กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1133.1 สามคูณสามได้เท่าไร
บทที่ 1133.1 สามคูณสามได้เท่าไร
ดอกท้อเหมาะแก่การล่องเรือชมอยู่บนน้ามากที่สุด ส่วนดวง จันทร ์นั้นต้องนอนชมจากบนหลังคาเรือน
นี่ก็คือหลักการเหตุที่บิดเบี้ยวของชุยตงซาน
เฝิงเซวี่ยเทาเหมือนมีขนมตั้งเมติดอยู่บนตัว ได้แต่เตร็ดเตร่ตาม เด็กหนุ่มชุดขาวไปทั่ว
อันที่จริงความอดทนและนิสัยของเฝิ งเซวี่ยเทาล้วนไม่ถือว่าดี เท่าใดนัก มาเจอกับคนอย่างชุยตงซานนี้ เขากลับจนปัญญา ประเด็นส าคัญคือชุยตงซานยังเป็ นคนพูดมากที่ชวนให้คนราคาญ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บนเรือยังดื่มเหล้าไม่อิ่มไม่พอ แต่กลับฟังอีกฝ่ าย พูดเสียจนเต็มกลืน
ชุยตงซานไม่ได้พูดหลอกเซี่ยโก่ว เขาเคยทาความเข้าใจคร่าวๆ เกี่ยวกับผู้ฝึ กลมปราณทุกคนที่เคยแสดงเอกสารผ่านด่านตามใบ รายชื่อที่มีบันทึกไว้ในกรมอาญาจริงๆ
ที่ตั้งของจวนกลางภูเขาก็ยังมีการเตรียมการไว้เรียบร ้อยแล้ว นี่ จึงเป็ นเหตุให้หมวกขุนนางและเก้าอี้ว่างมีเยอะกว่าจานวนของผู้ฝึก ตนทาเนียบ สานักกระบี่ชิงผิงขาดคนจริงๆ จะโทษก็ต้องโทษที่บารมี ของเจ้าส านักอย่างตนไม่มากพอ ไม่อาจโบกมือทีเดียวก็เรียกรวม เหล่าผู้กล้ามาได้
ยังดีที่ก่อนหน้านี้อยู่ที่ท่าเรือถงอิน อาจารย์และเซี่ยโก่วต่างก็ แนะนาผู้ฝึกลมปราณกันมาคนละหนึ่ง เหตุผลแตกต่างกัน เซี่ยโก่ว บอกว่าแม่หนูน้อยผู้นั้นคุณสมบัติพอใช ้ได้ ส่วนอาจารย์บอกว่าผู้ฝึก ตนคนนั้นนิสัยใจคอไม่เลว
ลากตัวเฝิ งเซวี่ยเทาไปเดินเล่นด้วยกันได้รอบหนึ่งแล้ว ชุยตง ซานก็ตัดสินใจแล้วว่าจะรับผู้ฝึ กตนหญิงสาวที่บนใบหน้ามีรอย กระคนนั้นมาอยู่ใต้อาณัติของตัวเอง ส่วนแม่นางหน้าตางดงามที่ชื่อ ว่าเจี่ยนซิ่วผู้นั้นจะให้รอไปก่อน
ชุยตงซานถามด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ว่า “พี่เฝิ ง ท่านคิดว่า คุณสมบัติของค่วงขุยเป็ นอย่างไร?”
เฝิ งเซวี่ยเทาที่เข้าใจผิดคิดว่าตัวเองมองพลาดไปร่ายวิชา อภินิหารมองประเมินค่วงขุยอีกครั้ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่ได้มอง พลาดก็ให้คาวิจารณ์ที่ฟังแล้วละมุนละม่อม “ปกติอย่างมาก”
ชุยตงซานกล่าว “พี่เฝิงมองไม่ออกหรือว่าวิชาประจ าตระกูลของ เจ้าหมอนี่มีที่มาลึกล้า เชี่ยวชาญวิธีการมองลมปราณอย่างมาก?”
เฝิงเซวี่ยเทาตอบไปตามสัตย์จริง “มองไม่ออก”
ต่อให้มองออกแล้วจะอย่างไร หากผู้หลอมลมปราณเชี่ยวชาญ ศาสตร ์แห่งการมองลมปราณก็ถือเป็ นการปักบุปผาลงบนผ้าแพรจริง แต่ส าหรับขอบเขตบินทะยานอย่างเฝิงเซวี่ยเทาแล้ว ความสามารถ น้อยนิดแค่นี้ของค่วงขุยกลับสามารถมองข้ามไปได้เลย
ชุยตงซานถาม “ไม่เคยถามพี่เฝิ งเลยว่าท่านมีศิษย์เอกบ้าง หรือไม่?”
เฝิงเซวี่ยเทาตอบ “มีแค่ลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่ออยู่ส่วน หนึ่ง ส่วนใหญ่ล้วนแก่ตายกันไปหมดแล้ว คนที่เหลืออีกไม่มากก็ ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี แล้ว และข้าเองก็ไม่คิดจะไปหาพวกเขา
เจ้าสานักชุยถามเรื่องนี้ทาไม?”
ชุยตงซานผงกปลายคาง “รับลูกศิษย์แทนลูกศิษย์ คือเรื่องเล่า ขานที่งดงามนะ”
เฝิงเซวี่ยเทาส่ายหน้า วุ่นวายรุงรัง นี่มันอะไรกับอะไรกัน
ชุยตงซานพูดด้วยสีหน้าตื่นตะลึง “คงไม่ใช่ว่าพี่เฝิงอยากรับลูก ศิษย์แทนอาจารย์หรอกกระมัง?”
เฝิงเซวี่ยเทาสีหน้าแข็งค้าง เอ่ยเสียงจริงจังว่า “เจ้าส านักชุยเลิก ล้อเล่นได้แล้ว”
ชุยตงซานถูมือหัวเราะหึหึ
เฝิงเซวี่ยเทาถาม “เจ้าส านักชุยช่วยพูดให้ข้าเข้าใจอย่างกระจ่าง หน่อยได้ไหม?”
ชุยตงซานปรบมือแรงๆ “ต้องแบบนี้สิ พี่เฝิ งไม่ต้องคาดเดา ความคิดของข้าแล้ว แค่เปิดปากถามมาตรงๆ ก็พอ”
เฝิงเซวี่ยเทากล่าว “ล้างหูรอฟังแล้ว”
ชุยตงซานพูดด้วยสีหน้าจริงจังอย่างที่หาได้ยาก “นิสัยใจคอ ของค่วงขุยดี นี่คือคาประเมินจากอาจารย์ของข้า เฝิงเซวี่ยเทา เจ้าก็ น่าจะรู ้ว่าอาจารย์ของข้ามองคน หากบอกว่านิสัยใจคอดี นั่นก็คือคา ประเมินที่สูงมากๆ แล้ว เอ่ยประโยคที่ไม่น่าฟังสักหน่อย เจ้าไม่มีทาง ได้รับคาประเมินเช่นนี้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ แน่นอนว่าเจ้ามอง อาจารย์ของข้าก็น่าจะมีมุมมองที่ไม่ต่างจากนี้มากนัก ต่อจากนี้ข้า จะต้องพาค่วงขุยไปฝึ กตนอยู่ที่สานักกระบี่ชิงผิงอย่างแน่นอน แต่ สถานะของเขาควรจะจัดการกันอย่างไร ข้าย่อมมีความคิดของตัวเอง หากจ าไม่ผิด พี่เฝิงมีลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่ออยู่คนหนึ่งชื่อ ว่าแยนอี้ มีภูเขาลูกหนึ่งอยู่ในธวัลทวีปชื่อว่าภูเขาเจี๊ยซาน ทุกวันนี้ เป็ นขอบเขตหยกดิบ ปณิธานสูงส่งยาวไกล แต่น่าเสียดายที่คุณ ความชอบทางการสู้รบไม่เพียงพอจึงไม่อาจเปิดสานักก่อตั้งพรรคได้ เสียที นอกจากนี้เขายังมีบุตรสาวอยู่คนหนึ่งที่เป็ นตัวอ่อนผู้ฝึกตน ทั้ง ยังเป็ นผู้ฝึ กกระบี่ ตอนอายุยังน้อยนางก็มีใจมุ่งใฝ่ หากาแพงเมือง ปราณกระบี่แล้ว แต่แยนอี้สงสารลูกสาว ตัดใจให้นางไปฝึ ก ประสบการณ์ที่นั่นไม่ได้ แยนอิงหนีออกจากบ้านไปสองครั้งก็ล้วนถูก บิดาผู้คร่าครีของนางพากลับมาที่ภูเขาทั้งสองครั้ง ดังนั้นหลายสิบปี มานี้ความสัมพันธ ์ระหว่างบิดากับบุตรสาวจึงตึงเครียดอย่างมาก รอ กระทั่งกาแพงเมืองปราณกระบี่ยกทั้งนครบินทะยานไปยังใต้หล้าห้าสี แยนอิงรู ้ดีว่าชั่วชีวิตนี้ตนถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่อาจเป็ นอย่างเซียน กระบี่สองท่านของในทวีปที่ได้ไปฆ่าปีศาจบนสนามรบอีกแล้ว นาง ผิดหวังอย่างมาก ความสัมพันธ ์พ่อลูกก็ยิ่งตกต่าถึงขีดสุด นางถึงกับ
ป่ าวประกาศว่าจะละทิ้งการฝึกตนบนวิถีกระบี่ แยนอี้ร ้อนใจจนหัวหู แทบไหม้ หากจะถามว่าควรจะคลี่คลายปมในใจนี้อย่างไร แน่นอนว่า คนที่เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอาเอง เขาแยนอี้สามารถรับค่วงขุยเป็ น ลูกศิษย์ผู้สืบทอดก่อนได้ มีความสัมพันธ ์ในชั้นนี้ ข้าก็สามารถช่วย แนะน าเซียนกระบี่คนหนึ่งที่มาจากกาแพงเมืองปราณกระบี่ให้แยนอิง รู ้จักได้ ให้นางรับเป็ นอาจารย์ แต่ราคาที่ไม่ถือว่าเป็ นราคาอะไรซึ่ง แยนอี้จาเป็ นต้องจ่าย เขากับภูเขาเจี๊ยซานจะต้องกลายมาเป็ นผู้ ถวายงานและภูเขาเบื้องล่างของสานักกระบี่ชิงผิง ราคาที่ต้องจ่ายก็ คือเขาจะไม่มีโอกาสอาศัยแค่ความสามารถและความโชคดีของ ตัวเองไปเป็ นบรรพจารย์ผู้เปิดสานักก่อตั้งพรรคอีกแล้ว และที่บอกว่า ไม่ถือเป็ นราคาก็เพราะด้วยความสามารถแฝงในการฝึ กตน คุณสมบัติและเครือข่ายผู้คนของแยนอี้ ปณิธานนี้ก็เป็ นได้แค่ความ เพ้อฝันเท่านั้น แน่นอนว่าเจอหน้ากันแล้วข้าสามารถทาให้เขาถอด ใจได้อย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังจะยอมรับนับถือทั้งปากและใจ เขาแยนอี้ ไม่มีชะตาที่จะได้เปิดสานักก่อตั้งพรรค แต่ขณะเดียวกันบุตรสาวของ เขากลับมีโอกาสใหญ่มากที่เมื่อเวลาผ่านไปสองพันปี นางจะได้ ก่อตั้งสานักวิถีกระบี่แห่งแรกขึ้นมาเป็ นครั้งแรกในประวัติศาสตร ์ ของธวัลทวีป ข้ากับสานักกระบี่ชิงผิงยินดีที่จะได้เห็นเรื่องนี้ เมื่อมี สานักกระบี่ชิงผิงมาเข้าร่วมด้วย ถ้าอย่างนั้นอุตรกุรุทวีปที่ไม่เคยถูก กับธวัลทวีปก็จะใจกว้างเพิ่มมากขึ้นได้แล้วหรือไม่ ต้องชั่งน้าหนักใน เรื่องนี้ให้ดีแล้วหรือไม่ เรื่องนี้ทางอาจารย์ของข้าและภูเขาลั่วพั่วเห็น ด้วยแล้วหรือไม่? ท่ามกลางวันเวลาที่ไม่สั้นและไม่ยาวนี้ ในเมื่อเจ้า
เฝิงเซวี่ยเทาคือผู้ถ่ายทอดมรรคาให้กับแยนอี้ก็อย่าหวังว่าจะวางตัว อยู่นอกเหนือเรื่องราวได้ ก่อนหน้านี้เจ้าและข้าพูดคุยเปิดใจกัน ข้า ซุยตงซานบอกว่าตัวเองคือเจ้าสานักเปลี่ยนผ่าน เจ้าเองก็ไม่ใช่ผู้ ถวายงานเปลี่ยนผ่านของสานักกุยหยกเหมือนกันหรอกหรือ? เจียง ซ่างเจินเห็นเจ้าเป็ นสหายอย่างแท้จริง เขารู ้ดีว่าผู้ฝึกตนอิสระชิงมี่ที่ เคยชินกับการเป็ นนกกระเรียนป่ าเดียวกายเข้ากับขนบธรรมเนียม ของส านักกุยหยกไม่ได้ แน่นอนว่าเขาไม่ยินดีแล้วก็ไม่มีทางจะจับเจ้า ผูกติดกับส านักกุยหยกไปจนตาย”
“อาจารย์ของข้าได้ช่วยหาผู้ปกป้ องมรรคาอย่างลับๆ คนหนึ่ง ให้กับสานักกระบี่ชิงผิงก็คือชิงถง ถ้าอย่างนั้นศิษย์พี่เล็กของเฉาฉิง หล่างอย่างข้าก็ต้องหาผู้ปกป้ องมรรคาที่พึ่งพาได้ให้กับเจ้าสานักคน
ถัดไป”
“ฟังมาถึงตรงนี้ พี่เฝิงรู ้สึกเหมือนสมองเปิดกว้างในทันทีทันใด แล้วใช่หรือไม่ วกวนอ้อมค้อม พูดไปพูดมา สิ่งที่ข้าหมายตาอย่าง แท้จริงก็ยังคงเป็ นเจ้าอย่างไรล่ะ สหายชิงมี่”
เฝิ งเซวี่ยเทาเหม่อลอยไร ้คาพูด คล้ายกับว่าเพิ่งจะได้รู ้จักเด็ก หนุ่มชุดขาวที่เอ้อระเหยลอยชายข้างกายผู้นี้เป็ นครั้งแรก
ชุยตงซานยังคงพูดเจื้อยแจ้วต่อไป “เจ้าก็น่าจะเคยได้ยินข่าวลือ เล็กๆ อย่างหนึ่ง ศาลเทพอภิบาลเมืองของใต้หล้าไพศาลมีการเปิด รายชื่อฉบับหนึ่งอย่างลับๆ ใช ้บันทึกถึง “คนดังที่มีบุญกุศลคุณความ ดีติดกาย เหมือนอย่างศิษย์พี่หญิงใหญ่ของข้าก็มีชื่ออยู่ในนั้น ด้วย
เหตุนี้ยามที่นางเดินทางผ่านแคว้นต่างๆ ของไพศาล ผ่านศาลเทพ อภิบาลเมืองน้อยใหญ่ก็ล้วนได้รับการปฏิบัติที่มีมารยาทมากเป็ น พิเศษ ส่วนเฝิงเซวี่ยเทานั้นยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ทว่าทางฝั่ง ของศาลบุ๋นกลับแตกต่างไปจากเมื่อก่อนแล้วจริงๆ เพียงแค่เพราะชิง มี่ที่เป็ นผู้ฝึกตนอิสระเคยติดตามอาเหลียงมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ใจกลาง ของเปลี่ยวร ้างอย่างไม่เสียดายชีวิต จากนั้นยังร่วมมือกับเจียงซ่าง เจินช่วยปกป้ องมรรคาให้กลุ่มของคนรุ่นเยาว์ซึ่งมีเฉาสือเป็ นหนึ่งใน นั้น จับคู่เข่นฆ่ากับผู้ฝึกตนสายแผนภูมิฟ้ าของเปลี่ยวร ้างที่มาพบเจอ กันบนทางแคบ ทว่าเฝิ งเซวี่ยเทาไม่รู ้เลยว่าควรจะน าคุณความ เหนื่อยยากที่มองดูคล้ายชื่อเสียงเลื่อนลอยพวกนี้มาใช ้อย่างไร แต่ ข้ากลับรู ้ว่าควรจะเอามันมาใช ้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร อีก ทั้งยังเป็ นวิธีการสมเหตุสมผลที่ทาไปตามกฎระเบียบ ไม่มีความกังวล ว่าจะเป็ นการเชือดไก่เพื่อชิงไข่มาอย่างแน่นอน”
“อาจารย์คือบัณฑิต ข้าคือคนท าการค้า อาจารย์ระมัดระวังทั้งใน เรื่องการศึกษาหาความรู ้และการอบรมบ่มเพาะตัวเอง ประสงค์จะได้ ทั้งคุณธรรม ความชอบธรรมและการสร ้างผลงาน แต่ข้ากลับแสวงหา แค่คุณความชอบและการสร ้างผลงานอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นฉวย โอกาสตอนที่ข้ายังเป็ นเจ้าสานักของสานักกระบี่ชิงผิง เจ้าต้องถนอม เห็นค่าโอกาสที่พันปียากจะพานพบทั้งยังปรากฏแค่วูบเดียวก็จาง หายนี้ไว้ให้ดี เผิงเซวี่ยเทา ข้าได้เปิดราคาต่าสุดออกมาให้เจ้าเห็น อย่างชัดเจนแล้ว การค้าครั้งนี้ เจ้าจะทาหรือไม่ทา?”
“ข้านับถึงสิบ เกินเวลาก็ไม่รอแล้ว”
ในขณะที่ชุยตงซานกาลังจะนับถึงสิบ เฝิงเซวี่ยเทาก็เปิดปากเอ่ย ว่า “ข้ามีคาถามในเรื่องผลประโยชน์ที่สมกับเป็ นผู้ฝึกตนอิสระอย่าง มากอยากถามแค่ข้อเดียว”
ชุยตงซานหยุดพูด ผงกศีรษะพร ้อมยิ้มบางๆ “รอฟังประโยคนี้ ของเจ้าอยู่นี่แหละวางใจเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าชี้เส้นทางแห่งการผสาน มรรคาที่ชัดเจน จะทาสาเร็จได้หรือไม่คาดคะเนแบบเผื่อไว้ ก็มีโอกาส ห้ากับห้า”
เฝิ่งเซวี่ยเทารีบทาให้จิตแห่งมรรคามั่นคง ถามว่า “จริงหรือ?!”
ชุยตงซานกล่าว “ค าพูดไม่น่าฟังเอามาพูดกันก่อน เจ้าจะต้อง เสียเวลานานมาก สั้นหน่อยก็แปดร ้อยปี ยาวหน่อยก็หลายพันปี ล้วน เป็ นไปได้ทั้งนั้น”
เฝิงเซวี่ยเทาเอ่ยเสียงทุ้มหนัก “ตกลงตามนี้”
ชุยตงซานถามหยั่งเชิง “สัญญาวิญญูชนที่ผึ่งผายองอาจเช่นนี้ ไม่ต้องสาบานหรือเขียนเป็ นลายลักษณ์อักษรหรอกกระมัง?”
เฝิงเซวี่ยเทากล่าว “สหายส่วนสหาย การค้าส่วนการค้า พวกเรา ต้องหาคนกลางมาช่วยเป็ นพยานในเรื่องนี้”
ชุยตงซานถามอย่างระมัดระวัง “ยกตัวอย่างเช่น?”
เฝิ่งเซวี่ยเทาหัวเราะหึหึ “เจ้าสานักชุยมีวิชาความรู ้สูงส่งเหนือ ผู้ใด เชี่ยวชาญการคาดคะเนใจคนมากที่สุด ท่านและข้าต่างก็รู ้กันดี ไยต้องถามให้เกินความจ าเป็ นด้วยเล่า”
ชุยตงซานกระทืบเท้า “ข้ากับฮว่อหลงเจินเหรินที่มีคุณธรรมมี ชื่อเสียงสูงส่งไม่ได้สนิทกันเลยนะ!”
เฝิงเซวี่ยเทาหน้าด าทะมึน “ข้าหมายถึงเฉินผิงอัน!”
ชุยตงซานคิดไม่ตกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร ้งทาเป็ นว่ากาลังใช ้ เสียงในใจพูดคุย จากนั้นก็ทาท่าโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก ครั้นจึงเปิดปากพูดอย่างน่าเชื่อถือว่า “ค่อยยังชั่วหน่อย อาจารย์ของ ข้ายอมรับปากตอบตกลงแล้ว”
ใบหน้าเฝิงเซวี่ยเทาเผยแววเย้ยหยัน “เจ้าส านักชุย ช่วยมีความ จริงใจหน่อยได้ไหม เห็นข้าเป็ นคนโง่หรือ?”
ชุยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อ ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะพูดอย่างตรงไปตรงมา บอกความจริงที่ไม่มีปิดบังซ่อนเร ้นให้ เจ้าฟังก็แล้วกัน ทาการค้า ไหนเลยจะไม่มีความเสี่ยง แล้วก็จะขอ เตือนเจ้าด้วยความหวังดีอีกสักประโยค กล้าเอาอาจารย์ของข้ามา ข่มขู่ข้า ข้าจะเล่นงานเจ้าถึงตายเลย”
เจ้าตัวดี เปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือเสียอีก
ลางสังหรณ์ของเฝิงเซวี่ยเทาในเวลานี้บอกกับตัวเขาเองว่าเด็ก หนุ่มไม่ได้ล้อเล่น
พริบตานั้นชุยตงซานก็เหมือนทาน้ามันไว้ใต้ฝ่ าเท้า คิดจะเผ่น หนี
ผลคือก็ยังถูกผู้ที่มาเยือนคว้าหัวสุนัขเอาไว้ได้ เขาเองก็ยิ้มตาหยี เช่นเดียวกัน “เจ้าสานักชุยร ้ายกาจนักนะ ทาการค้ากับคนอื่นด้วย ความหวังดีแบบนี้เองหรือ?”
เฝิงเซวี่ยเทาหัวเราะสมน้าหน้าอีกฝ่ าย ของสิ่งหนึ่งมักจะกดข่ม ของสิ่งหนึ่งได้จริงๆ เสียด้วย
ที่แท้ตอนที่ชุยตงซานแสร้งท าเป็ นว่าใช้เสียงในใจพูดคุยกับ อาจารย์ เฝิ งเซวี่ยเทาก็ได้ใช ้เสียงในใจพูดกับเฉินผิงอันเรื่องนี้ไป จริงๆ แล้ว แต่ตัดเนื้อหาออกไป บอกแค่ว่าตนกับเจ้าสานักชุยเจรจา กันเรียบร ้อยแล้ว หลังจากที่ปลดจากตาแหน่งผู้ถวายงานของสานัก กุยหยกก็ยินดีที่จะไปเป็ นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อระยะยาว ของสานักกระบี่ชิงผิงทันที แม้เฉินผิงอันจะไม่รู้ว่าชุยตงซานโน้มน้าว ผู้ฝึกตนอิสระขอบเขตบินทะยานผู้นี้ได้อย่างไร แต่ถึงอย่างไรก็เป็ น เรื่องดีใหญ่เทียมฟ้ า ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องปฏิเสธ ผลคือเพิ่งจะ ปล่อยดวงจิตมาที่นี่ก็ได้ยินชุยตงซานกาลังพูดความจริงที่ไม่มีปิดบัง ซ่อนเร ้น จะเล่นงานใครจนตายนั่นพอดี
ชุยตงซานหดคอ ก่นด่าเฝิงเซวี่ยเทาไปว่า “ผู้ฝึกตนอิสระชาติ สุนัข”
มะเหงกหนึ่งลูกเขกจนเด็กหนุ่มชุดขาวร ้องจ๊าก แล้วยังมีประโยค สั่งสอนตามมาอีก “เป็ นคนครอบครัวเดียวกันแล้ว พูดจากับว่าที่ผู้ ถวายงานอย่างนี้ได้อย่างไร”
เฉินผิงอันกุมหมัดยิ้มเอ่ย “วันหน้าสหายชิงมี่ก็ช่วยให้อภัยมากๆ หน่อย”
เฝิงเซวี่ยเทากุมหมัดคารวะกลับคืน “ได้เลย”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “วันหน้าไปถึงสานักกระบี่ชิงผิงแล้วก็สามารถ ไปดื่มชาดื่มเหล้าที่ภูเขาลั่วพั่วบ่อยๆ ได้”
เฝิงเซวี่ยเทาได้ยินเสียงพิณก็รู ้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ได้ทันใด ยิ้มเอ่ยว่า “เรื่องจะไปฟ้ องคงไม่ล่ะ ข้าเชื่อใจในคัมภีร ์การค้าของเจ้า
ส านักชุย”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เวลาปกติตงซานพูดจาไม่มีแก่นสาร แต่ ส่วนใหญ่ทาอะไรก็มักจะเชื่อถือพึ่งพาได้เสมอ”
เฝิงเซวี่ยเทาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “ยังน่าสงสัยอยู่”
เฉินผิงอันหัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง “ดูท่าพี่เฝิงคงไม่เห็นตัวเองเป็ นคน นอกแล้ว ดีมาก ดีมากเลย”
ไม่รู ้ว่าเหตุใด เฝิงเซวี่ยเทาค้นพบว่าหลังจากที่เฉินผิงอันปรากฏ ตัว ชุยตงซานก็เหมือนเปลี่ยนไปเป็ นคนละคน พูดให้ถูกต้องก็คือ ตอนที่อาจารย์และศิษย์คู่นี้อยู่ด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่นบนโต๊ะเหล้า
ของเรือข้ามฟากถงอินก่อนหน้านี้ ชุยตงซานจะไม่เหลือพลังอ านาจ ใดๆ อยู่เลย อีกทั้งยังไม่มีความอึดอัดขัดเขินใดๆ ราวกับว่าเป็ น ความรู ้ใจโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย เป็ นไปเองโดยธรรมชาติ ไม่มีเหตุผล ให้พูดถึง
เฉินผิงอันกล่าว “ตงซานนั้นไม่จาเป็ นต้องพูดถึง ทางฝั่งของ สานักกระบี่ชิงผิง ชิงหล่างเหมือนบัณฑิตที่เที่ยงแท้ยิ่งกว่าข้าที่เป็ น อาจารย์เสียอีก ขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นรู ้จักพลิกแพลงไปตาม สถานการณ์มากกว่าข้า จิตใจมุ่งมั่นต่อการแสวงหาความรู ้และถาม มรรคา หวังว่าวันหน้าพี่เฝิงจะให้การดูแลให้ค าแนะน ามากหน่อย ข้า ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้า ณ ที่นี้”
เฝิงเซวี่ยเทาอิ่มรับหนึ่งที “ข้าเคยได้สัมผัสกับเฉาฉิงหล่างอยู่ที่ เมืองหลวงแห่งนี้หลายครั้ง มีความประทับใจที่ไม่เลว”
สัมผัสได้ถึงความสัมพันธ ์ของอาจารย์และศิษย์ระหว่างเฉินผิงอัน กับชุยตงซานและเฉาฉิงหล่าง เฝิงเซวี่ยเทาก็ให้รู ้สึกสะทกสะท้อนใจ ตนควรจะไปที่ธวัลทวีปสักรอบ เพื่อไปพบแยนอี้ผู้เป็ นลูกศิษย์ที่ขอแค่ ตนไม่ไปพบเขา เขาก็ไม่กล้ามาหาตนดีหรือไม่นะ?
ในบรรดาลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อมากมาย แต่ละคนมี คุณสมบัติต่างกันไป นิสัยใจคอก็ไม่เหมือนกัน มีคนที่เอาชื่อเสียง ของตนไปอวดอ้างเป็ นลูกแกะที่ห่มหนังเสือ มีคนที่ยิ่งเดินยิ่งห่างไกล กลายมาเป็ นคนแปลกหน้า ในเมื่อเจ้าเฝังเขวี่ยเทาไม่เห็น ความส าคัญของพวกเรา พวกเราก็ไม่สนใจแล้วว่าจะได้รับการบันทึก
ชื่อหรือไม่ได้รับการบันทึกชื่อ แต่ก็มีคนประหลาดอย่างแยนอี้ที่คิดแต่ อยากจะฝึ กตนให้ดี เปิ ดภูเขาก่อตั้งพรรค เพื่อที่สักวันหนึ่งจะได้ พิสูจน์ให้อาจารย์เห็นว่าตนมีคุณสมบัติมากพอจะเป็ นลูกศิษย์ผู้สืบ ทอด
ดูเหมือนจะได้ยินมาว่าแยนอี้เคยคิดที่จะเชิญเชี่ยซงฮวาให้ไป เป็ นอาจารย์สอนเวทกระบี่ให้กับแยนอิง พอคิดถึงเรื่องนี้ เฝิงเซวี่ยเทา ก็ถามว่า “ทาไมเซี่ยซงฮวาถึงไม่มารับตาแหน่งผู้ถวายงานของสานัก กระบี่ชิงผิง?”
ชุยตงซานหัวเราะหึหึ