กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1134.1 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จาก ลมวสันต์
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1134.1 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จาก ลมวสันต์
เด็กหนุ่มที่เหมือนเมฆข้าวก้อนหนึ่งกลับไปที่เรือถงอิน เห็นเด็ก สาวสวมหมวกขนเตียวนั่งยองอยู่ข้างบันไดของหัวเรือ ชุยตงซานก็ ยิ้มถามว่า “เซี่ยอันดับรองกาลังนั่งยองในส้วมหรือว่ามารอดัก ขวางทางข้ากัน?”
เซี่ยโก่วขี้เกียจลุกขึ้นยืน ยื่นมือมาป้ องข้างปาก ถามว่า “เจ้า สานักชุย เจ้าสามารถชี้เส้นทางในการผสานมรรคาให้ชิงมี่ได้จริง หรือ? ไม่ได้หลอกเขาใช่ไหม?”
ชุยตงซานทรุดตัวนั่งยองตาม ร ้องเอ๊ะหนึ่งที “ขนบธรรมเนียม ประจาตระกูลเราคือปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ บอกว่าอยู่ระหว่าง ห้าต่อห้า ก็คือครึ่งต่อครึ่ง ต้องไม่หลอกลวงกันแน่นอน”
ชุยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อพร ้อมทาเสียงหึในลาคอไปด้วย “ข้าคือคนที่เป็ นเจ้าสานักเชียวนะ หน้าตาล้าค่ายิ่งกว่าทองคาเสียอีก”
เซี่ยโก่วกิ่งเชื่อกึ่งกังขา
ชุยตงซานคล้ายจะเพิ่งรู ้สึกตัวภายหลัง พูดด้วยสีหน้าตกตะลึง ระคนหวาดกลัว “เซี่ยอันดับรองรู ้ความลับประเภทนี้ได้อย่างไร? คง ไม่ใช่ว่าเรื่องที่ข้ากับสหายชิงมี่เห็นว่ารอบด้านผู้คน ก็เลยไปฉี่รดน้า
ไว้ที่มุมกาแพงของตรอกเล็กแห่งนั้นก็ถูกมองเห็นด้วยหรอกนะ? ข้า คือหนุ่มน้อยเยาว์วัยผู้ยังบริสุทธิ์ไร ้เดียงสา เรื่องนี้หากแพร่ออกไป วัน หน้าจะยังมีหน้าไปพบเจอคนอื่นได้อย่างไร…”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง “ไม่ได้อีสักหน่อย มีอะไรน่าดูกัน”
ชุยตงซานสูดลมหายใจดังเฮือก จากลากันเพียงสามวันต้องหัน มามองกันเสียใหม่ เซี่ยอันดับรองฝึ กตนอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วไม่กี่วัน ความสามารถในการพูดคุยก็เพิ่มขึ้นพรวดพราดเช่นนี้แล้วหรือ
เผยเฉียนที่เดินเล่นอยู่ตรงหัวเรือกล่าวว่า “ก็หนีไม่พ้นว่าสาเร็จ กับไม่สาเร็จ ก็อย่างละครึ่งพอดีไม่ใช่หรือไร”
เซี่ยโก่วมีสีหน้าเหลอหรา “หา? ทาแบบนี้ได้ด้วยหรือ?”
หรือว่าตนไปอยู่บนภูเขาลั่วพั่วปลอมมา? อ้อ จาได้ว่าเจิ้งต้าเฟิง เคยพูดว่าทุกวันนี้เจ้าสานักชุยคือคนของสานักกระบี่ชิงผิง คือน้าที่ สาดออกไปแล้ว ไม่สนิทสนมคุ้นเคยกันอีกแล้ว
เผยเฉียนกล่าว “ก็ไม่ใช่ว่าหลอกลวงกันทั้งหมด เนื่องจากผู้ อาวุโสชิงมี่ฟังความนัยนอกเหนือจากค าพูดของฮว่อหลงเจินเหรินไม่ ออก ศิษย์พี่เล็กก็เลยแต่ได้ช่วยเขาเล็กน้อย”
ชุยตงซานยื่นสองมือออกมา ยกนิ้วโป้ งให้ “คนที่รู ้ใจข้าที่สุดก็ คือศิษย์พี่หญิงใหญ่นี่เอง!”
เซี่ยโก่วยังคงมีสีหน้าแบบเดิม “หา? หา?”
เผยเฉียนจึงได้แต่อธิบายอย่างมีน้าอดน้าทนว่า “ผู้อาวุโสชิงมี่ก็ คือผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานที่ความมั่นใจร่วงดิ่งไปแล้ว ถอดใจกับ ขอบเขตสิบสี่อย่างสิ้นเชิงแล้ว คิดว่าคุณสมบัติและโชควาสนาของ ตนต่างก็สู้บินทะยานแข็งแกร่งทั้งหลายไม่ได้ อันที่จริงสภาพจิตใจ เช่นนี้ต่างหากที่ถึงจะทาให้เส้นทางบินทะยานของผู้อาวุโสชิงมี่เดินไป ถึงปลายทางของทางตันอย่างแท้จริง หากห่านขาวใหญ่พูดว่าเจ้าเฝิง เซวียเทาจะมีโอกาสอย่างไร อย่างไรเฝิงเซวี่ยเทาอาจไม่เชื่อเสมอไป นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทาไมห่านขาวใหญ่ถึงได้เอ่ยประโยคที่ว่า “จิตแห่ง มรรคาแข็งแกร่งมากพอ’ อันที่จริงนี่ก็คือหนึ่งคาพูดสองความหมาย ในเมื่อเป็ นเช่นนี้ ห่านขาวใหญ่ก็เลยใช ้…วิธีที่สะดวกสบาย สรุปก็คือ จะต้องให้เผิงเชวี่ยเทาดึงกาลังใจที่ตกลงไปกลับขึ้นมาใหม่ให้ได้ก่อน ให้มีความหวังก่อน ต่อให้จะเลือนรางแค่ไหน แต่เฝิงเซวี่ยเทาของเมื่อ วานกับเฝิงเซวียเทาของวันพรุ่งนี้ก็จะแตกต่างกันอย่างมากแล้ว ใน บางความหมายแล้วสามารถพูดได้ว่าในนาทีนั้น เฝิงเซวี่ยเทาได้เดิน ไปบนเส้นทางของการผสานมรรคาแล้ว นอกจากนี้ห่านขาวใหญ่ยัง เข้าใจอะไรมากมาย สามารถแลกเปลี่ยนมรรคกถาให้กันและกันได้ แน่นอนว่าย่อมต้องมีประโยชน์”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “ได้เรียนรู ้แล้ว ได้เรียนรู ้แล้ว ที่แท้ก็ ยังทาแบบนี้ได้ด้วย”?
ชุยตงซานสอดสองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย พูดกลั้วหัวเราะเสียงเบา “หลังจากฝนใหญ่ผ่านไป การผสานมรรคาง่ายขึ้นเยอะมากก็จริง ทว่าขอบเขตสิบสี่ ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ผักกาดขาวที่ขึ้นบนดินข้างทาง”
เซี่ยโก่วขมวดคิ้วหน้ามุ่ย “ฝ่าทะลุขอบเขตยากจริงๆ ช่างน่ากลุ้ม เหลือเกิน”
ชุยตงซานยิ้มบางๆ “ดังนั้นเมื่อครู่นี้พอข้าบอกว่าเฝิงเซวี่ยเทามี หวังที่จะผสานมรรคา เซี่ยอันดับรองถึงได้เกิดใจคิดสังหารสหายชิงมี่ ข้าเดาไม่ผิดใช่ไหม?”
เซี่ยโก่วยอมรับเรื่องนี้อย่างผึ่งผาย “สัญชาตญาณนี่นะ จะมีวิธี อะไรได้อีก แต่ข้าสามารถควบคุมไว้ได้”
เผยเฉียนยิ้มกล่าว “แบบนี้ก็ดีมากแล้ว”
ชุยตงซานเอ่ยคล้อยตาม “ถูกต้องแล้ว เซี่ยอันดับรองของพวก เราคือผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนที่ยอดเยี่ยมถึงปานใด ไม่ว่าอะไรก็ เรียนรู ้ได้อย่างง่ายดาย ยิ่งยากก็ยิ่งเรียนรู ้ได้เร็ว เพียงแต่ว่าในเรื่อง ของการขัดเกลาจิตแห่งมรรคายังมีช่องว่างพอให้พัฒนาก้าวหน้าได้ อยู่ ข้าที่เป็ นคนมองดูอยู่ข้างๆ ร ้อนใจจนเกาหูเกาแก้ม อิจฉาก็อิจฉา จริงๆ”
เซี่ยโก่วถามเผยเฉียนอย่างตรงไปตรงมา “ห่านขาวใหญ่ไม่ได้ ด่ากันอยู่ใช่ไหม?”
อยู่บนภูเขาลั่วพั่วนานวันเข้าก็จะค้นพบว่าค าพูดบางอย่างมีพลัง ในการแพร่กระจายที่น่าประหลาด ทาให้คนข้างๆ เรียนรู ้เป็ นได้ ในทันที ง่ายที่จะเสพติด ยกตัวอย่างเช่นฉายาว่าห่านขาวใหญ่นี้
เผยเฉียนกล่าว “คือคาเหน็บแนมที่ซ่อนแฝงไว้ด้วยการโจมตี หรือเป็ นค าประชดประชันที่มีความหมายตรงข้ามกับที่พูด ก็ไม่แน่ใจ
เหมือนกัน”
ชุยตงซานเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ฟ้ าดินเป็ นพยาน อย่าได้ใส่ร ้ายคนดี สิ!”
เซี่ยโก่วโบกมือเป็ นวงกว้าง “ไม่เป็ นไร จะถือว่าเป็ นค าพูดดีๆ ก็ แล้วกัน!”
ชุยตงซานเอาสองมือไพล่หลัง เดินก้าวเป็ นวงกลมอยู่ที่เดิม ยัก คิ้วหลิ่วตาเอ่ยว่า “ใบถงทวีปคงไม่ใช่ว่าทั้งบนและล่างภูเขาต่างก็หวัง ให้สักวันหนึ่งเจ้าสานักเจียงแห่งสานักกุยหยกสามารถผสานมรรคา ได้หรอกกระมัง? แจกันสมบัติทวีป ไม่ใช่ว่าทุกคนล้วนติดค้าง ขอบเขตสิบสี่กับข้าหรอกหรือ? ตลอดทั้งใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง ไม่ควรที่ ผู้ฝึกลมปราณเผ่าปีศาจทุกคนต่างก็ไม่คาดหวังให้อาจารย์ของข้า เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่หรือ? หึ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่พวกเจ้าว่า ประหลาดหรือไม่เล่า?”
เซี่ยโก่วคิดแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น “พูดอะไรของเจ้า เกี่ยวผายลม อะไรกับข้าด้วย”
ชุยตงซานรีบร ้องว้าว ว้าว ว้าวเลียนแบบหมี่ลี่น้อยทันใด
เผยเฉียนกลอกตามองบน ผีปัญญาอ่อนสองตัว
เซี่ยโก่วเดินอาดๆ จากไป เผยเฉียนก็อยากจะกลับไปฝึกหมัดที่ ห้องของตัวเอง ชุยตงซานเรียกศิษย์พี่หญิงใหญ่แล้วก็ทาท่าจะพูดไม่ พูด
เผยเฉียนหยุดเดิน ถามอย่างประหลาดใจ “มีอะไรหรือ?”
ชุยตงซานยิ้มเอ่ย “เจ้าชอบถ่านดาน้อยในอดีตมากกว่าหรือว่า ชอบเผยเฉียนในตอนนี้มากกว่า?”
เผยเฉียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ข้าไม่ชอบตัวเองในอดีตที่ไม่ รู ้ความอย่างมาก”
ชุยตงซานเอ่ยเสียงเบา “เอาเป็ นว่าทั้งข้าและอาจารย์ต่างก็มักจะ คิดถึงถ่านด าน้อยในอดีตบ่อยๆ ก็แล้วกัน”
เผยเฉียนยิ้มกล่าว “อาจารย์พ่อพูดกับเจ้าเองหรือ?”
ชุยตงซานส่ายหน้า “ไม่จ าเป็ นต้องพูด”
เกี่ยวกับการเติบโตของเผยเฉียน ดูเหมือนว่าอาจารย์จะปลาบ ปลื้มยินดีอย่างมาก แต่ก็เสียใจมากด้วยเหมือนกัน
คงเป็ นเพราะอาจารย์ที่ชอบแล้วก็ถนัดในการใช ้เหตุผลพบว่า ความรู ้สึกนี้ไม่มีเหตุผลให้อธิบายได้เลยจริงๆ จึงได้แต่เงียบงันเท่านั้น
ก็เหมือนเด็กน้อยที่กระโดดโลดเต้นคนหนึ่ง เพียงชั่วพริบตาก็ กลายเป็ นสาวแล้ว
โอภาปราศรัยตามมารยาทอยู่พักหนึ่ง เฉินผิงอันก็กลับมาที่เรือ ข้ามฟาก เดินมาหาพวกเขา ยิ้มถามว่า “คุยอะไรกันอยู่หรือ?”
คนทั้งสองเปิดปากพูดแทบจะเวลาเดียวกัน คนที่เป็ นศิษย์ชาย เอ่ยว่า “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ยังอยากจะแอบดื่มเหล้า แต่ถูกข้าห้ามไว้”
คนที่เป็ นศิษย์หญิงกล่าว “ห่านขาวใหญ่ไม่ยอมพูดดีๆ กับเซี่ย อันดับรอง”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มตาหยี ปากพูดว่าดีมาก ดีมาก แล้วยก สองมือขึ้นมอบมะเหงกให้พวกเขาคนละที
ชุยตงซานถาม “อาจารย์จะกลับภูเขาลั่วพั่วแล้วหรือ?”
เฉินผิงอันกล่าว “ไปที่ภูเขาอู๋ถงของชิงถึงก่อนรอบหนึ่ง นางมอบ ใบถงมาให้ข้าหลายใบเปล่าๆ ข้าต้องไปขอบคุณถึงที่สักหน่อย จากนั้นผ่านทางค่อยแวะไปที่ตาหนักพยัคฆ์เขียวไปดื่มเหล้ากับเจิน เหรินผู้เฒ่าลู่ หลังจากนั้นค่อยกลับบ้าน ไปฝึกตนอยู่ในพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมเนินฝูเหยาต่ออีกครั้ง”
ชุยตงซานกล่าว “อันที่จริงอาจารย์ไม่ต้องมีความอดทนทุกครั้งที่ ลงจากภูเขาแบบนี้ก็ได้”
จะว่าไปแล้วการที่ไปเยือนภูเขาอู่ถงก็ไม่ใช่เพื่อสามีภรรยาคู่นั้น หรอกหรือ คาว่าผ่านทางก็ไม่ใช่เพราะอยากให้อาจารย์และศิษย์คู่นั้น ไม่รู ้สึกว่าติดค้างน้าใจใครหรือไร
“พวกเรามีความอดทนอันน้อยนิดหรือไม่มี บางทีอาจเป็ นตัว ตัดสินความสุขความทุกข์ การพบการพรากของคนมากมายที่เราได้ พบเจอก็เป็ นได้ แล้วจะกล้าไม่มีความอดทนได้อย่างไร ถูกไหม?”
เฉินผิงอันยื่นมือมากดหัวของชุยตงซาน แล้วเอ่ยต่อว่า “ก็เพราะ ระหว่างทางเคยได้เจอกับคนที่มีความอดทนหลายคน ถึงได้มีเฉินผิง อันอย่างในทุกวันนี้”
เผยเฉียนอิ่มรับหนึ่งที
ชุยตงซานถอนหายใจ “ฟ้ าดินกว้างใหญ่ อาจารย์ใหญ่ที่สุด ท่านพูดอะไรก็ถูกทั้งหมดนั่นแหละ”
เฉินผิงอันกล่าว “ในที่สุดข้าก็คิดเรื่องหนึ่งจนเข้าใจแล้ว”
ชุยตงซานเห็นท่าไม่ดีก็จะรีบเผ่นหนี แต่กลับถูกเฉินผิงอันยื่นมือ มากดศีรษะเอาไว้ ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ต้องใจฝ่ ออะไรเสียหน่อย จะหนี ท าไม”
เผยเฉียนครุ่นคิดแล้วก็เตรียมจะจากไป อาจารย์พ่อกับศิษย์พี่ เล็กต้องมีธุระส าคัญให้คุยกันแน่นอน อีกทั้งยังเป็ นเรื่องใหญ่ด้วย
แต่เฉินผิงอันกลับบอกเป็ นนัยแก่เผยเฉียนว่าไม่ต้องไปไหน ก่อน จะใช ้เสียงในใจพูดคุยกับพวกเขา “คาถามบางอย่างก่อนหน้านี้ ข้า ไม่ให้คาตอบหนึ่งวัน คนบางคนก็รอคอยคาตอบเหมือนกับเจ้า”
ชุยตงซานเอ่ยอย่างอัดอั้น “นี่คือความตั้งใจของเจ้าตะพาบเฒ่า ข้าเองก็เพิ่งจะขบคิดได้แค่ไม่กี่วันมานี้เอง”
เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “ดังนั้นศิษย์พี่ใหญ่ปกป้ องมรรคาให้กับข้า ก็เท่ากับเป็ นการมอบยันต์คุ้มกันกายที่มองไม่เห็นแผ่นหนึ่งมาให้ เจ้า ที่เป็ นลูกศิษย์จะใจฝ่ออะไร”
ชื่อของยันต์คุ้มกันกายแผ่นนี้ น่าจะสามารถเรียกได้ว่า “คาตอบ เกี่ยวกับผิดถูก เกี่ยวกับขั้นตอนและผลลัพธ ์
ผู้ฝึ กกระบี่เฉินผิงอันที่อยู่บนเส้นทางชีวิตคน ขั้นตอนในการ “วาดยันต์” เพื่อหาคาตอบชุยตงซานอดทนรอคอย โจวจื่อมองดูดาย
ชุยตงซานพึมพ าเสียงเบา “เจ้าตะพาบเฒ่าเข้าห้องส้วมแล้วไม่ เอากระดาษไปเช็ดกันด้วย”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “อย่าพูดเหลวไหล”
ชุยตงซานถาม “เอาเป็ นว่าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ก็ต่อกันอีกสักรอบ ดีไหม?”
เฉินผิงอันกล่าว “ข้ายังไงก็ได้ ถึงอย่างไรความสามารถในการ ดื่มก็วางอยู่ตรงนั้น เผยเฉียนว่าอย่างไร?”
เผยเฉียนกล่าว “ข้าดื่มไม่เก่ง สู้อาจารย์พ่อไม่ได้ พฤติกรรมยาม ดื่มเหล้าก็อยู่อันดับสองเหมือนกัน”
ชุยตงซานเบิกตากว้าง “ถ่านด าน้อยเจ้าหมายความว่าอย่างไร จะบอกว่าข้าอยู่รั้งท้ายทั้งสองด้านเลยหรือ?”
พวกเขาหวนกลับมาที่โต๊ะเหล้า เฉินผิงอันเข้าครัวด้วยตัวเอง ยัง บอกด้วยว่าฝีมือท าอาหารของเฝิ งเซวียเทาธรรมดา ไม่อยากจะพูด ถึงด้วยซ้า
เผยเฉียนนั่งรอ หลับตาทาสมาธิ สีหน้าคิ้วตาอ่อนโยน ชุยตง ซานฟุบตัวลงบนโต๊ะ อ้าปากหาว โหวกเหวกว่าอยากดื่มเหล้าอยาก กินเนื้อ
หลังจากนั้นเหล้ามื้อดึกของคืนนี้ คนที่เป็ นลูกศิษย์ถึงกับไม่มีใคร เข้าข้างอาจารย์สักคน กลายเป็ นว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่กับศิษย์พี่เล็ก รวมหัวกัน กรอกเหล้าให้คนที่ทั้งคอแข็งและพฤติกรรมยามดื่มเหล้าดี เยี่ยมเป็ นอันดับหนึ่งเมามายได้
ดูเหมือนว่าเฉินผิงอันจะเล่าเรื่องน่าสนใจตอนที่เป็ นลูกศิษย์อยู่ ในเตาเผา ห่านขาวใหญ่ก็เล่าเรื่องน่าอายที่ตอนเด็กตนถูกจับขังไว้ ในห้องถูกบังคับให้อ่านต ารา ถ่านด าน้อยเล่าถึงเรื่องสนุกตอนที่วิ่งไป ทั่วเมืองหลวงแคว้นหนันเยวี่ยนตอนยังเล็ก
เซี่ยโก่วรู ้สึกว่าทุกวันนี้ตนเป็ นคนที่มีตาแหน่งขุนนางใหญ่โต แล้ว ใจกว้างมากพอแล้วก็เลยอยากจะผูกสัมพันธ ์กับผู้ฝึกกระบี่ใน
ท้องถิ่นของกาแพงเมืองปราณกระบี่สองคนนั้นเสียหน่อย ผลคือต้อง กินน้าแกงประตูปิด นางกลับไปอย่างขุ่นเคือง แต่ก็ไม่ย่อท้อ ไปใหม่ อีกรอบพูดโน้มน้าวเซียนกระบี่ทั้งสองดีๆ ว่าทุกวันนี้พวกเราถือว่า เป็ นคนครอบครัวเดียวกันครึ่งตัวแล้ว เมื่อก่อนก็ไม่เคยมีความแค้น ใดๆ ต่อกัน ไม่มีเหตุผลให้ความสัมพันธ ์ต้องตึงเครียดถึงจะถูก…หญิง ชราได้ยินคาบ่นพึมพานอกประตูก็เริ่มเปิดปากไล่คน เด็กสาวสวม หมวกขนเตียวทาหน้าผีใส่ เคาะประตูแรงๆ ไปรอบหนึ่งก็เดินอาดๆ จากไป เดินอยู่ในระเบียงนางร ้อง เพ้ย พึมพาเบาๆ ว่าเซียนกระบี่หยก ดิบเรอะ เพ้ยๆๆ
ผู้เฒ่าในห้องที่จงใจตีหน้าเคร่งเกือบจะหลุดเสียงหัวเราะออกมา แต่หญิงชราที่สีหน้ามืดทะมึนกลับผุดลุกขึ้นทันใด เดินไปเปิดประตู ตวาดอย่างดุดันว่าหากเจ้ากล้าพูดอีกรอบ…ผลคือเด็กสาวสวมหมวก ขนเตียวเผ่นหนีไปไม่เหลือเงานานแล้ว เดิมผู้เฒ่าคิดว่าความสัมพันธ ์ ระหว่างพวกเขากับ “เด็กสาว” คนนั้นคงจะจบเห่อย่างสิ้นเชิงแล้ว คิด ไม่ถึงว่าหญิงชราปิ ดประตูลงเบาๆ ย้อนกลับมานั่งอีกครั้ง สีหน้า อ่อนโยน กระตุกมุมปากคลี่ยิ้ม ผู้เฒ่าจ้องมองหญิงชรา แต่จู่ๆ นางก็ พลันมีสีหน้าเดือดดาล ตบโต๊ะ ตวาดว่ามองอะไรของเจ้า เจ้าแก่บ้า กาม ควบคุมดวงตาสุนัขของเจ้าให้ดี! ผู้เฒ่าจนค าพูด ได้แต่นินทา ในใจว่าอายุก็ไม่น้อยแล้วยังไม่รู ้จักสารรูปตัวเองอีกหรือ น่าจะซื้อ กระจกมาไว้สักบานนะ…ผลคือไม่รู ้ว่าอย่างไร หญิงชราคล้ายได้ยิน เสียงในใจของผู้เฒ่า เจ้าแก่ชกมก ไม่มีปัญญาซื้อกระจกหรือไร?
ผู้เฒ่าเดินแยกเขี้ยวออกมาจากในห้อง พอไปถึงหัวเลี้ยวของ ระเบียงก็เจอเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่หัวเราะคิกคัก “เซียนกระบี่สิ งอวิ๋น นางนิสัยแย่แบบนี้จะไปชอบสตรีแบบนี้ ทาไมกันนะ?”
ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าเต็มใจ”
เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ “สมควรแล้ว”
สิงอวิ๋นอัดอั้นอยู่บ้าง อดไม่ไหวถามว่า “ใต้หล้าสองแห่งเริ่มตีกัน แล้ว แต่เจ้ากลับไม่ไปช่วยเปลี่ยวร ้าง ก็เพื่อวิ่งมามีความรักอยู่ที่นี่น่ะ หรือ?”
เซี่ยโก่วย้อนถาม “ร่างจริงมีรูปโฉมเป็ นเด็กหนุ่ม แต่กลับแต่ง กายให้เป็ นคนแก่ แสงตะวันยามอัสดงงดงามหาสิ้นสุดไม่ได้หรือ สนุก
นักหรือ?”
สิงอวิ๋นอับอายจนพานเป็ นความโกรธ ก าลังจะเปิ ดปากด่า กลับไป เซี่ยโก่วกลับเริ่มพูดทิ่มแทงใจเขา “เจ้าเฒ่าน้อยปากเหม็น แบบนี้ กินขี้มาแล้วไม่ได้บ้วนปากหรือ มิน่าเล่าหลิ่วสุ่ยถึงได้ไม่ชอบ คุยกับเจ้า ระวังไว้หน่อยเถอะ เซียนกระบี่หมี่หล่อเหลากว่าเจ้าเยอะ หรือว่าอนุญาตให้แค่บุรุษอย่างพวกเจ้าชื่นชมในความงาม แต่สตรีไม่ อาจชอบบุรุษรูปงามได้ เซียนกระบี่หมี่มองแล้วสบายตาถึงเพียงใด? แล้วนับประสาอะไรกับที่เขายังเป็ นเซียนกระบี่ตัวจริงด้วย ไม่ค่อย เหมือนเซียนกระบี่ขอบเขตหยกดิบอย่างเจ้าสักเท่าไรนะ…”
สิงอวิ๋นโมโหจนไฟโทสะลุกโชนสามจั้ง เด็กสาวสวมหมวกขน เตียวยืนแนบติดผนัง ยื่นมือมาแคะจมูก “ผู้ฝึ กกระบี่อะไรกัน ทั้งขี้ ขลาดทั้งไม่ได้เรื่อง เวทกระบี่เละเทะ แล้วก็ยิ่งใจเสาะ”