กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1133.3 สามคูณสามได้เท่าไร
ตรงหน้าประตูมีบุรุษคนหนึ่งยืนกอดอกอยู่ ฟังมาถึงตรงนี้ก็ร ้อง เฮอะออกมาหนึ่งที
ซางจั้วสีหน้าไม่สบอารมณ์ “มีเรื่องอะไรก็ว่ามา”
เด็กหนุ่มกล่าว “ข้าน่ะ ก็เป็ นผู้ฝึกตนทาเนียบจริงแท้แน่นอนที่มี ภูเขาของตัวเอง แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็ นพรรคที่ก่อตั้งมาใหม่ รากฐาน ไม่มากพอ ก็เลยได้แต่ออกไปหาเงินข้างนอกด้วยตัวเอง นอกจากข้า ที่เป็ นยอดฝี มือในการก่อสร ้างแล้ว ก็ยังมีผู้ฝึ กตนสานักกสิกรรม ส านักโอสถอยู่อีกหลายคน สร ้างและจัดการดูแลสวน ปลูกพืชพรรณ ไม้ดอกไม้ประดับหายาก ปลูกต้นไม้โบราณของตระกูลเซียน คัดเลือกและเคลื่อนย้ายหินฮวงจุ้ย เอามาแกะสลักทานกกระเรียน เขียว กวางขาว ปลาบินในเมฆอะไรล้วนไม่ยาก สามารถท าให้พรรค บนภูเขาแห่งหนึ่งเปลี่ยนมามีมาดแห่งตระกูลเซียนได้มากยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้การสร ้างศิลาสร ้างแผ่นป้ ายจาลอง แกะสลักหินหน้าผา ของภูเขามีชื่อ หรือกระทั่งรับหน้าที่เป็ นผู้ถวายงานชั่วคราว เค่อชิง แผ่นกระดาษ ช่วยให้การสนับสนุ นหรือสานสะพานสร ้าง ความสัมพันธ ์ ให้บ้านอื่นยืมเรือข้ามฟาก ฯลฯ ขอแค่พวกเจ้าคิดได้ ข้าล้วนท าได้ หรือหากพวกเจ้าคิดไม่ได้เอ่ยประโยคที่ไม่ได้คุยโว ข้า
,
ก็ท าได้เหมือนกัน สรุปก็คืออาศัยความสามารถ ใช ้มโนธรรมในใจ ออกจากบ้านมาก็แค่เพื่อหาเงินอย่างยากลาบากเท่านั้น”
เด็กหนุ่มยกนิ้วโป้ งชี้ไปยังใครบางคนที่อยู่ข้างหลัง “ยกตัวอย่าง เช่นสหายที่อยู่ข้างหลังของข้าคนนี้ก็คือผู้หลอมลมปราณสานัก โอสถที่อาพรางตัวอย่างลึกล้า คือยอดฝีมือคนหนึ่งอย่างแน่นอน!”
เฝิงเซวี่ยเทายิ้มเอ่ย “ฝีมือนับว่าพอใช ้ได้”
ก่อนจะกลายเป็ นเซียนดิน อาชีพเก่าของเฝิ งเซวี่ยเทาก็ต้อง
อาศัยฝีมือของส านักกสิกรรมจริงๆ จ้าวเถี่ยเยี่ยนกลั้นคา “ราคาจะคิดกันอย่างไร?” เด็กหนุ่มชุดขาวกล่าว “สามารถนั่งลงแล้วค่อยๆ พูดคุยกันได้”
ซางจั้วใช ้เสียงในใจเอ่ยเตือน “ศิษย์พี่จ้าว ระวังว่าอีกฝ่ ายจะมา เพราะต้องการกระบองเหล็กของท่าน ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะเคยมา สืบข่าวสารวจที่นี่นานแล้ว แค่รอให้ท่านปรากฏตัวเท่านั้น”
เพราะถึงอย่างไรของที่มีมูลค่ามากที่สุดของพรรคตันจิ่งในทุก วันนี้ก็คือสมบัติพิทักษ์ภูเขาชิ้นนี้แล้ว
จ้าวเถี่ยเยียนเอ่ย “ตามหลักแล้วควรเป็ นเช่นนี้ จิตใจที่ป้ องกัน คนไม่ควรขาด และข้าก็ยิ่งกลัวว่าเจ้าหมอนี่จะมีความแค้นเก่ากับ พรรคตันจิ่งของพวกเรา”
,
เด็กหนุ่มเขย่งปลายเท้า ยืดคอยาวมองเข้ามายังโต๊ะที่อยู่ในห้อง “ไม่สู้จิบเหล้าเล็กๆ น้อยๆ ท ากับแกล้มมาสักสองสามจานดีไหม? ถอยไปพูดหมื่นก้าว การค้าไม่สาเร็จ มิตรภาพยังคงอยู่ ก็ถือเสียว่า ได้คบหาเพื่อนใหม่”
ซางจั้วตาแหลมจึงถามว่า “ชุดคลุมอาคมบนร่างของเซียนซือ
ราคาไม่ถูกเลยนะ”
เด็กหนุ่มชุดขาวยกสองมือเท้าเอว “นั่นมันแน่อยู่แล้ว ตบหน้า ตัวเองสวมรอยเป็ นคนอ้วนนี่นะ คาพูดโบราณกล่าวไว้ว่าคนอาศัย เสื้อผ้า พระพุทธรูปอาศัยแปะทอง ผู้ฝึกบาเพ็ญตนอย่างพวกเรา ออก จากบ้านมาอยู่ข้างนอกก็อาจถูกพวกแววตาสุนัขดูแคลนอย่างเลี่ยง ไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องพิถีพิถันในเรื่องการแต่งกายและขบวนเดินทาง เสียหน่อย”
เด็กหนุ่มที่เป็ นลูกศิษย์ของซางจั้วทั้งยังเป็ นลูกจ้างร ้านเพิ่งจะ เรียนการใช ้เสียงในใจเป็ น จึงพูดกับอาจารย์และอาจารย์ลุงผู้คุมกฏ ว่า “เมื่อครู่นี้ไอ้หมอนี่ดื้อดึงอยู่ข้างนอกไม่ยอมไป นั่งยองอยู่หน้า ประตูพูดคุยกับข้าอยู่นาน จะใช่นักต้มตุ๋นหรือไม่ยังบอกได้ยาก แต่ เอาเป็ นว่าเขานิสัยดีมากเลยล่ะ”
เด็กหนุ่มผู้ใสชื่อไม่กล้าพูดว่าคนวัยเดียวกันผู้นี้ แค่เจอหน้าก็ชม ว่าฐานกระดูกของตนยอดเยี่ยม คือวัตถุดิบเซียนแห่งการฝึ กตนที่ ร ้อยปียากจะพานพบสักครั้ง ไฉนถึงพลัดหลงมาอยู่ในหมู่ชาวบ้าน ไม่ไปแสวงหาเซียนในภูเขาเล่า?”
,
คาพูดประเภทนี้ หากไม่สนใจว่าจริงหรือเท็จ ฟังแล้วก็สบายหู จริงๆ
ตระกูลขุนนางผู้ร่ารวยสูงศักดิ์ที่ติดอันดับในเมืองหลวง ช่วงนี้ ต่างก็น าพาผู้เยาว์ในตระกูลที่เฉลียวฉลาดคล่องแคล่วแวะเวียนไป ตามจวนต่างๆ แล้วก็ได้รับอาจารย์ที่ดีเอาไว้หลายคนแล้ว
ซางจั้วเองก็อยากจะรับลูกศิษย์ได้เปล่าที่ไม่ต้องบันทึกชื่อมาไว้ สองสามคนจริงๆ แต่จนใจที่กาลังทรัพย์ของพรรคตันจิ่งในทุกวันนี้ไม่ เพียงพอต่อการสอบถามตรวจสอบ แค่ตรวจสอบความลับก็ถูก เปิดเผย
หาไม่แล้วอย่างพวกห้าขอบเขตกลางเหล่านั้น ขอแค่มาเยือนถึง ที่ ผู้ที่มาเยือนไม่ควรปฏิเสธ ขอแค่ถ่ายทอดวิชาการหายใจที่ตื้นเขิน สักบทให้ หรือสอนคาถาที่จับเอาตรงโน้นมาผสมตรงนี้ แล้วมอบยา สองสามเม็ดที่กินแล้วไม่ตายไปให้อีกก็ได้กาไรเป็ นกอบเป็ นกาแล้ว
ส่วนลูกศิษย์ที่เพิ่งรับมาใหม่คนนี้ ต่อให้คุณสมบัติจะธรรมดาแค่ ไหนก็เป็ นคนที่สามารถฝึกวิชาเซียนได้ การที่ตนหาตัวอีกฝ่ ายพบ ซางจั้วก็พอใจมากแล้ว ถือเป็ นความน่ายินดีที่ไม่คาดฝัน
ต่อให้จ้าวเถียเยี่ยนจะมีความอดทนดีเยี่ยมแค่ไหนก็ยังเริ่มมี ความคิดที่จะไล่แขกแล้ว
,
ชุยตงซานยิ้มเอ่ย “ไม่ต้องรีบร ้อนไล่คน อันที่จริงการที่ข้ามาพบ ถึงที่ นอกจากจะทาการค้าแล้ว ยังมีโชควาสนาอย่างหนึ่งที่พูดคุยกัน ได้ด้วย”
จ้าวเถี่ยเยี่ยนถาม “หมายความว่าอย่างไร?”
ชุยตงซานกล่าว “ก่อนหน้านี้อาจารย์ของข้าพาสตรีสวมหมวก ขนเดียวคนหนึ่งไปพบพวกเจ้าในอาณาเขตของเทพภูเขาที่มีศาล เถื่อน อาจารย์ได้บอกเรื่องนี้กับข้า บอกว่าขนบธรรมเนียมประจ า ภูเขาของพวกเจ้าดีมาก”
จ้าวเถี่ยเยี่ยนพอจะสงบใจได้บ้างแล้ว เด็กสาวสวมหมวกขนเตียว ผู้นั้นร่ายวิชาเซียนบทหนึ่ง ตบะไม่ต่า ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว หากนาง กับบุรุษชุดเขียวที่ไม่เอ่ยอะไรสักคาผู้นั้นหมายตากระบองเหล็กของ ตนจริง อยู่ในป่ าห่างไกลผู้คน พวกเขาจะแย่งชิงไปโต้งๆ ก็ยังไม่ยาก ไม่มีความจาเป็ นให้ต้องวกวนอ้อมค้อมเช่นนี้ เหตุผลก็เรียบง่ายอย่าง ยิ่ง สามารถบังคับแย่งชิงเอาไปได้ ไยต้องเสียเวลามาหลอกลวงกัน?
จ้าวเถี่ยเยี่ยนโยนเทียบเชิญกลับคืนให้เด็กหนุ่มชุดขาว “มีเรื่อง อะไรจะขอร ้อง โปรดพูดมาตามตรง”
ชุยตงซานยิ้มเอ่ย “วัดวาอารามมีวัดใต้สังกัด จวนเชียนมีสานัก เบื้องบน ใช่หลักการเหตุผลข้อนี้หรือไม่? ตามหลักแล้วคนที่ถูก ทอดทิ้งของพรรคตันจิ่งอย่างพวกเจ้า ต่อให้จะได้รับความอยุติธรรมก็ ยังยอมอดทนกับความอัปยศแบกรับภาระหนักอึ้ง รักษากิจการ บรรพ
,
บุรุษที่เหลือแต่เปลือกนี้เอาไว้ วันหน้าพวกเขากลับมาแล้วก็ค่อยยื่น สองมือส่งประคองกลับไปให้แต่โดยดี”
“เพียงแต่ว่าหย่าเซิ่งที่อยู่ในอันดับสี่ของศาลปุ่ นเคยพูดถึงเรื่อง จักรพรรดิกับขุนนางบิดากับบุตรชาย เคยได้ยินหรือไม่? หย่าเซิ่งไม่ เคยสอนให้บัณฑิตกลายมาเป็ นคนที่ภักดีคนที่กตัญญูอย่างโง่งม จักรพรรดิไม่สมกับเป็ นจักรพรรดิ ขุนนางก็ไม่ต้องท าตัวสมกับเป็ น ขุนนางก็ได้ นี่ต่างหากจึงจะเป็ นเหตุผลที่ถูกต้อง ต้องมีลาดับ ก่อนหลัง”
“ต้องรู ้ว่าการฝึกตนนั้นกลัวเดินไปบนทางผิด กราบภูเขาผิด นับ โจรเป็ นอาจารย์มากที่สุด ผู้ที่ฝึ กบาเพ็ญตนมีเจ็ดอารมณ์หก ปรารถนาอับสับสนวุ่นวาย ก็ไม่อาจมีความจริงใจและเจตนารมณ์ที่ ถูกต้อง ซับซ ้อนพัวพันเหมือนเหาบนร่างของสิงโต จึงควรต้อง ปรับเปลี่ยนหลักการและกฎระเบียบเสียใหม่ ฟื้นคืนขนบธรรมเนียม ประจาตระกูล เมื่อคลื่นใหญ่ชะล้างทรายจนสิ้น สิ่งที่บริสุทธิ์ล้าค่าก็จะ เปล่งประกายให้ตาเห็น ข้าเห็นว่าพวกเจ้าดีมาก คานบนไม่ตรงคาน ล่างกลับไม่เอียง นี่ดีมากแล้ว”
“ฝึกบ าเพ็ญตนแสวงหาความเป็ นเซียน ฝึกตนมุ่งหามรรคา ยังมี ความแตกต่างกันอยู่บ้างเล็กน้อย ทั่วร่างเหม็นสาบกลิ่นเหรียญ ทองแดงจะไม่ใช่ผู้ฝึ กบ าเพ็ญตนได้อย่างไร ก็แค่ไม่ใช่เซียนที่ไม่ สัมผัสกับโลกโลกีย์ตามความหมายหน้าตัวอักษรก็เท่านั้น”
ซางจั้วใช ้เสียงในใจเอ่ย “ศิษย์พี่จ้าว ข้าพูดสู้เขาไม่ได้”
,
ไอ้หมอนั่นฤทธิ์สุรากาเริบก็เลยพูดจาเหลวไหลอย่างนั้นหรือ?
แต่เหมือนจะไม่ใช่ ลองขบคิดอย่างละเอียดแล้วก็พอจะมีเหตุผล อยู่บ้าง?
จ้าวเถี่ยเยี่ยนกล่าว “บางทีอาจพูดคุยกับศิษย์พี่เจ้าประมุขรู ้เรื่อง”
ชุยตงซานกะพริบตาปริบๆ มองไปยังลูกจ้างร ้านคนนั้น “เจ้าหนุ่ม ข้าเห็นเจ้าก็ถูกชะตาทันที จะช่วยเจ้าแต่งเรื่องราวเปี่ยมไปด้วยสีสัน เกี่ยวกับ “หนึ่งคนบรรลุมรรคา ไก่และหมาก็พลอยได้ขึ้นสวรรค์” ก็ แล้วกัน”
เด็กหนุ่มมีความสุขอย่างมาก เขาแทบไม่กล้าเชื่อ ได้แต่ถาม ขลาดๆ ว่า “ข้าสามารถฝึกบ าเพ็ญตนกลายเป็ นเขียนได้จริงๆ หรือ?”
ชุยตงซานยิ้มทะเล้น “เจ้าถือเป็ นพระเอกในเรื่องราวช่วงหลังของ เรื่อง “หนึ่งคนบรรลุมรรคา ไก่และหมาก็พลอยได้ขึ้นสวรรค์”
เด็กหนุ่มฟังความนัยนอกเหนือจากคาพูดนี้ไม่ออก สีหน้าจึงมึน งง “คืออะไร?”
ชุยตงซานตบไหล่เด็กหนุ่ม “ฉลาดขนาดนี้ มิน่าเล่าพวกเราสอง คนถึงถูกชะตากัน”
จ้าวเถี่ยเยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ถามว่า “ช่วยพูดให้ฟังง่าย หน่อยได้หรือไม่?”
,
ชุยตงซานโหวกเหวกเสียงดัง “ในเมื่อพวกเราต่างก็เป็ นคน เปิดเผยที่เข้าใจทุกอย่างได้ดี ข้าก็จะพูดอย่างชัดเจนไปเลยว่า วันนี้ มาเยือนถึงที่ก็เพราะอยากจะเป็ นพันธมิตรกับพรรคตันจิ่งที่เปลี่ยน โฉมหน้าใหม่!”
จ้าวเถี่ยเยี่ยนยิ่งงงหนักกว่าเดิม ถามเด็กหนุ่มชุดขาวอย่างใคร่รู ้
ว่า “ไม่ทราบว่าพรรคของท่านชื่อว่าอะไร?”
เห็นเพียงว่าเด็กหนุ่มชุดขาวยิ้มกว้าง “บอกไปแล้วว่าคือพรรคที่ ก่อตั้งใหม่ ชื่อว่าสานักกระบี่ชิงผิง!”
ซางจั้วถอนหายใจ ใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “ศิษย์พี่ ข้าทนกับไอ้เด็ก นี่ไม่ไหวแล้วจริงๆ!”
จ้าวเถี่ยเยี่ยนยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นขอถามเซียนซือหน่อยเถิดว่า ท่านแซ่ชุยนามตงซานใช่หรือไม่?”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับอย่างแรง “ใช่สิ ข้าคือชุยตงซานไงล่ะ” จ้าวเถี่ยเยี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึก “ไสหัวไป!” ชุยตงซานหันหน้าไปพูด “สหายชิงมี่ เห็นหรือยัง ถึงกับเดา
ตัวตนของข้าออกด้วย หัวไวกว่าเจ้าเยอะเลยนะ” เฝิงเซวี่ยเทาพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “เหมือนจะใช่” ชิงมี่?
,
ผู้ถวายงานคนใหม่ของส านักกุยหยก ผู้ฝึ กตนขอบเขตบิน ทะยานแห่งธวัลทวีปคนนั้น? ก็จริงนะ ได้ยินมาว่าทุกวันนี้เทพเซียนผู้ เฒ่าท่านนี้อยู่ในเมืองหลวง
ซางจั้วตวาดเดือดดาล “ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าผู้อาวุโสให้หมด!”
ชุยตงซานยกนิ้วโป้ ง “นับถือที่พวกเจ้าเป็ นลูกผู้ชาย ข้าก็จะไม่ ถือสาอะไรพวกเจ้าแล้ว พวกเราจะเริ่มดื่มเหล้ากันเมื่อไหร่ดีล่ะ”
ขุยตงซานหันไปถาม “สหายชิงมี่ ดูเหมือนจะเจรจาไม่สาเร็จแล้ว ท าอย่างไรดี?”
เฝิงเซวียเทายิ้มเอ่ย “ข้ายังไงก็ได้ อยู่ต่อดื่มเหล้าก็ได้ ไสหัวไปก็ ได้เหมือนกัน”
ขุยตงซานกุมหมัดเขย่าแรงๆ สองสามที “ไว้พบกันใหม่คราว หน้า หากเจอเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ เดินชนกาแพงสี่ทิศ พบเจอแต่ ทางตัน ก็สามารถไปหาคนที่เรือข้ามฟากถงอินของท่าเรืออวี๋หลินได้ บอกไปว่าพวกเจ้าได้เจอกับเซี่ยอันดับรองมาก่อนแล้ว หรือไม่ก็บอก ไปตรงๆ ว่ามาหาเฝิงเซวี่ยเทาที่อยู่ข้างกายข้าผู้นี้”
จ้าวเถี่ยเยี่ยนยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นข้ากับศิษย์น้องคงไม่ส่งแขก แล้ว”
ซางจั้วเอ่ยว่า “ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็ นใคร มีจุดประสงค์อะไร ข้าก็ อยากพูดเรื่องหนึ่งกับพวกเจ้าให้ชัดเจน พรรคตันจิ่งของพวกเราก็มี ผู้ฝึกบาเพ็ญตนที่จิตแห่งมรรคาบริสุทธิ์อยู่หลายคนเหมือนกัน”
,
ความคิดที่รุมเร ้าเกาะกุมอยู่ในใจก็น่าจะเหมือนคนที่ไม่ถนัดดื่ม เหล้า แต่ต้องมาดื่มเหล้าฤทธิ์ร ้อนแรงถ้วยหนึ่ง
ชุยตงซานพยักหน้า “แน่นอนอยู่แล้ว หาไม่แล้วก็ไม่มีทางมีคน อย่างพวกเจ้าได้ ท าให้ข้าพูดมากขนาดนี้ได้ ทาเอาเหล้าที่ข้าดื่มเข้า ไปล้วนเสียเปล่า กระหายน้าแล้ว จะไม่ดื่มเหล้ากันสักหน่อยจริงๆ
หรือ?”
เฝิงเซวียเทาทนฟังต่อไปไม่ไหวจริงๆ จึงหมุนตัวเดินจากไปก่อน
ชุยตงซานเอาอย่างตัวละครบนเวทีงิ้ว เขย่งปลายเท้าทาท่าถือแส้ ควบม้า ตะโกนว่า “สหายเดินช้าๆ หน่อย”
ออกจากร้านไปแล้ว ชุยตงซานเอาสองมือสอดไว้ในชายแขน เสื้อ พูดด้วยน้าเสียงที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี “สหายชิงมี่ ท่อง พเนจรไปสี่ทิศ เดินเท้าไกลหมื่นลี้ บุคคลเรื่องราวและทัศนียภาพ พวกเราไม่อาจเอาแต่เดินๆ ดูๆ ไปเท่านั้นนะ ต่างก็พูดกันว่าร่างกาย มนุษย์ก็คือฟ้ าดินเล็กแห่งหนึ่ง ผู้ฝึกตนอิสระอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีอะไร ให้ต้องห่วง แล้วจะไม่ดูแคลนตัวเองได้จริงหรือ?”
“จะได้พบเซียนหรือไม่ จะเสียสมาธิหรือไม่ เคยเห็นเมฆและควัน ลอยผ่านตา หรือเคยเป็ นเสาหินกลางกระแสน้า มีที่ใดบ้างที่ไม่ใช่ ด่านทางใจ อยู่บนชายหาดแห่งนั้นชวนให้คนบื้อใบ้ไร ้คาพูด จิตใจที่ ไม่นิ่งดั่งวานรดั่งม้าพยศ ผู้ที่ฝึกบาเพ็ญตนเดินขึ้นเขาอย่างเรา เดิน หันหน้าเข้าผนัง แล้วจะจัดการกับตัวเองอย่างไร?”
,
“ข้ารู ้ว่าจิตแห่งมรรคาของเจ้าแข็งแกร่งมากพอ คาพูดพวกนี้ ย่อมฟังไม่เข้าหู แต่ในฐานะสหายที่ตัดหัวไก่เผากระดาษเหลือง สาบานตนมาด้วยกัน ข้าก็ยังต้องพูด”
“พี่เฝิง ซาบซึ้งใจใช่หรือไม่? จู่ๆ ก็รู ้สึกว่าข้าเป็ นคนดีมากเลยใช่ ไหม?”
เฝิงเซวียเทาพูดหน้าเคร่ง “ไสหัวไป”
ชุยตงซานเดินจากไปเพียงลาพังจริงๆ “ได้เลย รับคาสั่ง! ข้ามีลา น้อยอยู่ตัวหนึ่ง แต่ไม่เคยขี่มัน ฮี่กับๆๆ”
……
ในแม่น้าแห่งกาลเวลาที่ไม่ว่ากับใครก็เหมือนเป็ นต่างถิ่นต่าง แดน ลู่เฉินได้เจอกับเจิ้งจวีจง “ไยต้องทาถึงขนาดนี้ด้วย?”
เจิ้งจวีจงกล่าวอย่างเฉยเมย “เจ้าลัทธิลู่ ท่านรู ้สึกว่าข้าต้องใช ้ ค าพูดข่มขู่ให้ใครกลัวไหม?”
ลู่เฉินแกล้งโง่ “หา? อาจารย์เจิ้งพูดว่าอะไรนะ?” เจิ้งจวีจงแสร ้งทาเป็ นไม่ได้ยิน จะแลกเปลี่ยนตัวประกันกับใต้หล้ามืดสลัว
ส่วนพวกเจ้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เป็ นเรื่องของป๋ ายอวี้จิงพวกเจ้า แล้ว
,
ลู่เฉินพลันเบิกตากลมโต ยื่นนิ้วชี้มาที่ใบหน้าของตัวเอง “อาจารย์เจิ้ง ท่านมองสีหน้าและแววตาของผินเต้าสิ จริงใจหรือไม่ เชื่อหรือไม่?”
ลู่เฉินตีอกชกตัว “เอ่ยประโยคที่ไม่เกินจริงสักคา ผินเต้ายังเชื่อ มากกว่าท่านอีกน
เจิ้งจวีจงเพียงแค่เงียบงัน
หมากล้อมกระดานหนึ่งที่นัดหมายกันไว้เรียบร ้อยแล้ว กระดาน
หมากก็คือใต้หล้ามืดสลัวทั้งแห่ง สองฝ่ายที่ประลองกัน ต่างฝ่ายต่างก็มีข้อได้เปรียบ ความได้เปรียบของเจิ้งจวีจงก็คือเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ก่อน ข้อได้เปรียบของเจ้าลัทธิใหญ่โค่วหมิงก็คือป๋ ายอวี่จิง
ลู่เฉินเอ่ยด้วยสีหน้าหม่นเศร้า “ต่างคนต่างฝึกตนไปไม่ดีหรอก หรือ?”
“ไยต้องเป็ นฝ่ ายพาตัวเข้ามาอยู่ในสถานการณ์ กลายเป็ นไม้ กวนอาจมอันนั้น เฮ้อ จะพูดแบบนี้ก็ไม่ได้ ใต้หล้ามืดสลัวไม่ใช่หลุม อาจมเสียหน่อย อาจารย์เจิ้งก็ยิ่งไม่ใช่ไม้กวนอาจม”
ลูเฉินพึมพาซ้าไปซ้ามา “เจิ้งจวีจงกับใต้หล้ามืดสลัว แน่นอนว่า ต่างก็ไม่ได้เป็ นเช่นนี้”
,
ในที่สุดเจิ้งจวีจงก็เปิดปากพูด “จาได้ว่าในยุคโบราณ สาหรับนัก เดินทางและผู้ฝึ กบาเพ็ญตนแล้ว สถานที่ที่คนคนหนึ่งถือกาเนิด เรียกว่าแคว้นบ้านเกิด แคว้นที่พักอาศัยและแคว้นที่ให้การรับใช ้ มี ชื่อว่าบ้านเมือง และแคว้นที่เป็ นภูมิลาเนาก็เรียกว่าแคว้นมาตุภูมิ”
ลูเฉินถาม “ท่านมีใจล าเอียง ก าลังช่วยใครอยู่หรือไม่? หรือมี ข้อตกลงอย่างลับๆ กับใครบางคนมานานแล้ว จึงจ าเป็ นต้องท า เช่นนี้?”
เจิ้งจวีจงส่ายหน้า “ล้วนไม่ใช่”
ลู่เฉินมีสีหน้าเดือดดาลปานฟ้ าผ่าอย่างที่ไม่เคยเป็ นมาก่อน ชี้ จมูกเจิ้งจวีจงแล้วด่ากราด “เจ้าตะพาบที่อาศัยว่าตัวเองฉลาดก็เลย รังแกคนอื่น ไหนลองบอกมาสิว่าเจ้าต้องการอะไรกันแน่? ผลกรรม จากการที่ทาให้ใต้หล้าเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่นี้ เจ้าเจิ้งจวีจงแบก รับได้ไหวหรือ?”
เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ “เดิมทีข้าก็ฝึกตนของตัวข้าเอง หากขอบเขต สิบสี่สามคนเอาชนะอวี๋โต้วไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นสิบห้าลวงสามคนล่ะ?”
ลู่เฉินยังคงก่นด่าไม่หยุด “นี่มันการคานวณอะไร ใครเป็ นคน สอนเจ้า สามคูณสามได้เก้า หรือว่าสามคูณสามได้หนึ่งกันแน่ หา?!”
เจิ้งจวีจงโบกชายแขนเสื้อ “ลู่เฉินเจ้าด่าก็ส่วนด่า อย่าพ่นน้าลาย มั่วซั่ว”
,