกระทั่งนางดื่มสุราคารวะเสร็จแล้วหันกลับไป กลับ สังเกตเห็นว่าบุรุษผู้นั้นเป็ นฝ่ายย้ายไปนั่งที่ม้านั่งยาวอีกตัวก่อนแล้ว
ทว่าเมื่อบุรุษชุดเขียวลักษณะยากจนเดินออกมาจากร ้านแห่งนั้น บุรุษวัยกลางคนที่อยู่ในตรอกกลับคารวะเขา ขณะเดียวกันคนอื่นๆ ที่ เหลือทุกคนบ้างก็ก้มศีรษะลง บ้างก็ก้มหัวค้อมเอวต่า ยังได้ยินเสียง เสื้อเกราะเหล็กกระทบกันดังมาแว่วๆ
…….
จ้าวเถี่ยเยี่ยนผู้คุมกฏของพรรคตันจิ่งคือผู้หลอมลมปราณ ขอบเขตถ้าสถิต อายุขัยการฝึกตนร ้อยกว่าปี ชายฉกรรจ์มีร่างเล็ก เตี้ย ทว่าสายตากลับฉายประกายเจิดจ้า เขาสวมชุดผ้าป่ านรองเท้า สาน ตรงเอวเหน็บท่อนเหล็กที่แกะสลักเป็ นอักขระยันต์ของกอง สายฟ้ าเอาไว้
กลุ่มผู้ฝึกลมปราณของจ้าวเถี่ยเยี่ยนมาถึงเมืองหลวงแคว้นอวิ่น เหยียนก็เหมือนปลาน้อยในลาธารที่ว่ายเข้ามาในสระมังกร ไม่ได้ ก่อให้เกิดคลื่นลมใดๆ ไม่เหมือนตอนอยู่ในอาณาเขตของแคว้นเล็ก ห่างไกลที่ยังพอจะถูกเรียกขานว่าเทพเซียนได้บ้าง จ้าวเถี่ยเยี่ยนมี กิจการของทางสานักแห่งหนึ่งอยู่ที่นี่ คือร ้านขายของจิปาถะที่มาเปิด ไว้ที่ท่าเรืออวี๋หลิน ต้องเดินวกวนอ้อมค้อมหลายตลบกว่าจะหาเจอ ต้องถามทางจากคนอื่น หากจะถามว่าการค้าเป็ นอย่างไร ก็น่าจะยังสู้ ร ้านขายอาหารมื้อดึกที่ขายปลาย่างซึ่งอยู่ติดกันนั้นไม่ได้ จ้าวเถี่ยน
เยี่ยนเห็นศิษย์น้องชางร่วมสานักขมวดคิ้วมุ่นไม่คลายก็ได้แต่เอ่ย ปลอบใจไปว่าการค้าบนภูเขาก็เป็ นแบบนี้แหละ สามปีไม่มีรายได้ แต่ พอมีรายได้ก็กินได้นานถึงสามปี
ผู้หลอมลมปราณอีกสองกลุ่มที่เหลือซึ่งเดินทางมาด้วยกัน เดิม พวกเขาคิดว่าจะได้พึ่งบารมี อย่างน้อยก็มีที่พักดีๆ ในเมืองหลวง คิด
ไม่ถึงว่าจะยังต้องไปหาโรงเตี๊ยมพักกันเอาเอง
อันที่จริงทั้งสองฝ่ ายต่างก็กระอักกระอ่วน แต่กลับต้องแสร ้งทา เป็ นว่าไม่รู ้สึกอะไร นั่นยิ่งชวนให้กระอักกระอ่วนมากกว่าเดิม
เวลาห่างไปนานหลายปี ศิษย์พี่ศิษย์น้องได้กลับมาพบเจอกันอีก ครั้ง ซางจั๋วพูดระบายความทุกข์อยู่บนโต๊ะสุราตลอด ที่แท้ทุกวันนี้ พวกขุนนางผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวง อย่าว่าแต่เชื้อพระวงศ์หรือ องคมนตรีที่สายตาสูงอย่างมากเลย แม้กระทั่งขุนนางตัวเล็กๆ ก็ยัง ก้าวข้ามธรณีประตูไปไม่ได้ง่ายๆ พวกเขาไม่เห็นผู้ฝึกตนห้าขอบเขต ล่างอยู่ในสายตา ไม่ว่าจะพูดตรงๆ หรือพูดอ้อมๆ ความหมายของชาง จั่วก็คืออยากกลับสานักแล้ว อยากไปหลบอยู่ในภูเขา เก็บเอาเรื่อง การฝึ กตนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จ้าวเกี่ยเยี่ยนเห็นอย่างนี้ก็จนใจ เหมือนกัน ในใจแอบตัดสินใจแล้วว่าหากไม่ได้จริงๆ ตนจะอยู่ที่นี่เอง ให้ศิษย์น้องชางพาลูกศิษย์คนใหม่ที่รับมากลับพรรคไปด้วยกัน
วิถีทางโลกในทุกวันนี้ เซียนซือบนภูเขายังไม่ร่ารวย แล้วแคว้น ต่างๆ ล่างภูเขาจะใช ้เงินมือเติบกันไปได้อย่างไร ล้วนต้องใช ้ชีวิตแบบ รัดเข็มขัดกันอย่างแน่นหนา
พวกผู้เยาว์ที่ลงจากภูเขาตามมาหาประสบการณ์ด้วยในครั้งนี้ พวกเขามาฝึกตนกันช ้า ประสบการณ์ยังตื้นเขิน จึงไม่ได้รู ้สึกอะไร มากนักกับเรื่องพวกนี้ รู ้สึกเพียงว่าออกมาฝึกตนข้างนอกก็ควรต้อง นอนกลางดินกินกลางทรายบ่อยๆ ต้องเจอกับความยากล าบากมาก หน่อย
จ้าวเถี่ยเยี่ยนที่เป็ นผู้คุมกฎกลับเป็ นคนที่เคยเสวยสุขมาก่อน จา ได้ว่าตอนเป็ นหนุ่มครั้งแรกที่ติดตามผู้อาวุโสในสานักลงจากภูเขาไป หาประสบการณ์ คากล่าวในตาราที่บอกว่าธุลีแดงหมื่นจั้ง ชื่อเสียง และผลประโยชน์ล้อมพันอยู่บนกระดองเต๋ซึ่งเคยอ่านเจอตอนอายุ น้อยพวกนั้น ล้วนเหลวไหลทั้งเพ ผู้ฝึกบาเพ็ญตนไปอยู่ล่างภูเขาแล้ว ก็คือการเข้าไปในโลกที่เต็มไปด้วยความเย้ายวนพลุกพล่าน พวกผู้ อาวุโสเองก็เปิดกว้าง บนภูเขาพูดอย่างหนึ่ง ลงจากภูเขามาพูดคุย กันเป็ นการส่วนตัวก็พูดอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้คร่าครีหัวโบราณเกินไป แค่บอกกับพวกเขาว่าตามสบายได้เลย กฎข้อห้ามในภูเขา อันที่จริง ไม่จ าเป็ นต้องเคารพอย่างเคร่งครัด แค่ต้องจ าไว้ว่ากลับภูเขาไปแล้ว ห้ามเอาไปพูดส่งเดช หลีกเลี่ยงไม่ให้สายของผู้คุมกฏได้ยินเข้าแล้ว ฉวยโอกาสนี้ทาเรื่องเล็กให้เป็ นเรื่องใหญ่
ซางจั้วมีสีหน้าซับซ ้อน พึมพาว่า “ศิษย์พี่จ้าว เดิมทีก็ฝึกตนอยู่ ในภูเขาดีๆ ไฉนถึงกลายมาเป็ นการท าการค้าเสียแล้วเล่า”
ดื่มเหล้าลูกเดือยที่รสชาติจืดจางเหมือนน้าไปถ้วยหนึ่ง ชางขั้วก็ ขยับคอเสื้อ สะบัดชายแขนเสื้อ เอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “ทั่วร่างมีแต่ กลิ่นสาบเหรียญทองแดง ล้างอย่างไรก็ล้างไม่ออก”
จ้าวเถี่ยเยี่ยนยิ้มเอ่ย “ครั้งนี้ข้าลงจากภูเขาก็เป็ นศิษย์พี่เจ้า ประมุขที่ให้ข้ามาอยู่แทนเจ้า”
ซางจั้วมองศิษย์พี่ผู้คุมกฏแล้วโบกมือ “อย่าคิดจะใช ้ข้ออ้างที่ฟัง ไม่ขึ้นพวกนี้มาหลอกข้าเลย มีผู้คุมกฎของพรรคไหนจะมาเปิดร ้าน หาเงินอยู่ในตลาดกันเล่า ที่ข้าระบายความทุกข์ให้ท่านฟังก็ไม่ใช่ว่า อยากจะหลบไปหาความสงบหรอกนะ มีชีวิตอย่างน่าอึดอัดก็เป็ นเรื่อง ที่ช่วยไม่ได้ แต่ท่านจะไม่ให้ข้าระบายเลยก็คงไม่ได้กระมัง?”
จ้าวเถี่ยเยี่ยนยิ่งสงสารอีกฝ่ าย แต่ก็ยังยิ้มเอ่ยว่า “วันหน้าจะต้อง ดีขึ้นแน่นอน รอให้ศิษย์พี่เจ้าประมุขกลายเป็ นเซียนดินโอสถทอง เมื่อไหร่ พรรคของพวกเราก็ถือว่ามีที่หยัดยืนอยู่บนภูเขาของใบถง ทวีปอย่างแท้จริงแล้ว”
ซางจั้วเอาแต่กระดกเหล้าดื่มอยู่ตลอด เขาพูดด้วยสีหน้าขมขื่น ว่า “ก่อนหน้านี้ไม่นานได้เจอกับต้นกล้าที่ดีต้นหนึ่ง คุณสมบัตินั้นดี จริงๆ ข้ารู ้สึกว่าไม่แย่กว่าศิษย์พี่เจ้าประมุขเลยน่าเสียดายที่แย่งชิงมา ไม่ได้ ถูกบ้านอื่นชิงตัวไปแล้ว ข้าผู้อาวุโสขี้ขลาด แม้แต่ผายลมก็ยัง ไม่กล้าปล่อยออกไป”
จ้าวเถี่ยเยี่ยนไม่รู ้จะพูดอย่างไร ลังเลอยู่ชั่วขณะก็ถามว่า “ยังอยู่ ที่เมืองหลวงหรือ? ยังพอมีพื้นที่เหลือให้พูดคุยกันหรือไม่?”
ซางจั้วส่ายหน้า “คนที่มาชิงตัวไปคือก่อกาเนิดอายุน้อย อันที่ จริงอีกฝ่ ายก็ถือว่ามีคุณธรรม ค่อนข้างเกรงใจกันแล้ว อีกอย่างเด็ก คนนั้นก็กราบอาจารย์อย่างเป็ นทางการไปแล้ว เขายังมาขออภัยข้า ด้วยตัวเอง แล้วยังน าความของอาจารย์เขามาบอกด้วยว่าวันหน้า หากมีโอกาสจะต้องชดใช ้โชควาสนาส่วนหนึ่งคืนให้กับพรรคตันจิ่ง แน่นอน”
จ้าวเถี่ยเยี่ยนถอนหายใจ ในบรรดาของบรรพจารย์แต่ละรุ่น คน ที่ขอบเขตสูงที่สุดก็คือก่อกาเนิด
เพียงแต่ว่าคราวก่อนใบถงทวีปเจอกับหายนะครั้งใหญ่ คนทั้ง พรรคต่างก็น าพาป้ ายวิญญาณย้ายไปอยู่ที่ใต้หล้าห้าสี พวกจ้าวเถี่ย เยี่ยนไม่ยินดีจะจากไป เป็ นฝ่ ายขออยู่ต่อนอกจากศิษย์พี่เจ้าประมุข และศิษย์พี่หญิงที่ดูแลเงินทองในทุกวันนี้แล้ว อันที่จริงพวกจ้าวเถีย เยี่ยนและซางจั้ว ปีนั้นไม่ได้มีสถานะเป็ นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของศาล บรรพจารย์ด้วยซ้า ได้ยินว่าอีกแปดสิบปีให้หลัง ใต้หล้าห้าสีจะเปิด ประตูครั้งหนึ่ง ไม่รู ้ว่าถึงเวลานั้นจะเป็ นภาพบรรยากาศแบบใด
จ้าวเถี่ยเยี่ยนกล่าว “ก่อนจะลงจากภูเขา ศิษย์พี่เจ้าประมุขได้ เรียกศิษย์พี่หญิงหวงกับข้าให้ไปหา เขาตัดสินใจได้แล้ว แล้วก็ให้นา ความมาบอกเจ้า อยากฟังความเห็นของเจ้าด้วย”
ซางจั้วคีบถั่วลิสงโรยเกลือเมล็ดหนึ่งขึ้นมาเคี้ยวอย่างละเอียด สี หน้าเศร ้าสร ้อย แต่น้าเสียงกลับเด็ดเดี่ยว “ไม่ว่าพวกท่านปรึกษากัน ได้ค าตอบว่าอะไร เอาเป็ นว่าข้าคิดไว้เรียบร ้อยนานแล้ว ต่อให้อีก แปดสิบปีให้หลังพวกเขาจะกลับมาที่ใบถงทวีป ข้าก็ไม่นับพวกเขา เป็ นบรรพจารย์แล้ว หากพวกท่านสามคนอยากจะนับบรรพบุรุษกลับ เข้าส านักก็ช่วยตัดชื่อข้าออกจากทาเนียบของพรรคตันจิ่งด้วย ข้า คงไม่กลับภูเขาไปให้คนดูแคลนแล้ว ถึงอย่างไรไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้า ก็ไม่ได้ต่างอะไร เมื่อก่อนเป็ นเช่นนี้ วันหน้าก็ยิ่งเป็ นเช่นนี้”
จ้าวเถี่ยเยี่ยนยิ้มเอ่ย “เจ้าคิดมากไปแล้ว พวกเราก็มีความ คิดเห็นเหมือนกับเจ้านั่นแหละ”
อาศัยช่วงเวลาที่ดื่มเหล้าดับทุกข์พูดคุยความในใจกัน ลูกศิษย์ ของชางจั่วมารายงานข่าวที่เรือนด้านหลังบอกว่าในร ้านมีผู้หลอม ลมปราณคนหนึ่งที่เดินทางออกจากพรรคมาหาเส้นทางทาเงินได้ยื่น เทียบขอพบ อีกฝ่ ายบอกว่าตัวเองมีพรรคเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่งที่ เชี่ยวชาญเรื่องการสร ้างกลไกและวิถีการค้า อยากดูว่าจะมีโอกาสได้ ร่วมมือกับพรรคของท่านหรือไม่ จ้าวเถี่ยเยี่ยนเปิดกล่องเทียบเชิญ อ่านเนื้อหาบนเทียบเชิญแล้วก็ยื่นส่งให้ศิษย์น้อง สุดท้ายจ้าวเถี่ย เยี่ยนและซางจั้วได้แต่หันมามองหน้ากัน มึนงงไปอย่างสิ้นเชิง
คิดจะข่มขู่รีดไถเงินก็ไม่รู ้จักไปหลอกพรรคที่มีกาลังทรัพย์มั่งคั่ง เลยหรือ?
ซางจั้วก าชับลูกศิษย์ “พูดคุยกับเขาให้ดีๆ แค่ไล่อีกฝ่ ายไปก็พอ อย่าให้เกิดความขัดแย้งกัน”
คิดไม่ถึงว่าแขกไม่ได้รับเชิญผู้นั้นจะเดินจากในร ้านมาที่เรือน ด้านหลังด้วยตัวเองแล้ว ใบหน้าของเขาเกลื่อนยิ้ม ยกมือโบกทักทาย “ผู้คุมกฏจ้าว พี่ซาง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!”
เพราะอีกฝ่ ายกระตือรือร ้นเกินไป ทาท่าเหมือนสหายเก่าที่จาก ลากันไปนานแล้วได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งอย่างไรอย่างนั้น จ้าว เถี่ยเยี่ยนจึงหันไปมองซางจั้ว ซางจั้วเองก็หันมามองจ้าวเถี่ยเยี่ยน ต่างก็นึกว่าสหายของอีกฝ่ายมาเยี่ยมเยือน
เคยเห็นคนที่ตามตอแยก่อกวนมาก่อน แต่ไม่เคยเห็นใครทาตัว ประหลาดแบบนี้มาก่อนจริงๆ
เด็กหนุ่มชุดขาวคล้ายจะไม่รู ้ตัวแม้แต่น้อย สีหน้าของเขาเปี่ยม ไปด้วยความจริงใจ ยืนอยู่กลางลานกว้าง พูดอยู่กับตัวเองว่า “เล่าลือ กันว่าในภูเขาของพรรคต้นจึงมีสระน้าอยู่ยี่สิบสี่สระ ตั้งชื่อตามช่วง อากาศ ช่างเป็ นสถานที่ดีที่ภูเขาเขียวน้าใสเหมาะแก่การฝึกตน ทั้ง สบายตาสบายใจจริงๆ ตามความเห็นของข้าน้อยแล้ว หากไม่มี บุคคลยิ่งใหญ่เทียมฟ้ าที่เป็ นห้าขอบเขตบนก็ช่างไร้เหตุผลจริงๆ”
เด็กหนุ่มเอ่ยต่ออีกว่า “ข้ายังได้ยินมาด้วยว่าบรรพบุรุษบุกเบิก ภูเขาของพวกเจ้าเป็ นหมอที่เดินทางพเนจรไปทั่ว ขายยาสมุนไพรอยู่ ตามเมืองกลางภูเขา บังเอิญเจอกับคนมหัศจรรย์ เนื่องจากมีน้าใจมี
เมตตาจึงได้รับโชควาสนาเซียน จากนั้นก็ได้เดินขึ้นไปบนเส้นทาง ของการฝึ กตน ภายหลังก็เจอกับเหตุการณ์อัศจรรย์มากมาย ติดต่อกัน แล้วเขาก็สมควรได้รับมันจริงๆ กระทั่งควันธูปสายของ พรรคตันจิ่งสืบทอดมาจนถึงมือเจ้าประมุขคนปัจจุบันควรพูดอย่างไร แล้วนะ ทุกบ้านล้วนมีคัมภีร ์ที่อ่านยากใช่ไหม?”