กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1134.3 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จาก ลมวสันต์
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1134.3 เพราะเหตุใดจึงไปหาภูเขา อาจถามได้จาก ลมวสันต์
เซี่ยโก่วแย่งพูด “หลังจากนั้นก็คือผ่านไปอีกสามร ้อยห้าร ้อยปี ชิงถงแสร ้งท าเป็ นว่าเลื่อนเป็ นขอบเขตบินทะยาน? ไม่ถูกสิ นี่ก็ไม่ถือ ว่าแสร ้งทานี่นา”
นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เซี่ยโก่วก็ถามว่า “นี่ใช่หลักการเหตุผลที่จึงชิง บอกว่าการวางตัวการลงมือทาเรื่องอะไรไม่ควรจะเริ่มต้นให้สูงเกินไป ใช่หรือไม่?”
เฉินผิงอันหันหน้ามามองเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว ในใจคิดว่า เจ้าเริ่มศึกษาหลักการเหตุผลในการวางตัวอยู่ร่วมสังคมจากเฉินหลิง จวินแล้วหรือ?
เซี่ยโก่วถามอย่างสงสัย “ทาไมหรือ?”
เฉินผิงอันหันกลับไปมองผิวน้าอีกครั้ง ปล่อยนางไปเถอะ
เซี่ยโก่วพูดหัวข้อสนทนาก่อนหน้านั้นต่ออีกครั้ง “แต่หากอิง ตามลาดับขั้นตอนเช่นนี้ห้าหกร้อยปีให้หลัง ชิงถงจะไม่เผยพิรุธหรือ? ก็ยังต้องเป็ นเจ้าส านักขอบเขตบินทะยานอยู่ดี”
เฉินผิงอันกล่าว “ใครบอกว่าปิดด่านครั้งเดียวก็สามารถพิสูจน์ มรรคาบินทะยานได้เลยล่ะ ล้มเหลวครั้งสองครั้งก็เป็ นเรื่องที่ปกติ มาก”
เซี่ยโก่วเบิกตากว้าง “ชิงถงทาอย่างนี้เกินกว่าเหตุยิ่งกว่าถอด กางเกงผายลมเสียอีก นี่คืออึโดยไม่ถอดกางเกงเลยนะ เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว เจ้าชิงถึงผู้นี้จิตใจสกปรกถึงได้คิดวิธีการชั่วร ้ายแบบนี้ ออกมาได้ มารดามันเถอะ เมื่อก่อนข้ายังนึกว่าเขาเป็ นคนโง่ไร ้ สติปัญญาดีนักนะ ที่แท้แม้แต่ข้าก็ยังหลอกได้ ไม่แน่ว่าการที่เขาไม่ อาจเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ก็อาจเป็ นการกระท าอย่างจงใจก็เป็ นได้? ไม่แน่ว่าอาจจะเป็ นขอบเขตสิบสี่แล้ว?! ไม่ได้ ข้าต้องถามเขาต่อหน้า สักค า หากยังไม่ยอมบอกมาตามตรง กล้าไม่ยอมรับว่าเป็ นขอบเขต สิบสี่ ข้าก็จะถามกระบี่จนเขาเผยรูปลักษณ์เดิม…”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “เจ้าอาจจะเข้าใจชิงถงผิดไปหรือเปล่า? ไม่ แน่ ว่าอาจมียอดฝี มือคอยชี้แนะเขา? แน่ นอนว่าข้าก็เดาเอา เหมือนกัน”
เซี่ยโก่วไม่ได้อยู่บนภูเขาลั่วพั่วมาอย่างเสียเปล่า รีบเปลี่ยน ค าพูดทันใด “แผนการแยบยลยิ่งนัก ต้องมียอดฝีมือคอยชี้แนะให้อยู่ เบื้องหลังแน่นอน!”
เฉินผิงอันจนค าพูดไปทันใด เจ้าตัวดี ข้อดีของทุกคนบนภูเขา ลั่วพั่วล้วนถูกเจ้าเรียนรู ้มาจนเกือบหมดแล้ว
อยู่ดีๆ เซี่ยโก่วก็เอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “ผู้ฝึกบ าเพ็ญตนมอง มนุษย์ธรรมดาล่างภูเขาดูเหมือนว่ายากมากที่จะมองคนเป็ นคน แล้ว ก็ยากมากที่จะมองตัวเองเป็ นคน สรุปก็คือฝ่ ายแรกยากมากที่จะมอง ฝ่ายหลังเป็ นคนประเภทเดียวกัน”
นี่แสดงให้เห็นว่าเซี่ยโก่วไม่มีทางมองชิงถงและเผ่าปีศาจที่หลอม เรือนกายเป็ นมนุษย์ได้แล้วผู้นั้นเป็ นคนบนเส้นทางเดียวกัน
เฉินผิงอันไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แค่เอ่ยโน้มน้าวว่า “อยู่ที่ ภูเขาลั่วพั่ว เจ้าไม่ต้องพูดจาให้สุภาพไพเราะอย่างจงใจหรอก เดิมที ก็ไม่มีใครเห็นเจ้าเป็ นคนนอกอยู่แล้ว เจ้าท าแบบนี้กลับจะทาให้อึดอัด เปล่าๆ”
เซี่ยโก่วมึนงงอยู่บ้าง “เกิดจากความรู ้ที่สะสมมา หลุดปากพูด ออกไป สะสมมากใช ้ทีละน้อย พรสวรรค์และความสามารถเหมือน น้าพุพรั่งพรู คาพูดมารออยู่ตรงปากแล้วก็ขวางไว้ไม่อยู่ ข้าไม่รู ้สึก อึดอัดเลยสักนิด คนอื่นก็ไม่รู ้สึกอึดอัดเหมือนกัน เจ้าขุนเขา หรือว่า ข้าเข้าใจผิดไป?”
เฉินผิงอันยิ่งอ่อนใจมากกว่าเดิม ได้แต่ตอบรับอย่างขอไปที “เอา เถอะๆ ไม่ได้เข้าใจผิด”
เก็บคันเบ็ดตกปลาและข้องไม้ไม่ใส่ไว้ในวัตถุจือซือด้วยกัน แล้ว ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังภูเขาบรรพบุรุษลูกนั้นอีกครั้ง
เซี่ยโก่วหัวเราะร่วน “เจ้าขุนเขา พวกเราเหมือนผู้ตรวจการแปด กรมที่ปลอมตัวออกมาตรวจสอบสภาพความเป็ นอยู่ของชาวบ้าน อย่างที่พูดถึงในงิ้วไหม?”
ก็แค่ว่าสวมรองเท้าสานถือไม้เท้าไม้ไผ่ออกจะดูยากจนไปสัก หน่อย
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้ามีความสุขก็พอ”
เซี่ยโก่วเหลือบมองกลุ่มภูเขาแล้วเอ่ย “มีภูเขาว่างเยอะมากเลย รู ้สึกว่าพื้นที่ใหญ่กว่าเอาภูเขาลั่วพั่วและสานักกระบี่ชิงผิงมารวมกัน เสียอีก เจ้าชิงถงผู้นี้ชอบทาอะไรใหญ่โตชอบโอ้อวดความส าเร็จ เหลือเกิน”
เฉินผิงอันยิ้มถาม “ทาไมเจ้าถึงตั้งตัวเป็ นปรปักษ์กับชิงถงทุก เรื่องเลยล่ะ”
เซี่ยโก่วเบ้ปาก เอ่ยว่า “บินทะยานเศษสวะก็คู่ควรให้ข้าต้องเล่น งานเขาด้วยหรือ”
เฉินผิงอันไม่ได้พูดอะไร
เซี่ยโก่วกล่าว “เจ้าขุนเขา กฎเดิม ท าเป็ นว่าข้าไม่ได้พูดและท่าน ก็ไม่เคยได้ยิน”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ข้าสามารถทาเป็ นว่าไม่เคยได้ยินได้ แต่ คาพูดประเภทนี้หากไม่ต้องพูดได้ก็อย่าพูดดีกว่า”
มีบางคนที่หัวไวหน่อย ถึงกับสร ้างร ้านชั่วคราวไว้ข้างถนนหลัก ของเส้นทางภูเขา ขายเหล้าหมักตระกูลเซียนประเภทต่างๆ อยู่ที่นี่ ล้วนซื้อมาจากท่าเรือแห่งอื่นเป็ นจานวนมากพอเอามาขายต่อ ราคา ก็สูงขึ้น เป็ นการค้าที่ได้กาไรไม่มีขาดทุน เพราะถึงอย่างไรลูกค้าต่าง ก็มาที่นี่เพื่อแสวงหาอนาคต ไม่แน่ว่าหนึ่งคาพูดหนึ่งการกระทาของ พวกเขาอาจอยู่ใต้เปลือกตาของเจ้าสานักชิงอวี้ก็เป็ นได้ ในร ้านเหล้า มีคนเบียดเสียดแออัด เซี่ยโก่วเลือกโต๊ะว่างที่อยู่ในมุม สั่งเหล้าที่ขาย แยกหนึ่งจิน เนื้อพะโล้สองจิน และกับแกล้มแกล้มสุราอีกสองสาม จาน ผู้ฝึ กตนหลายกลุ่มที่เดินผ่านริมน้าก่อนหน้านี้ก็มาดื่มเหล้า พูดคุยกันอยู่ที่นี่พอดีสตรีหน้าตางดงามราวภูตจิ้งจอกดวงตาเป็ น ประกาย ก าลังจะอ้าปากเอ่ยหยอกเย้าบุรุษชุดเขียว เซี่ยโก่วกลับไม่ สบอารมณ์ทันใด งอนิ้วสองข้างชี้มาที่ตัวเองก่อนจะชี้ไปที่ดวงตาของ สตรีผู้นั้น
เซี่ยโก่วจับประคองหมวกขนเตียว บ่นเสียงเบา “ราคาแพงหูฉี่ เลย เชือดหมูหรือไร”
เกี่ยวกับเรื่องของค่าใช ้จ่ายที่เป็ นเงินเป็ นทอง เซี่ยโก่วไม่ค่อยใช ้ เงินมือเติบเท่าใดนักหาไม่แล้วตอนนั้นที่เพิ่งมาเยือนใต้หล้าไพศาล นางก็ไม่มีทางไปตั้งแผงขายสมุนไพรขายของบนภูเขา
เฉินผิงอันไม่เอ่ยอะไร
เซี่ยโก่วถึงได้นึกขึ้นได้ว่าเจ้าขุนเขาเป็ นเพื่อนร่วมอาชีพกับเถ้า แก่ร ้าน ขายเหล้าเหมือนกัน นางจึงรู ้สึกขลาดๆ อยู่บ้าง ยกสองแขน กอดอก หลับตาท าสมาธิ
เสียงในร ้านเหล้าเอะอะจอแจ ถึงขั้นที่ว่ามีผู้ฝึกตนเริ่มเล่นทาย หมัดกันแล้ว เซี่ยโก่วรู ้สึกว่าเสียงของพวกเขาใกล้จะท าให้หลังคา ร ้านสะเทือนปลิวไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้เป็ นปัญหามากนัก เพราะเซี่ยโก่ว จับตามองคนหนุ่มหน้าตาเฉยชาที่ยึดครองโต๊ะเหล้าไปคนเดียวไม่ ยอมรวมโต๊ะกับใครแล้ว บนโต๊ะวางกระบี่ยาวฝักทาจากหนังเจียวสีดา สนิทอยู่เล่มหนึ่ง คนหนุ่มนั่งดื่มเหล้าอยู่เพียงลาพัง สีหน้าของเขาเย็น ชา ท่าทางเช่นนั้นราวกับว่าด้านหลังมีธงตั้งวางอยู่ เขียนตัวอักษร ใหญ่ๆ สี่ตัวว่า “ดวงตามองไม่เห็นใคร
เซี่ยโก่วใช ้เสียงในใจเอ่ย “เจ้าขุนเขา กระบี่เล่มนี้ค่อนข้างมีอายุ นะ วิธีการหลอมกระบี่คือวิชาเก่าแก่ จ าไม่ได้แล้ว แต่ว่าคุ้นตา”
เฉินผิงอันพยักหน้า “คือของเก่าอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ว่า ขอบเขตของคนผู้นี้ยังไม่สูง แต่บนร่างมีกลิ่นอายแห่งมรรคารวมตัว กันหนาแน่น มีกลิ่นอายของการกลับคืนสู่ธรรมชาติความเป็ นจริง หากไม่ผิดไปจากที่คาด ชิงถงน่าจะดึงตัวคนผู้นี้ไว้ใช ้ทางานสาคัญ”
ดื่มเหล้ากันไปแล้ว คาพูดคาจาก็ยิ่งไร ้ความยาเกรง นอกจากพูด เรื่องเกี่ยวกับการขุดเจาะลาน้าใหญ่แล้ว เรื่องวงในและความจริง มากมายที่บอกว่าได้ยินได้ฟังมาอีกที อย่างเรื่องที่ว่าชิงมี่เข้าร่วมกับ สานักกุยหยก หวงถึงแห่งภูเขาไท่ผิงปิดด่าน ช่วงนี้เรือนอวิ๋นฉ่าวผู
ซานจะมีการประลองยุทธเกิดขึ้น ล้วนเป็ นเรื่องที่ถูกพูดถึง แล้วก็มีคน ที่ด่าสานักใบถงที่ถึงยามศึกแล้วหันไปเข้าข้างพวกสัตว์เดรัจฉานเผ่า ปีศาจ เซี่ยโก่วไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ เรื่องเดียวที่รู ้สึกว่าน่าสนใจ บังเอิญเกี่ยวข้องกับภูเขาของตัวเองพอดี นั่นก็คือมีคนผู้หนึ่งบอกว่า เจ้าคนแซ่เฉินของแจกันสมบัติทวีปผู้นั้นไม่อวดอ้างบารมีอยู่ที่บ้าน เกิดของตัวเองไป การที่วิ่งมาขุดเจาะลาน้าใหญ่ที่ใบถงทวีปของพวก เราก็เพราะอยากจะท าให้ฮ่องเต้หญิงต้าเฉวียนเบิกบานใจ แล้วก็ถือ โอกาสนี้กดข่มสานักใบถงที่เคยมีความแค้นเก่าต่อกันด้วย ต้องการ ให้ฝ่ายหลังปิดภูเขาไปอย่างสิ้นเชิง ไม่อาจเงยหน้าอ้าปากได้อีก…
เซี่ยโก่วเงี่ยหูตั้งใจฟัง เจ็บใจก็แต่อีกฝ่ ายไม่ได้บรรยาย รายละเอียดมากนัก ผลคือสังเกตเห็นว่าเจ้าขุนเขาคล้ายกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง
มองมาทางตน
เซี่ยโก่วรีบแสร ้งทาท่าดื่มเหล้า โชคดีที่หมี่ลี่น้อยและสหายคง โหวต่างก็ไม่อยู่ที่นี่ นั่นคือเทพรายงานข่าวใหญ่สองตนของภูเขาลั่ว พั่วเชียวนะ
เฉินผิงอันมองไปนอกประตูแวบหนึ่ง
เพียงไม่นานก็มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินทางมาถึง ลักษณะคล้ายคู่ สามีภรรยา แต่เนื่องจากสตรีเป็ นผู้ฝึกยุทธเต็มตัว จึงเห็นได้ชัดว่านาง ดูมีอายุมากกว่าบุรุษที่เป็ นผู้ฝึกตน
บุรุษมองโต๊ะที่อยู่ในร ้าน คงจะวิเคราะห์ได้ในปราดเดียวว่าเจ้าคน ที่วางกระบี่ขวางไว้บนโต๊ะไม่ควรไปมีเรื่องด้วย จึงเดินมาทางโต๊ะใน มุมที่ยังมีที่นั่งว่างอีกสองที่
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเฉินผิงอัน ใช ้ภาษากลางของใบถงทวีป ที่สาเนียงไม่ชัดเจนนักกุมหมัดยิ้มถาม “สหาย ขอร่วมโต๊ะด้วยได้
หรือไม่?”
เฉินผิงอันกลับตอบกลับด้วยภาษากลางของอุตรกุรุทวีปส าเนียง ดั้งเดิม “แน่นอนว่าย่อมได้”
สตรีขมวดคิ้วน้อยๆ แต่บุรุษกลับนั่งลงโดยตรง ใบหน้าเต็มไป ด้วยความปิติยินดี “ไม่นึกว่าจะได้มาเจอคนบ้านเดียวกันที่นี่ สหายก็ มาฝึกประสบการณ์ที่นี่หรือไร?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ใช ้แรงฝีเท้าหาเลี้ยงชีพ”
ในบรรดาลูกค้าร ้านเหล้าคล้ายจะมีคนจาสองสามีภรรยาคู่นี้ได้ จึงเริ่มซุบซิบกัน ที่แท้ก่อนหน้านี้มีผู้ฝึกยุทธหญิงต่างถิ่นที่หมัดเท้าไม่ อ่อนด้อย หมายจะใช้ขอบเขตยอดเขามาถามหมัดกับหวงอีอวิ๋น แห่งผูซานที่เล่าลือกันว่าเป็ นชั้นคืนความจริงของขอบเขตปลายทาง แล้ว ไม่รู ้ว่าเหตุใด การประลองฝีมือครั้งนี้ผูซานถึงได้ไม่ปิดประตู แต่ เปิดบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้า เป็ นเหตุให้มีผู้ชมเยอะมาก ทว่าหลังจบเรื่องสิ่งที่ผู้คนพากันวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดอย่างแท้จริง ไม่ใช่ว่าปรมาจารย์ผู้ฝึกยุทธหญิงสองคนต่อสู้กันได้ตระการตาแค่
ไหน เพราะถึงอย่างไรผลแพ้ชนะก็ไม่มีอะไรให้ต้องลุ้นอยู่แล้ว แต่มีค า กล่าวที่เล่าลือกันไปอย่างน่าเชื่อถือ ว่ากันว่ามีคนตาแหลมเห็นว่าใน บรรดาผู้ชมของผูซาน บุรุษคนหนึ่งที่สวมชุดเขียวก็คืออิ่นกวานหนุ่ม แซ่เฉินจากแจกันสมบัติทวีปคนนั้น จานวนคนที่ชมบุปผาในคันฉ่อง จันทราในสายน้าครั้งนี้จึงเพิ่มขึ้นพรวดพราดทันที และเพียงไม่นานผู ซานก็ปิดบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้าครั้งนั้นลง
ในความเป็ นจริงแล้วเฉินผิงอันปิ ดด่านอยู่ในพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมที่เนินฝูเหยา ย่อมไม่ได้ไปชมศึกที่ผูซาน
ลูกค้าในร ้านลอบสังเกตสตรีผู้นั้นอย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไม่ ผิดตัว ก็คือปรมาจารย์ด้านการต่อสู้ไม่ทราบชื่อที่เคยต่อสู้กับเย่อวิ๋ นอวิ๋นคนนั้น จึงมีคนพูดถึงเฉินผิงอันที่ไปชมศึกที่ผูซาน ให้คา วิจารณ์ว่า “หากนั่งกันต่อหน้า ข้าอาจจะยังให้ความเคารพเขาหลาย ส่วน แต่ในเมื่อมองผ่านบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้า ถ้าอย่าง นั้นข้าก็ต้องเอ่ยประโยคหนึ่งว่า เขายังขาดความหมายบางอย่างไป”
ได้ยินประโยคที่มีคุณธรรมนี้ เซี่ยโก่วก็พยายามตีหน้าเคร่ง พี่ชายผู้นี้ต้องเป็ นวัตถุดิบที่สร ้างได้อย่างแน่นอน
ในร ้านมีผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่สุขุมรอบรู ้คนหนึ่งอดไม่ไหวจริงๆ จึง ตบโต๊ะ เอ่ยเสียงหนักจริงจัง “เลิกพูดเหลวไหลเสียที! แต่ละคนดีแต่ ปาก ไม่รู ้จักกลัวตายกันบ้างเลย วิถีทางโลกทุกวันนี้เป็ นอย่างไรไม่ กลัวว่าจะถูกคนมีใจได้ยินเข้าแล้วเอาไปฟ้ องสานักศึกษาเพื่อขอคุณ ความชอบจริงๆ หรือ?! เจ้าคนแซ่เฉินผู้นั้น หากเขามีแค่ภูเขาลั่วพั่วก็
ยังพอทาเนา ทุกวันนี้สานักเบื้องล่างของเขาก็อยู่ที่ใบถงทวีปนี่เอง ใครจะรู ้ว่าตอนนี้ที่นี่จะมีหูตาของสานักกระบี่ชิงผิงอยู่หรือไม่? ข้า บอกว่าข้าไม่ใช่ พวกเจ้ากล้าเชื่อไหม? ข้าบอกว่าข้าใช่ พวกเจ้ากล้า ไม่เชื่อหรือ?!”
คาพูดนี้ดังออกมา ร ้านเหล้าที่เสียงดังอึกทึกก็เงียบกริบเหมือน
จักจั่นในหน้าหนาว
ความกังวลของชิงถงก่อนหน้านี้ ที่บอกว่าไม่ยินดีจะให้เฉินผิงอัน เปิดเผยสถานะตอนมาเยือนที่ภูเขา ก็ถือว่าพอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง
ชื่อเสียงของคนก็เหมือนเงาของต้นไม้ อิ่นกวานคนสุดท้ายของ ก าแพงเมืองปราณกระบี่ หากว่ามาเยือนอาณาเขตของภูเขาอู๋ถงจริง ไม่ว่าเหตุผลภายนอกในการมาเยือนคืออะไร เกรงว่าผู้ฝึ กตนเผ่า ปีศาจในท้องถิ่นของใบถงทวีปทุกคนคงเป็ นดั่งฝูงนกฝูงสัตว์แตกรัง สถานที่พักพิงและความร่ารวยสูงศักดิ์จะเทียบกับชีวิตของตัวเองได้ หรือ? หากเฉินผิงอันมีใจอยากสังหารจริงๆ ในอาณาเขตของภูเขา อู๋ถงนี้ก็ไม่ใช่ว่ามีคุณความชอบทางการสู้รบรอให้เขามาเก็บอยู่ทุก หนทุกแห่งหรอกหรือ? ภูเขาอู๋ถงกลายมาเป็ นร ้านหม้อไฟ ถูกเจ้าคน แซ่เฉินผู้นั้นมากวาดเรียบเอาไปทีเดียว
เฉินผิงอันอดมองผู้เฒ่าไม่ได้ ฝ่ ายหลังสัมผัสได้ถึงสายตาของ เขาก็ผงกศีรษะให้ คนทั้งร ้านมีแต่พวกไร ้สมอง มีเพียงคนชุดเขียวผู้นี้ ที่พูดไม่มาก ดื่มเหล้าก็แค่ดื่มเหล้า มองดูเหมือนอายุไม่มาก แต่กลับ ค่อนข้างสุขุมหนักแน่น
เซี่ยโก่วใช ้เสียงในใจพูดคุย “เจ้าขุนเขา ผู้เฒ่าก าลังชมท่านอยู่ ในใจน่ะ”
มิน่าเล่าถึงได้พูดกันว่าวาสนากับผู้ใหญ่ของเจ้าขุนเขาพวกเรา สุดยอดเป็ นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าช่วยไปดื่มสุรา
คารวะ ขอบคุณแทนข้าไหมล่ะ?”
เฉินผิงอันใช ้เสียงในใจยิ้มพูดคุยกับสามีภรรยาคู่นั้น “ก่อนหน้า นี้เคยเห็นทั้งสองท่านบนเวทีประลองของภูเขาตี่ลี่ ไม่ว่าอย่างไรก็คิด ไม่ถึงว่าพวกเจ้าสองคนจะผูกสมัครเป็ นคู่บ าเพ็ญเพียรกัน ขอแสดง ความยินดีด้วย”
ปีนั้นครั้งแรกที่เฉินผิงอันไปเที่ยวเยือนอุตรกุรุทวีป ผู้ฝึกตนอิสระ หวงซีกับผู้ฝึกยุทธหญิงซิ่วเหนียงเคยต่อสู้ตัดสินเป็ นตายกันบนเวที ประลอง
สหายสองคนของเฉินผิงอันอย่างหลิวจิ่งหลงและหวงกวาน ก็เคย ถามกระบี่ด้วยลงนามในสัญญาเป็ นตายครั้งหนึ่งที่ภูเขาตี่ลี่เหมือนกัน
ในความเป็ นจริงแล้วก่อนหน้านี้ราชสานักต้าหลีมีความคิดที่จะ เรียกตัวซิ่วเหนียงให้มาเสริมตาแหน่งแผนภูมิดินสิบสองคนที่ว่างอยู่ แต่สุดท้ายก็ยังเลือกโจวไห่จิ้งที่เทียบกันแล้วเหมาะสมมากกว่า
เฉินผิงอันยกชามเหล้า “ปีนั้นอยู่ในภูเขาตี่ลี่ หวงเซียนซือปล่อย วิชาคาถาออกไปต่อเนื่องกัน สามารถเอาวิธีการหลายสิบชนิดของ
ตระกูลเซียนมาหลอมรวมในเตาเดียวกันได้ท าให้คนได้เปิดโลกทัศน์ อย่างน้อยตอนนั้นข้าที่ชมศึกอยู่ไกลๆ ก็รู ้สึกว่าได้รับผลประโยชน์ อย่างมาก ภายหลังระหว่างที่เดินทางท่องเที่ยวก็มักจะเอามาคิด ทบทวนน้าไปซ้ามา ส่วนหมัดของฮูหยินท่านก็เหมือนมังกรเลื้อย พลังอานาจยิ่งใหญ่ไพศาล ไม่ตกเป็ นรองเลยแม้แต่น้อย มาดของ ปรมาจารย์เปี่ยมล้น จนคนมองรู ้สึกเลื่อมใส สามารถอาศัยโอกาสที่ ได้มาดื่มเหล้าร่วมกันที่ต่างบ้านต่างเมืองครั้งนี้ดื่มคารวะทั้งสองท่าน ได้พอดี”
หวงซีหัวเราะเสียงดัง ไม่ได้เห็นคาพูดเกรงใจตามมารยาทนี้เป็ น จริงเป็ นจัง แต่กระนั้นก็ยังรินเหล้าเต็มชามแล้วกระดกดื่มจนหมด ซิ่ว เหนียงที่เงียบขรึมพูดน้อยเพียงแค่ยกชามเหล้าขึ้นจิบเหล้าหนึ่งคา
เท่านั้น
วางชามเหล้าลง หวงซีก็ส่งเสียงเรอ ถามว่า “พี่ชายมาท่องเที่ยว ที่ภูเขาอู๋ถงหรือว่ามาสวามิภักดิ์ต่อเจ้าสานักชิงอวี้ล่ะ?”
เฉินผิงอันกล่าว “ดูสถานการณ์ของที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน”
หวงซีพยักหน้า “ต้องเป็ นเช่นนี้ จดบันทึกชื่อลงในทาเนียบหยก ทอง ไม่ใช่การหาโรงเตี๊ยมพักค้างแรมง่ายๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ต้อง ระมัดระวังรอบคอบ